เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร เมืองนี้ไม่มีประชาธิปไตย

  

          คนไทยจำนวนมาก ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จังหวัดยโสธรเมื่อวานนี้ เพราะรัฐบาล และ คมช. โดยความร่วมมืออย่างภักดียิ่งของสื่อมวลชนทุกสำนัก หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมไปถึงข่าวสั้น SMS ทั้งปิด ทั้งบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร  กระทั่งเหตุที่เกิดขึ้นที่จังหวัดยโสธร ผิดรูปผิดร่าง ห่างไกลจากความจริง จนเป็นคนละภาพกัน

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย จำนวนมากกว่า 30,000 คน ได้พยายามจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ ขึ้นที่บริเวณสวนสาธารณะ พญาแถน

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย จำนวนมากกว่า 30,000 คน ต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 20-30 กิโลเมตร เพื่อไปร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เนื่องจากนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร สั่งการให้ทหาร ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งด่านสกัดบนถนนทั่วจังหวัดยโสธร ทุกๆ  500 เมตร  และปิดตายเมื่อถึงเขตอำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการชุมนุมของประชาชน

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย จำนวนมากกว่า 30,000 คน ต้องอดข้าว อดน้ำ ตลอดทั้งวัน เนื่องจากนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ข่มขู่คุกคามร้านค้าทั้งจังหวัด ห้ามขายอาหาร และน้ำดื่มแก่ประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย  หากฝ่าฝืน จะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย กว่า 30,000 คน อดทนนั่งกรำแดด กรำฝน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการโดยสงบ ตลอดทั้งวันและทั้งคืน  ท่ามกลางการก่อกวน กลั่นแกล้ง ของทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตามคำสั่งของนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร 

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตยกว่า 30,000 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ว่าเป็นคนไทยที่ไม่รักชาติ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นผู้รับจ้างมาก่อกวนความสงบสุขภายใน ประเทศ  เป็นผู้เห็นแก่เงิน มิใช่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง  

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย กว่า 30,000 คน ได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้หวาดกลัว หรือหวาดเกรงต่อเผด็จการทหาร และสมุนคมช. เช่นนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร แม้แต่น้อย  ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนบ้านนอก เป็นคนต่างจัง หวัด เป็นรากหญ้า เป็นคนที่มีโอกาสทางการศึกษาน้อย แต่เขาก็เป็นคนที่มีความรู้และความรักในระบอบประชาธิปไตยอย่างสูงยิ่งและน่านับถือ

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตย กว่า 30,000 คน ได้สร้างตำนาน ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แก่การเมืองไทยแล้วว่า เมื่อชนชั้นรากหญ้าลุกขึ้นสู้ อำนาจเผด็จการก็ทานไม่ได้ ต้านไม่ไหว และต้องพังทลายในที่สุด

          คนไทยจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ชาวยโสธร และชาวอีสานผู้รักประชาธิปไตยกว่า 30,000 คน ได้จุดคบไฟแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไว้ในมือ  1 คบ และจุดไฟแห่งการเผาผลาญทำลายเผด็จการคมช. ไว้ในมืออีก 1 คบ  และคบไฟทั้ง 2 คบ นี้ กำลังจะถูกส่งต่อๆ ไปยังทั่วทุกแคว้นแดนอีสาน เพื่อเผาทำลายเผด็จการคมช. ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินอีสาน และแผ่นดินไทยในอีกไม่วันข้างหน้านี้

          ทั้งๆ ที่คนไทยจำนวนมาก รู้ดีว่าการชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธ  เป็นสิทธิของประชาชน ที่สามารถกระทำได้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข 

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดยโสธร เมื่อวานนี้ มีการกระทำจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง ทหาร ตรำวจ และฝ่ายปกครอง ภายใต้การนำของนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กลับปฏิบัติต่อประชาชน เหมือนกับว่าไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าประชาชน มีสิทธิที่จะชุมนุมกันได้

          หรือว่า ที่จังหวัดยโสธร ประชาชนมีสิทธิน้อยกว่าประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย

          หรือว่า ที่จังหวัดยโสธร ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตประเทศไทย จึงไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย

          หรือว่า ที่จังหวัดยโสธร  ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข  หากแต่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอันมีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประมุข

          หรือว่า ที่จังหวัดยโสธร เป็นเขตปกครองตนเอง ที่อยู่ใต้อาณัติคำสั่ง และการชี้ขาดแต่เพียงผู้เดียวของนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร

          เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร เมื่อวานนี้ จะเป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ไปตลอดกาล

          เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร เมื่อวานนี้ จะเป็นรอยด่างในชีวิตของนายวีระวิทย์ วัฒนวานิชย์ ไปตลอดอายุขัย และบันทึกไว้แก่ลูกหลาน ในฐานะสมุนรับใช้เผด็จการคมช. ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตย

          แต่ …เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร เมื่อวานนี้  จะเป็นน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟแห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ ของคนอีสานและผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ ให้ลุกโชน และไม่มีวันดับ ชั่วกาลนาน

          เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร เมื่อวานนี้ คือตัวอย่างการใช้อำนาจเผด็จการ กับประชาชนสองมือเปล่า ที่ไม่มีทางสู้  ซึ่งได้ถูกเขียนไว้ทั้งหมดแล้วในร่างกฎหมายรักษาความมั่นคง หรือ กฎหมายเผด็จการทหาร ที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวกันว่า “ต้องผ่านสภา ออกมาเป็นกฎหมายให้ได้”  

          เมื่อวานนี้ มีเพียงเหตุเดียวที่ นายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์ ไม่สั่งการให้ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ใช้อาวุธกับประชาชนที่เดินเท้าฝ่าด่านสกัดทุกๆ 500 เมตร ก็เพราะ ยังไม่มีกฎหมายรักษาความมั่นคง มาคุ้มครอง ว่าการเข่นฆ่าประชาชนผู้เป็นภัยความมั่นคง ไม่ถือเป็นความผิด

          หากเมื่อวานนี้ มีกฎหมายรักษาความมั่นคง หรือกฎหมายเผด็จการทหาร ออกมาบังคับใช้แล้ว  เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร คงจะเป็นโศกนาฎกรรมบนลานประชาธิปไตย ที่เลือดประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องนองแผ่นดิน ไม่ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บนถนนราชดำเนิน

          จิตเจตนา และ จุดมุ่งหมายที่จะกระทำ มีอยู่เต็มหัวใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ใต้คำสั่งนายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิชย์   แต่ไม่กล้าสั่ง ไม่กล้าทำ  เพราะกลัวความผิดจะย้อนกลับมาเล่นงานตัวเอง มิใช่เพราะเห็นใจ หรือ โอนอ่อนผ่อนปรนให้แก่ประชาชนแต่อย่างใดไม่

          ในขณะที่ จังหวัดยโสธร มีการสกัดกั้น ข่มขู่ คุกคาม รังแก กลั่นแกล้ง ทุกรูปแบบของเจ้าหน้าที่รัฐ  เพื่อขัดขวางการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ให้ประสบความสำเร็จ  กระทั่งเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน อย่างร้ายแรง ทั้งสิทธิการชุมนุม  สิทธิการเดินทางสัญจร สิทธิการใช้ถนนหลวง  สิทธิการซื้ออาหาร และน้ำดื่ม  สิทธิการพูด  สิทธิการแสดงความคิดเห็น  สิทธิการสื่อสาร

          แต่ในอีกมุมหนึ่งของภาคอีสาน ที่จังหวัดสกนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ห้ามการชุมนุมทางการเมือง กลับปรากฎว่า ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รัฐ ไปคอยดูแลรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้แก่ ประชาชนกว่า 5,000 คน ที่มาชุมนุมฟังการปราศรัยของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา ซึ่งเปิดเวทีปราศรัยหาเสียง ทำกิจกรรมทางการเมือง บริเวณหน้าสำนักงานของนายสาคร พรหมภักดี อดีตส.ส.สกลนคร

          ที่สกลนคร มีการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน ขัดต่อกฎอัยการศึก แต่ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีการสกัดกั้น เพราะเป็นการเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงของว่าที่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของเผด็จการคมช. และเป็นพรรคการเมืองเพื่อการสืบทอดอำนาจของเผด็จการคมช. นั่นเอง

          เช่นเดียวกับ ที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำสมาชิกพรรค ออกพบปะกับประชาชน และปราศรัยหาเสียงด้วยนโยบาย “มันแก้จน” ไม่ใช่ “มาร์คแก้จน” มีชาวบ้านที่ถูกจัดมา เพื่อรอพบและรอฟังการปราศรัยหลายร้อยคน ก็ไม่ถูกสกัดกั้น ไม่ถูกขัดขวาง ทั้งๆ ที่เป็นการทำกิจกรรมทางการเมือง การชุมนุมทางการเมือง ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก เช่นเดียวกัน

          เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ พรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ พรรคการเมืองที่ทำข้อตกลงไว้กับเผด็จการคมช. เรียบร้อยแล้วว่าจะเป็นผู้ดูแลคุ้มครองความปลอดภัยของคณะทหารที่ร่วมกันก่อการรัฐประหาร ปล้นประชาธิปไตย เมื่อสิ้นบุญบารมีบนเก้าอี้ต่างๆ ในกองทัพ   และพร้อมที่จะเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ทหารใหญ่บางคนในคมช. เป็นนายกรัฐมนตรี หากต้องการ บนเงื่อนไขพรรคประชาธิปัตย์ ขอเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เท่านั้น

          เหตุเกิดที่จังหวัดยโสธร กับเหตุเกิดที่จังหวัดสกนคร และเหตุเกิดที่จังหวัดชัยภูมิ เกิดขึ้นในวันเดียวกัน  เป็นเหตุการณ์ที่บอกเรื่องราวให้แก่เราได้หลายอย่างดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

            แต่ ที่บอกเล่าแก่เราได้สำคัญที่สุดก็คือ

         ข้างหนึ่งคือ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

         อีกข้างหนึ่งคือ พรรคการเมืองผู้รับใช้เผด็จการ

           อยู่ที่ท่านจะเลือกว่า ท่านจะยืนข้างใด

           ไม่ปรารถนาที่จะแบ่งข้าง แต่ถึงวันนี้ ไม่เลือก ไม่ได้แล้วครับ

           อยากรับใช้เผด็จการคมช. ไปรอกันที่พรรคประชาธิปัตย์

         อยากรวมพลังเรียกร้องประชาธิปไตย พรุ่งนี้ติดตามให้กำลังใจนักต่อสู้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์

          อยากขับไล่เผด็จการ พบกันทุกเย็นที่สนามหลวง

 

          ………………………………………………………….

          บทกวีเพื่อนักต่อสู้ทุกคน 

          ….ทางข้างหน้าลางเลือนเหมือนว่างเปล่า

          แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้

          ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ

          ถ้าอ่อนแอจะฝ่าไปอย่างไรกัน….

                                                                                               

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: