ไว้อาลัยแด่ “รบพิเศษ”

          เจ็ดศพรบพิเศษที่นอนตายเกลื่อนถนน ตายฟรีแน่นอนครับ

          ผมท้าพนัน 100 บาท เอาขี้หมากองเดียว  ใครรับบ้าง?

          ขนาดผมไม่ใช่เซียนพนัน ยังมั่นใจขนาดนี้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

          เพราะว่า ทหารหน่วยนี้ และ ทหารหน่วยที่เหลือ ทุกหน่วย ทุกหน่อในกองทัพ  ที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่ดันเกิดมาเป็นทหารยุคนี้ พ.ศ.นี้  นับเป็นทหารเคราะห์ร้าย และจะต้อง ตายฟรีกันไป จนนับศพไม่ถ้วน 

จนกว่า นายกรัฐมนตรี จะไม่ชื่อ สุรยุทธ์ จุลานนท์

จนกว่า ผู้บัญชาการทหารบก จะไม่ใช่ สนธิ บุญยรัตกลิน

จนกว่า ทหารจะกลับกองทัพ ไม่มัวเมาอำนาจการเมือง

จนกว่า ทหารจะรู้จักหน้าที่ของตัวเอง

จนกว่า ทหารจะเลิกพฤติกรรมและล้มสันดานมักใหญ่ใฝ่สูง

จนกว่า ทหารการเมือง จะพ่ายแพ้ ทหารของประชาชน

จนกว่า จะไม่มีทหาร ส่งไปให้ถูกฆ่าอีกแล้ว

วันที่ เจ็ดศพรบพิเศษ ถูกระเบิดและถูกปืนจ่อหัวยิงตายขณะสวมเครื่องแบบทหาร กำลังทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติไทยให้พ้นภัยผู้ก่อการร้าย

วันนั้น สองเสือรบพิเศษ คนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก กำลังห้ำหั่นรบกันเอง ยื้อแย่งอำนาจการเมืองปกครองแผ่นดิน มาไว้กับตัวเอง

วันที่ เจ็ดศพรบพิเศษ พลีชาติเพื่อชาติ ลูกเมียญาติพี่น้อง ร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือด

วันนั้น สองเสือรบพิเศษ คนหนึ่งเป็นพี่ คนหนึ่งเป็นน้อง กำลังจะพลีชาติเพื่อชีพ ส่ง เสียงหัวเราะเฮฮา ประเทศไทยอยู่ในกำมือข้า

วันที่ เจ็ดศพรบพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประชาชนคนไทย ให้ปลอดภัยจากผู้ก่อการร้าย

วันนั้น สองเสือรบพิเศษ คนหนึ่งเป็นนาย คนหนึ่งเป็นลูกน้อง ต่างปฏิบัติการสำแดง พลังที่ยืนฝั่งตัวเองเพื่อข่มขู่อีกฝ่าย ด้วยหมายจะครอบครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมีความ พินาศฉิบหายและเลือดเนื้อของประชาชน เป็นเดิมพันและบันไดเลือด

วันที่ เจ็ดศพรบพิเศษ สงบนิ่งไม่ไหวติง เพราะวิญญาณถูกแรงระเบิดและลูกปืนกระชาก ออกจากร่าง

วันนั้น สองเสือรบพิเศษ สะใจยิ่งเพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่า ได้ช่วงชิงแต้มต่อทางการเมือง มาไว้ในมือ ทำท่าน่าจะกำชัยเหนืออีกฝ่าย

วันนี้ เจ็ดศพรบพิเศษ ตายอย่างมีเกียรติแต่ไร้ค่า ถึงจะมีผืนผ้าธงชาติคลุดพาดที่หีบศพ  ไม่มีคำสดุดีจากผู้บังคับบัญชาก็ไม่ว่า แต่ที่น่าตลกก็คือ ผู้บัญชาการทหารบก พูดผ่านสื่อมวลชน ให้ครอบครัวได้ยิน ว่า “ในยุทธิวิธีสงคราม การบาดเจ็บล้มตายถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผม เคยพูด เสมอว่าการปฏิบัติหน้าที่ เราต้องไม่ประมาท ต้องระมัดระวังแต่ไม่ระแวง”

ความตายของทหารใต้บังคับบัญชา เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ในสายตาของผู้บังคับ บัญชา อย่างพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไปเสียแล้ว

ผู้วายชนม์ ไม่อาจรับรู้ก็จริงอยู่ แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังฟังแล้วคิดอย่างไร กับ คำพูดที่ว่า “ผมเคยพูดเสมอว่าการปฏิบัติหน้าที่ เราต้องไม่ประมาท”

คำน้อยที่ท่านจะตำหนิผู้ก่อการร้าย จะอาฆาตแค้นโจรผู้หยิบยื่นความตายให้ เจ็ดศพรบ พิเศษ ไม่มีหลุดจากปาก  แต่กลับฝากความเจ็บปวดไปตอกย้ำซ้ำเติมให้คนข้างหลัง ฟังแล้วต้อง คิดมาก

“ตายเพราะความประมาท” หรือ “ตายเพราะความโหดเหี้ยมของ โจรร้าย”

น้ำมือโจรกระชากวิญญาณออกจากร่าง น้ำคำนายกระทืบซ้ำร่างที่ตายแล้วให้จมดิน

วันนี้ เจ็ดศพรบพิเศษ ตายเพื่อแผ่นดินไทย  คนไทย ส่วนใหญ่เสียใจ แต่ไม่เสียน้ำตาให้ ไม่ใช่เพราะใจหิน แต่เพราะความเกลียดชังทหารเลวบางนาย ได้แผ่กระจายไปทั่วถึงทหารทั้งกอง ทัพ ประชาชนส่วนใหญ่ จึงเพียงแค่เสียใจ แต่ไม่เสียน้ำตาให้

วันนี้ เจ็ดศพรบพิเศษ ตายไปโดยโดยที่ยังไม่รู้กระมังว่า ผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งเจ็ด ทำให้ประชาชนเกลียดชังทหารและเครื่องแบบทหารที่ท่านสวมใส่ มากมายแค่ไหน

จะใช้ยุทธศาสตร์อะไรก็ช่าง ยุทธวิธีอะไรก็ตาม แต่แนวปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ที่ทำให้ ต้องระมัดระวัง นั่นล่ะ คือประตูสู่ความตายของทหารทุกคน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ยิงเขา เราผิด” ทหารพราน 25 นายถูกดำเนินคดีหลังสังหารผู้ก่อการร้าย 5 ศพ

“ยิงเรา เขาไม่ผิด” แม่ทัพภาค 4 เสนอออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมผู้ก่อการร้าย

ให้ระวัง แต่ไม่ให้ระแวง ถ้าท่องคาถานี้แล้วปลอดภัย ได้ใจโจรก่อการร้ายกลับมาสยบ ยอมใต้ธงไตรรงค์ อย่างที่ท่านคิดแบบมักง่ายกันเช่นนี้

วันนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ย้ายลูกชาย นายตำรวจ จาก ยะลา มาอยู่กรุงเทพฯ ทำไม

วันนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ส่งลูกชาย นายทหาร ไปประจำการ นราธิวาส   ดูบ้าง

ท่านอาจจะได้รู้จักรสชาติความสูญเสีย หรือ ความห่วงใยคนที่รัก รู้จัก “ของจริง” กันเสียที

ระหว่าง “ความอดทน” กับ “ความเหลืออด” มันเป็นความรู้สึกขมปากเช่นไร ท่านได้แต่พูด ท่านไม่รู้จริงหรอกว่า ผู้สูญเสียที่ฟังท่านพูด แล้ว เขารู้สึกเช่นไร

ถ้าคนที่ตายเป็นลูกชายท่าน ถ้าคนที่ต้องสูญเสียเป็นเมียหม้าย คือ ลูกสาว หรือ สะใภ้ ท่าน

ระหว่าง “ความอดทน” กับ “ความเหลืออด”  จึงจะมีรสชาติที่แตกต่างกันต่อประสาทสัม ผัสของท่าน

นอกจาก “ปูผ้าขาวกราบเท้าโจร” และ “ฉีกบัญชีดำผู้ต้องสงสัย”  ถึง “ปล่อยผู้ต้อง หา” จน “ถอนฟ้องผู้กระทำความผิด” โดยท่องคาถา “สมานฉันท์” เพียงคำเดียว เป็นแนวทาง แก้ปัญหาผู้ก่อการร้าย มา 8 เดือนแล้ว

นายกรัฐมนตรี ที่มาจากหน่วยรบพิเศษ  ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ให้ประชาชนผู้บริ สุทธิ์ อุ่นใจได้บ้าง ว่าการอยู่กับนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นทหารรบพิเศษคนนี้ แล้ว จะปลอดภัย ไม่ถูกฆ่าตาย 

นอกจากคาถาที่ท่องจนติดปาก “เรามาถูกทางแล้ว” และ “เรากำลังได้เปรียบ มวลชน กลับมาอยู่ข้างเรา เขากำลังสูญเสียมวลชน” ถึง “เป็นเรื่องปกติที่เขาต้องใช้ความรุนแรง เพื่อข่มขู่ประชาชน และเรียกร้องความสนใจ” พัฒนามาเป็น “ความตายเป็นเรื่องธรรมดา” แล้ว

ผู้บัญชาการทหารบก ที่มาจากหน่วยรบพิเศษ ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นขวัญ กำลังใจ แก่ทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ เคยไปเหลียวแลจิตใจ กันบ้างหรือไม่ ทหารกินอยู่กันอย่างไร ปัญหาในพื้นที่คืออะไร ส่งทหารไปอยู่ท่ามกลางรักหรือ ความเกลียดชัง หรือ ส่งไปให้เขาฆ่าแล้วเอาศพกลับมาฝัง

“ไปแล้วกลับมายังมีชีวิต ก็คิดเบี้ยเลี้ยง  ไปแล้วกลับมาตาย ก็จ่ายเงินทำศพ”

วิธีคิดของท่านเป็นเช่นนี้กระมัง ท่านจึงคิดว่าเจ็ดศพรบพิเศษ ที่ตายกลับมา เป็นเรื่องธรรม ดา ทั้งๆ ที่เหตุเกิดในประเทศไทย และไม่ใช่สงคราม แต่เป็นอาชญากรรม ที่เกิดจากขบวน การและอาชญากร ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะความไม่เอาไหน และปล่อยปละละเลยของ ท่าน อันเนื่องแต่นิสัย “คบโจรเป็นมิตร” หรือ “อิสลาม” ด้วยกันก็ไม่ทราบ ท่านจึงไม่กำซาบ ความรู้สึกสูญเสียและเจ็บปวดของคนไทยและคนพุทธ

เคยมียุคใดสมัยใดที่ พลเรือนถูกโจรร้ายจ่อยิงหัวทีละคน นับได้ 8ศพ

เคยมียุคใดสมัยใดที่ ทหารถูกโจรร้ายจ่อยิงหัวทีละคน นับได้ 7 ศพ

เคยมียุคใดสมัยใดที่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงประกาศเป็นองค์นำราษฎรต่อสู้ กับโจรก่อการร้าย

เคยมียุคใดสมัยใดที่ พระราชวงศ์ทรงเสด็จเผาศพทหารและประชาชนที่ถูกโจรก่อการ ร้าย ฆ่าตายนับศพไม่ถ้วน

เคยมียุคใดสมัยใดที่ ประชาชน ข้าราชการ และทหารต้องล้มตายเป็นรายวัน โดยที่ไม่ สามารถจับคนร้ายได้

เคยมียุคใดสมัยใดที่ ขบวนการก่อการร้ายปิดล้อมค่ายทหาร เพื่อกดดันให้ปล่อยตัว ผู้กระทำความผิด

เคยมียุคใดสมัยใดที่ เด็กและผู้หญิงเพียงหยิบมือเดียวกล้าหาญปิดล้อมสถานีตำรวจ กดดัน ปล่อยตัวผู้ต้องหาได้ทุกราย

เคยมียุคใดสมัยใดที่ คนไทยต้องหนีตายออกจากแผ่นดินเกิด ไปขออาศัยแผ่นดินอื่น อยู่ เพื่อความปลอดภัย  กระทั่งถูกจับขัง หมดสิ้นอิสรภาพ ก็ยอมแลก ดีกว่าเสียชีวิตในแผ่น ดินเกิดของตัวเอง

เคยมียุคใดสมัยใดที่ ประชาชนจะมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ หวังพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ 

เคยมียุคใดสมัยใดที่ ทหารไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย โดยไม่มีผู้บังคับบัญชาเหลียวแล เยี่ยมเยือน

คำตอบคือ ไม่มี และ ไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยด้วย

แผ่นดินที่ถูกปกครองโดย นายทหารรบพิเศษ 1 คน ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ในตำแหน่ง ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และ ผู้บัญชาการทหารบก 

แผ่นดินที่ถูกปกครองโดย อดีตนายทหารรบพิเศษ 1 คน ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริ หาร ประเทศ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

แผ่นดินที่ทหารรบพิเศษสองนาย กำลังห้ำหั่นกันเองเพื่อยื้อแย่งอำนาจการเมือง โดยไม่ สนใจการปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ

แผ่นดินที่ทหารรบพิเศษสองนาย ถวายงานองค์สมเด็จราชินี ด้วยพฤติกรรม “ลิงหลอก เจ้า”  ไม่มีความจริงใจและจริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่สนองพระราชเสาวนีย์ ด้วยหัวใจที่แท้ จริง

แผ่นดินที่ทหารรบพิเศษเจ็ดนายถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม แต่กลายเป็นเรื่องธรรมดาสา มัญ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ของผู้บัญชาการทหารบก และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ

แผ่นดินที่ไม่มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่ ประชาชนต้องจ่ายภาษี เป็นเงินเดือนให้แก่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่ห่วงใยแต่ความมั่นคงของตนเอง มิใช่ความมั่น คงของชาติ และ ประชาชน

บรรทัดเกือบสุดท้ายนี้ ขอไว้อาลัยให้แก่ “รบพิเศษทั้งเจ็ดศพ” ที่ตายอย่างสมเกียรติทหาร กล้า

บรรทัดสุดท้ายนี้ ขอไว้อาลัยให้แก่ “รบพิเศษสองนาย” ที่จะต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน ในเวลาอีกไม่ช้านานจากนี้ ไป

หากไม่เพราะ “ฆ่ากันเอง” ก็เพราะหนีไม่พ้นน้ำมือของคนไทยผู้รักประชาธิปไตย ทั้งแผ่นดิน

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: