เรื่องจริงหลังฝุ่นจาง ตอนที่ 2 : ประชามติ ชี้ชะตา รัฐบาล-คมช.

 

ตอนที่ 2 : ประชามติ ชี้ชะตา รัฐบาล-คมช.

            หลังชนะศึกแต่แพ้สงครามแย่งชิงมวลชนให้กับเงาอดีตไทยรักไทย ขุนทหารใหญ่แห่งกองทัพบกและคมช. กับ รัฐบาล ก็โยนความผิดใส่กัน ว่าฝ่ายตัวทำดีแล้ว อีกฝ่ายต่างหากที่ทำให้เกือบแพ้พ่ายในเกมประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550

            ทหารโยนใส่รัฐบาล รัฐบาลโยนกลับทหารนั่นล่ะ ที่เป็นเจ้าของผลงานประชามติ สุดห่วยในครั้งนี้

            พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก ซัดโครมเข้าให้ว่าเหตุที่เกมประชามติ พ่ายแพ้หมดรูปในภาคอีสาน และ เอาตัวไม่รอดในภาคเหนือ เหลือแต่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ที่พอกู้หน้าคืนมาได้บ้าง นั้นเป็นเพราะการทำงานที่ไม่ได้เรื่องของรัฐบาล ทั้งล่าช้า ทั้งไม่เข้าตา แก้ปัญหาให้ชาวประชาไม่ได้ ทำให้พี่น้องอีสานและภาคเหนือ เหลืออดและหงุดหงิด จึงมาระบายอารมณ์ใส่ช่อง “ไม่เห็นชอบ” ในเกมประชามติ สยองขวัญคมช. เที่ยวนี้

            คำพูดหลุดพ้นปาก พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายก รัฐมนตรี ก็สวนเปรี้ยงกลับทันทีว่า จังหวัดอีสานที่แพ้ทั้งภาค จังหวัดเหนือที่แทบไม่เหลือซาก นั้น ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สสร.ที่คมช.แต่งตั้งมาต่างหาก ที่เป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพราะฉะนั้นต้องไปถามคมช. ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร แต่ว่าก็ว่าเถอะเรื่องนี้ มันเป็นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ลงคะแนนให้กับผลงานรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะเอาผลประชามติมาวัดผลงาน คะแนนนิยมของรัฐบาลไม่ได้

            นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ก็เป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรี ที่ออกมาสวนกลับทหารใหญ่แห่งกองทัพบก ว่าคิดไปไกลเกินจริง คิดไปเรื่อยเปื่อย คิดเลยเถิด คิดปัดความรับผิดชอบ

            ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน การตอบโต้ไปมา การโยนผิดใส่กัน ของ คมช. กับ รัฐบาล หลังเกมประชามติ ครั้งนี้ พอจะชี้ให้เห็นกันถ้วนทั่ว ว่าคนสองจำพวกนี้ คิดแต่จะรับชอบ ไม่คิดจะรับผิด ทั้งๆ ที่ผลการประชามติในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกของประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ที่บอกว่า ทั้งไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เอารัฐบาล และ ไม่เอาเผด็จการคมช. ทั้งหมดนั่นล่ะ เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสามตัวเลยล่ะ

            เพราะฉะนั้น คมช. กับ รัฐบาล ไม่ต้องเถียงกัน และโยนความผิดให้แก่กันอีกแล้ว เพราะไม่ได้มีใครดีกว่ากันหรอก เลวทั้งคู่ในสายตาประชาชนกว่า 10 ล้านคนที่มาออกเสียงประชามติ นั่นล่ะ

            หลังฝุ่นจาง เค้าลางความแตกแยกของรัฐบาลกับคมช. ก็ปรากฏขึ้นทันที

            หลังฝุ่นจาง ความจริงของเกรมประชามติ ที่บอกกล่าวแก่ประชาชน ว่า เป็นการลงคะแนนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงถูกเปิดโปงจากคนในคมช.และคนในรัฐบาล เองว่า การลงประชามติครั้งนี้ มิใช่การแสดงออกว่ามีใจเป็นประชาธิปไตยของเหล่าเผด็จการ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยอิสระ แต่มีวาระซ่อนเร้น ให้เป็นการวัดคะแนนนิยมรัฐบาล ต่างหากเล่า

            คำพูดของ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ที่ว่าประชาชนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กันเป็นจำนวนมาก เพราะไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล คือ บทพิสูจน์ความมีอยู่จริงของวาระซ่อนเร้น และความไม่จริงใจต่อการเปิดโอกาสให้ประชาชนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยากจะปฏิเสธของเหล่าทหารใหญ่ในคมช.

            หรือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. จะกล้าออกหน้าแบกรับว่าเป็นความผิดของตนเอง มิใช่ความไม่เอาไหนของรัฐบาล ?

            เกมลงประชามติ ที่คมช. อุตส่าห์ไปซ่อนซุกไว้ในรัฐธรรมนูญเผด็จการ 2549 เพื่อจะยืมมือประชาชน ลงมติให้การรับรองความชอบธรรมของคมช. จึงกลับกลายเป็นเกมประชามติสยองขวัญ สั่นประสาททั้งคมช. และ รัฐบาล เมื่อประชาชนไม่ได้โง่ดังที่คิด ไม่ได้หลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ดังที่คาด แต่กลับสะบัดปากกา ฟาดฝ่ามือใส่หน้าประธานคมช. จนชาด้าน ไร้ความรู้สึก และเจ็บลึกอยู่จนถึงวันนี้

            คะแนนที่ฝันว่าจะได้ ร้อยละ 70 -80 เพื่อจะเอามาอวด มาอ้าง เป็นเครื่องรางของขลังติดตัว ว่า “มีดี” เอาไว้บดขยี้ใส่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และ กลุ่มก้อนไทยรักไทย ให้แตกกระจาย ไปคนละทิศคนละทาง ตามแผนบันได 4 ขั้นนั้น เอาเข้าจริงที่คะแนนคิดว่าจะพุ่งฉิวขึ้นขึ้นบันไดขั้นที่สี่ กลับดิ่งหัวมุดลงดิน จากเป้า 80 % เหลือเพียง 50 กว่าๆ เกือบจะเอาตัวไม่รอด ทั้งๆ ที่ใช้กลไกรัฐ และ กลโกง ทุกชนิดประดามีและเท่าที่จะคิดได้ ยังเกือบเอาตัวไม่รอด ดีแต่ว่ามีคะแนนของสาวกประชาธิปัตย์ มาช่วยพยุงเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ป่านฉะนี้ ทั้ง คมช. รัฐบาล และ สสร. ได้หน้าแหกเป็นริ้วๆ เพราะร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ ถูกพลังประชาชนคว่ำคามือ ไปแล้ว

            การเอาตัวรอดมาได้ในเกมประชามติครั้งนี้ คมช.จึงต้องจัดงานใหญ่เลี้ยงขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วยสนับสนุน อุ้มชูเผด็จการ ให้รอดพ้นมือประชาชนมาได้แบบหวุดหวิด

            หลังฝุ่นจาง มิเพียงแต่ความจริงแห่งสถานภาพของรัฐธรรมนูญ 2550 จะปรากฏว่าเป็นรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ยังมีความจริงแห่งสถานภาพของคมช. และ รัฐบาล ปรากฏออกมาด้วยว่า เป็นผู้ปกครอง และ ผู้บริหาร ที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนน้อยยิ่งกว่าน้อย น้อยกว่าที่คุยโม้โอ้อวดไว้มากมาย ว่า เป็นคณะรัฐประหารที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั้งประเทศ เป็นรัฐบาลที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนทั้งชาติ

            นับแต่ผลการประชามติปรากฏชัดว่ามีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ไม่สนับสนุน และไม่ต้องการทั้งคมช. และรัฐบาล นี้ อาการหลงตัวเองของรัฐบาล และคมช. ดูจะลดน้อยถอยลงไปมาก แต่นั่นก็มิได้เป็นเหตุให้แห่งการบรรเทาโทษสำหรับคณะเผด็จการ และ เครือข่ายบริวาร เพราะแม้แต่ในวันที่เงาหัวมัวซัวเต็มที คนพวกนี้ยังไม่สำนึก กลับคิดที่จะทุ่มเทสรรพกำลังเข้าบดขยี้พลังประชาชนผู้รักประชาธิปไตย หนักหน่วงรุนแรงขึ้น เพื่อเป็นการเอาคืนที่ถูกตบหน้า ในการลงประชามติ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา

            วันเวลาของประชาชน จะมาถึงอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้า เมื่อเข้าคูหาไปกากบาท ลงคะแนนในการเลือกตั้งทั่วไป

            รอให้ถึงวันนั้น แล้วคงจะได้เห็นดีกันเหล่าเผด็จการ และลูกสมุนเผด็จการทั้งหลาย ที่แฝงกายเข้ามาในพรรคการเมืองผู้สืบทอดอำนาจของคมช.

            เดินหน้าเข้ามาเลย เหล่าเผด็จการ พร้อมอาวุธในมือนั่นล่ะ

            ประชาชนรออยู่แล้ว ปากกาด้ามเดียว ในมือนี้ล่ะ ที่จะเอาชนะเผด็จการทุกตัวตน และจะเอาเลือดเผด็จการ มาล้างเท้าผู้รักประชาธิปไตย ทุกคน บนแผ่นดินนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: