3ประสานค้ำบัลลังก์เผด็จการ คมช.+ปชป.+พันธมิตรฯสนธ

3ประสานค้ำบัลลังก์เผด็จการ
คมช.+ปชป.+พันธมิตรฯสนธิ

          เพียงแค่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ปรากฏตัวผ่านจอทักทายและปราศรัยกับประชาชน ที่ท้องสนามหลวง พร้อมกับปฏิญญาณตนว่าจะต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทยและเรียกร้องความศักดิสิทธิ์คืนให้แก่กระบวนการยุติธรรม และระบบกฎหมายของประเทศไทย เท่านั้น 

          ทั้งสมุนและแกนนำทุกองค์กรที่ทำหน้าที่ค้ำบัลลังก์อำนาจเผด็จการ ถึงกับสะท้านทั้งร่าง และรีบจัดขบวนการและรูปแบบออกมาตอบโต้ดิสเครดิตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และประชาชนผู้เรียกร้องประชา ธิปไตยทันที  

          เพียงแค่ยกแรกของการเผชิญหน้ากัน ระหว่างประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย กับสมุนรับใช้เผด็จการ หลังการประกาศตัวเข้าสู่สงครามโค่นล้มอำนาจเผด็จการ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเราก็ได้เห็น 3 แกนนำที่ค้ำบัลลังก์อำนาจเผด็จการ ปรากฏตัวต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ อย่างพร้อมเพียงกัน

          การรวมตัวกันของประชาชนกว่า 2,000 คน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าก่อน 8.00 น. เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2550 โดยมี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำการชุมนุม และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมชุมนุมด้วย พร้อมกับการปรากฏตัวของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปะปนอยู่ในฐานะผู้นำการชุมนุมด้วย  ทำให้ภาพต่างๆ ที่ประชาชนทั้งประเทศเคยเห็นแบบลางๆ เห็นแล้วไม่แน่ใจ ไม่อยากเชื่อว่าเป็นความจริง ก็ได้รับการยืนยันและได้รับคำตอบจากคนทั้งสาม และการชุมนุมครั้งนี้แล้ว 

          พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ   

          พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นนายทหารที่ประกาศจะใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสุสานฝังนายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยความแค้นที่นายกฯทักษิณ ไม่สนับสนุนให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ตามความต้องการของตนเอง และเข้าไปรื้อค้นสนามบินสุวรรณภูมิ จนทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก และทำให้นานาชาติไม่เชื่อถือสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งๆ ที่เป็นสนามบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก          

มีเรื่องเล่าขานกันว่าวันหนึ่งที่บ้านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระหว่างที่มีการพบปะและหารือกันของนายสุวัจน์ กับนายกฯทักษิณ ถึงสถานการณ์การเมืองในพรรคไทยรักไทย และรัฐบาล  พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน  ซึ่งรู้ล่วงหน้าว่านายกฯทักษิณ จะไปพบนายสุวัจน์ ได้ไปขอพบนายกฯทักษิณด้วย และเมื่อมีโอกาส พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ได้เข้าไปกราบที่ตักนายกฯทักษิณ ทั้งๆ ที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ถึง 3 ปี  และขอตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม  โดยไม่เกรงและไม่ละอายต่อสายตาของคนที่อยู่ในบ้านนายสุวัจน์ ในคืนวันนั้นแม้แต่น้อย

นายกฯทักษิณ ไม่ได้รับปากและไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ตกใจที่นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ มาคุกเข่ากราบที่ตัก จึงได้แต่พยุงพล.ร.อ.บรรณวิทย์ ให้ลุกขึ้น แล้วบอกเพียงแค่ว่า “จะดูให้” เท่านั้น           

เมื่อถึงเวลาแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม แทน พล.อ.สิริชัย ธัญญศิริ  ที่เกษียณอายุราชการ ปรากฏว่า พล.อ.สิริชัย ไม่ได้เสนอชื่อพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม นายกฯทักษิณ ซึ่งประกาศเป็นแนวทางการบริหารงานในส่วนของกองทัพ และทหาร มาเสมอว่าจะไม่ก้าวก่าย จึงได้แต่เพียงดู เพราะทำอะไรไม่ได้  แต่กลับเป็นว่า นายกฯทักษิณ ไม่ช่วยตามที่รับปากไว้ ในทัศนะของ      พล.ร.อ.บรรณวิทย์ จนนำมาสู่จุดสูงสุดของความผิดหวัง ความแค้น และประกาศเป็นศัตรูต่อกันกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร นับแต่นั้นมา

อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหาร พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เพื่อนรักของพล.ร.อ.บรรณวิทย์ กลายเป็นนายทหารคนหนึ่งที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้  ก็ไม่สนับสนุนให้พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ส่งผลให้พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ยังเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม เหมือนเดิม แต่ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาประธานบอร์ดทอท. ปลอบใจ เอาไว้รื้อค้นสนามบินสุวรรณภูมิ ตามใจชอบ และเกิดความเสียหายอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้         

การประกาศตัวเป็นผู้นำการชุมนุมประชาชนกว่า 2,000 คน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ของ     พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ก็คือ การยอมรับอย่างเปิดเผยของคมช. ว่าได้มีการจัดเตรียมกำลังมวลชนผู้สนับสนุนคมช. ไว้ปะทะกับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ เพื่อสร้างเหตุ สร้างสถานการณ์ความแตกแยกในบ้านเมือง สำหรับนายทหารบางคนใช้เป็นเงื่อนไขก่อการรัฐประ หารซ้ำ ยืดอายุการครองอำนาจของเผด็จการให้ยาวนานต่อไป

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กับ พล.อ.สพรั่ง คือปาท่องโก๋ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ วางแผนร่วมกัน ปฏิบัติร่วมกัน สั่งการร่วมกัน และแสดงบทบาทร่วมกัน มีเป้าหมายกำจัดนายกฯทักษิณ มาโดยตลอด และวันนี้ก็กำลังวางแผนกำจัดประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และผู้สนับสนุนนายกฯทักษิณ อีกครั้งหนึ่ง

Hi-thaksin เคยนำหลักฐานการจัดวางงบประมาณ 319 ล้านบาท ของกองทัพภาคที่ 1 เข้าไปทำกิจกรรมมวลชน และสร้างฐานมวลชนสนับสนุนคมช. มาเปิดเผย แต่พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าเป็นเอกสารปลอม ไม่มีการจัดวางกำลัง ไม่มีการสร้างมวลชนของกองทัพแต่อย่างใด

ผู้ชุมนุม 2,000 คน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2550 คือ คำตอบว่า เอกสารที่เราเคยนำมาเปิดเผย เป็นความจริงหรือไม่ ?เงื่อนไขที่ทำให้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ลงทุนเล่นบทผู้นำมวลชนสนับสนุนคมช. ด้วยตนเอง ก็เพราะ ได้รับการเสนอให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หากว่าสามารถวางแผน และจัดวางรูปเกม แผนการให้เกิดการปะทะกันของประชาชนคนไทยร่วมชาติ จนเป็นเงื่อนไขให้ พล.อ.สพรั่ง ก่อการรัฐประหารซ้ำได้

         

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กำลังสนุก และกำลังเพลิน อยู่กับการถืออำนาจไว้ในมือ เพื่อรื้อค้นงานด้านต่างๆ ในกระทรวงคมนาคม เนื่องจากรื้อไป ก็ได้ผลประโยชน์ไป ยิ่งรื้อ ก็ยิ่งได้ จึงทำให้ติดใจกับงานด้านคมนาคมมาก วันนี้

ความฝัน ความตั้งใจที่จะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม หมดไปแล้ว กำลังรอเพียงตำแหน่งเดียวคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้วยเงื่อนไข ซึ่งไม่แตกต่างจากเนื้อชิ้นใหญ่ที่แขวนล่อไว้ปลายจมูก ทำให้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กระโดดงับอย่างสุดแรง กระทั่งรับบทหัวหน้าม็อบคมช. ก็ยังทำได้ โดยไม่สนใจศักดิ์ศรีนายทหารระดับพลเรือเอก และยังเป็นนายทหารที่อยู่ในราชการ อีกด้วย 

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนนี้ไม่ต้องบรรยายมากว่าเป็นอย่างไร เพราะคนไทยทุกคนรู้จักดี ในฐานะเจ้าของนโยบายสปก.4-01 อันลือลั่น และเจ้าของผลงานที่สุดแสนจะชั่วช้า

สุเทพ เทือกสุบรรณ คนนี้ต่างหากที่สมควรจะถูกประณามว่า เป็น “โจรปล้นแผ่นดิน” ตัวจริง ด้วยการผลักดันนโยบายปฏิรูปที่ดิน ด้วยการออกเอกสารสิทธิสปก.4-01 ให้แก่เกษตรกรเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์          

สุเทพ เทือกสุบรรณ อาศัยนโยบายสปก.4-01 บังหน้า อำพรางตนเป็นนักบุญ ช่วยเหลือเกษตร กรคนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน แต่เมื่อประชาชนเผลอไว้วางใจ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยัดไส้ออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน สปก.4-01 ให้แก่นายทุน พวกพ้อง คนใกล้ชิด ของตัวเองทันที เกือบทั้งหมดที่ได้รับเอกสารสิทธิสปก.4-01 โดยมิชอบจากสุเทพ เทือกสุบรรณ ล้วนแต่เป็นนักธุรกิจ คนร่ำรวย เศรษฐี คหบดี ไม่ใช่เกษตรกร  และที่ดินที่ได้รับไป ก็เป็นที่ดินที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าจะเป็นที่ดินประกอบการเกษตร  ส่วนหนึ่งถูกนำไปประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท สถานตากอากาศ แล้ว           

แต่แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้ว เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะแผ่นดินในป่าเขา ก็จะมีเจ้าป่าเจ้าเขา ดูแลรักษาการกระทำทุจริตต่อแผ่นดินไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงถูกประชาชนจับได้ไล่ทัน และถูกประชาชนไล่ล้อมจับ ทำให้โจรอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องยอมล่าถอย ลาออก จากตำแหน่ง 

แต่กระนั้นพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค โดยนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ก็ยังดันทุรังที่จะยืนกรานว่าสุเทพ ไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ต้องลาออกเพราะแรงกดดันทางการเมือง นโยบายการแจกสปก.4-01 ของพรรคประชาธิปัตย์ ถูกต้อง และการปฏิบัติก็ถูกต้อง          

เป็นเวลากว่า 12 ปีที่รัฐต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าการปล้นแผ่นดินของชาติ ที่จังหวัดภูเก็ต ไปให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทศพร เทพบุตร สามีของนางอัญชลี (วานิช) เทพบุตร เลขานุการของสุเทพ เทือกสุบรรณ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้น เมื่อปี 2538 โดยผ่านกระบวนการออกเอกสารสิทธิสปก.4-01  เป็นการกระทำความผิด โดยศาลฎีกามีคำสั่งให้นายทศพร เทพบุตร คืนที่ดินที่ได้รับเอกสารสิทธิ สปก.4-01 ให้แก่รัฐ  เนื่องจากนายทศพร เทพบุตร คหบดีใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต ร่ำรวยเงินทองหลายพันล้านบาท ไม่ใช่เกษตรกร ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินสปก.4-01

การออกเอกสารสิทธิสปก.4-01 ของสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้แก่นายทศพร เทพบุตร นายทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และ สามีของนางอัญลี เทพบุตร เลขานุการของสุเทพ จึงเป็นการกระทำที่เรียกว่าเป็นการปล้นแผ่นดิน ได้อย่างถูกต้องทั้งพฤติกรรมและความหมาย

สุเทพ เทือกสุบรรณ จะอ้างว่าแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแล้ว แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่ได้ เพราะการกระทำในครั้งนั้น คือการทุจริตเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม และศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ความรับผิดชอบทางการเมืองจบไปแล้วด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากถูกกดดันจากประชาชนและสื่อมวลชน  แต่

ความรับผิดชอบในทางนโยบาย ในฐานะผู้บริ หารพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนี้ ยังคงต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ต่อการกระทำ และนโยบายของพรรค ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่า มีความผิด 

นายชวน หลีกภัย เจ้าของวาทกรรม การยื่นขอเอกสารสิทธิสปก.4-01 ก็เหมือนกับการขอทุนการศึกษา คนจนหรือคนรวย ก็มีสิทธิขอทุนได้เหมือนกัน เท่าเทียมกัน ทั้งๆ ที่กฎหมายเขียนไว้ชัดว่า สปก.4-01 เป็นสิทธิเฉพาะสำหรับคนจนเท่านั้น ถ้าเป็นทุนการศึกษา ก็เป็นทุนสำหรับเด็กยากจนเท่านั้น  เจตนาช่วยเหลือนายทศพร เทพบุตร ที่แสดงออกโดยนายชวน หลีกภัย ยังไปไกลถึงขั้นให้คณะกรรม การกฤษฎีกาตีความว่าเกษตรกร แปลว่าอะไร เพื่อจะให้นายทศพร เทพบุตร คหบดีใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต เป็นเกษตรกร คนยากจนให้ได้

จากวันที่ศาลฎีกาพิพากษาจนถึงวันนี้ นายชวน หลีกภัย ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ เลยต่อการกระทำผิดของรัฐมนตรี และรัฐบาล ในขณะที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี

สุเทพ เทือกสุบรรณ เงียบหายไปนาน หลังจากตกเป็นจำเลยในคดีอัยการฟ้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเป็นตัวจักรสำคัญในการว่าจ้างให้พรรคการเมืองต่างๆ ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย

อยู่เบื้องหลังนายไทกร พลสุวรรณ ว่าจ้างหัวหน้าพรรคการเมืองคนหนึ่ง ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย และกักขังหน่วยเหนี่ยวผู้สมัครส.ส.คนหนึ่ง ให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย 

หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญ ยกฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางข้อกังขาสงสัยของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เหมือนเสือที่ถูกปล่อยเข้าป่า อันตรายอย่างยิ่งต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะวันนี้เขาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นถุงเงินใหญ่ของพรรค ที่กำลังฝันจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลที่คมช. จะเป็นผู้จัดการให้ โดยมีเงื่อนไขต้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่สมาชิกคมช. ทุกคน ซึ่งไม่แตกต่างจากการรอรับมรดกของโจร และช่วยป้องกันโจรปล้นประชาธิปไตย          

การปรากฏตัวของสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่ามกลางม็อบสนับสนุนคมช. ต่อต้านประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่อาจอธิบายเป็นอื่นได้ นอกจากว่าสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนและเห็นด้วยกับม็อบคมช. เห็นด้วยกับการต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตย เห็นด้วยการดำรงอยู่ของอำนาจเผด็จการคมช.

สำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นว่า…

พรรคประชาธิปัตย์ คือ แนวร่วมของเผด็จการคมช.  พรรคประชาธิปัตย์ คือผู้ให้การสนับสนุนอำนาจเผด็จการคมช.

         

พรรคประชาธิปัตย์ คือ ผู้ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ คือ ผู้คัดค้านการขับไล่เผด็จการ

พรรคประชาธิปัตย์ คือ ผู้สนับสนุนการจัดตั้งมวลชนสนับสนุนคมช. เพื่อใช้ปะทะกับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคการเมืองที่ไม่จริงใจกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคการเมืองที่ไม่จริงใจต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคการเมืองที่กำลังท้าทายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

เหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าแนวร่วม เป็นผู้สนับสนุนอำนาจเผด็จการคมช. ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านการขับไล่เผด็จการ ก็เพราะ พรรคประชาธิปัตย์  เป็นพรรคการเมืองที่ได้ทำข้อตกลงกับคมช. แล้วว่า

1. พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นบันไดให้คมช. เดินลงจากอำนาจด้วยความปลอดภัย ในกรณีที่ถูกประชาชนขับไล่ กระทั่งอับจนหนทางเดินต่อไป โดยพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมี่จะเป็นผู้ดุแลคุ้มครองสวัสดิภาพของคมช. และครอบครัวทุกคน ให้อยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

2. พรรคประชาธิปัตย์ จะเปิดโอกาสให้นายทหารในคมช. ได้มีตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันตัวเอง และพวกพ้อง  อีกทั้งเพื่อการป้องกันนายกฯทักษิณ และสมาชิกพรรคไทยรักไทย กลับคืนสู่อำนาจ ชนิดตอกฝาโลงให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทั้ง 2 ข้อตกลงนี้ มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว คือ คมช. ต้องสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า การเลือกตั้งซึ่งจะจัดขึ้นใต้อำนาจเผด็จการคมช.

การบรรลุข้อตกลงที่กล่าวมานี้เอง ทำให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชา ธิปัตย์ จึงยอมลงทุนปรากฏตัวในฐานะผู้สนับสนุนคมช. ผู้สนับสนุนอำนาจเผด็จการ และผู้ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตย  

การลงทุนครั้งนี้ของสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง  เพราะการเข้าร่วมกับม็อบคมช.ครั้งนี้ คือการประกาศอย่างเปิดเผยว่า..

พรรคประชาธิปัตย์ คือเสาค้ำบัลลังก์เผด็จการคมช.

พรรคประชาธิปัตย์ หักหลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ

พรรคประชาธิปัตย์ สยบยอมต่ออำนาจผด็จการคมช.แล้ว

ปรรคประชาธิปัตย์ ไม่เชื่อถือ ไม่ให้คุณค่ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อีกแล้ว

          นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำของสันติอโศก และมีบทบาทอย่างสูงยิ่งในการโจมตีนายกฯทักษิณ ชินวัตร เนื่องเพราะมีความแค้นต่อกันตั้งแต่สมัยยังอยู่พรรคพลังธรรม ด้วยกัน

          หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้แสดงท่าทีว่าแยกไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จัดสร้างมวลชนของตนเองในภาคอีสาน ไม่ขึ้นตรงต่อกลุ่มพันธ มิตรของสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ในความเป็นจริง  ยังคงเดินคู่กันไปกับสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างแนบแน่นเช่นเดิม และมีการเชื่อมต่อกับน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อย่างใกล้ชิด 

          เมื่อเร็วๆ นี้ นายไชยวัฒน์ ได้นำแกนนำมวลชนอีสานจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าพบพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปลด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ใหญ่ที่ประสานให้พล.อ.สนธิ ออกมารับหนังสือ ก็คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ  ซึ่งจนถึงขณะนี้หนังสือฉบับนั้นก็ยังอยู่บนโต๊ะของพล.อ.สนธิ  ถึงแม้ว่าพล.อ.สนธิ จะบอกว่า ถูกหลอกให้รับหนังสือ ก็ตาม

          ความสัมพันธ์สี่เส้า ระหว่าง ไชยวัฒน์ สินศุวงศ์  สนธิ ลิ้มทองกุล ประสงค์ สุ่นศิริ และ สนธิ บุญยรัตกลิน นี้ แนบแน่นอย่างย่างในขณะนี้ เนื่องจากมีเป้าหมายร่วมกัน คือ กำจัดนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้ล้มหายตายจากประเทศไทย หรือ ล้มหายตายจากเสียชีวิตไปเลย เนื่องจาก 3 คนแรกมีความแค้นฝังลึกในใจกับนายกฯทักษิณ  ในขณะที่ สนธิ บุญยรัตกลิน กลัวว่าจะถูกชำระแค้น หากนายกฯทักษิณ กลับคืนสู่ประเทศไทย

          ดังนั้นการปรากฏตัวของไชยวัฒน์ สินศุวงศ์ ในม็อบคมช. จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใจแต่ประการใด และในม็อบกว่า 2,000 คนที่มาร่วมชุมนุมต่อต้านประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย นี้ คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นไชยวัฒน์ สินศุวงศ์ เองที่นำมา

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลาเช้าก่อน 08.00 น. ของวันเสาร์ ย่อมไม่ใช่การมารวมตัวกันเองอย่างพร้อมเพียงของประชาชนผู้รักสันติเป็นแน่แท้  ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการกระบวนการจัดการ หรือมีผู้นำพาประชาชนจำนวนนี้มา ด้วยเงื่อนไขและเหตุผลที่รู้อยู่แก่ใจ กล่าวกันชัดๆ ก็คือ นี่คือ ม็อบจัดตั้งของคมช. ซึ่งเป็นการแสดงผลงานครั้งแรกหลังจากใช้เงินไปแล้ว 319 ล้านบาท

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยไม่มีการคัดค้าน ต่อต้านของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งพล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 เคยประกาศว่าจะไม่ยอมให้มีการจัดชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นอันขาด ไม่ว่ากลุ่มไหนก็จัดไม่ได้    ย่อมจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าม็อบคมช.กลุ่มนี้ มีอำนาจเหนือพล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีพล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม รับเป็นผู้นำการชุมนุม ย่อมไม่ใช่ม็อบธรรมดา ไม่ใช่ม็อบปกติ แต่เป็นม็อบจัดตั้งของทหารอย่างแน่นอน  และทหารที่สั่งให้นายทหารระดับรองปลัดกระทรวงกลาโหม มารับหน้าที่ผู้นำม็อบได้ ย่อมไม่ใช่ทหารทั่วไป แต่ต้องเป็นทหารระดับสูงสุดของกองทัพ เท่านั้น

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วม ย่อมไม่ใช่ม็อบธรรมดา แต่เป็นม็อบจัดตั้งของทหาร ที่ได้รับการสนับสนุนร่วมมืออย่างดียิ่งจากพรรคการเมือง เท่ากับสองแรงบวก มีทั้งเงิน อำนาจ อาวุธ กฎหมาย และประสบการณ์ ความชำนาญเกม กำลังคน พร้อมสมบูรณ์อยู่ในตัว นี่คือม็อบจัดตั้งที่มีอันตรายและน่ากลัวที่สุด

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีหนึ่งในแกนนำพันธมิตรสนธิ ลิ้มทองกุล เข้าร่วมด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรฯสนธิ ลิ้มทองกุล กับ คมช. ยังแนบแน่นยิ่ง และยังมีความร่วมมือที่จะดำเนินการทางมวลชนกันต่อไป หลังจากที่ร่วมมือกันทำงานสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารมาครั้งหนึ่งแล้ว

          การชุมนุมของประชาชนกว่า 2,000 คนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2550 จึงเป็นสัญญาณอันตรายที่สำคัญของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ว่ากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มมวลชนจัดตั้งของเผด็จการคมช.ที่มีความน่ากลัวอย่างยิ่ง  เพราะ เผด็จการตัวนี้ มีขุมกำลังสามประสานคอบค้ำบัลลังก์ให้ ได้แก่

             กองทัพ ที่พร้อมด้วยอาวุธ กำลังพล และอำนาจ

          พรรคประชาธิปัตย์ ที่พร้อมด้วยเงินทุน  มวลชน  และความชำนาญเกมการเมืองอันสุดแสนจะสกปรกและชั่วร้ายเกินกว่าที่คนทั่วไปจะติดสรรสร้างได้

          พันธมิตรฯสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พร้อมด้วยสื่อในมือ และสาวกผู้ซื่อสัตย์ ประดุจทาสทางความคิดที่ปล่อยไม่ไป  

          ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เห็นหรือยังว่า เผด็จการตัวสุดท้ายที่ยืนกดหัวประชาชนอยู่ในขณะนี้ มีกองกำลังที่กล้าแกร่งขนาดไหน

          การจะโค่นล้มเผด็จการตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว  หากไม่รวมพลังกันให้ได้จำนวนคนเรือนแสนเรือนล้าน ไม่มีทางเอาชนะได้  และเราก็จะตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการตัวนี้ตลอดกาล ชั่วอายุขัยของเรา

          ดังนั้น ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมมือกัน ร่วมแรงกัน ร่วมใจกัน รวมพลังกันทั้งแผ่นดิน เพื่อกำจัดเผด็จการตัวนี้ให้ดับดิ้นไปให้จงได้ รวมไปถึงการกำจัดขุมกำลังทั้งสามที่ค้ำบัลลังก์ของเผด็จการตัวนี้ให้สิ้นซากไปด้วย

           ทหารเลว อย่าง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

         พรรคการเมืองชั่ว อย่าง พรรคประชาธิปัตย์

           สื่อมวลชนร้าย อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล

          ภารกิจนี้แม้จะใหญ่หลวง และยากลำบาก  แต่เชื่อว่าจะไม่เกินกำลังของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเป็นแน่

         เดินหน้ากำจัดมันพวกมารประชาธิปไตย !

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: