คำชี้แจงจาก Hi-thaksin ถึงคม-ชัด-ลึก

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2550 นำเสนอข่าว ว่า "สงขลา-โคราช" แสดงพลัง เข้าชื่อให้กำลังใจ "ป๋าเปรม" ลั่นกลุ่มต้านไม่หยุด รวมพลทั่วอีสานชน ขณะที่ "บุญรอด" สั่งสกัดม็อบรับจ้างเข้ากรุง ด้าน "ยูทูบ" ถอดคลิปหมิ่นเบื้องสูงแล้ว บล็อกเกอร์แฉใช้บริการที่เดียวกับเวบ "ไฮ-ทักษิณ"

          มีรายละเอียดในเนื้อข่าว ที่เกี่ยวพันมาถึง Hi-thaksin ด้วยอาการที่ไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด และยังสัมผัสได้ถึงจิตอกุศลที่มีต่อ Hi-thaksin อย่างชัดเจน  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

          "บล็อกเกอร์แฉเวบหมิ่นเบื้องสูงพันไฮทักษิณ

          kittinunn บล็อกเกอร์ ในเวบไซต์ http://www.oknation.net ได้นำเสนอข้อมูลที่มาของคลิปหมิ่นสถาบัน ที่เผยแพร่ในยูทูบว่า มีความเกี่ยวโยงกับ เวบไซต์ hi-thak sin.net  ซึ่งเป็นเวบสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช.

          kittinunn ระบุว่า นอกจากผู้จัดทำจะนำขึ้นบนเวบไซต์ยูทูบแล้ว ยังพบว่ามีความพยายามที่จะเปิดเวบไซต์เพื่อเผยแพร่ภาพคลิปวิดีโอดังกล่าวต่อ โดยลิงค์ไฟล์คลิปวิดีโอด้วยการเอ็มเบด (embed) หรือวางพื้นที่คลิปวิดีโอ ไปยังเวบไซต์ของเขา เวบไซต์นี้ตั้งชื่อโดเมนจงใจที่จะให้คล้องกับเบื้องสูง

          โดยหน้าตาของเวบไซต์มีเนื้อความที่น่าจะหมิ่นเบื้องสูง ด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ทั้งนี้นอกจากจะวางพื้นที่คลิปวิดีโอของยูทูบแล้ว ยังมีภาพที่หมิ่นเบื้องสูงอีกด้วย พร้อมเชิญชวนให้ส่งอีเมลเพื่อบอกต่อ

          จากการตรวจสอบผู้จดทะเบียนโดเมนดังกล่าว พบว่ามีการจดทะเบียนในนาม "Five Thousand Dollar Domains" อีเมล biznewstoday@yahoo.com mailto:biznewstoday@yahoo.com ตั้งอยู่บนถนนเจเวล (Jewel Avenue) ในมลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จดทะเบียนภายใต้การดูแลของ GoDaddy.com, Inc. ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 หมดอายุในวันที่ 4 เมษายน 2551

          ทั้งนี้ บริษัท GoDaddy.com, Inc. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลในการจดทะเบียนเวบไซต์ hi-thaksin.net เวบไซต์ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช. ซึ่งจดทะเบียนโดยใช้ชื่อ DomainsByProxy.com ตั้งอยู่ที่ถนนเฮย์เดน ในมลรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และจากการตรวจสอบการทำงานของเวบไซต์ GoDaddy.com พบว่าเป็นบริการให้เช่าพื้นที่เวบไซต์ แต่สันนิษฐานว่าลักษณะการกระทำจะเป็นบริษัทรับจ้างจัดหาระบบเวบไซต์และรับเป็นเจ้าของโดเมนแทนลูกค้า เรียกว่าออกหน้าออกตาโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งถ้าจะช่วยกันสืบค้นเบาะแสเพิ่มเติม เชิญร่วมแกะรอยการบริหารงานของบริษัทนี้ได้ที่ https://www.godaddy.com/"

          ยอมรับตามตรงว่า อ่านแล้วงง ไม่เข้าใจว่าผมกับทีมงาน ไปเกี่ยวข้องกับ ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้อย่างไร จึงได้ให้โปรแกรมเมอร์ ของ Hi-thaksin อ่านข่าวชิ้นนี้ และตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นไปตามที่ "คมชัดลึก" เสนอหรือไม่  ได้ความโดยสรุปว่า ข้อมูลที่ "คมชัดลึก" นำมาเสนอข่าว  เป็นอาการ "มั่ว" ของ "คมชัดลึก" ที่พยายามจะลากโยง ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ให้มาเกี่ยวพันกับ Hi-thaksin  ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งทางตรงและทางอ้อม  

          การใช้เหตุผลเพียงประการเดียวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ว่า Hi-thaksin มีความเกี่ยวข้องกับ ผู้ที่จัดทำและเผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ด้วยข้อมูลที่ว่า จดทะเบียนไว้ที่ Godaddy.com,Inc นั้น เป็นความพยามที่แสดงให้เห็นถึงจิตอกุศล   ที่จะยัดเยียดข้อหาอันร้ายแรงให้แก่ผมและทีมงาน โดยเจตนา

          เนื่องจากมีเวปไซต์มากกว่า19ล้านเวปไซต์ที่ใช้บริการของ Godaddy.com, Inc  

          ดังนั้น หากใช้ตรรกะเดียวของ Kittinun มากล่าวหา Hi-thaksin ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า Hi-thaksin มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับเวปไซต์อีก 19 ล้านเวปไซต์ ที่ใช้บริการของ Godaddy.com,Inc ด้วย  

          หาก 1 ในจำนวน 19 ล้านเวปไซต์ นี้ไปทำผิดกฎหมายข้อหนึ่งของใดของประเทศหนึ่งประเทศใด แปลความว่า Hi-thaksin ต้องรู้เห็นและเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่

          (อ่านรายละเอียด :: ความสัมพันธ์ Hi-thaksin กับ Godaddy

          หากใช้ตรรกะดังที่ Kittinun และ "คมชัดลึก" เห็นว่าถูกต้องนี้ มากล่าวหา Hi-thaksin มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน youtube ก็ต้องใช้ตรรกะเดียวกันนี้กับ เวปไซต์เนชั่น และหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ด้วยหรือไม่  หากบล็อกเกอร์คนใดคนหนึ่งของเนชั่น หรือ เวปไซต์ใดเวปไซต์หนึ่ง ที่ไปจดทะเบียนหรือใช้บริการจากบริษัทผู้ให้ บริการ เดียวกับ เวปไซต์เนชั่น ไปทำผิดกฎหมาย หมายความ เวปไซต์เนชั่น เกี่ยวข้องด้วย ใช่หรือไม่

          กระทั่ง หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หรือ สื่อเครือเดอะเนชั่น หากยอมรับตรรกะ นี้ ก็หมายความว่า หากคนใดคนหนึ่งในเครือเดอะเนชั่น ไปทำผิดฎหมาย ก็เท่ากับว่า เดอะเนชั่น ทำผิดกฎหมายด้วยใช่หรือไม่ 

          หากเนชั่น ยอมรับตรรกะการสร้างความสัมพันธ์เช่นว่านี้ กรณี พนักงานเนชั่น ไปลวนลาม กระทำอนาจารนักเรียนหญิงคนหนึ่ง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้พร้อมหลักฐาน คือกล้องถ่ายภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ เนชั่นจะอธิบายอย่างไร ว่า เครือเนชั่น ไม่เกี่ยว  ผู้บริหารเนชั่น ไม่เกี่ยว 

          ก็ในเมื่อ พนักงานคนที่ไปกระทำการลวนลาม อนาจารเด็กนักเรียน เป็นพนักงานที่เนชั่น พิจารณาคัดเลือกเข้ามาตามกฎเกณฑ์ของบริษัท ผู้บริหารเนชั่น รับรองและยอมรับว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี เป็นวิญญูชน มีสภาพจิตใจที่ดีไม่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ได้รับเกียรติอย่างสูง จากประชาชนทั่วไป และถืออภิสิทธิ์มากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพสาขาอื่น

          การที่พนักงานคนนี้ ไปกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดที่น่ารังเกียจในสังคมไทย และสังคมโลก ผู้บริหารเนชั่น ในฐานะที่เป็นผู้รับรองและยอมรับว่าพนักงานคนนี้เป็นผู้มีความประพฤติดี อยู่ร่วมกับเครือเดอะเนชั่น ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง กับการที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อมาตรฐาน และความประพฤติของพนักงานเครือเดอะเนชั่น 

          (http://hilight.kapook.com/view/9235)

          ไม่ว่าท่านจะใช้ตรรกะใดในการกล่าวหา หรือ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า Hi-thak sin มีความเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมก็ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" หยุดพฤติกรรมการใช้เทคนิค "มือที่สาม" มากล่าวหา Hi-thaksin ตลอดจนผู้อื่น ให้ถูกสังคมตั้งข้อสงสัย มองด้วยสายตาคลางแคลงใจ  อันจะทำให้ได้รับความเสียหาย  อีกต่อไป

          วิธีการอ้างว่ามีบล็อกเกอร์ ชื่อ Kittinun เขียนข้อมูลมาให้นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการใช้ "มือที่สาม" กล่าวหาบุคคลอื่น เช่นนี้ ไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษ รวมไปถึงสุภาพสตรี  หากแต่เป็นพฤติกรรมของพวกไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า ชอบแทงคนข้างหลัง  ไม่แตกต่างจากเทคนิคของ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร หัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัม พันธ์เชิงลึก ของคมช. ใช้กล่าวหาและทำลายความน่าเชื่อถือของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   ซึ่ง เป็นวิธีการที่ต้องแอบทำ เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

          การอ้างบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนข้อความไว้ในบล็อก ในทำนองว่าได้ตรวจสอบพบความน่าจะเกี่ยวพันกันระหว่างผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ Hi-thaksin แล้วก็นำข้อมูลนั้นมาเสนอเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อ Hi-thaksin  เพื่อที่ "คมชัดลึก" จะอ้างได้ในภายหลังหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ว่าไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเอง แต่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนมานั้น เป็นเทคนิคการทำข่าวแบบตื้นๆ ของนักข่าวเลวๆ  ที่กล้าใส่ร้ายคน  แต่ไม่กล้ายืดอกรับว่าเป็นผู้กระทำ 

         
ข้อความที่ บล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun ส่งมานั้น (ถ้ามีตัวตนจริง) ก็เปรียบได้กับใบปลิว 1 แผ่น เท่านั้น ที่มีผู้อ่าน "คมชัดลึก" ส่งไปให้กองบรรณาธิการ  แล้วบรรณาธิการ ก็สั่งให้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทันที หลังจากอ่านจบ พบว่ามีข้อความที่ถูกใจตัวเอง  โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อความในใบปลิวนั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือเพียงใด  ซึ่งผมคิดไม่ถึงว่ามาตรฐานการนำเสนอข่าวของ "คมชัดลึก" สื่อในเครือเดอะเนชั่น ที่นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น จะต่ำเยี่ยงนี้ 

          หาก "คมชัดลึก" และ สื่อเครือเดอะเนชั่น ใช้วิธีการแสวงหาข้อมูล และใช้มาตรฐานการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ด้วยการหยิบใบปลิว 1 ใบ หรือ ข้อมูล ความเห็นของ บล็อกเกอร์ 1 คน ที่ส่งเข้าในกองบรรณาธิการ หรือ ในเวปไซต์เนชั่น  แล้วนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้น ราวกับพบหลักฐานการทุจริตของผู้บริหารประเทศ เช่นนี้ ก็ สมควรแล้วที่ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในเครือเดอะเนชั่น ทุกฉบับ จะทรุดตัวลงจนเป็นที่วิตกกังวลของผู้บริหาร เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และผมเชื่อว่าจะทรุดต่ำลงอีก เนื่องจากสื่อเครือเดอะเนชั่น เลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างคณะรัฐประหาร  เพราะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มปากเต็มคำ จึง ทรยศต่ออุดมการณ์และวิญญาณเสรีของสื่อมวลชน รวมทั้งทรยศหักหลังต่อประชาชนผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

          แม้จะไม่กล่าวหากันชัดๆ เพียงแต่เสนอข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสงสัยต่อความจงรักภักดีของ Hi-thaksin  ผมก็เข้าใจดีว่า เจตนาของ "คมชัดลึก" คืออะไร ? 

          "คมชัดลึก" ต้องการยัดเยียดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้กับ Hi-thaksin เพราะเชื่อว่าด้วยข้อหานี้เท่านั้น ที่จะหยุด Hi-thaksin ได้ และหากข่าวนี้ได้รับความสนใจจากกระทรวงไอซีที ที่กำลังเล่นงาน Youtube อยู่ Hi-thaksin ก็น่าจะถูกรวบติดร่างแหไปด้วย 

          ผมขอประณาม "คมชัดลึก" ว่าเป็นสื่อมวลชนที่ใช้วิธีการสกปรกที่สุด และน่าละอายที่ สุด ในการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้อื่นจะได้รับ จากการนำเสนอที่เป็นเท็จของตนเอง 

          ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นับเนื่องเวลาติดต่อกันมานานกว่า 50 วัน ที่ตั้งใจมาทำหน้าที่เป็นสื่อให้แก่คนรักทักษิณ มาพูดคุยและให้กำลังใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  และได้พัฒนาเป็นสื่อเพื่อเปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่ยอมนำเสนอ ให้ประชาชนได้รับทราบ  Hi-thaksin ไม่เคยนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ภาพ ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ที่บังอาจกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยคิดที่จะกระทำการดังกล่าวด้วย

          ในฐานะคนไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ทีมงาน Hi-thaksin รู้ดีว่าเราควรจะปฏิบัติตนเช่นไร แม้จะไม่ใช่สื่อโดยอาชีพ แต่พวกเราทุกคนก็เคร่งครัดอย่างยิ่งต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและภาพ ไม่ให้กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์  ยิ่งกว่าสื่อมืออาชีพ อย่าง "คมชัดลึก" เสียอีก 

         
"คมชัดลึก" จำได้หรือไม่ว่า การถูกกล่าวหาว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น เป็นความเจ็บปวดเพียงใด และเป็นความยุ่งยากลำบากใจเพียงใดที่จะต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่า ไม่ได้มีพฤติกรรม และเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ดังที่ท่านกล่าว หา Hi-thaksin ผมก็สามารถชี้แจงได้ไม่ยากนัก แม้จะรำคาญใจอยู่บ้างที่ถูกกล่าวหาด้วยความเท็จ

          แต่หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นความจริง มีพยานหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันได้ว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงๆ ดังที่ "คมชัดลึก" กระทำ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549"  นอกจากจะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจที่ต้องชี้แจงต่อสังคม ว่าเหตุใดจึงกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมาย ที่จะต้องรับโทษ อีกด้วย

          ผมมั่นใจว่า Hi-thaksin ไม่เคยมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ มั่นใจว่า "คมชัดลึก" ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24-30 มีนาคม 2549 ได้ 

          หากไม่ได้รับความเมตตาจาก คณะรัฐประหาร ที่ใช้อำนาจเผด็จการสั่งการให้อัยการสูง สุดถอนฟ้องคดีที่ประชาชนทั่วประเทศ แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วันนี้ "คมชัดลึก" ก็ยังตกอยู่ในฐานะจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดอุฉกรรจ์ขั้นร้ายแรงใดไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

         
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดขั้นสูงสุดที่ไม่เคยมีใครในประเทศไทยกระทำมาก่อน อันเป็นเหตุให้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ อดทนต่อพฤติกรรมของพวกท่านไม่ได้ ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับพวกท่าน ไว้ทั่วประเทศ 

          หาก "คมชัดลึก" ลืมไปหมดแล้ว ผมจะนำมาเรียบเรียงให้ได้รำลึกความผิดขั้นร้ายแรงที่พวกท่านได้กระทำไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งชาติ ดังนี้

          วันที่ 24 มีนาคม 2549 "คมชัดลึก" ซึ่งเป็นสื่อสนับสนุนขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวคำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตอนหนึ่งว่า 

          "..เอ็ง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ส่งกฎหมายให้ในหลวงลงพระปรมาภิไธย พอพระองค์ท่านลงมาแล้ว เกิดความผิดพลาด นายกต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่ยอมลาออกต้องบอกประชาชนทั้งประเทศว่าให้………….ลาออก…"

          (ชมและฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่นี่)          

         
ประชาชนที่อ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549  แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" 

          เอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ที่ปรากฎอยู่ใน http://www.chupong/. com เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์ทวงถามหาความจริงและผู้กระทำความผิดกรณี "คมชัดลึก-สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกขยายผลจากสื่อมวลชนและเครือข่ายสื่อที่รวมหัวกันบิดเบือน จนกลายเป็นกรณี คาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก  และนำเสนอประเด็นคาราวานคนจน คุกคามสื่อ เป็นประเด็นใหญ่แทนประเด็น "คมชัดลึก -สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          "คมชัดลึก" เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนต่างๆ ในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพให้เข้ามาช่วยเหลือ และขยายประเด็นคาราวานคนจนคุกคามสื่อ อย่างใหญ่โต และป้ายสีคาราวานคนจน จาก พสกนิกรผู้จงรักภักดี กลายเป็น กลุ่มมวลชนบ้าคลั่ง คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และสร้างกระแสกดดัน จนกระทั่ง แกนนำคาราวานคนจน 6 คนต้องตกเป็นผู้ต้องหาของ "คมชัดลึก" และถูกฟ้องเป็นจำเลย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในขณะนี้

          "คมชัดลึก" ใช้เล่ห์เพทุบาย และความได้เปรียบทางการสื่อสาร ครอบครองเครื่องมือสื่อสารไว้ทั้งหมด บิดเบือนให้ประเด็นการทวงถามหาผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นประเด็นคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน เพื่อหาแง่มุม "เอาตัวรอด" แต่ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          "คมชัดลึก" สนใจแต่ตัวเอง ห่วงแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจและไม่ได้เดือดร้อนกับกรณีมีผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          นี่คือข้อกล่าวหาของผม

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" เปิดเผยว่า สมาชิกคนหนึ่งของคาราวานคนจนอ่านพบข้อความนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 และได้โทรศัพท์ไปสอบถามที่กองบรรณาธิการหนังสือ พิมพ์คมชัดลึก ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่ พนักงานที่รับโทรศัพท์ตอบว่าข่าวที่คมชัดลึกนำเสนอทุกข่าว เป็นความจริง  เมื่อสมาชิกคาราวานคนจนสอบถามต่อว่า การให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือไม่  พนักงาน "คมชัดลึก" ตอบว่าและจะตรวจสอบดู ถ้าเข้าข่ายก็จะชี้แจงในวันรุ่งขึ้น (25 มีนาคม 2549) แล้วก็วางโทรศัพท์ทันที

เวลาผ่านไป 3 วัน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ไม่ได้ลงข้อความชี้แจงการให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แม้แต่คำเดียว ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่เคยมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฎใน "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 มาก่อน

วันที่ 27 มีนาคม 2549 คาราวานคนจนซึ่งชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งอยู่ที่สวนจตุจักร จึงนำหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 24 มีนาคม 2549 ไปอ่านให้ประชาชนกว่าหมื่นคนที่มาฟังการอภิปราย ได้รับทราบ ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่ "คมชัดลึก" นำเสนอ สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่ได้ยินได้ฟังอย่างมาก และเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" ยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่

การชุมนุมและการอภิปรายของคาราวานคนจน เป็นไปโดยเปิดเผย มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ไทยทีวี 2 (เนชั่นแชแนล อยู่ไทยทีวี1) และมีผู้สื่อข่าวของ "คมชัดลึก" มารายงานข่าวการชุมนุมคาราวานคนจน ทุกวัน  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ "คมชัดลึก" จะไม่ทราบว่าประชาชนจำนวนมากต้องการให้ "คมชัดลึก" ชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้น

          วันที่ 28 มีนาคม 2549  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ซึ่งให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวของพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีเป้าหมายขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  เช่นเดียวกับสื่อเครือเนชั่น ทั้งหมด ก็ยังไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ กับการนำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่มีคำชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวันที่ 4 หลังจากที่นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          อ่านความคิดของผู้บริหารเนชั่น และคมชัดลึก ตามประสา"ประดาบ" ก็ต้องบอกว่า เหตุที่ "คมชัดลึก" ไม่ชี้แจงใดๆ ต่อกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เกิดขึ้น น่าจะมีเหตุผล 3 ประการ คือ

          1. ต้องการให้เรื่องเงียบไปเอง (ทั้งๆ ที่เป็นความผิดอุฉกรรจ์ และเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งประเทศ)

          2. ไม่ต้องการทำลายน้ำหนัก ความน่าเชื่อถือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยเกรงหากมีการดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว การชุมนุมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง คมชัดลึก และเครือเนชั่น สนับสนุนอยู่ จะอ่อนกำลัง และขับไล่ไม่สำเร็จ

          3. ประเมินพลังประชาชนผิดพลาด คิดว่าประชาชนไม่สนใจอย่างจริงจัง ต่อกรณีที่ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          เมื่อประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จึงตัดสินใจผิดพลาด และกระทำผิดพลาด จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่มีพลังประชาชน นำโดย คาราวานคนจน ไปร่วมชุมนุมทวงถามความจริง กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 28 มีนาคม 2549 หลังจากที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว 4 วัน

          คำตอบจากนายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ที่มีต่อประชาชนผู้จงรักภักดีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก็คือ..

          "ยอมรับในความผิดพลาดและขอรับผิดชอบในทุกกรณี พร้อมทั้งจะขอตรวจสอบก่อน และยังยืนยันว่าพนักงานทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับคนไทยทุกคน โดยจะชี้แจงให้สาธารณชนทราบภายในวันที่ 30 มีนาคม"

          คำชี้แจงของนายก่อเขต ทำให้กลุ่มประชาชนผู้จงระกภักดี และคาราวานคนจน พอใจ ก่อนจะสลายตัวกลับไป

          "คม ชัด ลึก" ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยว่า ตามที่หนังสือ พิมพ์ "คม ชัด ลึก" ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความอันทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท กองบรรณาธิการขอแถลงต่อเพื่อนสื่อมวลชนดังนี้

           1.กองบรรณาธิการฯ ขออภัยต่อประชาชนชาวไทยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจอันเกิดจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว 

           2.กองบรรณาธิการฯ ขอยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของกองบรรณาธิการฯ และขอรับผิดชอบในความผิดพลาดทุกกรณี

           3. การตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวเป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาลงโดยไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดความเข้าใจว่าข้อความดังกล่าวทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

         4. ได้ตีพิมพ์ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ในฉบับที่เผยแพร่ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2549 พร้อมทั้งจะยื่นหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษแก่สำนักราชเลขาธิการ (อ่าน ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษ ของคมชัดลึก ที่นี่) 

            5. กองบรรณาธิการฯ ขอยืนยันว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป 

          วันที่ 29 มีนาคม 2549 ในช่วงเช้า "คมชัดลึก" ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้กับกลุ่มประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน ทุกประการ มีการลงข้อความชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ และนำเสนอข้อความขอพระราช ทานอภัยโทษ ต่อการกระทำความผิดที่ได้กระทำไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549

          คำชี้แจงของ "คมชัดลึก" แปลความได้ว่า 

          1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2. "คมชัดลึก" รายงานผิดพลาด ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล           กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

             3. "คมชัดลึก" ขอกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ในฐานะผู้นำเสนอข้อความ

          หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอง  เนื่องจากไม่ใช่การกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          4. ขอโทษประชาชน ที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และเข้าใจผิดต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          แถลงการณ์ของ "คมชัดลึก" ทำให้ ประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน พึงพอใจ บรรยากาศที่ตึงเครียด เริ่มดีขึ้น ทุกคนเข้าใจได้ว่าการทำงานที่รีบเร่งเช่นหนังสือพิมพ์รายวัน ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ 

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะออกแถลงการณ์ 5 ข้อ และได้ขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่ นัดหมายระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ประชาชนผู้จงรักภักดีและคาราวานคนจน ที่ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ กำหนดไว้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ว่าจะชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น และตอบคำถามว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่  ยังไม่ถูกยกเลิก

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" บอกว่า ช่วงบ่ายวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกเขาได้รับวีซีดีจากประชาชนผู้จงรักภักดี 1 แผ่น ระบุว่าเป็นการบันทึกภาพและเสียงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ตามที่ "คมชัดลึก" ตีพิมพ์ จริงทุกถ้อยคำ 

          เมื่อแกนนำคาราวานคนจน เปิดวีซีดีที่ได้รับมา จึงประจักษณ์แก่สายตาตัวเอง และได้ยินกับหูตัวเอง ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพ จริง และ"คมชัดลึก" ก็นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดจริง ทุกถ้อยคำ 

          ไม่มีความผิดพลาดในการรายงานข่าวของ "คมชัดลึก" 

          แต่มีความผิดพลาดในการชี้แจงประชาชน ว่า "คมชัดลึก"รายงานข่าวผิดพลาด ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          มีความผิดพลาด ที่บอกว่านำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ครบถ้วน แต่ความจริงแล้ว เป็นการนำเสนอที่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

        ความผิดพลาดที่สำคัญ และอุฉกรรจ์ที่สุด ก็คือ "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จ ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

          เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่ยากจะให้อภัยได้

          และจนถึงวันนี้ นาทีนี้ ก็ยังไม่มีหนังสือพระราชทานอภัยโทษ ให้หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตามที่ได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ไป

         ผู้บริหาร "คมชัดลึก" ต้องตอบคำถามให้ประชาชนให้กระจ่างว่า

          1. มีเหตุผลอะไรจึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

          2. มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

        3. "คมชัดลึก" มีมุมมองอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

        4. คำยืนยันของ "คมชัดลึก" ที่ว่าปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป เป็นจริงหรือเท็จ เมื่อตรวจสอบจากพฤติกรรม "คมชัดลึก" ในกรณีนี้

         5. จนถึงขณะนี้ "คมชัดลึก" สำนึกต่อการกระทำความผิดของตนเองหรือยัง  

         6. เมื่อความจริงปรากฎต่อประชาชนทั่วประเทศ และทั่วโลก แล้ว ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  "คมชัดลึก"  ได้กราบทูลถวายความจริงต่อพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่  และได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ หรือไม่ที่บังอาจกราบทูลความอันเป็นเท็จ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549

         7. "คมชัดลึก" ชี้แจงได้หรือไม่ เหตุใดจึงต้องปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้พ้นความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และรับความผิดไว้แทน จนกระทั่งต้องกราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีเคยมีมาก่อนในประวัติการขอพระราช ทานอภัยโทษ ว่าผู้ขอพระราชทานอภัยโทษ ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ

         8. ปัจจุบันนี้ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ ก็ยังมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  หัวหน้าข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นหัวหน้าข่าว และนักข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นนักข่าวการเมืองของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  การแถลงว่าได้ลงโทษพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ เป็นความจริงใจ หรือ การตอบเพื่อเอาตัวรอด 

         ระหว่างที่รอให้ "คมชัดลึก" ตอบ ซึ่งผมไม่คาดหวังว่าท่านจะตอบ  ย้อนกลับมาดู "ความจริงจากคาราวานคนจน" กันต่อครับ

           หลังจากที่ได้ชมวีซีดีที่เป็นหลักฐานยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว  บรรยากาศในที่ประชุมแกนนำคาราวานคนจน ก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เพราะถูกหลอก และคาดไม่ถึงว่าหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เลือกที่จะปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มากกว่าที่จะปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อีกทั้งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการนำนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล  แต่กลับนำตัวเองออกมารับแทน

          อ่านเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ถึงตรงนี้

          ผมขอตั้งสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ขบวนการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์ระดับลึกซึ้งยิ่งนัก 

          "คมชัดลึก" จึงต้องออกมาใช้ตัวเองบัง "กระสุน" ให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล

          ปริศนานี้ ไม่มีใครตอบได้ เว้นแต่ "คมชัดลึก"  

          คำบอกเล่าในเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" มีต่อไปว่าการเคลื่อนขบวนประชา ชนผู้จงรักภักดี และ คาราวานคนจนจากสวนจตุจักร มุ่งหน้าถนนบางนา-ตราด หลักกิโลเมตรที่ 4.5 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 30 มีนาคม 2549 ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ จึงออกตัวด้วยความรู้สึกในใจของแกนนำคาราวานคนจนที่ไม่สู้จะดีนักกับ "คมชัดลึก" 

        ก่อนที่ขบวนของคาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดี จะออกจากสวนจตุจักร ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ "คมชัดลึก" ได้เรียกประชุมด่วน เมื่อกลางดึกวันที่ 29 มีนาคม 2549 (อาจจะระแคะระคายว่า คาราวานคนจนมีหลักฐานอยู่ในมือแล้ว :ประดาบ)   และได้ข้อยุติตอนรุ่งสางของวันที่ 30 มีนาคม 2549  

          ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ คมชัดลึก แถลงข่าวเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 30 มีนาคม 2549  ว่า

          กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ขอประกาศให้ทราบว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จากนั้นกองบรรณาธิการฯ ได้ประกาศยอมรับความผิดพลาด ขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ และกราบบังคมทูลถวายหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการไปแล้ว 

          นอกจากนี้ นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการ ได้ยื่นใบลาออกจากตำ แหน่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และภายในวันเดียวกันได้มีคำสั่งให้หัวหน้าข่าวที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งเพื่อรอการพิจารณาลงโทษ

          เพื่อแสดงความสำนึกผิดและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กองบรรณาธิการฯจึงตัดสินใจงดการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" เป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549
            
            (ฟังและชมบรรณาธิการคมชัดลึก แถลงข่าวที่นี่)

          กว่าข่าวดังกล่าวจะมาถึง คาราวานคนจนก็เคลื่อนขบวนออกจากสวนจตุจักร แล้ว 

        เคลื่อนขบวนไปทวงถามความจริง ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงหรือไม่ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า "จริง"

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อทดสอบมาตรฐาน อุดมการณ์ จริยธรรม ของ "คมชัดลึก" 

          สำคัญที่สุด ..

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อถามหาความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จาก "คม ชัดลึก"

           ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะมาหยุด มาห้ามการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของประชาชนชาวไทย และคาราวานคนจนผู้จงรักภักดี ได้

         แต่ด้วยความซื่อของคนที่มีการศึกษาน้อย ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมากกว่าเมืองหลวง และด้วยอาชีพเกษตรกร จึงสัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้า วัวควาย มากกว่าที่สัมผัสกับผู้คน เช่นผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน แกนนำคาราวานคนจน 6 คน จึงตกหลงไปในหลุมพรางที่ "คมชัดลึก" ขุดล่อไว้ 

          จากพสกนิกรผู้จงรักภักดี ไปทำหน้าที่เพื่อปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคุกคามสิทธิเสรีภาสพสื่อมวลชน ที่นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ไยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          การทวงถามหาความจริงทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว จากผู้ที่โกหกหน้าตายและแนบเนียนต้องนับเป็นความอดทนที่น่ายกย่องของ 6 แกนนำคาราวานคนจน  ที่มีต่อ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล นายเฉลียว คงตุก  3 ผู้บริหาร "คมชัดลึก"  ซึ่งสวมบทนักโกหกได้เนียนราวกับเป็นมืออาชีพด้านการโกหก มากกว่ามืออาชีพด้านการนำเสนอความจริง 

          ผมจำได้ถึง อุณหภูมิของฤดูร้อน ปี 2549 ที่ทั้งร้อนแดดเดือนมีนาคม  ร้อนการเมืองที่ใกล้แตกหัก สำหรับ6แกนนำคาราวานคนจนต้องเพิ่มร้อนใจที่ต้องทนฟังคำโกหกของผู้ไม่จงรักภักดี เข้าไปอีก ทำให้บรรยากาศการทวงถามความจริงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ยากต่อการควบคุมอีกต่อไป เมื่อมีการแทรกแซงจาก "มือที่สาม" ที่เข้ามาทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก  

          "คมชัดลึก" ยืนกระต่ายขาเดียว ว่า เป็นความผิดพลาดของ "คมชัดลึก"  ไม่ใช่ความ ผิดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล  จนกระทั่ง 6 แกนนำคาราวานคนจน หมดความอดทน และนำไปสู่การเปิดวีซีดีซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญมัดนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  และ มัด "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ โกหกต่อประชาชน

          เมื่อจำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเทปบันทึกเสียงของนักข่าว เนชั่น ร่วมสัมภาษณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ด้วย ผู้บริหาร "คมชัดลึก" จึงยินยอมร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กับ คาราวานคนจน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้…. 

          ตัวแทนคาราวานคนจนประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดี และตัวแทนกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติปัญหา อันเนื่องมาจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 หน้า 18 ได้ลงตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อันสร้างความไม่สบายใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อตกลงดังนี้

          1.หนังสือพิมพ์คมชัดลึกและผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานข่าวนี้ ได้ยืนยันว่าข้อความที่ลงตี พิมพ์นั้นตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จริง

          2.เพื่อแสดงความสำนึกและความรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวนี้ กองบรรณาธิการคมชัดลึก จะปิดตัวเองเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 วัน ประกอบด้วย วันที่ 31 มีนาคม , วันที่ 1 , 2 , 8 และ 9 เมษายน 2549

        ทั้งนี้จะเปิดทำการวันแรกฉบับวันที่ 3 เมษายน ซึ่งคมชัดลึกจะเสนอข่าวและภาพกลุ่มคาราวานคนจนและประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีที่ได้มาแสดงความห่วงใยและความจงรักภักดี ณ สำนักงานคมชัดลึก ไว้ที่หน้า 1 รวมทั้งเผยแพร่ข่าวนี้ไปสู่สื่อมวลชนทุกแขนง

          ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2549

          นายคำตา แคนบุญจัน
          นายอรรถฤทธิ์ สิงห์ลอ
          นายชินวัฒน์ หาบุญพาด
          นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน
          นายสำเริง อคิษะ
          นายธนวิชญ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
        นายประเสริฐ ศรีสืบ    ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล  ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายภาคภูมิ เตมะสิริ   ตัวแทน "คมชัดลึก"
       
          ในที่สุด "คมชัดลึก" ก็ยอมรับว่านำเสนอข่าวตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ จริง 

          (ชมและฟัง ตัวแทน "คมชัดลึก" สารภาพ)

          เพียงเท่านี้เองที่ คาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดีทั่วประเทศ ต้องการทราบ  เพื่อจะนำตัวคนผิดมาลงโทษ นำตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บังอาจกล่าวถ้อยคำ "ให้……….ลาออก" มาลงโทษตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

          แต่เพียงเท่านี้เอง ก็ทำให้ "คมชัดลึก" ที่บังอาจกราบทูลเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ ตกที่นั่งลำบากทันที เนื่องจาก ได้กระทำความผิดที่สอง (กราบทูลเท็จ) ซ้อนการกระทำความผิดที่หนึ่ง (เสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และ คดียังมีอายุความอยู่ 

          ถึงแม้ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะได้รับความเมตตาจากคณะรัฐประหาร สั่งการให้อัยการถอนฟ้อง ทั้งๆ ที่สั่งฟ้องไปแล้ว ด้วยเหตุเพื่อความ "สมานฉันท์" 

แต่กรณีกราบทูลเท็จ ซึ่งเป็นความผิดเช่นเดียวกัน ยังไม่มีผู้แจ้งความดำเนินคดี สามารถนำมาแจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์  เพื่อนำ "คมชัดลึก" มาลงโทษในฐานะผู้กราบทูลเท็จ ได้อีก ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่ต้องคำนึงความสมานฉันท์ กับใคร

          ผมไปตรวจสอบข่าวย้อนหลังช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2549 พบกับความน่าประหลาดใจที่สื่อมวลชน เพื่อนร่วมวิชาชีพของ "คมชัดลึก"  นำเสนอข่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ "คมชัดลึก" เป็นข่าวเล็กๆ ทั้งๆ เป็นความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมินเฉยที่จะกล่าวถึงกรณีกราบทูลเท็จ ของ "คมชัดลึก" ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ากระทำมาก่อน 

          ตรงกันข้าม  สื่อสารมวลชนทั้งหมด กลับนำเสนอข่าวคาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างใหญ่โต และจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว รณรงค์ ประท้วง ประณาม คาราวานคนจน และประชาชนผู้จงรักภักดี พร้อมทั้งนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญ ยิ่งกว่าข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียอีก

          หากประมวลวิเคราะห์ จากการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนทั้งหมดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 -31 มีนาคม 2549  ก็จะประจักษ์ได้ว่ามุมมองของสื่อมวลชน ต่อเหตุการณ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ เหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจากคมชัดลึก คือ 

            1. เห็น "คมชัดลึก" สำคัญกว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์

          2. เจ็บร้อนและมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ "คมชัดลึก" ถูกคาราวานคนจนปิดล้อม มากกว่า  เหตุการณ์ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ถูกก้าวล่วงละเมิดจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล 

          3. ร่วมกันปกป้องผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และลงโทษกล่าวประณามผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

          4. ละเลย เพิกเฉยที่จะเรียกร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล หยุดก้าวล่วงละเมิดสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่กลับเรียกร้อง รณรงค์ ต่อต้านคาราวานคนจน หยุดคุกคามสื่อ 

          5. ละเว้นที่จะตรวจสอบ เสาะแสวงหาความจริงมาเปิดเผยกับประชาชน ถึงเหตุที่คารา วานคนจนต้องไปทวงถามความจริงจากคมชัดลึก  แต่กลับเสาะแสวงหาและกล่าว หาว่าคาราวานคนจนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 

         เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน" ใช่หรือไม่

           แต่ก็ควรจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง หาก "แมลงวัน" บางตัว กระทำการอันเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  เช่นแมลงวันที่ชื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" 

          ตรวจสอบลึกลงไปในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากในขณะนั้น ก็หายสงสัยว่าทำไมแมลงวันจึงไม่ตอมแมลงวันที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล  

          การออกมาขับเคลื่อนขององค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อกรณีคาราวานคนจนและคมชัดลึก กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในขณะนั้น  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน มีตำแหน่งเป็นถึงอุปนายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  และ ปัจจุบันนี้ ได้ขยับขึ้นมาเป็น นายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นตัวจักรสำคัญในการเคลื่อนไหว เมื่อเดือนมีนาคม 2549 

          ดังนั้นอย่าได้แปลกใจอีก หากว่าในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไปรับใช้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ ขบวนการพันธมิตรฯ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกครั้ง 

          เนื่องเพราะสมาชิกแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ยอมรับที่จะอยู่ใต้การนำของนายสุวัฒฬน์ ทองธนากุล ลูกจ้างทาสเงินของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เสียแล้ว

          หลังเหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจาก "คมชัดลึก" จบลง  

          "คมชัดลึก" ก็หักหลังคาราวานคนจน และฉีกข้อตกลงร่วมทิ้งทันที ด้วยการเกณฑ์พนักงานกว่า 200 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ 6 แกนนำคาราวานคนจน ที่ร่วมลงชื่อในบันทึกข้อตกลงร่วม  และ นำเสนอข่าวโจมตีกล่าวหาให้ร้าย แกนนำคาราวานคนจนมาโดยตลอด อีกทั้งยั้งสร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง อัยการต้องสั่งฟ้อง 6 แกนนำคาราวานคนจน แต่ถอนฟ้อง "คมชัดลึก" และ นายนสนธิ ลิ้มทองกุล

          นี่คือ ผลแห่งการปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ 6 แกนนำคาราวานคนจน ได้รับ  

       แต่ ผู้กระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว อย่าง
"คมชัดลึก"  และ ต้นสังกัดคือ เครือเดอะเนชั่น ได้รับผลตอบแทนดังนี้

          1.  ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2.  โอกาสในการทำธุรกิจ จากรายการโทรทัศน์ 8 รายการ ได้แก่

                                       รายการของเครือเดอะเนชั่นทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

     รายการ                              วันออกอากาศ        เวลาออกอากาศ          สถานีโทรทัศน์ 
1. เรื่องเด่นเย็นนี้                          จันทร์-ศุกร์             17.30 -18.30                           3 
2. สยามเช้านี้                               จันทร์-ศุกร์             06.15-07.25                            5 
3. จมูกมด                                     จันทร์-ศุกร์             06.30 -07.15                           7 
4. จุดชนวนความคิด                     อังคาร                   23.00-24.00                            9 
5. ข่าวข้นคนข่าว                          จันทร์ – ศุกร์           21.30 – 22.00                          9 
6. E-life E-business                    จันทร์ – ศุกร์          10.30 – 11.00                           9 
7. ชีพจรโลก กับสุทธิชัย หุย่น       จันทร์                    22.00 -23.00                           9 
8. ชีพจรโลกวันนี้                           จันทร์ – ศุกร์          08.00 น. – 08.15                     9
 

             คงจะไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวหาว่า รายการโทรทัศน์ทั้ง 8 รายการที่ เนชั่น เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งการผลิต การนำเสนอ และการหารายได้ นี้ คือ ผลตอบแทนจากการที่เครือเดอะเนชั่น ได้เข้าร่วมกับขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 

           แน่นอนว่า คนทำงาน ย่อมต้องได้รับผลตอบแทน  

           ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนทำงาน   

           แต่ที่แปลกก็คือ จนถึงวันนี้ สื่อเครือเดอะเนชั่น ยังกล้าที่จะพูดถึงอุดมการณ์ และจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ดี  โดยยกตัวเองเป็นตัวอย่าง  

            เมื่อเลือกที่จะรับใช้ และหาประโยชน์จากคณะรัฐประหาร 

            เมื่อเลือกที่จะยืนเคียงข้างผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ  ทำลายระบอบประชาธิปไตย  ขัดขวางการเลือกตั้ง ลิดรอนสิทธิประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด ความเห็น การแสดงออกของประชาชนแล้ว 

            "คมชัดลึก" และ เครือเดอะเนชั่น ก็ควรจะเลิกอวดอ้างความเป็นสื่อที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เสียที

            อย่าใช้คำว่า "สิทธิเสรีภาพของสื่อ คือสิทธิเสรีภาพประชาชน" ไปเป็นน้ำยาบ้วนปากให้ตัวเองอีกเลยครับ

            สำหรับเรื่อง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากยังมีข้อสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" เครือเดอะเนชั่น กับ ผมและทีมงาน Hi-thaksin  ใคร "จริง" ใคร "จอมปลอม" ก็ลองมาถกกันดูอีกสักยกก็ได้นะครับ

            แต่ขอความกรุณา นำพยาน หลักฐาน ที่หนักแน่น และชัดเจน มานำเสนอด้วย ไม่ใช่ กล่าวหากันแบบนั่งเทียนเช่นในครั้งนี้ 

            ไม่สมราคากับคำประกาศตนเป็น "สื่อมืออาชีพ"  เลยครับ

            ปล. ข่าวบล็อกเกอร์
Kittinun พลอยทำให้ บล็อกเกอร์ สุทธิชัย หยุ่น เสียหายไปด้วยเลย  เพราะไปร่วมอยู่ในสังคมเดียวกับพวกนั่งเทียนเขียนข้อมูล 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: