อํานาจ!!!ไม่เข้าใครออกใคร

           กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ติอต่อกันหลายวัน  กับการตัดสินใจจะล่นการเมืองหรือไม่ของ พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเจ้าตำรับ  แผนพิฆาต 4 ขั้นตอน ที่ได้กระทำการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทิ้ง  เมื่อสองขวบปีที่ผ่านมา

             ตื่นเช้ามาสอดรู้สอดเห็นโผล่มา  เสพข่าวสารบ้านเมืองต้องหยุดแปรงฟันล้างหน้าตัวเองเจอตัวจริงเสียงจริงบนจอทีวีช่องหนึ่ง  เชิญนักข่าวสาวสายทหาร จากค่ายหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วาสนา นาน่วม ' ผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ที่มาของการรวบรวมประมวลที่เขียนมาทั้งหมด  และทัศนะที่น่ารับฟังว่าทุกอณูจิตใต้สำนึกของทหารเรื่องปฎิวัติมันฝังหัวไม่มีวันดับมอดม้วยอย่างเด็ดขาด  เชื้อปะทุระเบิดก้อนนี้มันจุดติดตลอดเวลาในสังคมไทย ซึ่งทหารเองเขาคิดเสมอว่าเขามีส่วนพิทักษ์รักษาชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  แก้ไขยาก

             ทัศนะผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ชัดเจนที่สุดว่าการเมืองกับทหารแยกออกจากกันไม่ได้ การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น  ฉะนั้นมีหนทางเดียวที่ทหารต้องเลิกคิดการปฎิวัติเสีย  โดยคำนึงทั่วโลกเขาไม่คบค้ารับรองรัฐบาลที่มาจากปลายกระบอกปืนโดยเด็ดขาด ประเทศชาติเสียหายมากกว่าได้…นี่คือข้อสรุปตรงไปตรงมา

             อยากเปรียบเทียบประเด็นทหารกับการเมืองที่ถูกมองข้าม  ประเด็นดังกล่าวหลายคนในรัฐบาล คมช.รวมทั้งนักวิชาการหลายท่าน  ให้ความเห็นว่าการที่  พล.อ.สนธิ จะเล่นหรือไม่เล่นการเมืองเป็นเรื่องปกติ  และเป็นสิทธิทางการเมืองโดยทั่วไปของคนไทยที่พึงจะกระทาได้ (หากไม่ถูกเพิกถอนทางการเมืองเสียก่อนตามแผน 4 ขั้น) และในเมื่อ พล.อ.สนธิ เป็นทหาร  เมื่อปลดประจําการก็เป็นข้าราชการเกษียณอายุที่พึงมีสิทธิ์ในการดำเนินการทางการเมืองตามระรอบประชาธิปไตย  โดยเฉพาะในอดีตก็มีนายทหารไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซัน หรือ บิ๊กจิ๋ว ดำเนินการทางการเมืองภายหลังเกษียณจากกองทัพ  ดังนั้นการลงเล่นการเมืองของประธานคมช.  จึงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด

            มันแปลกครับ…มันเป็นความแปลกบนความไม่แปลก  ที่เกิดขึ้นบนมิติของความแตกต่างในที่มาแห่งอำนาจ

              แปลกแรกคือ  ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก และ พล.องชวลิต ยงใจยทธ ไม่เคยกระทำการโค่นล้มรัฐบาลหรือปฎิวัติรัฐประหาร…

            แปลกที่สองคือ  บทบาทผู้นำของทั้ง พล.อ.อาทิตย์  และ พล.อ.ชวลิต มาจากการต่อต้านการยึดอำนาจและเป็นผู้ปราบกบฏ…

            แปลกที่สามคือ  ก่อนเข้าสู่การเมือง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิต ไม่เคยดํารงตําแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  หรือตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน  อันมาจากการยึดอำนาจ…

            ทั้งหมดล้วนเป็นคุณสมบัติที่ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิติ มี แต่ พล.อ.สนธิ ไม่มี

         ในเมื่อที่มาแห่งอำนาจแตกต่างกัน  ดังนั้นตรรกะในการเลือกที่จะเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจทางการเมืองก็ย่อมแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับว่าตัวของผู้เข้าสู่อำนาจคือพล.อ.สนธิ เองจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะมองเห็นความชัดเจนในตรรกะดังกล่าวหรือไม่  เพียงใด

           สิ่งที่น่าเห็นใจคือมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ศักยภาพดังกล่าวในตัวมนุษย์อาจจะถูกบดบังด้วยอำนาจหอมหวนแห่งอำนาจ 

           เป็นอำนาจที่มีในปัจจุบัน…

          เป็นอำนาจที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

          ขณะเดียวกันก็เป็นอำนาจที่พยายามจะรักษาไว้ในอนาคต

        ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความหอมหวนของอำนาจที่อาจจะรักษาไว้ได้ด้วยการกระโจนเข้าสู่หลุมดำ  ตามคําเตือนของคุณหมอประเวศ วะสี สืบย้อนถึงประเด็นที่มาเรื่องดังกล่าว  จะเห็นได้ว่ามีที่มาจากทฤษฎีการโยนหินถามทางของคนหน้าเดิมในรัฐบาล

         เป็นหินก้อนเดียวกันจากการโยนของคนเดียวกัน  ที่เปิดประเด็นเรื่อง เขตปกครองพิเศษภาคใต้  และต่อมาภายหลังต้องกลับลำ กับคําพูดของตนเองแบบเกือบหมดสภาพเป็นหินที่ถูกโยน  โดยมุ่งหวังจะดูแรงกระเพื่อมของน้ำจะขยายวงกว้างขนาดไหน

         อันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นอันใดเลย   ที่จะต้องโยนหินถามทาง     ให้เปลืองแรง  เนื่องจากประเด็น    เรื่องการลงเลือกตั้งหรือไม่ของ พล.อ.สนธิ นั้น  ผู้ที่จะตอบได้ดีที่สุดคือตัว พล.อ.สนธิ เอง  หากพยายามทำความเข้าใจ และประยุกต์ใช้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี

         3 ห่วง 2 เงื่อนไขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล ความพอประมาณ  การมีภูมิคุ้มกัน  การใช้ความรู้และคุณธรรม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจการดารงชีวิตในระดับปัจเจกบุคคลได้เป็นอย่างดี

         พล.อ.สนธิ  ควรตอบตนเองให้ได้เสียก่อนว่า  การที่จะตัดสินใจเข้าสุ่สนามเลือกตั้งนั้นมีเหตุผลหรือไม่…เมื่อเทียบกับสถานะปัจจุบันของตนเอง  ซึ่งมีที่มาจากการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตย  สถานะของประธาน คมช. ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยึดติดอำนาจ  รวมไปถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจที่ พล.อ.สนธิ จะต้องสูญเสียไป  โดยในที่สุดประชาชนจะมองว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง…

         มีความพอประมาณหรือไม่…กับสถานะของการเป็นประธาน คมช.  ที่หากมองแล้ว  ควรจะต้องเป็นกลางในการสร้างความสมานฉัทน์และความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ

         ถึงแม้จะอ้างว่าสถานะของความเป็นประธาน คมช. ของ พล.อ.สนธิ จะหมดไปพร้อมวาระของ คมช. เมื่อมีการเลือกตั้ง  ดังนั้นการเข้าสู่การเมืองจะไม่เกี่ยวกับสถานะของปราน คมช. ซึ่งจะต้องหมดไปแต่อย่างใด

         แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานะมันหมดไปจริงหรือไม่  อย่าลืมว่าปรากฎการณ์ในโลกมนุษย์มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถแยกความจริงกับความไม่จริงออกจากกันได้  หากแต่สิ่งใดที่ประชาชนเห็นว่าเป็นความสําคัญ  นั่นก็คือความจริงสําหรับประชาชน

           ภูมิคุ้มกันดูจะเป็นเหตุผลที่ใกล้เคียงที่สุดที่ พล.อ.สนธิ อาจใช้อ้างในการตัดสินใจลงเล่นการเมืองได้  นั่นคือ  เพื่อหาภูมิคุ้มกันอำนาจให้กับตนเองภายหลังเกษียณอายุราชการ  เพื่อป้องกันการเอาคืนจากกลุ่มอำนาจเก่า

           ความรู้ทักษะของการเป็นทหารสายอาชีพ  กับทักษะการเป็นนักการเมืองข้อนี้ อดีตผู้นากองทัพ  เช่นนายกฯสุรยุทธ์  ได้ให้ความเห็นสั้นๆแล้วว่า ไม่เหมือนกัน และไม่ง่าย

           คุณธรรม…ที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ ให้การยึดมั่นกับคุณธรรมมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความกตัญญู  การรักษาคําพูด  การไม่แบ่งแยกฝ่าย และการให้อภัย

         เมื่อประมวลสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน พล.อ.สนธิ  น่าจะมีคาตอบสุดท้ายสำหรับการตัดสินใจดังกล่าวของตนเองจานาไปสู่ความยั่งยืนในภาคการเมืองหรือไม่อย่างไรและบทบาทของ พล.อ..สนธิ ถูกสังคมจับตามองในมุมมองอีกมิติหนึ่ง

          เป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นครั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นมิติที่หลุดพ้นจากสถานะของปัจเจกบุคคลที่ พล.อ.สนธิ คือ พล.อ.สนธิ แต่เป็นมิติในบทบาทของสถาบันที่ พล.อ.สนธิ คือ กองทัพ และกองทัพคือ พล.อ.สนธิ

          การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง  ถึงแม้จะเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งตามสิทธิ์โดยชอบธรรม  แต่เป็นการยากที่จะสลัดภาพของการสืบทอดอำนาจจากกองทัพ

          เรายังพอจํากันได้กับเหตุการณ์เมื่อ 9 เดือนก่อน  ภายหลังการปฎิวัติที่ประธาน คมช. ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับประชาชนมาโดยตลอดว่า ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองแต่อย่างใด  และสมาชิกใน คมช.เอง ก็ไม่เห็นมีใครแสดงท่าทีการสืบทอดอำนาจหรือสนใจทางการเมืองแต่อย่างใด

            หลายๆ คน ยังคงพอจํากันได้  กับคําให้สัมภาษณ์ที่หนักแน่นและเข็มแข็งแบบชายชาติทหารของประธาน คมช. เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการสืบทอดอำนาจในอนาคต  โดยประธาน คมช. กล่าวย้ำ  พร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่อกตนเองอย่างสง่าผ่าเผย   ด้วยคําพูดที่ว่านั่นไม่ใช่ตัวผม ไม่ใช่ พล.อ.สนธิ '

           พวกเรายังจํากันได้ และ พล.อ.สนธิ เอง ก็ย่อมจําได้

           ฤาว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ตัวตนของ พล.อ.สนธิ ตอนนั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: