เพื่อแผ่นดินใคร?

           

           กลับมารายงานตัวครับ

           หลบไปเที่ยวนี้ ปิดจ๊อบใหญ่ ได้ทรัพย์มาหลาย เอามาต่อลมหายใจ Hi-thaksin ให้เป็นที่เกลียดชัง และรำคาญตาของเหล่าเผด็จการและสมุนบริวาร กันต่อไป

           มาว่ากันเรื่อง พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคการเมืองใหม่ ที่พวกนักการเมืองขี้หมูไหลอีกจำนวนหนึ่ง ก่อตัวขึ้นในคืนฝนตกหนัก เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โดยหัวขบวนขี้หมูไหล ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน ก็คนใกล้ตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

           คนนำชื่อ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นักการเมืองคนสุดท้ายที่อยู่เคียงข้างนายกฯทักษิณ ในวันถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ

           คนตามชื่อ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ นักการเมืองที่เกาะขากางเกงนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่วันเริ่มหัดเดินเตาะแตะในเวทีการเมือง ในนามพรรคพลังธรรม

           พวกลูกแถวที่คาดว่าจะไหลกันเข้ามา มีสภาพไม่ต่างจากขี้หมูไหล ในคืนฝนตกหนัก ส่วนใหญ่ก็เคยกราบไหว้นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มีพระคุณต่อชีวิตทางการเมืองของตนทั้งนั้น เป็นพวกที่ปันใจออกจากพรรคไทยรักไทย เพราะไม่มีสุขให้ร่วมเสพ ไม่มีผลประโยชน์ให้ตักตวงอีกแล้ว จัดเป็นกลุ่มเห็บที่กระโดดหนี เพราะคิดว่าไทยรักไทย ตายแล้ว โดยที่หารู้ไม่ว่า ที่ไม่ไหวติงเป็นเพียงแต่กาย จิตวิญญาณยังคงเข้มแข็งยิ่งนัก

           ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนสุดท้ายที่ยืนเคียงข้างกันในวันสุดท้ายของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะกลายมาเป็นคนสำคัญที่สกัดกั้นการกลับคืนสู่ประเทศไทยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

           ไม่น่าเชื่อว่า เด็กหัดเดิน ที่เคยอุ้มใส่เอว ป้อนข้าวป้อนน้ำจนเติบใหญ่ ให้ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นรางวัลแห่งความเพียร กลับลืมตัวคิดว่าตัวเองบรรลุวิชาการเมืองชั้นเซียน ปีกกล้าขาแข็ง ทำตัวเป็นศิษย์คิดล้างครู หรือ ดูอีกทีไม่ต่างจาก ลูกทรพี คิดสังหารผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่ตนเอง

           ไม่เชื่อก็ไม่ได้ว่า อดีตส.ส.ไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ดันทะลึ่งคิดว่าประชาชนชื่มชมนิยมศรัทธาตัวเอง เทเสียงเทคะแนนให้มากมายจนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. โดยหารู้ไม่ว่าคะแนนเสียงกว่าครึ่ง ที่ทำให้ได้เป็นส.ส. มาเดินเฉิดฉาย กรีดกรายอยู่บนเวทีการเมืองได้ เพราะคำว่า “ไทยรักไทย” และเพราะเดินตามคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ต่างหาก

           เหตุที่ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย โผล่ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เพราะว่า ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นกัปตันเรือให้กับพรรครวมใจไทย ไม่สามารถเอาชนะใจประชาชนได้

           ดูแล้วดูอีก ยังไม่เห็นวี่แววว่าพรรครวมใจไทย จะเอาชนะพรรคพลังประชาชน ได้ เพราะแม้แต่หัวหน้าพรรค ยังหาตัวไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับ สมัคร สุนทรเวช ที่ประกาศตัวเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร แบบตัวจริง ชัดเจน

           การโผล่ออกมาของ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แม้จะมีชะตากรรมเดียวกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือ ติดโทษแบน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่ก็มี “สตอรี่” หรือ เรื่องราว ให้บอกเล่าแก่ประชาชนได้มากกว่า เพราะสถานะส่วนตัวของ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็น “หลานเขย” ของหญิงสูงศักดิ์ จึงเหมาะแก่การสร้างเรื่อง แต่งนิยายว่า สุรเกียรติ์ เสถียรไทย คนนี้นี่ล่ะ ที่ “ฟ้าประทาน” มาให้ อยู่ที่ว่าใครจะเชื่อเรื่องแต่ง หรือ นิยายการเมือง เรื่องนี้บ้าง

           พวกที่เชื่อมาก ก็ลากเท้าเดินตามทันที ไม่มีคำถามและข้อสงสัย หลายคนที่สร้างบ้าน สร้างเรือน ก่อรูปก่อร่างสร้างพรรคของตัวเองขึ้นมาแล้วก็ไหวหวั่น ใจสั่น ร่ำๆ จะพังรังตัวเอง แล้วโผไปซบ ขอหลบไปอยู่ด้วยกันกับพรรคการเมืองของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เลยทีเดียว

           พวกที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ได้แต่ทึ่ง คนบอบบางแต่ตัวหนาบึ๊กอย่าง สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นี่น่ะหรือ ที่พึงพอใจกับอาชีพนักการเมืองรับเชิญมาตลอดชีวิต จะหาญกล้าตั้งพรรคการเมือง และลงแข่งขันคลุกโคลนตมการเมือง สู้สงครามน้ำลายในสนามเลือกตั้ง แต่เพราะไม่รู้ว่าจริงคือลวง หรือ ลวงคือจริง ก็เลยต้องนั่งนิ่งๆ ดูอาการของพรรคเพื่อแผ่นดิน ไปก่อน

           พวกที่ไม่เชื่อ ก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา แล้วก็พึมพำว่าทำไมเป็นเช่นนี้หนอ จะเล่นการเมือง ก็กระโดดลงมาแต่ตัว ทำไมต้องไปดึง “ฟ้า” มาเกี่ยวข้อง พัวพันกับการเมือง ทั้งๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่เคยเลือกข้างทางการเมือง ทรงอยู่เหนือการเมือง และ ดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ตลอดมา เพราะความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ คือหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

           ดูๆ ไปแล้ว นักการเมืองของไทยวันนี้ ช่างน่าขำเหลือเกิน วันๆ ไม่ทำอะไร คิดแต่จะหาวิธีการมาโค่นล้มพรรคพลังประชาชน ที่สืบทอดอุดมการณ์ของไทยรักไทย และคิดหาตัวผู้นำทางการเมือง มาเทียบบารมี มาแข่งรัศมีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่นายกฯทักษิณ ประกาศไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยครั้ง ว่า ไม่คิดที่จะหวนกลับคืนสู่เวทีการเมืองอีกแล้ว

           ไม่ขำอย่างไรไหว ประเทศไทยวันนี้ คิดค้นดั้นด้นหาผู้นำในอนาคต เพื่อมาแข่งกับเงาอดีตของนายกฯทักษิณ หามาอวด พามาโชว์ให้ประชาชนตื่นเต้นคนแล้วคนเล่า ก็ยังไม่เข้าตาสักคน จนต้องหลบฉาก ออกไปทีละคน

           ทั้งนักการเมืองสายเลือด สมศักดิ์ เทพสุทิน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ พินิจ จารุสมบัติ หรือ นักการเมืองสายวิชาการ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และรายล่าสุดก็ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

           คนเหล่านี้แท้จริงมิใช่ดาวฤกษ์ที่มีแสงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงดาวเคราะห์ ที่อาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ อย่างนายกฯทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้ตัวเองสว่างไสว แต่หลงคิดไปว่ามีแสงในตัวเอง ทั้งๆ ที่อาศัยแสงจากผู้อื่นมาตลอดชีวิต

           ส่วนนักการเมืองรุ่นเก๋า อย่าง บรรหาร ศิลปอาชา สนั่น ขจรประศาสน์ ชวน หลีกภัย ชวลิต ยงใจยุทธ เสนาะ เทียนทอง ก็ล้วนแต่ยอมรับความจริงว่ารถรางเที่ยวสุดท้ายสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วิ่งผ่านไปแล้ว

           ก็คงเหลือแต่ “อภิสิทธิ์ สมาชิกส่ายหน้า” คนเดียว ที่ยังประกาศสู้ ทั้งๆที่ก็รู้ว่า ไม่มีโอกาส แต่ก็ต้องสู้ เพราะสถานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ค้ำคอ

           การเมืองไทยวันนี้ นักการเมือง และ ชนชั้นนำ เขาเล่น เขาทำกันเหมือนกับว่าไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา หรือ เขายังเห็นประชาชน เป็นไพร่ ที่ไม่มีความ หมายทางการเมือง ก็น่าจะเป็นไปได้ เขาจึงทำกันแบบไม่เกรงใจประชาชน ไม่แคร์ต่อสายตาและความรู้สึกของประ ชาชน ว่าจะคิดอย่างไรกับ การแยกแล้วโต โตแล้วแตก แตกแล้วรวม รวมแล้วยุบ ยุบแล้วรวม ดังเช่นที่พวกเขาจำนวนไม่น้อยกำลังทำให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

           รักชาติ รวมใจไทย สมานฉันท์ ประชาราช กรุงเทพ 50 เพื่อแผ่นดิน ชาติพัฒนากิจสังคม แทนคุณแผ่นดินอีสาน ชื่อกลุ่มการเมืองเหล่านี้ผลุบโผล่ขึ้นมาให้ประชาชนเวียนหัวเล่นไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวตั้ง เดี๋ยวยุบ เดี๋ยวหลบ เดี๋ยวโผล่ คุยโม้โอ้อวดกันไปวันๆ ทำให้การเมืองไม่นิ่ง ทำให้ประชาชนสับสน และมองเห็นการเมืองเป็นความวุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย และต้องส่ายหัว เมื่อนึกถึงอนาคตการเมืองไทย ที่ต้องตกอยู่ในมือของนักการเมืองเหล่านี้

           อย่างที่บอก วันนี้ไม่ได้จำกัดวงกันเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น หากแต่เลยขีดเลยขั้นไปดึงเอาสถาบันเบื้องสูง มาเป็นปัจจัย เป็นเงื่อนไขในการก่อตั้งพรรคการเมืองด้วย ก็ยิ่งทำให้ประชาชนไม่สบายใจหนักขึ้นไปอีก

           ถ้านักการเมืองเหล่านี้ ยังเห็นประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของชาติ ไม่ปรามาสประชาชนว่าเป็นเพียงไพร่ ที่ไม่มีความหมายทางการเมือง มีหน้าที่เพียงไปลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วก็กลับไปเป็นไพร่ในปกครองของตนเองแล้วล่ะก็ พวกเขาคงไม่กล้าแสดงพฤติกรรมทางการเมืองที่น่าชิงชัง ให้ได้เห็นกันทุกวัน และวันละหลายเวลา เช่นในขณะนี้

           อย่างไรก็ตาม การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการประกาศให้พวกเขาได้รับรู้ว่า บัดนี้ประชาชนตื่นแล้ว ประชาชนมีความสามารถที่จะตัดสินใจทางการเมือง และต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติด้วยตนเอง ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงไพร่ในปกครองของชนชั้นนำอีกต่อไป โดยเฉพาะประชาชนในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งถูกดูถูกดูแคลนว่าไม่ประสีประสาทางการเมือง มาโดยตลอด ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ต่อแต่นี้ไป ใครจะมาหลอกใช้คนอีสานเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะมาหลอกเหยียบหัวคนอีสาน เป็นบันไดไปไขว่คว้าหาอำนาจรัฐ ง่ายๆ ไม่ได้อีกแล้ว

           ผลการลงมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ในความคิดของประดาบ คือ การประกาศด้วยเสียงกึกก้องไปทั่วประเทศไทย ว่า “ประชาชนมีอยู่จริง และ ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง”

           พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ กำลังปั้นแต่งและปลุกเสก ด้วยคาถา “ฟ้าประทาน” ก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปได้

           ความจริงที่ว่า ประชาชนตื่นแล้ว และประชาชน ต่างหากที่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง และเป็นผู้กำหนดนักการเมือง มิใช่นักการเมืองกำหนดประชาชนอีกต่อไป

           คาถา “ฟ้าประทาน” ที่นำมากล่าวอ้างเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ในการก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน เอาเข้าจริงแล้ว ก็ไม่อาจที่จะต้านทานคาถาประชาธิปไตย ที่เป็นสากลว่า การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ได้

           หากไม่เชื่อก็คอยดูกันในวันประกาศผลเลือกตั้ง ว่า คาถาประชาธิปไตย จะศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ และ พลังของประชาชน จะยิ่งใหญ่เพียงใด

           ประดาบ เพียงอยากจะถาม สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่บอกว่าจะตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน นั้น บอกได้ไหม ว่า เป็นแผ่นดินของใคร หากคิดว่าเป็นแผ่นดินของตนเองและพวกพ้อง ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบ แต่หากตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินของประชาชน ก็ควรจะเริ่มต้นจากการไปพบปะประชาชน สอบถามความต้องการของประชาชน มิใช่เริ่มต้นด้วยการอ้าง “ฟ้า” แล้วหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อ

           เหตุที่ถาม เหตุที่ต้องท้วง ก็เพราะไม่ต้องการเห็นนักการเมืองคนหนึ่งคนใด ไม่ว่าใครก็เถิด สถานะพิเศษเพียงใดก็ตาม แอบอ้าง “ฟ้า” เป็นใบเบิกทางเข้ามาทำงานการเมือง เพื่อรวบรวมไพร่พล และระดมประชาชน เข้าสู้ เข้าแข่งขันทางการเมือง

           เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ “ฟ้า” จะพลอยมัวหมองไปด้วย

           หากไม่หยุดพฤติกรรมแอบอ้าง “ฟ้า” เห็นทีจะต้องกล่าวหาว่าทั้งสุรเกียรติ์ และ สุรนันทน์ ตลอดจนผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน มีเจตนาแอบแฝง มีแผนการที่จะใช้เงื่อนไขทางการเมืองกระทำการ “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” เพื่อประโยชน์ของคนบางคน

           นี่คือข้อกล่าวหาต่อพรรคเพื่อแผ่นดิน จาก นายประดาบ ผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: