เปิดคำสั่ง “กัลยาณมิตร”แห่รุมทึ้งบขส.จับโกหก “กัลยาณมิตรจ้างกัลยาณมิตร”

   ด้วยมาตรฐานการทำงานของ Hi-thaksin ที่เราพยายามทำและรักษามาโดยตลอด ก็คือ การเขียนเรื่องราวต่างๆ ต้องยึดถือความจริงเป็นพื้นฐาน และต้องพยายามถึงที่สุดที่จะนำพยานหลักฐานมารองรับสิ่งที่นำเสนอ โดยเฉพาะเมื่อเขียนพาดพิงถึงผู้ใด

          หากไม่มีพยานหลักฐานมากำกับความผิดที่นำเสนอว่าเป็นของผู้นั้น ก็ไม่ควรนำเสนอ

          ด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ ทำให้ผมต้องไปสืบเสาะหาความจริง และหลักฐานมายืนยันข้อมูลว่าที่ผมได้รับมาจากพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด หรือ  บขส. อีกครั้งหนึ่งว่า การจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ระยะที่ 2 วงเงิน 9,000,000 บาท ด้วยวิธีตกลง ของบริษัทขนส่ง จำกัด ที่อนุมัติโดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการ และรักษาการผู้จัดการใหญ่ บขส. เป็นพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส และมีเงื่อนงำ เป็นการทำมาหากินของ “กัลยาณมิตร” ในบริษัทขนส่ง จำกัด

          ก่อนจะไปดูพยานเอกสารชิ้นใหม่ที่ทำให้ผมถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็น และ กว่าจะรู้สีกตัวอีกครั้ง ก็ปรากฏว่า “บขส. กลายเป็นสมบัติส่วนตัวของกัลยาณมิตร” ไปเสียแล้ว

          จริงๆ นะครับ ผมไม่ได้ล่อเล้น และไม่ได้โม้ 

          รอให้ผมเคลียร์ข้อโต้แย้ง คำชี้แจงของนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ให้จบก่อน แล้วค่อยไปดูกัน

          หลังจากที่ Hi-thaksin นำเสนอข้อมูลและเอกสารการจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ระยะที่ 2 วงเงิน 9,000,000 บาท ด้วยวิธีตกลง ไปได้เพียง 1 วัน นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ก็แถลงข่าวตอบโต้ทันที

          จับความจากการชี้แจงของนายวุฒิชาติ  กัลยาณมิตร ได้ 6 ประเด็น ซึ่งผมจะเคลียร์และจับโกหกนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร แบบเรียงประเด็นดังนี้

          1. การดำเนินการจัดจ้างอย่างโปร่งใส ซึ่งประเด็นที่ระบุว่ามีการคัดเลือกบริษัท 4 ราย จาก 17 ราย เพื่อเจรจาข้อเสนอ เป็นการล็อคสเปคนั้น ขอชี้แจงว่า บ.ข.ส.ได้เสนอชื่อบริษัทที่ปรึกษาร่วมประมูลงาน 4 ราย เพื่อไม่ให้กระบวนการคัดเลือกล่าช้า หากต้องรอให้บริษัททั้ง 17 ราย เข้ามาเสนองาน (นสพ.มติชน)

          คำชี้แจงประเด็นนี้ คือ การยอมรับของนายวุฒิชาติ ว่ามีการจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยวิธีการตกลง จริง  แสดงว่าเอกสารที่นำมาเปิดเผย เป็นเอกสารจริง ไม่ใช่เอกสารเท็จ เอกสารปลอม หรือตัดแต่งต่อเติมขึ้นมากล่าวหากัน

          แต่คำชี้แจงของนายวุฒิชาติ ไม่ได้อธิบายให้เหตุผลถึงหลักเกณฑ์การเลือก 4 ราย จาก 17 ราย ว่าเลือกกันอย่างไร ใช้หลักเกณฑ์อย่างไร ตามที่ผมได้ตั้งคำถามไว้ แล้วอีก 13 รายที่ม่ได้รับคัดเลือก มีข้อด้อยหรือไม่น่าเชื่อถืออย่างไร ทำไมเขาจึงไม่ได้รับโอกาสเช่น 4 รายนี้ 

          คำชี้แจงของนายวุฒิชาติ ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า เมื่อ 2 ใน 4 ราย ไม่เข้าร่วมรับฟังเงื่อนไขการจ้าง ซึ่งแปลว่าไม่สนใจที่จะรับงานนี้  ทำให้เหลือผู้สนใจเพียง 2 ราย เหตุใด บขส.จึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ ทั้งๆ ที่สามารถเชิญ 13 รายที่เสียโอกาสในครั้งแรก เข้ามาเพิ่มได้ เหตุใดจึงไม่เปิดทางเลือกให้แก่บขส. มากที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อ 1 ใน 2 รายที่เหลือ แจ้งว่ามีเหตุขัดข้อง ไม่เสนอราคาและรูปแบบการทำงาน ให้พิจารณา  ซึ่งทำให้เหลือเพียงบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด เพียงรายเดียว  เหตุใดจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ และจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด โดยที่ไม่มีการแข่งขันด้านราคาและรูปแบบการทำงาน  ไม่มีการเปรียบเทียบกับบริษัทใด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจ้างงาน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่จะต้องให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม  และเปิดกว้าง เพื่อที่หน่วยงานของรัฐ จะได้ประโยชน์สูงสุด

การที่มีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว และ บขส. ตัดสินใจจ้างผู้เสนอรายนี้ หากไม่เรียก ว่าล็อกสเปกผู้รับจ้าง แล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร

 บขส. ได้สอบถามบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่าเหตุใดจึงไม่เสนอราคา ทั้งๆ ที่มารับฟังเงื่อนไขการจ้างแล้ว ข้ออ้างที่ว่ามีเหตุผลขัดข้อง นั้น คือเหตุผลอะไร เกี่ยวข้องกับบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่

การอ้างว่าหากเรียกทั้ง 17 ราย มาเสนอราคา จะทำให้เกิดความล่าช้านั้น เป็นการอ้างเพื่อให้เข้าเกณฑ์การเลือกใช้วิธีตกลง ในการจ้างที่ปรึกษา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 แต่นายวุฒิชาติ ไม่ได้บรรยายให้เห็นภาพว่าหากเกิดความล่าช้าแล้ว บขส. จะเสียหายอย่างไร  และความเสียหายนั้นร้ายแรงจนถึงกับทำให้ บขส. ต้องยอมรับการมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ซึ่งขัดกับหลักการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ อย่างนั้นหรือ

ประเด็นสำคัญที่นายวุฒิชาติ ไม่ได้ชี้แจงก็คือ การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลงราคา เนื่อง จากเป็นกรณีเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการ จะทำให้เกิดความเสียหายนั้น    ระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีฯ กำหนดว่า “การจ้างที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน  หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่ราชการ  และมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีตกลง ก็ให้กระทำได้  โดยหัวหน้าส่วนราชการจะต้องทำรายงานชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น ของการจ้างโดยวิธีตกลงให้ กวพ. ทราบโดยมิชักช้า  แต่อย่างช้าต้องไม่เกิน  15 วัน  นับแต่วันที่ได้มีการจ้าง

ขณะนี้การทำสัญญาจ้าง ได้เกิดขึ้นแล้ว ตามการอนุมัติของนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร คำถามก็คือ นายวุฒิชาติ ได้รายงานชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นของการจ้างโดยวิธีตกลงให้ กวพ. ทราบหรือยัง และเกิน 15 วันหรือไม่  หากทำตามระเบียบแล้ว เหตุใดจึงไม่ชี้แจง หากไม่ทำ เหตุใดจึงไม่ทำ

ในกรณีที่ทำตามระเบียบแล้ว ได้รับคำตอบจากคณะกรรมการ กวพ. ว่าอย่างไร เปิดเผยได้หรือไม่ เนื่องจาก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กำหนดไว้ว่า “ในกรณีที่ กวพ.  พิจารณาแล้วเห็นว่าการจ้างดังกล่าวไม่เป็นกรณีเร่งด่วน  ให้ กวพ. มีอำนาจแก้ไขสัญญาการจ้างให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจ้างที่ปรึกษาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ได้  และในการทำสัญญาจ้างโดยอาศัยเหตุเร่งด่วนนี้  ส่วนราชการจะต้องกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยว่าสัญญาจ้างดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ กวพ. ให้ความเห็นชอบ

            รายละเอียดที่กำหนดไว้เป็นแนวปฏิบัติของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดังว่านี้ นายวุฒิชาติ ได้ดำเนินการหรือไม่  เหตุใดจึงไม่ชี้แจงขั้นตอนเหล่านี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติโดยทั่วกัน

          2. การเสนอรายชื่อ 4 บริษัท เพื่อร่วมการคัดเลือกก็มี 2 แห่ง เป็นสถาบันการศึกษาของภาครัฐ และอีก 2 บริษัทเอกชน ซึ่งรวมถึงบริษัท เสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ด้วย ซึ่งเป็น 2 บริษัทเอกชนที่เคยรับงานจาก บ.ข.ส.มาแล้ว (นสพ.มติชน)

          คำชี้แจงประเด็นนี้ ของนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร คิดในแง่ดี หากผู้ชี้แจง และผู้รับจ้างไม่เคยส่อแสดงว่ามีพฤติกรรมไม่ซื่อ ก็อาจจะฟังแล้วผ่านไปได้ แต่กรณีนี้ผู้รับจ้าง เคยมีพฤติกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือ หลายประการ ทั้งถูกดำเนินคดีข้อหาปั่นหุ้น ให้ข้อมูลเกินจริงแก่นักลงทุน  จ้างม็อบประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ จึงต้องฟังกันอย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อแยกข้อเท็จออกจากความจริง

          การที่เชิญ 2 บริษัท และ 2 สถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม แต่ 2 สถาบันศึกษา ไม่ตอบรับ ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเหตุใด จึงไม่ตอบรับเชิญ ได้รับหนังสือหรือไม่ หรือได้รับหนังสือแล้ว ไม่สนใจ หรือได้รับหนังสือและสนใจ  แต่มีผู้เสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเข้าแข่งขัน ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

          นอกจากนี้การที่ 2 บริษัทที่เหลือ เข้าฟังเงื่อนไขรายละเอียดการจ้าง แต่มีเพียง 1 รายเสนอราคา อีก 1 รายไม่เสนอราคา โดยที่ทั้ง 2 บริษัทเคยรับงานบขส. อยู่ด้วยกัน ก็ทำให้แปลความได้ว่า ทั้ง 2 บริษัทอาจจะมีการตกลงกัน หรือ สมยอมกัน ก็เป็นได้ ซึ่งหากสามารถตรวจสอบพบว่ามีการสมยอมกัน ก็จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย “ฮั้ว” บขส. ต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่ยังปล่อยให้กระบวนการจัดจ้างเดินหน้าต่อไปจนจบ โดยที่ไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และเปิดกว้าง

          นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร จำเป็นต้องตอบว่าเหตุใด 1 ใน 2 บริษัท ที่สนใจเป็นผู้รับจ้างงานนี้ จึงไม่เสนอราคา ให้ชัดเจนและได้สาระสำคัญมากกว่าที่ชี้แจงไปแล้ว  และ เหตุใดจึงจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งๆ ที่เป็นการเสนอราคาเพียงรายเดียว

          3. การจัดจ้างงานที่มีมูลค่า 9 ล้านบาท แต่ใช้วิธีตกลงราคา ผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อนุญาตให้ตกลงราคาเฉพาะงานที่มีมูลค่า 100,000 บาทเท่านั้น ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการตกลงราคา มีรายละเอียด 7-8 ข้อ เช่น สามารถทำได้ในกรณีที่เป็นงานว่าจ้างต่อเนื่อง ซึ่งในประเด็นนี้บริษัท เสติร์น สจ๊วตเคยเข้ามารับงานระยะที่ 1 ไปแล้วเมื่อกลางปี 2549 ก่อนการปฏิวัติ (นสพ.มติชน)

          คำชี้แจงแสดงให้เห็นว่านายวุฒิชาติ  กัลยาณมิตร ไม่ได้ใส่ใจศึกษาข้อกำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งกำหนดวิธีการจ้างที่ปรึกษา ด้วยวิธีตกลง ไว้ 3 ข้อเท่านั้น คือ  ข้อ 82 ข้อ 83 และ ข้อ 84  ไม่ใช่ 7-8 ข้อดังที่ท่านชี้แจง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนยากเกินกว่าที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้

          ประเด็นข้อกำหนดวงเงินการจ้างที่ปรึกษาด้วยวิธีตกลง ไม่เกิน 100,000 บาท เป็นข้อกำหนด ข้อ 83 (1) ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า เป็นการจ้างงานที่มีค่าจ้างไม่เกิน 100,000 บาท

          คำชี้แจงที่ว่า กรณีนี้สามารถจ้างเป็นวงเงิน 9,000,000 บาท ได้เพราะเหตุผลที่ว่าเป็นการจ้างงานต่อเนื่องนั้น ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ83 (2) นั้น นายวุฒิชาติ ต้องชี้แจงในรายละเอียดด้วยว่า ในกรณีการจ้างโดยอาศัยเหตุตาม (2)  หรือ (3)  กวพ. จะกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการทำรายงานชี้แจงเหตุผลเพื่อทราบก็ได้  สำหรับกรณีที่เป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างเกินวงเงินขั้นสูงที่ กวพ. กำหนด

            กรณีการจ้างบริษัทสเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด  ของบขส. ในครั้งนี้ ได้แจ้งให้ กวพ. ทราบหรือไม่ และ ชี้แจงอย่างไร  เนื่องจาก กรณีเป็นทั้งการจ้างโดยอ้างเหตุต้องดำเนิน การเร่งด่วน และ การจ้างเกินวงเงินที่กวพ. กำหนด ซึ่งสัญญาจะมีผลก็ต่อเมื่อ กวพ.เห็นชอบ  หลังจากที่ บขส.ส่งสัญญาให้กวพ. ตรวจสอบแล้ว

          หากข้อกล่าวหาที่ผมนำเสนอ ไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้ว คำชี้แจงของนายวุฒิชาติ ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่  ตรงกันข้ามหากท่านได้อ่านเรื่องราวที่ผมนำเสนออย่างละเอียด เช่นผู้อ่านทุกท่าน ก็จะเห็นว่าผมได้นำรายละเอียดการจ้างที่ปรึกษาทั้งวิธีตกลง และวิธีคัดเลือก มาให้ทุกท่านได้ทราบเป็นข้อมูลพื้นฐาน ประกอบการพิจารณาการกล่าวหาของผมด้วย

          ในกรณีที่ท่านชี้แจงว่า บริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ กำหนดการจ้างด้วยวิธีตกลง ตามข้อ 83(2) นั้น ท่านจะต้องไม่ลืมว่า ข้อกำหนดในการคัดเลือกที่ปรึกษา ครั้งนี้ บขส. ได้กำหนดเงื่อนไข ข้อ 7.1.2 ว่า เป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งมีประสบการณ์หรือมีความชำนาญในเรื่องการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับระบบ Economic Value Management, Value Based Management และ/หรือ Balanced Scorecard”

          กรณีของบริษัทเสติร์ สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ข้อ 83 (2) แต่ พฤติกรรมของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้นที่มีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ฟ้องร้อง อีกทั้งยังรับงานเป็นหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกให้แก่คมช. วงเงิน 12,000,000 บาท ซึ่งมีการเปิดโปงพฤติกรรมว่าเป็นผู้ที่สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ และไม่น่าเชื่อถือในการทำงาน ด้วยการจ้างผู้ประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์  ทำความเสื่อมเสียแก่ประเทศไทย ยังคงเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือของบขส. ได้อย่างไร

         นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ยังไม่ได้ชี้แจงว่าบขส. มีมุมมองต่อนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร แตกต่างจากประชาชน และสื่อมวลชนทั่วไป อย่างไร เหตุใดจึงพิจารณาและเชื่อว่านายเชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือได้ จนนำไปสู่การจ้างนายเชียรช่วง เป็นที่ปรึกษา  ทั้งๆ ที่มีการเปิดโปงพฤติกรรมของนายเชียรช่วง ทั้งกรณีถูกดำเนินคดีให้ข้อมูลเท็จเพื่อการสร้างราคาหุ้นทีพีไอโพลีน และการสร้างความแตกแยกของคนในชาติ  ก่อนที่จะมีการทำสัญญาจ้างครั้งนี้

          เงื่อนไขของบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ขัดหลักเกณฑ์การจ้าง ข้อ 83(2)  แต่คุณสมบัติของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ขัดกับข้อกำหนดการคัดเลือกที่ปรึกษาของ บขส. หรือไม่  นี่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

4. หมายความว่าต่อไปนี้ คนนามสกุลกัลยาณมิตรติดต่อทำงานกับหน่วยงานของรัฐไม่ได้หรือไม่ เห็นชัดว่ามาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และพุ่งเป้ามาที่ผมและคนในตระกูลกัลยาณมิตร เพื่อหวังผลทางการเมือง (นสพ.มติชน)

คำชี้แจงประเด็นนี้ คือการเรียกร้องขอความเห็นใจให้แก่คนนามสกุลกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นที่น่าเห็นใจสำหรับ “กัลยาณมิตร” คนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ก่อการรัฐประหาร และการหาประโยชน์จากรัฐ ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมและไม่ชอบตามกฎหมาย

ไม่มีข้อห้ามข้อใดกำหนดว่า คนนามสกุลกัลยาณมิตร ติดต่อทำงานกับหน่วยงานของรัฐไม่ได้ แต่มีข้อกำหนดสำหรับคนทั่วไป รวมทั้งคนนามสกุลกัลยาณมิตรทุกคน ว่าการติดต่อทำงานกับหน่วยงานของรัฐ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎ ระเบียบอย่างเท่าเทียมกัน

 นามสกุลกัลยาณมิตร หรือ นามสกุลใด ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเสมอภาคกัน

แต่ทว่าในกรณีนี้ คนนามสกุลกัลยาณมิตร เอื้ออำนวยประโยชน์ เข้าด้วยช่วยเหลือคนนามสกุลกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกัน ให้ได้รับประโยชน์ ด้วยการหยิบยกเหตุผลว่า “ไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้” เป็นเงื่อนไขให้คนนามสกุลกัลยาณมิตร ได้รับประโยชน์ ที่ไม่สมควรได้รับ เนื่องจากการใช้ข้ออ้าง “ไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้” มารองรับการกระทำของตัวเอง  เป็นการตีความข้อกำหนด กฎหมาย และระเบียบ แบบ “เลี่ยงบาลี” และ “สีข้างเข้าถู” เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องโดยยากปฏิเสธ

ต้องไม่ลืมว่า ทั้งๆ ที่มีข้อห้าม ตามกฎหมายอาญา ห้ามก่อการรัฐประหาร คนนามสกุลกัลยาณมิตร ก็ยังก่อการรัฐประหาร มาแล้ว และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สำนึกต่อความ ผิดของตัวเองทีได้กระทำความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งยังเบียดบังหาประโยชน์จากเงินแผ่นดินและหน่วยงานรัฐ อีกมากมาย

ด้วยพฤติกรรมของคนนามสกุลกัลยาณมิตร บางคนเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ คนนามสกุลกัลยาณมิตรทุกคนถูกจับตามอง ด้วยความข้องใจและสงสัยว่ายึดมั่นในกฎหมายบ้านเมืองจริงหรือไม่ จริงใจกับประเทศชาติและประชาชนจริงหรือไม่ หรือว่าเสแสร้งแกล้งทำเพื่อประโยชน์ของคนนามสกุลกัลยาณมิตรด้วยกันเอง

กรณีนี้ ผมไม่ได้นำเสนอเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่นำเสนอเพราะเห็นว่าเป็นการจ้างงานที่ไม่ชอบธรรม ไม่โปร่งใส และขัดต่อหลักการเสนอราคาที่ต้องแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เพื่อประโยชน์แห่งหน่วยงานของรัฐ  และไม่สมควรอย่างยิ่งที่นายวุฒิชาติ จะอ้างเหตุผลทางการเมือง เพื่อหลบเลี่ยงไม่ชี้แจงคำถามและข้อสงสัยของประชาชน ทั้งๆ ที่มีหลักฐานปรากฏชัดว่ามีการกระทำการที่ขัดต่อกฎหมายและเป็นการเปิดช่องให้มีการเอาเปรียบหน่วยงานของรัฐ ได้

เหตุใดนายวุฒิชาติ จึงคิดว่าเป็นการตรวจสอบเพื่อเป้าหมายทางการเมือง ในเมื่อตระกูลกัลยาณมิตร ไม่มีใครทำงานการเมืองสักคนเดียว หากจะมีก็มีแต่ คนที่ทำลายการเมืองระบอบประชาธิปไตย และคนที่จ้องหาประโยชน์จากการเมืองระบอบเผด็จการ  ทั้งนี้หากการตรวจสอบของผม เป็นเหตุให้การเมืองระบอบเผด็จการของคนนามสกุลกัลยาณมิตร ไม่มั่นคง  ผมยินดีที่จะกระทำ และจะเดินหน้ากระทำต่อไป ด้วยความเต็มใจ     

          5. ตามที่ข้อกล่าวหาระบุว่า ตนเป็นคนอนุมัติการว่าจ้างนั้น ในข้อเท็จจริงตนเป็นเพียงคนลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจัดจ้างเท่านั้น โดยไม่มีส่วนอนุมัติการว่าจ้างตามที่ข้อกล่าวหาระบุแต่อย่างใด (นสพ.บ้านเมือง)

          คำชี้แจงประเด็นนี้ คือการโกหกอย่างไม่เกรงกลัวต่อสายตาประชาชน พูดไม่อายฟ้า ปฏิเสธไม่อายดิน  ในเอกสารที่ผมนำมาแสดง ปรากฏลายมือของท่านชัดเจน ว่า “อนุมัติตามเสนอ 1 ,2  และ กกม. เพื่อดำเนินการทำสัญญา”

          ข้อ 1, 2 ที่ท่านอนุมัติตามเสนอนั้น ข้อ 2 ระบุชัดว่า อนุมัติจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด รับงานฯ ในราคารวมทั้งโครงการ จำนวนเงินทั้งสิ้น 9,000,000 บาท และ ท่านยั่งให้ กกม. ก็คือ กองกฎหมาย ดำเนินการทำสัญญา

          ท่านสั่งอนุมัติและสั่งการทำสัญญาจ้าง ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นหลักฐาน ชัดเจนขนาดนี้แล้ว ประชาชนเห็นกันทั่วไปอย่างนี้แล้ว ท่านยังบอกว่าไม่มีส่วนอนุมัติการว่าจ้าง ได้อย่างไร

          ท่านเกรงกลัวอะไรหรือกับการว่าจ้างครั้งนี้

          ทั้งๆ ที่พยานหลักฐานเอกสารลายมือท่านฟ้องอย่างนี้แล้ว ท่านยังโกหกได้ ท่านเห็นประชาชนเป็นตัวอะไรหรือ

          6. ขอยืนยันว่า การประมูลจัดจ้างที่ปรึกษาเป็นไปอย่างโปร่งใสทุกข้อ รวมถึงขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องและชัดเจนทั้งหมด (นสพ.บ้านเมือง)

          เพียงแค่คำชี้แจง ท่านก็โกหกแล้วครับ การจัดจ้างครั้งนี้ ท่านใช้คำว่า “ประมูลจัดจ้างที่ปรึกษา” ไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้ใช้วิธีการประมูล ไม่มีการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

          ข้อมูลเอกสารหลักฐานปรากฏชัดว่า บขส.ใช้วิธีตกลง ในการจัดจ้างที่ปรึกษาครั้งนี้ และไม่มีการแข่งขันราคา เนื่องจากมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คือ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร แต่ได้รับการว่าจ้าง เพราะบขส. อ้างว่าเป็นงานเร่งด่วน และไม่มีข้อห้าม

          หากท่านเชื่อมั่นว่าการจัดจ้างครั้งนี้ เป็นไปด้วยโปร่งใสทุกข้อ ทุกขั้นตอน และชัดเจนทั้งหมดจริง ตามที่ท่านพูด สามารถเปิดเผยเอกสารกระบวนการคัดเลือกผู้รับจ้าง และการทำสัญ ญาจ้าง ทุกขั้นตอนให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าท่านได้ทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ทุกขั้นตอน จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการชี้แจงเหตุผลความเร่งด่วนที่ต้องจ้างด้วยวิธีตกลง แก่คณะกรรมการกวพ.  และ คณะกรรมการกวพ. เห็นชอบด้วยหรือไม่

          เพราะหาก กวพ. ไม่เห็นชอบกับเหตุผลของท่าน สัญญาจ้างฉบับนี้ ก็ไม่มีผลสมบูรณ์ มีสภาพเป็นโมฆะ 

          นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และ บขส. พร้อมหรือไม่ที่จะเปิดเผยความจริงทุกขั้นตอนของการทำสัญญาจ้างนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ในนามของบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้  ต่อประชาชน เพื่อความโปร่งใส ดังที่ท่านอวดอ้าง  

           ผมมั่นใจว่าท่านไม่กล้า  

เพราะทั้งๆ ที่มีลายมือของท่านกำกับไว้ชัดเจน  ท่านยังไม่กล้ายอมรับ ว่าท่านเป็นผู้อนุมัติให้ทำสัญญาจ้างบริษัทเสติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด 

          เมื่อเคลียร์ประเด็นคำชี้แจงและข้อโต้แย้งของนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ทั้ง 6 ข้อ เสร็จสิ้นแล้ว ลำดับต่อไปก็คือ การเปิดเอกสารชิ้นสำคัญที่ทำให้พวกเราได้รับทราบว่า ขณะนี้ บริษัทขนส่ง จำกัด ได้ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลกัลยาณมิตร ไปเสียแล้ว

          หลักฐานชิ้นที่ว่านี้ก็คือ คำสั่งบริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ป.12/2550 เรื่องแต่งตั้งคณะผู้ทำ งานศึกษา พิจารณาวางระบบและติดตามผลการปฏิบัติงาน ซึ่งลงนามโดยนายปิยะพันธ์ จำปาสุต ประธานกรรมการบริษัทขนส่ง จำกัด

          คณะทำงาน ชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ รวม 6 ข้อ คือ

          1. ศึกษาและพิจารณาเพื่อเสนอแนะระบบการปฏิบัติงานต่างๆ ภายในบริษัทแบบบูรณาการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งหรือมติคณะกรรมการบริษัทฯ ตลอดจนกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และหรือมติคณะรัฐมน ตรี ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นผลดีต่อบริษัทน มากยิ่งขึ้น

          2. ติดตามและเร่งรัดสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ หรือคณะผู้ทำงานต่างๆ ที่ผู้จัดการใหญ่บริษัทขนส่งจำกัด แต่งตั้งทุกคณะให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยและรวดเร็ว

          3.ให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงกิจการ ตลอดจนแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของบริษัทฯ ต่อผู้จัดการใหญ่

          4. เรียกเอกสารหลักฐานหรือเชิญเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ผู้เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีมาให้คำชี้แจง และหรือทำรายงานตามความจำเป็นและเหมาะสม

          5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้จัดการใหญ่บริษัทขนส่ง จำกัด มอบหมาย

          6.ทำรายงานผลการปฏิบัติงานรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ทราบทุก 3 เดือน

          โดยในกรณีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงาน ให้คณะผู้ทำงานมีสิทธิเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด โดยค่าใช้จ่ายและยานพาหนะของบริษัทฯ

ในการประชุมและหรือปฏิบัติงานใดๆ ให้คณะผู้ทำงานมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบของบริษัทฯ ด้วย

          คำสั่งฉบับนี้ ลง วันที่ 9 มีนาคม 2550  หากพิจารณาแต่ตัวคำสั่ง และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่ บขส. เพราะจะมีคณะทำงานมาช่วยกำกับดูแลสอดส่องการปฏิบัติงานของพนักงาน กวดขันกันอย่างเข้มข้น

          แต่พอเปิดดูรายชื่อคณะทำงาน อดเอามือกุมขมับไม่ได้ครับ

          นี่เรากำลังพูดถึงคำสั่งของบริษัทขนส่ง จำกัด หรือ  บริษัทกัลยาณมิตร กรุ๊ป จำกัด กันแน่

          คณะทำงานชุดนี้ มีประธานชื่อ..

          พลตำรวจตรี เกริก  กัลยาณมิตร 

          “กัลยาณมิตร”  ปรากฏกายขึ้นอีก 1 คน แล้วครับท่าน

          นี่เป็นยุคทองของ กัลยาณมิตรกรุ๊ป จริงๆ  ดังที่ผมว่าแล้วกระมัง

          กัลยาณมิตร คนหนึ่ง เป็นผู้ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน สนใจและรับผิดชอบสายงานคมนาคมและโทรคมนาคม ด้วยความขยันขันแข็ง

          กัลยาณมิตร คนหนึ่ง เป็นผู้จัดการบริษัทขนส่ง จำกัด

          กัลยาณมิตร คนหนึ่ง เป็นประธานคณะทำงานศึกษา พิจารณา วางระบบและติดตามการปฏิบัติงานบริษัทขนส่ง จำกัด

          กัลยาณมิตร คนหนึ่ง เป็นผู้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาของบริษัทขนส่ง จำกัด

          กัลยาณมิตร สามคน กำลังรุมทึ้งบริษัทขนส่ง จำกัด โดยที่ไม่มีใครกล้าห้ามปราม หรือยับยั้งได้

          เนื่องเพราะ กัลยาณมิตร คนหนึ่ง ถือปืนกล ไว้ในมือ พร้อมที่จะลั่นกระสุนใส่ทั้งคน และหมา ที่เดินเข้ามาขวางทางเป็นใหญ่ของ กัลยาณมิตร ทุกคน

          คำสั่งแบบนี้ โปร่งใสดีไหม ครับ  นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร  ผู้จัดการบริษัทขนส่ง จำกัด   

          คำสั่งแบบนี้ จะมีผลให้พลตำรวจตรีเกริก กัลยาณมิตร  ต้องตรวจสอบสัญญาจ้างระหว่าง บขส. กับ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร หรือไม่

          คำสั่งแบบนี้ จะทำให้พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร หยุดกล่าวหาผู้อื่น ว่าเข้ามาแสวงหาประ โยชน์จากประเทศชาติ และหน่วยงานของรัฐ ได้หรือยัง

          คำสั่งแบบนี้ จะทำให้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  หยุดกล่าวหาผู้อื่น ว่ามีผลประ โยชน์ทับซ้อน ใช้ตำแหน่งทำมาหากิน เบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ  จัดหาประโยชน์ให้ แก่บุคคลในครอบครัว ได้หรือยัง

          คำสั่งแบบนี้ ประชาชนจะยอมให้ กัลยาณมิตร เป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ต่อไปอีกหรือไม่

          คำสั่งแบบนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เห็นแล้ว จะน้ำตาไหล ร้องไห้ฟูมฟาย ประเทศไทยอันโอชะ (ขอประทานโทษ…) อันเป็นที่รัก  กว่าจะตกมาถึงมือข้า  จะเหลือกระดูกให้แทะ อีกไหมหนอ

          นี่ล่ะหนา บรรดา กัลยาณมิตร  เหล่าวีรบุรุษผู้ยอมเสียสละชาติเพื่อชีพ    

          พลีชาติเพื่อชีพ แบบนี้  มันน่ากระโดด……ให้หนำใจสักหลายสิบที

          เห็นด้วยไหมครับ?

 

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: