เปิดคำสั่งลับ ‘สนธิ’ ทำสงครามประชาชน

           

           ในที่สุด กองทัพบก และ คมช. ก็ยอมรับแล้วว่าเอกสารลับ สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ของกองทัพบก ที่ลงนามสั่งการโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นเอก สารจริง และเป็นคำสั่งจริง

           นายสุพล ยุติธาดา ประธานกรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่าตัวแทนกองทัพ และคมช. ที่เข้าชี้แจง กล่าวอ้างว่ามีความจำเป็นต้องทำเอกสารลับฉบับนี้ เพื่อความมั่นคงของชาติ

           หากฟังตามนี้ ก็แปลความได้ว่าพรรคพลังประชาชน คือ ภัยต่อความมั่นคงของชาติในสายตาของกองทัพบก และคมช. ในยุคที่ พล.อ.สนธิ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และอนุโลมได้ว่ายังคงมีมุมมองเช่นนี้อยู่ เนื่องจากคำสั่งลับฉบับนี้ ยังไม่ถูกยกเลิก ด้วยคำสั่งของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน

           น่าประหลาดอย่างยิ่งเมื่อ กองทัพบก และ คมช. เห็นว่าพรรคพลังประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แล้วเหตุใดจึงไม่ดำเนินการยื่นพยานหลักฐานประกอบข้อกล่าวหาและความเชื่อเช่นว่านี้ ให้แก่กกต. เพื่อดำเนินการยุบพรรคพลังประชาชนไปเสียเลย ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของชาติ อยู่แล้ว เหตุใดจึงยอมให้พรรคพลังประชาชน ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วกองทัพบก กับ คมช. ก็ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง และไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล

           ในเมื่อวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายก็สามารถทำได้ เพียงแต่ยื่นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชาชนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ประกอบข้อกล่าวหาแก่กกต. กองทัพบก ก็จะหมดภาระหน้าที่ ไม่ต้องไปใช้วิธีสกปรก ให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศของกองทัพบก และเกียรติศักดิ์ของทหารไทย ไปกับเอกสารลับฉบับนี้ จนแทบจะต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดิน

           เหตุที่กองทัพบก และ คมช. ต้องใช้วิธีการสกปรก และผิดกฎหมายตามที่ระบุไว้ในเอก สารลับ ก็เพราะว่าไม่มีพยานหลักฐานมาประกอบข้อกล่าวหา มีเพียงลิ้นหลายแฉกของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหลักฐานสำคัญเพียงชิ้นเดียว แต่หลักฐานชิ้นนี้ก็ไม่ที่เชื่อถือของใครอีกแล้ว เพราะเป็นลิ้นหลายแฉกที่โกหก ตระบัดสัตย์ และพลิกแพลง ตลบตะแลงได้วันละหลายครั้ง หลายหน

           น่าเสียดายที่กองทัพบก ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของชาติ จะต้องพลอยเสื่อมเสียไปกับทหารเลวๆ เพียงไม่กี่คน ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ความสัตย์ซื่อถือสุจริต ซึ่งเป็นคุณธรรมของกองทัพบก ต้องมลายหายไปสิ้นในยุคที่มีผู้นำกองทัพบกชื่อ พล.อ.สนธิ

           การยอมรับว่าเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นเอกสารจริง ในครั้งนี้ ไม่ใช่การรับแบบลูกผู้ชายชาติทหาร แต่เป็นการยอมรับเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่มีช่องทางให้ดิ้นอีกต่อไป หลังจากที่พลิกลิ้น ตะแบงชี้แจงกันมานานหลายวัน และหลายคน จนทำให้เกิดอาการลิ้นพันกัน เพราะไม่ได้นัดกันมาโกหก ต่างคนต่างโกหก จึงทำให้ถูกจับได้ง่ายขึ้นไปอีก

           ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก และที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคมช. ที่เป็นต้นเสียงปฏิเสธคนแรกว่าเป็นเอกสารเท็จ แถมสำทับบลั๊ฟกลับไปด้วยว่า ไม่มีใครโง่ทำเป็นเอกสารแบบนี้ เพียงแค่กระซิบข้างหูก็ได้

           ไม่รู้ว่าวันนี้ โฆษกไก่อู ได้เห็นหรือยังว่า กองทัพ มีแต่นายพลโง่ๆ อยู่เต็มไปหมด ในกองทัพไทยวันนี้ มีนายพลโง่ๆ อยู่เยอะจนแทบจะเดินชนกันตาย

           ไม่เพียงแต่มีนายพลโง่ๆ ยังมีพันเอกลิ้นสองแฉก เดินเลียแข้งเลียขานายพลโง่ๆ อยู่อีกด้วย

           ไก่อู ก็เป็นหนึ่งในพันเอกพวกนั้นด้วย จริงไหม? (ไม่เห็นต้องถาม พยานหลักฐานปรากฏชัดอยู่แล้วว่า จริง)

           เอาล่ะ…เรื่องเก่า ก็จะไม่เอามาเล่าใหม่ รอให้กรรมการตรวจสอบ สรุปออกมาอย่างเป็นทางการดีกว่า

           ได้แต่หวังว่า ทหารในกองทัพบก น่าจะยังมี ทหารที่เป็นลูกผู้ชายพอที่จะกล้ารับในสิ่งที่ทำไปแล้ว ไม่ใช่เอาแต่บ่ายเบี่ยง เลี่ยงหลบ ไปวันๆ

           เคยได้ยินไหม คำโบราณว่าไว้ “คนดีแก้ไข คนจังไรแก้ตัว”

           งานนี้ได้เห็น “คนจังไรแก้ตัว” หน้าด้านเดินหน้าร้อนวาบๆ กันเต็มไปหมด

           ……………………..

           เอาเรื่องใหม่กันดีกว่า ….วันนี้ ผมมีเอกสารลับมาก มาฝากท่านทั้งหลายอีก หนึ่งฉบับครับ

           เป็นเอกสารลับที่ออกมาจากกองทัพบก อีกเช่นเคย และเป็นเอกสารลับที่ลงนามโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในขณะเป็นผู้บัญชาการทหารบก อีกเช่นกัน ที่น่าสังเกตก็คือ เป็นเอกสารลับที่เซ็นในวันก่อนถึงวาระสุดท้ายของตำแหน่งผบ.ทบ. เพียง 1 วันเท่านั้น

           เอกสารลับฉบับนี้ ไม่ใช่ลับธรรมดา หากแต่เป็น “ลับมาก”

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่ไม่ควรจะหลุดออกมาถึงมือบุคคลภาย นอกกองทัพ แม้แต่บรรดทัดเดียว เพราะจะทำให้ประชาชนทั่วไปจับได้ไล่ทันอีกครั้งหนึ่งว่านาย ทหารระดับผู้บัญชาการทหารบก อย่างพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีความคิดอ่านอย่างไรกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย มีแนวคิดที่จะปกครองประเทศไทยด้วยระบอบใด มีแนวทางที่จะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเอง และกองทัพ อย่างไร

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่บอกว่า พล.อ.สนธิ และ นายทหารระดับสูงบางคนของกองทัพบก มีมุมมองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย อย่างไร และนำไปเปรียบเทียบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาติต่างๆ เช่น ลาว รัสเซีย และ เนปาล อย่างไร และมีมุมมองต่อนโยบายประชานิยมที่ทุกพรรคการเมืองประกาศเป็นนโยบายของพรรคต่อประชาชน ว่าเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไร ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ และความเข้าใจต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของพล.อ.สนธิ และนายทหารระดับสูง ว่ามีความผิดพลาด บิดเบือน อย่างไร

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะเป็นเอกสารที่กล่าวหาว่า พรรคการเมืองที่เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เป็นพรรคการเมืองที่ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีบุคลากรที่เคยมีอุดมการณ์ตรงข้ามกับกองทัพมาก่อน แต่ก็ปราศจากพยานหลักฐานมาสนับ สนุนข้อกล่าวหานี้ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงแนวคิดของกองทัพว่า ยังคงมีความเชื่อในเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ อยู่ และกำลังใช้เงื่อนไขพรรคคอมมิวนิสต์ กำลังโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ มาปลุกระดมประชาชน เพื่อทำสงครามประชาชน อีกครั้งหนึ่ง

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่จะทำให้ประชาชนได้เห็นว่า พล.อ.สนธิ และ นายทหารระดับสูงบางคนของกองทัพบก มีวิสัยทัศน์ต่อระบบพรรคการเมืองของประเทศไทยอย่างไร มีแนวคิดต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างไร และเตรียมการที่จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ชั่วนิจนิรันดร์ โดยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด หรือนักการเมืองคนใด ก็ตาม ไม่มีสิทธิที่จะกำหนดนโยบายบริหารประเทศ แต่จะต้องนำนโยบายที่ทุกส่วนราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม จัดทำไว้แล้ว ไปประกาศใช้ โดยมีกองทัพบก เป็นแกนนำและเป็นผู้ประสานงานของส่วนราชการทั้งหมด

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่จะบอกว่าพล.อ.สนธิ ได้ถ่ายทอด เผยแพร่ ยัดเยียด ความคิดของตนเองให้แก่นายทหารระดับสูง นายทหารระดับกลาง ของกองทัพ ตั้งแต่ระดับพลเอกจนถึงผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ซึ่งจะต้องเติบโตเป็นผู้ขับเคลื่อนกองทัพไทยต่อไปในอนาคต อย่างไรบ้าง และเหตุใด พล.อ.สนธิ จึงต้องการเข้าไปครอบงำ กอรมน. ยิ่งนัก อีกทั้งเหตุใด จึงต้องมีการออกกำหมายเพิ่มอำนาจให้กอรมน. จนกลายเป็นองค์กรพิเศษที่อยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงในประเทศนี้ กระทั่งอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อีกด้วย

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่จะบอกว่า พล.อ.สนธิ ได้สั่งการให้กองทัพ ทำสงครามประชาชน แย่งชิงมวลชนทุกระดับ จากพรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังหาเสียงกันอยู่ในขณะนี้ มาเป็นมวลชน เป็นประชาชนของกองทัพทั้งหมด ตั้งแต่ ประชาชนรากหญ้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชนชั้นกลาง พ่อค้า คหบดี เศรษฐี และนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงทั้งระดับจังหวัด และระดับชาติ มาอยู่กับกองทัพ ทั้งหมด

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าการสั่งทำสงครามประชาชนของพล.อ.สนธิ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการทำงาน ใช้ “ความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นกุศโลบายให้ประชาชนทุกคนทุกระดับต้องยอมรับแนวทางของกองทัพ และยอมเข้าร่วมเป็นมวลชนของกองทัพ โดยมีข้อกล่าวหา “ผู้ไม่จงรักภักดี” และ “ผู้มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบัน” รวมไปถึง “ผู้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ไว้รอยัดเยียดให้แก่ทุกผู้ทุกคนที่ไม่ยอมรับในอำนาจของกองทัพ และต่อต้านการสร้างมวลชนของกองทัพ ตลอดจนผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับกองทัพ ในการทำสงครามประชาชนครั้งนี้

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่บอกว่าพล.อ.สนธิ ได้สั่งการให้มีการล้างสมองกำลังพลของกองทัพ และยัดเยียดชุดความคิดใหม่ เข้าไปแทน ให้กำลังพลของกองทัพคิดเหมือนกันทั้งหมด เสมือนหนึ่งหุ่นยนต์ และให้แพร่กระจายชุดความคิดเดียวกันนี้ ไปยังประชาชนที่อยู่บริอเวณใกล้เคียงที่ตั้งหน่วยทหาร และครอยครัวของกำลังพลทั้งหมด รวมไปถึงการใช้ทหารเกณฑ์ปลดประจำการ เป็นเครือข่ายกระจายชุดความคิดนี้ ไปยังประ ชาชนทั่วประเทศด้วย

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานว่าในการลงประชา มติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 19 สิงหาคม 2550 พล.อ.สนธิ ได้สั่งการให้กองทัพ เป็นแกนหลักรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่กำลังพลที่ส่งเข้าไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ทำงานไม่เข้าเป้า เนื่องจากไม่รู้ระบบเลือกตั้ง และ มีทหารบางส่วนลงมติสวนทางกับคำสั่งของพล.อ.สนธิ และไปชักชวนให้ผู้อื่นลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของกองทัพ

           เหตุที่ต้อง “ลับมาก” ก็เพราะว่าเป็นเอกสารที่บันทึกคำพูดของพล.อ.สนธิ ไว้ว่าผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จการทำงานของกองทัพบก

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ ออกจากส่วนราชการ ยก.ทบ. (กองนโยบายและแผน) เลขที่หนังสือ กห0403/512 วันที่ 26 กันยายน 2550 เรื่อง สรุปการบรรยายพิเศษและการประชุมมอบโอวาทของผบ.ทบ. ให้กับ ผบ.หน่วยระดับกองพันขึ้นไป โดย พล.ต.อักษรา เกิดผล จก.ยก.ทบ. ทำถึง ผบ.ทบ. เพื่อขออนุญาตนำคำบรรยายของผบ.ทบ. แจกจ่ายแก่นขต.ทบ. เพื่อนำไปยึดถือเป็นกรอบในการดำเนินการ และนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างบูรณาการ และเป็นเอกภาพต่อไป

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่าพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กำลังทำทุกวิถีทางที่จะสร้างรัฐทหาร หรือระบอบทหาร ขึ้นปกครองประเทศไทย โดยผ่านกลไกสำคัญคือ กอรมน. โดยเริ่มต้นจากการทำสงครามประชาชน ยิงชิงมวลชนจากพรรคการเมืองมาเป็นมวลชนของกองทัพ ในรูปแบบเดียวกับการสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ไม่ผิดเพี้ยน

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงพรรคพลังประชาชน เท่านั้น ที่เป็นเป้าหมายการทำลายล้างของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หากแต่ ทุกพรรคการเมืองล้วนตกเป็นเป้าหมายการทำลาย และการลดทอนความเข้มแข็งเหมือนกันทั้งหมด อีกทั้งเป็นการยืนยันว่าพล.อ.สนธิ แทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้จริง

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่าแผนบันได้ 4 ขั้นของพล.อ.สนธิ บุญยรัต กลิน ไม่ใช่การสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน และการเป็นผู้มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ตามที่นักการเมืองจาก 3 พรรคนี้ ไปร่วมวางแผนกันมา หากแต่เป็นการสร้างรัฐทหาร หรือ รัฐราชการ หรือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย ปกครองประเทศไทย อย่างเบ็ดเสร็จ

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ได้มีเจตนาที่จะคืนอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย ไม่มีความจริงใจต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แต่อย่างใด เลย ตรงกันข้ามกลับแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ ต้องการมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินไทยโดยใช้กลไกที่ชื่อ กอรมน. เป็นเสมือนพรรคการเมือง สร้างมวลชนให้แก่ตนเอง

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ เป็นบุคคลที่อันตรายและเป็นภัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างยิ่ง

           เอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ มีอยู่ด้วยกัน 14 หน้า แบ่งเป็น 2 ส่วน

           ส่วนที่ 1 เป็น บันทึกข้อความ ที่กห 0403/512 จำนวน 5 หน้า มีลายเซ็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก กำกับตอนท้ายของหนังสือ พร้อมกับคำสั่ง “อนุมัติตามข้อ 4” ลงวันที่ 27 กันยายน 2550

           ส่วนที่ 2 เป็น คำบรรยายในการประชุมมอบนโยบายและสั่งการของผบ.ทบ. ต่อ ผบ.หน่วยระดับกองพันขึ้นไป เมื่อ 21กันยายน 2550 ณ หอประชุมกิตติขจร บก.ทบ. จำนวน 9 หน้า เป็นคำบรรยายของ รองผบ.พล.1รอ. และ ผบ.ทบ.

           ข้อความทั้ง 14 หน้า ในเอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ จะทำให้เข้าใจวิสัยทัศน์ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้เป็นอย่างดี เมื่อท่านได้อ่านจบแล้ว และจะทำให้ได้พบกับคำตอบว่าทำไมพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงบอกว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ยังมีงานให้ทำอีกมาก และเหตุใดพล.อ.สนธิ จึงต้องผลักดันให้กอรมน. มีบทบาทสำคัญ และต้องมีกฎหมายออกมาเพิ่มอำนาจให้กอรมน. ดังที่พยายามทำอยู่ในขณะนี้

           สำหรับผม เมื่ออ่านเอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้จบแล้ว 3 เที่ยว ได้แต่บอกกับตัวเองว่า

           พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คือ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ต่อการปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

           เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ต้องกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุด

           23 ธันวาคม นี้ คือวันที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติจะต้องร่วมมือกันป้องกันภัยรูปแบบใหม่ ที่กำลังคุกคามและทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

           ด้วยความห่วงใย : ทหารท่านใด ที่จะออกมาปฏิเสธความมีอยู่จริงของเอกสาร “ลับมาก” ฉบับนี้ ขอให้พิจารณาให้ดี ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ก่อนจะพูดอะไรออกมา พึงตระหนักว่าประชาชนไม่ใช่คนโง่ ให้ท่านจูงจมูกได้ง่ายๆ ดังที่ท่านคิด

           คำโกหกของทหารทั้งหลาย กรณีเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ยังคงก้องอยู่ในหูประชาชนมิรู้หาย ดังนั้น ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา คิดกันให้ดีๆ

           

 

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: