เหตุผลที่คมช.ต้องการชัยชนะประชามติรัฐธรรมนูญ50

  

                  เหตุผลที่คมช.ต้องการชัยชนะประชามติรัฐธรรมนูญ50

 

          สำหรับ นายประดาบ แล้ว มีเพียงเหตุผลเดียวที่มองเห็นว่า ทำไม คมช. จึงต้องการให้ประชาชนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้

          มีเพียงเหตุผลเดียว ที่นายประดาบ มองเห็นว่า ทำไม คมช. รัฐบาล สนช. และ อีกหลายส่วนงาน หลายบุคคล หลายองค์กร  ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเรียกกันว่าเครือข่ายบริวาร ต้องการให้ประชาชนลงประชามติ เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550

          ความต้องการในผลแห่งการลงประชามติขององค์กร และ บุคคล เหล่านั้น รุนแรงมาก จนถึงกับบิดเบือนเจตนารมณ์ของการลงประชามติ และกล่าวหาให้ร้าย ป้ายสี ประชาชนที่จะลงประชามติโดยอิสระ บนพื้นฐานการตัดสินใจของตนเอง ว่าเป็นผู้ไม่รักชาติ เป็นผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ และเป็นผู้ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง กระทั่งเป็นผู้ไม่จริงใจต่อระบอบประชาธิปไตย

          บิดเบือนถึงขนาดที่ว่า จับการเลือกตั้ง มาเป็นตัวประกัน ว่า หาก ประชาชนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีการเลือกตั้ง จะทำให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในประเทศ จะทำให้เกิดการนองเลือด จะทำให้ประเทศชาติไม่มีวันสงบ

          เหล่านี้คือคำขู่ คำหลอกลวง โกหก บิดเบือน ของ ผู้ก่อการยึดอำนาจ และ เครือข่ายบริวารรับใช้เผด็จการทหาร ที่มีต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ  เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ว่า หากไปลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น และทำให้ประเทศชาติเลวร้ายลงไปอีก

          ความต้องการให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ “เห็นชอบ” มิได้จำกัดอยู่ในมวลหมู่ ผู้ก่อการยึดอำนาจ องค์กร  และ คณะบุคคล ที่จัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจพิเศษ ที่มาจากการปล้นประชาธิปไตย ด้วยปืน เท่านั้น  หากแต่ยังรวมไปถึง พรรคการเมืองอีก 3 พรรคที่ได้รับประโยชน์จากการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ที่ประกาศแนวทางร่วมกันแล้วว่า “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะเผด็จการทหารแต่งตั้ง  มิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น รัฐธรรมนูญ 2540

          นับเป็นความไม่ปกติของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ “เห็นชอบ” และ ยอมรับ ปฏิบัติตามแนวทางที่คณะผู้เผด็จการ ซึ่งมาจากการยึดอำนาจ ปล้นประชาธิปไตย เขียนให้เดินตาม

นอกเสียจากการได้ประโยชน์จากกฎหมาย หรือ กติกา นั้นแล้ว ยังไม่เห็นเหตุอื่นว่า พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทำไมจึงไปยอมรับอำนาจ และแนวทางของเผด็จการ   จนถึงกับต้องร่วมรณรงค์ หลอกลวงประชาชน ให้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของเผด็จการทหาร ไปด้วย เช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ 

          ประชาชนคนไทยกำลังถูกหลอกให้ไปลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อ ให้มีการเลือกตั้ง ตามกติกาการเลือกตั้งของผู้ที่ไม่ยอมรับการเลือกตั้ง  ปฏิเสธการเลือกตั้ง และขัดขวางการการเลือกตั้ง  รวมไปถึงการฉีกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น คมช. หรือ พรรคการเมือง อย่าง ประชาธิปัตย์  ชาติไทย  มหาชน  ตลอดจนสื่อมวลชน นักวิชาการจำนวนมาก ที่กำลังพูดพร่ำทุกค่ำเช้าว่า เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 เท่ากับ เห็นชอบให้มีการเลือกตั้ง

ทั้งๆ ที่ เมื่อ 1 ปีก่อน คนเหล่านี้ล้วนแต่เคยแสดงให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้เห็นมาแล้วว่า พวกเขาไม่ยอมรับการเลือกตั้ง   และ ป่าวประกาศให้ประชาชนหลงเชื่อ คล้อยตามว่า การเลือกตั้ง ไม่ใช่ เครื่องหมาย หรือสิ่งบ่งบอกว่า เราเป็นประชาธิปไตย  การเลือกตั้ง ไม่ใช่ทางออกเพียงทางเดียวของวิกฤตการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญอยู่

นายไชยยันต์ ไชยพร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างวีรกรรมต่อต้านการเลือกตั้งด้วยการฉีกบัตรลงคะแนน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ถึงกับบอกว่าการเลือกตั้ง เป็นพิธีกรรมในการสร้างการยอมรับต่ออำนาจเผด็จการ ที่ผู้ปกครองเผด็จการ สร้างขึ้น

นับเป็นความไม่ปกติอย่างยิ่งที่คนซึ่งเคยปฏิเสธ ขัดขวาง ต่อต้าน คัดต้าน ไม่ยอมรับ การเลือกตั้ง เมื่อ 1 ปีเศษที่ผ่านมา ด้วยวิธีการต่างๆ สารพัดเท่าที่จะนึกออกและทำได้ ทั้งด้วยเจตนาสุจริตและทุจริต โกหก หลอกลวงประชาชนทุกวัน ก็ทำมาแล้ว  กำลังเรียกร้อง รณรงค์อย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ประชาชน เห็นความสำคัญของการเลือกตั้ง ถึงกับนำมาเป็นเงื่อนไขบีบบังคับ บีบคั้นให้ประชาชนต้องลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550  ด้วยการสร้างถ้อยคำมาหลอกลวงว่า “เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง”

ต้องพูดกันอีกครั้ง หลังจากที่พูดมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่า ประชาชนจะลงประชามติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประเทศไทย ก็จะต้องมีการเลือกตั้ง  เว้นเสียแต่ว่า คณะเผด็จการทหาร ซึ่งประกอบด้วย คมช. และ รัฐบาล ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย และเป็นผู้ประกาศวันเลือกตั้ง ไม่ต้องการให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปบรรทัดแรก ที่ นายประดาบ นำมาบอกกล่าว เป็นความคิดส่วนตัว ที่นำมาแลกเปลี่ยนกับทุกท่าน ว่า มีเพียงเหตุผลเดียวที่คมช. รัฐบาล และเครือข่ายผู้รับใช้เผด็จการทหาร ต้องการให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ มีผลเพียงประการเดียว คือ เสียงส่วนใหญ่ “เห็นชอบ” เท่านั้น ที่พวกเขาต้องการ ก็เพราะว่า..

คมช. ต้องการให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ หรือ เสียงข้างมาก ลงประชามติประทับรับรองว่า การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการกระทำที่ถูกต้อง และเป็นการยึดอำนาจที่เหมาะสม มีเหตุมีผล และมิใช่เพียงการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เท่านั้น ยังรวมไปถึงการกระทำใดๆ ก็ตาม ของคมช. และเครือข่ายบริวาร อาทิ รัฐบาล และ คตส. ตลอดจน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ 19 กันยายน 2549 ตลอดไปจนถึงการกระทำใดๆ ก็ตามหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 309  บัญญัติไว้

ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้ง 309 มาตรา นั้น มีเพียงมาตราเดียว ที่ คมช. ต้องการให้ประชาชนลงประชามติ “เห็นชอบ” ก็คือ มาตรา 309 หรือ มาตราสุดท้าย เพียงมาตราเดียวนั่นเอง เพราะเป็นมาตราที่ว่าด้วยการให้สถานะพิเศษแก่คมช. และเครือข่ายบริวาร เป็นผู้อยู่เหนือกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง  และให้คุ้มครองย้อนหลังไปก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 มาถึงปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สถานะพิเศษ ที่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 มอบแก่ คมช.และเครือข่ายบริวาร ให้เป็นผู้อยู่เหนือกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง ทำให้ คมช.และเครือข่ายบริวาร จะมีสถานะเสมอเท่ากับ หรือ เฉกเช่นเดียวกับ พระมหากษัตริย์  นั่นคือ อยู่ในสถานะที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะละเมิดหรือฟ้องร้องมิได้

มาตรา 309 ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่คมช. สั่งการให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  มีใจความว่า..

“บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

ด้วยเหตุที่ ข้อความในมาตรา 309 เป็นการเขียนเกี่ยวโยงถึงรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2549 และ เป็นการให้รับรองว่าการกระทำใดๆ ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช 2549 เป็นการกระทำที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ดังนั้นหากอ่านเพียง มาตรา 309 ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีอยู่เพียง 4 บรรทัดเช่นนี้ ก็จะไม่มีทางได้เห็นอันตรายและความเลวร้ายของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้สถานะพิเศษแก่ คมช. และเครือข่ายบริวาร อยู่เหนือกฎหมาย ดังที่ ประดาบ ว่าไว้

เนื่องจาก นายจรัล ภักดีธนากุล และน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเจตนาการเขียนแบบหมกเม็ดเอาไว้ และไม่จริงใจที่จะให้ประชาชนได้รับรู้ว่า มาตรา 309 มีเจตนารมณ์ อย่างไร

จึงต้องไปอ่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ร่วมกับสมาชิก คมช. จัดทำขึ้น และประกาศใช้หลังการยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อประโยชน์ของคณะทหารผู้ยึดอำนาจเป็นสำคัญ ในมาตรา 37 ที่มีใจความว่า …

บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของ หัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่ง ได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 กล่าวอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ก็คือ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ได้ให้การรับรอง การยึดอำนาจ รัฐประหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540   ขัดขวางการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และ พระราชประสงค์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน การบังคับชี้นำ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่ายตุลาการ ของคมช. และเครือข่ายบริวาร เป็นการกระทำที่ไม่ต้องรับโทษตามความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้   ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำความผิด เนื่องจาก…

1.ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ไม่ใช่การกระทำความผิด ถึงแม้ว่ากฎหมายจะกำหนดว่าการยึดอำนาจ การรัฐประหาร เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา 113  และมีบทลงโทษไว้สูงสุดคือประหารชีวิต ก็ตาม 

2.ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการยึดอำนาจ รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยผู้กระทำไม่ต้องรับผิด ทั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 และ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550  ซึ่งหมายความว่า รัฐธรรมนูญ 2550  ได้อนุญาตให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 และ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อใดก็ได้  ขอเพียงแต่ผู้กระทำการอ้างเหตุแห่งการฉีกรัฐธรรมนูญและล้มล้างการปกครองว่า มีความเกี่ยวเนื่องผูกพันต่อจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็จะไม่มีความผิดแต่ประการใด  

3.ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการกระทำของ คมช.และเครือข่ายบริวาร คมช. ที่คุกคาม ข่มขู่ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น กองทัพ ปิดกั้นการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน  การจับกุมคุมขังประชาชน โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา การใช้อำนาจประหนึ่งศาลเตี้ย ของคตส. เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีความผิดตามกฎหมาย

4.ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ใช้อำนาจออกกฎหมาย ในรูปของประกาศ คปค. เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่การตรากฎหมายในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 

5. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่พล.อ.สนธิ บุยยรัตกลิน ประธานคมช. เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษ ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ และใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ประหนึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ เอง ได้โดยไม่ต้องรับผิด ได้แก่การใช้อำนาจประธานคปค. แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ทั้งๆ ที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

6. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษ ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ด้วยการยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และไม่ต้องรับผิด

7. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  ประธานคมช. เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษ ขัดพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ ได้โดยไม่ต้องรับผิด  ด้วยการก่อการยึดอำนาจ ในห้วงเวลาที่พระมหากษัตริย์พระราชทานพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และพระราชทานพระราชประสงค์แก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ว่า ทรงสนับสนุนและต้องการให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศชาติ ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข      

8. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่ คมช. รัฐบาล คตส. สนช. สสร. และองค์กรอื่นๆ ที่จัดตั้งขึ้นโดยคำสั่งของคปค.  หรือ การปฏิบัติการใดๆ ของตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ตามคำสั่งของคมช. และ เครือข่ายบริวาร เป็นการกระทำที่อยู่เหนือกฎหมาย  ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองได้ รวมไปถึงการร้องขอต่อศาล ให้คุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเอง ก็ไม่สามารถกระทำได้  เป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย

9. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองการที่ คมช.และเครือข่ายบริวาร  ได้รับสถานะพิเศษ อยู่เหนือกฎหมาย ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือละเมิดมิได้ ทั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549  และ หลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 นี้ โดยไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดสิทธิและสถานะพิเศษเหนือกฎหมาย เช่นนี้ เป็นความถูกต้อง ชอบธรรม

10. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อ พระมหากษัตริย์ ได้แก่ การทำให้นานาชาติ เข้าใจผิดต่อพระมหากษัตริย์  ว่าให้การสนับสนุนการก่อการรัฐประหาร ต่อ ประเทศชาติ อาทิ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และ ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ ต่อประชาชน ที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ และสูญเสียรายได้ เสื่อมถอยทางสถานะเศรษฐกิจ ตกงาน ว่างงาน ต่อ สถาบันต่างๆ เช่น ศาล ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าตัดสินความอย่างไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม  เป็นการกระทำที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย    

11. ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นชอบและรับรองว่าการที่ ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ต้องตกอยู่ใต้การปกครองของคณะเผด็จการทหาร เป็นระยะเวลา 1 ปี และอาจจะสืบทอดยาวนานต่อไป โดยไม่มีวันสิ้นสุด เป็นความถูกต้อง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550

          11 ประการข้างต้นนี้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเท่าที่พอจะระลึกได้ในเวลาอันจำกัด ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ความเห็นชอบและรับรองว่า การกระทำของ คมช.และเครือข่ายบริวาร ในเรื่องใดบ้าง ที่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เหมาะสม มีเหตุมีผล และสำคัญที่สุดคือ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550  ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำการได้   เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ให้ความคุ้มครองไว้ ทั้งการกระทำในอดีต การกระทำในปัจจุบัน และการกระทำในอนาคต โดยไม่มีวันสิ้นสุด

          การมีสถานะพิเศษอยู่เหนือกฎหมายของคมช. และเครือข่ายบริวาร ที่ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ 2550 เฉกเช่นเดียวกับการให้สิทธิ  สถานะพิเศษ และให้คุ้มครอง แก่พระมหากษัตริย์  คืออยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้  นั้น มีความแตกต่างกันอย่างมาก สำหรับผู้ได้รับสถานะ ได้รับสิทธิ และได้รับความคุ้มครอง 

กล่าวคือ  คมช.และเครือข่ายบริวาร เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมาย สมควรต้องได้รับโทษ แต่ออกกฎหมายเพื่อให้ตนเองไม่ต้องรับโทษ อยู่เหนือกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง 

ในขณะที่ พระมหากษัตริย์ มิได้กระทำความผิด  และทรงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย  แม้รัฐธรรมนูญ จะมิได้บัญญัติในลักษณะการให้สถานะพิเศษ ว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้  ก็ไม่มีผู้ใดฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ อยู่แล้ว  

          หากพิจารณาเปรียบเทียบ พฤติกรรมของคมช.และเครือข่ายบริวาร ซึ่งใช้อำนาจเป็นใหญ่ ข่มเหงรังแกประชาชน เลือกปฏิบัติ ตามความพึงพอใจของตน มากกว่าที่จะยึดถือกฎหมายเป็นหลัก และเป็นที่รังเกียจ และสงสัยของประชาชนทั้งประเทศ กับ พระราชจริยวัตรอันงดงาม เป็นที่สรรเสริญของชาวไทยและนานาชาติทั่วโลก ของพระมหากษัตริย์นักประชาธิปไตย เช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แล้ว มิอาจจะเทียบเคียงกันได้  และ ไม่มีเหตุอันชอบธรรมใดๆ เลยที่ คมช. และเครือข่ายบริวาร จะได้รับสถานะพิเศษ “ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้” เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์  ดังเช่นที่มาตรา 309 ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้

          กลับมาพิจารณาเหตุเพียงประการเดียว ที่ นายประดาบ มองเห็นว่า คมช. ต้องการให้ประชาชนลงประชามติ เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550  กระทั่งต้อง โกหก หลอกลวง บิดเบือน ข่มขู่ ประชาชน ว่าหากไม่เห็นชอบ จะไม่มีการเลือกตั้ง ก็เพราะต้องการให้ประชาชน เห็นชอบกับการให้สถานะพิเศษ และ สิทธิพิเศษแก่ คมช. อยู่เหนือกฎหมาย ตลอดกาล ชั่วนิรันดร์นั่นเอง

          หากผลการลงประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ปรากฏว่า ประชาชนเสียงข้างมากของประเทศไทย ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2549 ที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ เครือข่ายบริวารคมช. เขียนขึ้นแต่เพียงลำพัง

ก็เท่ากับ ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ การมีสถานะพิเศษอยู่เหนือกฎหมาย ของคมช.และเครือข่ายบริวาร “ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้” เสมอเท่ากับ พระมหากษัตริย์

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ การยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน 2549 และการกระทำต่างๆ ของ คมช.และเครือข่ายอันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และใช้กองทัพ  กฎหมายข่มเหงรังแกประชาชน

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ การยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะมีขึ้นในอนาคต ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ การละเมิดพระราชอำนาจ การขัดพระประสงค์  และการบังอาจ ลักลอบใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ก็เท่ากับว่า ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบกับ การกระทำใดๆ ที่ทำให้ประเทศชาติ เสียทางทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม ของคมช.และเครือข่ายบริวาร เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เหมาะสม ชอบด้วยกฎหมาย

ก็เท่ากับว่า ประชาชนทั้งประเทศ ได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย คมช. เป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย การฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 การละเมิดพระราชอำนาจ  และการสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย ไปเสียแล้ว

อยู่ที่ว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เห็นชอบกับสถานะ ผู้สนับสนุนการรัฐประหาร และหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายบริวารคมช. หรือไม่

หากเห็นชอบ ก็ไปลงประชามติว่าเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อที่ คมช. จะได้มีสถานะเหนือกฎหมาย ตลอดกาล

หากไม่เห็นชอบ ก็ไปลงประชามติว่าไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อที่จะประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ว่า “คนไทยไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549” และ ไม่ต้องการเห็นบุคคลใด มีสถานะพิเศษเหนือกฎหมาย หรือ มีสถานะที่ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้ เสมอเท่ากับพระมหากษัตริย์

ผลการลงประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะเป็นการบ่งชี้ว่าคนไทยมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย หรือ ฝักใฝ่เผด็จการ กันแน่

แน่นอนว่า เผด็จการทหาร ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการลงประชามติ ต้องการชัยชนะเหนือฝ่ายประชาธิปไตย หรือ ต้องการผลการลงมติ “เห็นชอบ” มากกว่า “ไม่เห็นชอบ” เพื่อที่จะอ้างผลการลงประชามติ เป็นเกราะคุ้มครองตนเอง จากการกระทำผิด กระทำชั่ว ให้พ้นจากเงื้อมมือของกฎหมาย อีกทั้งยังจะอ้างผลการลงประชามติ เป็นเกราะคุ้มครองรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ให้ฝ่ายประชาธิปไตย เข้ามาแก้ไข ตัดทอน เนื้อหาสาระที่บัญญัติไว้รับใช้เผด็จการทหาร ออกไป ด้วยคำกล่าวอ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงข้างมากของประเทศแล้ว นักการเมืองไม่มีสิทธิมาแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง 

ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “รับๆ ไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง  แล้วค่อยไปแก้ไขในวันหน้า” จึงเป็นเพียงคำกล่าวเพื่อหลอกลวงประชาชน ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ไปก่อน แม้จะไม่เต็มใจ ไม่เห็นด้วย ก็ตาม  แต่ในทางปฏิบัติจริง หากประชาชนหลงเชื่อ เข้าไปลงมติ “เห็นชอบ”  ก็จะถูกนำไปกล่าวอ้าง ให้รับรองรัฐธรรมนูญ 2550  ตลอดกาล  มิใช่ “รับๆ ไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขในวันหน้า”    

หากผลการลงประชามติ ปรากฏว่า ประชาชนเสียงข้างมากเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว นับจากวันประกาศผลการลงประชามติ ก็ขอให้ลืมไปได้เลยว่า เราจะเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องการคุ้มครอง เรียกร้องการแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติตามแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามที่เราต้องการ ในอนาคต  เพราะเราได้ยอมรับเสียแล้วว่า เมื่อประเทศชาติเกิดปัญหา แนวทางหนึ่งที่ดีและเหนือกว่าแนวทางประชาธิปไตย ก็คือ การยึดอำนาจ รัฐประ หาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ฉีกรัฐธรรมนูญ ทิ้ง  เพื่อกลับไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาของชาติ ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง และประชาชนเสียงข้างมากของประเทศ เห็นชอบแล้ว เป็นบรรทัดฐาน เป็นแบบแผนหนึ่ง เป็นวิธีการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย

จึงมีเหตุผลเพียงประการเดียว ที่นายประดาบ มองเห็นว่า ทำไม คมช. จึงต้องการให้มีการลงประชามติ  ก็คือ ให้ประชาชนเป็นตราประทับรองความถูกต้องให้แก่ตนเอง ที่กระทำความผิด ต้องการใช้ประชามติ มาเป็นเครื่องมือสร้างสถานะพิเศษอยู่เหนือกฎหมายให้แก่ตน เอง ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย จากกระทำความชั่วในรอบ 1 ปีเศษที่ผ่านมา  ซึ่ง นายประดาบ เห็นว่า ประชาชน ไม่ควรไปรับรองการกระทำความผิดของ คมช. ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  และควรจะไปลงประชามติว่า ไม่เห็นชอบ กับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่เห็นชอบกับการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของคมช. และเครือข่ายบริวาร

 มีคำถามว่า หากการลงประชามติ ปรากฏว่า ประชาชนเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป 

รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2549 มาตรา 32 บัญญัติไว้ว่า “มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตาม มาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ในการประชุมร่วมกันตาม วรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

 มีแนวทางปฏิบัติและกรอบเวลาชัดเจนอยู่แล้วว่า หากประชาชนเสียงข้างมากไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คมช.กับคณะรัฐมนตรี ต้องนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ในอดีต มาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 30 วัน แล้วนำขึ้นกราบทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ ต่อไป 

ดังนั้น คำขู่ที่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงข้างมาก จะเกิดเหตุวุ่นวาย เกิดการนองเลือด และไม่มีการเลือกตั้ง จึงเป็นคำขู่ที่โกหก หลอกลวงประชาชนทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนกลัวว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง และเกิดการนองเลือด จนต้องลงประชามติเห็นชอบ ทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ

แน่นอนว่า หากการลงประชามติ ปรากฏว่าประชาชนเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คมช.กับคณะรัฐมนตรี จะต้องนำข้อความ มาตรา 309 ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่นำมาปรับปรุงและจะประกาศใช้  ซึ่งก็จะทำให้คมช. และเครือข่ายบริวาร ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ อยู่ดี   ประเด็นนี้ อาจจะมีบางคนมองว่า ผลของการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่แตกต่างกัน  แต่ นายประดาบ ขอชี้ว่าแตกต่างกันอย่างมาก และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก..

หากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้รับความเห็นชอบ เท่ากับ ประชาชนเสียงข้างมาก ให้การรับรอง  คมช. จะมีความสง่างามในการกล่าวอ้างว่าได้รับความคุ้มครองการกระทำความผิดจากประชาชนทั้งประเทศ

หากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้รับความเห็นชอบ และ คมช. ต้องใส่ข้อความมาตรา 309 เข้าไปเอง ก็เท่ากับว่า ประชาชน ไม่ได้ให้การรับรองและคุ้มครอง คมช. ดังนั้น คมช. จะไม่สามารถนำไปกล่าวอ้างที่ใดได้ว่า ประชาชนเห็นชอบกับการยึดอำนาจ และรับรองการกระทำทุกอย่างของคมช.ว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ  หมายความว่า คมช. ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ประชาชนไม่ได้เห็นชอบด้วย  และวันหนึ่งข้างหน้า ยังจะสามารถการลงประชามติไม่เห็นชอบ นี้ มาเป็นช่องทางในการดำเนินคดีกับ คมช.และเครือข่ายบริวาร ได้อีกด้วย

โดยหลักนิติธรรม ผู้ตรากฎหมาย จะไม่ตรากฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งตนเอง ดังนั้น หากคมช.และคณะรัฐมนตรี ตารากฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อที่จะไม่ต้องรับโทษจากการกระทำความผิด กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่คมช.จะประกาศใช้  ย่อมจะมีสาระส่วนหนึ่งที่ขัดต่อหลักนิติธรรม อย่างแน่นอน และจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาการกระทำความผิดของ คมช. ได้ว่า สมควรได้รับการคุ้มครอง ตามหลักนิติธรรมหรือไม่

จากการเรียบเรียงความคิดทั้งหมด และนำมาถ่ายทอด เพื่อแลกเปลี่ยนแง่มุมกันในครั้งนี้ นายประดาบ หวังว่าจะก่อให้เกิดประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ และขยายผลทางความคิดต่อไป เพื่อที่จะนำไปบอกกล่าวแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่า เราจะต้องไปลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อที่จะไม่ต้องมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิด ของคมช. และเพื่อที่จะไม่สนับสนุน และขัดขวางการสร้างบรรทัดฐานการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย  ด้วยการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ  ดังเช่นที่คมช. กระทำ   

สำคัญที่สุดคือ ต้องลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่รับรองสถานะพิเศษอยู่เหนือกฎหมาย ของคมช.และเครือข่ายบริวาร ที่กำลังข่มเหง รังแกประชาชน และสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

  

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: