1 วัน 1 ข้อความ 1 แรงไทยขับไล่เผด็จการ

         พลังใจของคนไทยผู้รักประชาธิปไตยกว่า 50,000 คน ที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้ผมที่ยืนเบียดแทรกอยู่กับกลุ่มนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ฝั่งซ้ายของเวที ตัวลีบเล็กไปถนัดใจ

         ยิ่งได้ยินเสียงที่เปล่งออกจากหัวใจ “คมช.ออกไป” ดังกระหึ่มทั่วท้องสนามหลวง แล้ว จิตวิญญาณนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่คุไฟเผด็จการมา 9 เดือนเศษ ก็ลุกโชนขึ้นทันที

         ฝนที่เทลงมาอย่างหนักเมื่อห้าทุ่มเศษ ไม่อาจดับไฟในหัวใจของประชาชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกว่า 50,000 คนที่ยืนอยู่หน้าเวทีได้แม้แต่น้อย

         นอกจากไม่ถอยหนีเพราะเม็ดฝนที่หนาหนักแล้ว พี่น้องของเรากลับฮือเข้าหน้าเวที เพื่อ ให้กำลังใจแก่ผู้อภิปรายบนเวที ว่านักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะไม่ทอดทิ้งกัน

          “ถ้าเราถอยให้กับเม็ดฝนแค่นี้ วันหน้าเราจะสู้ฝนตะกั่วได้ยังไง”

          คำพูดของลุงคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ หูผม ซึ่งได้อาศัยร่มคันใหญ่ของใครสักคนที่ไม่รู้จักกันคุ้มหัว

          เสียงของลุงคนนั้นคงเหมือนกับเสียงในหัวใจของคนที่ยืนอัดแน่นในท้องสนามหลวง จึงไม่มีใครล่าถอยเพราะฝนหนัก ที่ยืนอยู่ริมนอก ตามรอยตะเข็บสนามหลวง ก็เพียงแต่กระจายออกไปหาต้นไม้ใหญ่ใช้หลบฝน เพื่อบรรเทาจากเปียกมากเป็นเปียกน้อย แต่เกือบทั้งหมด ยังรวมกันอยู่ในท้องสนามหลวงนั่นเอง

          แต่ที่ผมติดใจ ก็คือ คำว่า “ฝนตะกั่ว” ที่ลุงพูดถึง

          ผมเคยได้ยินคำนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ขณะที่หลบกองทัพทหารจากหน้าโรงแรมรอยัล ออกไปทางด้านวัดชนะสงคราม มีเสียงใครก็ไม่รู้ ดังขึ้นมาขณะที่กำลังวิ่งหนีกันสุดชีวิต ว่า “แม่ง ยิงไม่หยุดเลย ปลอกกระสุนหล่นลงมายังกะห่าฝน”

          พลันที่คิดว่า “ฝนตะกั่ว” ที่ผมได้ยิน เป็นคำอุปมาของลุงคนนั้น ทำให้ผมนึกถึง “ปลอกกระสุนที่หล่นลงมายังกะห่าฝน” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ขึ้นมา แล้วผมก็รู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นยะเยือกแล่นเฉียบเข้าสู่หัวใจทันที

          การเรียกร้องประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อขับไล่เผด็จการ ของประชาชน กี่ครั้งกี่หน ก็จบลงด้วยชัยชนะของประชาชน ที่ต้องแลกด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน เสมอมา

          ครั้งนี้ จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยไม่ที่ประชาชนไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่ต้องเสียชีวิต บาดเจ็บล้มตาย กันอีก

          เราน่าจะมีวันรำลึกวีรชนกันมากพอแล้วกระมัง?

          หากจะมีอีกสักวัน ขอให้เป็นวันปิดฉากเผด็จการคนสุดท้าย ก็แล้วกัน

          ผมไม่เคยคิดจะร้องขอต่ออำนาจเผด็จการ และไม่เคยคิดหวังว่าผู้เผด็จการจะมีสำนึกผิดชอบชั่วดี ในนาทีที่เขาสั่งยิงประชาชน

          ผมเชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อสงสัย หรือกังขาต่อพลังของประชาชนว่าเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และเป็นพลังที่ผู้เผด็จการกลัวที่ต้องเผชิญหน้า

          เผด็จการไทย หรือ เผด็จการทั่วโลก ต่างก็กลัวพลังประชาชน เหมือนกัน เพราะเผด็จการทุกคน มีจุดจบใต้ฝ่าเท้าประชาชนทั้งสิ้น

          นาที่แรกที่พลังประชาชนย่างเท้าออกต่อสู้ ผู้เผด็จการก็นับถอยหลังนาทีนั้น

          วันนี้ พลังประชาชน 50,000 คนที่ท้องสนามหลวง เริ่มย่างก้าวแรกออกต่อสู่แล้ว

          50,000 คน แม้จะดูมากจนทำให้เผด็จการหวั่นไหว แต่ยังไม่มากพอที่จะล้มและกำจัดเผด็จการอย่างถอนรากถอนโคน ตามที่ใจของเรามุ่งหมาย

          หากเราไม่รีบเติมกันเข้าไปให้เป็น 500,000 คน และ 5,000,000 คน อย่างเร่งด่วน ภารกิจของเรา ที่ต้องการทวงคืนประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ อาจจะไม่สำเร็จก็เป็นได้

          ผมเชื่อมั่นว่า พลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พร้อมที่เป็นคลื่นยักษ์ซัดสาดถาโถมเข้าสู่ฝั่ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกคราบไคลเผด็จการออกไปได้อย่างหมดจด

          หากว่าประชาชนมีความตื่นตัวขึ้นมา และรวบรวมพลังใจของแต่ละคนให้เป็นหนึ่งเดียว กันได้ ก็จะก่อให้เกิดคลื่นประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่จะซัดเข้าใส่กองทัพผู้เผด็จการ ให้แพ้พ่ายไป ไม่ยากนัก

          ผมเชื่อมั่นอยู่ในใจลึกๆ ว่า การต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตย ในครั้งนี้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนจะมีโอกาสได้ชัยชนะ โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต ขอเพียงเรามีสติควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ใช้ปัญญาและเหตุผลในการต่อสู้ ไม่วู่วาม

          วันนี้ ผมจึงอยากจะขอความร่วมมือทุกท่าน ให้ช่วยกันก่อคลื่นประชาชน ด้วยการส่งข้อความ SMS เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ วันละ 1 ข้อความ ไปให้กับทุกคนที่ท่านรู้จัก และ เชื่อว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเรา

          ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน เพียงแต่ส่ง SMS วันละ 1 ข้อความเท่านั้น ก็จะก่อให้เกิดคลื่นประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่มีพลังมหาศาล และสามารถซัดใส่ทำลายล้างเผด็จการที่ไม่แตกต่างจากเหลือบที่มาเกาะและดูดเลือดจากประชาชน สร้างความสกปรกให้แก่ประเทศไทยของเรา ให้หมดสิ้นไปได้

          ส่งกันทุกวัน วันละ 1 ข้อความ เราจะชนะเผด็จการโดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต เช่นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในอดีตที่ผ่านมา

          สำหรับวันแรก วันนี้ อ่านจบแล้ว หยิบโทรศัพท์ของท่านขึ้นมา แล้วเขียนคำว่า “คมช.ออกไป” แสดงเจตนารมณ์ของเราที่ไม่ต้องการอยู่ใต้การปกครองของคมช. จากนั้นก็ส่งออกไปให้แก่คนที่ท่านรู้จัก ให้ได้อย่างน้อย 10 คน แล้วแจ้งให้ทุกคนที่ได้รับ ส่งต่อๆ กันไปให้ผู้รับอีก 10 คน

          วันพรุ่งนี้ เราจะส่งคำว่า “ทวงคืนประชาธิปไตย” เพื่อเป็นการแสดงพลังของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ให้ผู้เผด็จการ เห็นว่าขณะนี้พวกเราทุกคนพร้อมแล้วที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และขับไล่เผด็จการรุ่นสุดท้าย ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย

          ส่วนวันถัดไป จะใช้คำว่าอะไร ขอให้มาดูกันที่นี่ ครับ

          ขอความร่วมมือส่งวันละ 1 คำ เท่านั้น เพื่อให้พลังที่ส่งออกไป มีความเป็นเอกภาพ และทรงอาณุภาพ สามารถขับไล่เผด็จการ ออกไปได้เร็วที่สุด

          เผด็จการ ทุกรุ่น ทุกคณะ ไม่เคยต้านทานพลังประชาชน ได้ นับแต่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.สุจินดา คราประยูร ล้วนแต่ได้รับบทเรียนจากประชาชนกันไปแล้ว

          ครั้งนี้ ประชาชนต้องให้บทเรียนแก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เผด็จการคนสุดท้าย อย่างสาสม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง หรือ ไม่ให้มีใครคิดจะเป็นผู้เผด็จการอีกต่อไป

          นับจากวันนี้เป็นต้นไป

          1 คน 1 ข้อความ 1 แรงไทย จะขับไล่เผด็จการให้พ้นแผ่นดินไทย

          “คมช.ออกไป”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: