‘เดอะมาส์ค’ ตอน ฉีกหน้ากากเทวดา

          ใครๆ ก็เรียกเขา มาร์ค ม.7

          ไม่ต้องบอกก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามาร์ค ม.7 คือใคร และทำไมจึงต้อง ม.7 

          แต่วันนี้ ผมขออนุญาตเรียกเขามา “เดอะมาส์ค” ที่มาจากคำอังกฤษว่า The Mask ซึ่งมีความหมายว่า “หน้ากาก”

          เนื่องเพราะผมมั่นใจเหลือเกินว่า ตลอดเวลาที่เราเห็นเขานั้น เราไม่เคยได้เห็นโฉมหน้าและตัวตนที่แท้จริงของเขาเลยสักเสี้ยววินาทีดียว

          เนื่องเพราะทุกนาทีที่เขาปรากฎอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งภาพและเสียง หรือ เสียงอย่างเดียวไม่มีภาพ ก็ตาม เขาก็ไม่เคยถอดหน้ากาก พูดสักครั้งเดียว

          กระทั่งมายืนตัวเป็นอยู่ตรงหน้าบนเวทีหาเสียง หรือยื่นมือมาให้เราจับตอนแจกบัตรเล็กหาเสียงเลือกตั้ง เราก็จะสัมผัสเขาได้เพียงตัวตนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก เท่านั้นเอง

           ด้วยความที่ใส่มานาน ใส่ตลอดเวลา และ ไม่เคยถอด หน้ากากที่เขาสวมใส่ คงใกล้ละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับหนังหน้าของเขา  จนยากที่เราจะแยกว่าหน้าใดเป็นหน้ากาก หน้าใดเป็นหน้าเขา

          อุบัติของหน้านักการเมืองหน้าอ่อน ที่มีอนาคตไกล จึงถึงปัจฉิมกาลอย่างเร็วไวกลาย เป็นนักการเมืองหน้ากาก ที่มีอนาคตสั้นที่สุดคนหนึ่ง มีวงจรชีวิตจากราบเรียบถึงรุ่งโรจน์และร่วงโรย ด้วยเวลาเพียง 15 ปีเศษเท่านั้น

          “เดอะมาส์ค” ถือกำเนิดขึ้นในวงการเมืองไทย เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 2535/1 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยคณะรัฐประหาร ที่ใช้ชื่อว่า รสช.

          ผมยังจำได้ดีว่าวันนั้น “เดอะมาสค์” ควงคู่ผู้เฒ่ามารุต บุนนาค ไปออกโทรทัศน์ช่อง 9 ฉายโชว์วิสัยทัศน์แข่งกับนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ในลักษณะของการดีเบต ช่วงชิงคะแนนเสียงในกทม. ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง

          “เดอะมาส์ค” เพิ่งสลัดคราบอาจารย์หนุ่มจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ และ เพิ่งลุกจากเก้าอี้ผู้ดำเนินรายการ มองต่างมุม ทางช่อง 11 ร่วมกับ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาลงสมัครส.ส.ครั้งแรก ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แสดงวิสัยทัศน์จนผู้ชมรายการโทรทัศน์ เคลิบเคลิ้มกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

          ไม่ใช่เคลิบเคลิ้มในถ้อยวาจาที่ไพเราะเสนาะหูเพียงอย่างเดียว แต่แม่ยกทั้งหลายต่างพากัน “เสียว” ไปกับหน้าตาอันหล่อเหลา ชวนลุ่มหลง ตามๆ กัน

          “เสียว” ว่านักการเมืองคนนี้จะไม่บรรลุจุดสุดยอด เพราะเห็นหน้าอ่อน ไม่รู้ทำอะไรเป็นบ้าง หาเสียงครั้งแรก จะเดินถูกเขตพื้นที่หรือเปล่าก็ไม่รู้

นักการเมืองหนุ่มคนนี้เป็นใครมาจากไหน สื่อมวลชนสืบสาวราวเรื่องประวัติของนักการ เมืองหนุ่ม “เดอะมาส์ค” มาให้ประชาชนได้รู้จักอย่างละเอียดและถี่ยิบ

ยิ่งรู้ประวัติ ก็ยิ่งเกี่ยวกระหวัดรัดร้อยใจของแม่ยกทั้งหลายเข้ากับหัวใจของเดอะมาส์ค จนยากจะมีใครมาแซะให้ห่างได้

เดอะมาส์ค คือ ผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิงไทย ตามแบบฉบับนวนิยายชวนฝันอันโรแมนติก ต้นตำรับนิยายไทย แท้ๆ เทียว

นักเรียนอังกฤษ  รูปหล่อ  พ่อรวย  แถมยังมีสมบัติเจ้าคุณปู่ติดตัวมาด้วย

หูย…..รู้ประวัติแล้ว มันน่าจับมาทำ……….นัก

อะไรๆ ก็ถูกใจแม่ยกไปหมด มีอยู่เรื่องเดียวที่ขัดใจ ก็คือ  “เดอะมาส์ค” มีเมียแล้วนี่สิ เมียทั้งสาว ทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งการศึกษาดี ชาติตระกูลก็ไม่แพ้กัน

ถึงกระนั้นก็ตาม แม่ยกของ “เดอะมาส์ค” ก็ไม่หวั่นไหว พากันเทใจ เทคะแนนให้จนได้เป็นส.ส.สมัยแรก ด้วยคะแนนท่วมท้น ทั้งๆ ในห้วงเวลานั้น เป็นยุคทองของพรรคพลังธรรม ที่นำโดย มหา(จอมปลอม)จำลอง ศรีเมือง กวาดที่นั่งส.ส.ทั้งกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมด ขนาด สารวัตรเฉลิม อยู่บำรุง ที่ว่าแน่ๆ ยังแพ้คาถิ่นให้กับพรรคพลังธรรม เสียรูป เสียมวย เสียคนกันไปเลยทีเดียว

กำเนิดของ “เดอะมาส์ค” ในการเลือกตั้ง 2535/1 โดยมีแม่ยกทั้งประเทศ ส่งแรงใจ เป็นเหมือนแรงขับของจรวด ที่ส่งให้ “เดอะมาส์ค” เป็นดาวประดับฟากฟ้าการเมืองไทย ในเวลาอันรวดเร็ว

นับแต่นั้นมา “เดอะมาส์ค” ก็ไม่เคยห่างหายจากการเมือง เลือกตั้งกี่ครั้งได้พลังแม่ยกช่วยหนุนช่วยเชียร์เต็มที่ จนกลายเป็นต้นแบบการคัดสรรนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ต้อง นักเรียนนอก รูปหล่อ พ่อรวย มีหีบสมบัติติดมือมาด้วย

ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ลูกหม่อมเต่า ก็มาแนวนี้

อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็มารูปรอยเดียวกัน

กรณ์ จาติกวานิช ก็อยู่ในเทรนด์

นักการเมืองประเภท หน้าดำ ตัวคล้ำจากแดนใต้ แม้จะมีฝีปากดี จัดจ้าน แต่โผล่หน้าออกมาแต่ละที  แม่ยกทั้งหลาย ลมสว้านพาลจะขึ้น ทำใจยอมรับไม่ได้ ก็ต้องเก็บไว้หลังเวที ให้ทำงานใต้ดิน  ทะลึ่งโผล่หัวขึ้นผิวดินเมื่อไร คะแนนหล่นวูบทุกที

สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ชวนอึ้ง

ถาวร เสนเนียม ก็ชวนทึ่ง

นิพิฐฏ์ อินทรสมบัติ ก็ชวนเสียว

หูย….โผล่หน้าออกมาแต่ละที ทำเอาใจหายใจคว่ำ

แม่ยกที่กำลังกรี๊ดหนุ่มหล่อ พ่อรวย นักเรียนนอก ตกใจ ยกมือปิดหน้าแทบไม่ทัน  ร้องกันลั่น

“..มัน..มันมาโน่นแล้ว  ไอ้พวกรูปชั่วตัวดำ ทำไมมันต้องมาหลอกหลอน ทำสวรรค์ล่ม หมดกัน”

นับจากวันที่ถูกส่งขึ้นสู่ฟากฟ้า เป็นดาวประดับดวงหนึ่งที่เฉิฉายยิ่งนัก เมื่อการเลือกตั้ง 2535/1  จนถึงวันนี้ ก็ 15 ปีเต็มๆ จากนักการเมืองหนุ่ม พูดจาไพเราะ เสนาะหู  อนาคตไกล “เดอะมาส์ค” ก็พัฒนาตัวเองทุกวัน ด้วยความขยันขันแข็งเป็นที่ยิ่ง

จากสมาชิกธรรมดาสามัญ ผันผ่านไปเพียง 15 ปี ก็ก้าวพรวดๆ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด

จากนักการเมืองที่มีความคิดคมคายเป็นศาสตรา ก็กลายเป็นนักการเมืองที่มีวาจาคมกริบเป็นอาวุธ  

จากนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ ก็กลายเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยพาล กราบกรานโจรเป็นใหญ่

จากนักการเมืองที่มีอนาคตไกล ก็กลายเป็นนักการเมืองที่ใกล้หมดอนาคต

จากดาวประดับฟ้า ส่องแสงเจิดจ้า ดั่งดาวฤกษ์  ก็กลายเป็นดาวเทียม ที่ทำงานตามโปรแกรม “เอาดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” ที่พรรคป้อนให้

ช่างบังเอิญกระไรเช่นนี้ 15 ปีที่ “เดอะมาส์ค” บ่มเพาะฟูมฟักตัวเองจาก นักการเมืองธรรมดา ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เป็นห้วงเวลาเดียวกันกับ 15 ปี ที่ระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งพ่ายแพ้อย่างย่อยยับให้กับพลังประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เยียวยาฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาจนเข้มแข็ง แล้วยกกำลังเข้าโจมตีพลังประชาชน และประชาธิป ไตย จนพังพ่ายไปอีกครั้งคราหนึ่ง พอดิบพอดี

รู้ไหม นายทหารก่อการรัฐประหาร หลายคน ก็เป็นลูกศิษย์ของ “เดอะมาส์ค” นี่เอง เนื่องจาก ช่วงวัยหนึ่งของชีวิต “เดอะมาส์ค” ใช้วิธีหลบหนีการเกณฑ์ทหาร ด้วยการสมัครเข้าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยจปร. จนครบตามกำหนดเวลา ไม่ต้องเข้าเกณฑ์ทหาร ก็ถือโอกาสลาออก ทันที ได้ยศว่าที่ร้อยตรี มาประดับบ่า กับเขาด้วยเหมือนกัน

 นี่จึงอาจจะเป็นเหตุผลที่ “เดอะมาส์ค” เข้าอกเข้าใจบรรดาลูกศิษย์น้อยใหญ่ ในเครื่องแบบทหาร เป็นอย่างดี

ช่างบังเอิญกระไรเช่นนี้ เมื่อ 15 ปีก่อน “เดอะมาส์ค” เป็นหนึ่งในขบวนการกล่าวหาประชาชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ เป็นพวกอนาธิปไตย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง  สร้างตรรกะและเหตุผลรองรับความชอบธรรมให้แก่ทหารที่ออกมาฆ่าฟันประชาชน 

15 ปีต่อมา “เดอะมาส์ค” ก็เป็นคนสำคัญที่เปิดยุทธการทลายทิ้งระบอบประชาธิปไตย ด้วยการไม่ยอมรับพระราชกฤษฎีการจัดการเลือกตั้ง  เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ไม่ทำหน้าที่พรรคการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย สร้างเงื่อนไขให้ทหารยกกำลังเข้าแทรกแซงการเมืองไทย ทำให้คนไทยตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง แล้ว “เดอะมาส์ค” ก็เชือดเฉือนประชาชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ว่าเป็น อนาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง

ช่างบังเอิญกระไรเช่นนี้ 15 ปีก่อน “เดอะมาส์ค” ก็ไม่เคยร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 15 ปีต่อมา “เดอะมาส์ค” กลับเห็นดีเห็นงามกับการรัฐประหาร และร่วมระรานผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ช่างบังเอิญกระไรเช่นนี้ 15 ปีก่อน “เดอะมาส์ค” เป็นหนึ่งในนักวิชาการหนุ่มที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ สนธิ ลิ้มทองกุล ยกย่อง ให้เป็นนักการเมืองที่มีอนาคต เป็นกำลังใจก้อนโต 15 ปีให้หลัง “เดอะมาส์ค” ก็นำกำลังใจก้อนใหญ่ ไปให้ สนธิ ลิ้มทองกุล  ที่กำลังก่อม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร และ ร่วมแสดงความยินดีกับสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องในงานวันเกิด ซึ่งเป็นงานฉลองชัยชนะให้กับการขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากประเทศไทย ได้สำเร็จ

ช่างน่าเสียดายเสียนี่กระไร ที่นักการเมืองอนาคตไกล อย่าง “เดอะมาส์ค” ต้องสิ้นอายุขัยทางการเมือง หมดอนาคตไว เพราะหลงผิด ยึดติดกับพฤติกรรม และแนวคิด “เอาดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” เช่นเดียวกับฮีโร่ในใจ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อดีตนายกฯหลีกภัย นั่นเอง

แต่ “เดอะมาส์ค” ลืมไป 2 ประการสำคัญ ก็คือ

1. ประชาชน ยุค “เดอะมาส์ค” เป็นหัวหน้าพรรค ต่างจากประชาชนยุค “นายกฯหลีกภัย” แตกต่างกันมากมาย 

2. เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ยุค “เดอะมาส์ค” แพร่ กระจาย ไปได้ไกล และ ไวกว่าการสื่อสารยุค”นายกฯหลีกภัย” หลายเท่าตัว

ความดีความชั่วที่เคยทำไว้ ถ้อยคำน้ำเสียงที่เคยดูหมิ่นดูแคลนประชาชน สีเสียดเบียดถูกระทบใครต่อใคร ทั้งแพร่กระจายไปไกลและไปไว อีกทั้งยังบันทึกไว้มาเผยแพร่ได้อีกหลายครั้ง จะให้ถี่ให้ดังอย่างไร ได้ทั้งนั้น

ประชาชนที่เคยหลงใหล “เดอะมาส์ค” ได้รับข้อมูลข่าวสารทุกๆ วัน จึงรู้ตัวว่าที่เคยหลงใหลนั้น ก็เพราะหลงผิดแท้ๆ

ถึงแม้ “เดอะมาส์ค” ยังเป็นนักการเมืองหนุ่ม อนาคตไกล เฉิดฉายไฉไลบนหน้าหนัง สือพิมพ์ได้ แต่ บนสื่อเวปไซต์ ที่เข้าถึงประชาชน “เดอะมาส์ค” มีสภาพไม่แตกต่างจาก “แมลงสาบ” ที่เห็นต้องวิ่งหนี ถ้าบินเข้าใส่ ก็ต้องเล็งให้ดีแต่ไกล แล้วตบผลัวะ ด้วยรองเท้าแตะที่สวมติดเท้า

เสน่ห์ของ “เดอะมาส์ค” เมื่อ 15 ปีก่อน หดหาย คลายมนต์ขลัง เพราะ “เดอะมาส์ค” ทำตัวเองทั้งสิ้น  อันเนื่องมาจาก ปากและลิ้น ของ “เดอะมาส์ค” นั่นเอง  ที่ใช้เป็นอาวุธทิ่มแทง ทำร้ายคนไปทั่ว 

คนดีมากมายที่ถูก “เดอะมาส์ค” ทำร้ายตายคาปาก อยากเห็นตัวอย่าง ก็นายกฯทักษิณ ชินวัตร นั่นไง ถูกพิษน้ำลาย “เดอะมาส์ค” ที่เป่าหูทหารทุกวัน จนอยู่ประเทศไทย ไม่ได้

คนชั่วมากมีที่ถูก “เดอะมาส์ค” เชลียร์เชียร์อัพจนกร่างคับบ้านคับเมือง ไล่ทุบตีประชาชน ตัวอย่างก็มีให้เห็น สนธิ ลิ้มทองกุล ที่รักและเคารพนบนอบเป็นอย่างสูงของ “เดอะมาส์ค“กับ บรรดาคณะรัฐประหาร นั่นล่ะ อีกทั้ง นายนาม ยิ้มแย้ม   คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายแก้วสรร อติโพธิ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง บรรดารายนามเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนดีที่ “เดอะมาส์ค” นับถือเป็นญาติผู้ใหญ่ทั้งสิ้น

15 ปีที่ผ่านมา เสน่ห์ของ “เดอะมาสค์” หดหายไปกับพฤติกรรมอันหลากหลาย จนยากจะกอบกู้ฟื้นฟูขึ้นมาอีก ราวกับว่าเสน่ห์เหล่านั้น ถูกพัดปลิวหายไปกับสายลมรัฐประหาร เที่ยวล่าสุด   

เส่นห์ที่หดหายไปกับพฤติกรรมการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน  เรียก ร้องให้ในหลวงทรงใช้มาตรา 7 ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าขัดรัฐธรรมนูญ  ในขณะที่ตัวเองเป็นหน้าพรรคการเมือง  

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการเป็นผู้นำเรียกร้องให้พรรคการเมืองอื่นๆ บอยคอตพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2549 ไม่ส่งสมาชิกพรรคเข้าสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ประกาศว่าเป็นพรรคการเมืองที่เชื่อมั่นระบอบรัฐสภา แต่ไม่กล้าลงสมัครรับเลือกตั้ง อีกทั้งยังส่งคนไปสกัดขัดขวางผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะกลัวความพ่ายแพ้ทางการเมือง จนเป็นเงื่อนไขให้เกิดการประท้วง และการชุมนุมนำสู่ความวุ่นวายในประเทศ และเป็นเหตุเงื่อนไขก่อการรัฐประหาร ของคณะทหาร

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการรู้เห็นเป็นใจกับ ขบวนการ “สุเทพ เทือกสุบรรณ – ไทกร พลสุวรรณ” สร้างพยานหลักฐานเท็จ กล่าวหาให้ร้ายพรรคไทยรักไทย เพื่อให้ถูกลงโทษยุบพรรค

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการส่งสมาชิกพรรค ไปร่วมปราศรัยขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร  และสนับสนุน สนธิ ลิ้มทองกุล

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการบริหารงานราชการแผ่นดิน ในตำแหน่งรัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เคยแสดงฝีมือให้เห็น ฝากไว้เป็นที่ระลึก ก็มีแต่ลายมือและลายเซ็น 

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน  โดยไม่เคารพระบบอาวุโส

เสน่ห์ที่หดหายไปกับการถูกจับได้ว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ และรายได้จำนวนหนึ่งที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ชำระภาษีตามกฎหมาย เมื่อถูกจี้ให้คายความจริง ก็อ้างว่า เงิน 1 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้น พ่อยกให้โดยธรรมจรรยา ไม่ต้องเสียภาษี  แต่ทีกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยกหุ้นให้คนในครอบครัว กลับบอกว่า “ไม่ได้ ไม่เข้าข่ายธรรมจรรยา” 

ส่วนอีก 2.8 ล้านบาท ไม่รู้มาจากไหน จึงตอบว่า ได้ค่านายหน้าจากการขายที่ดินริมทะเลหัวหินของครอบครัว ให้ผู้อื่น ขายที่ดินของครอบครัว ก็เก็บค่านายหน้าจากครอบครัวตัวเอง ด้วย  ใครเคยได้ยินเรื่องแบบนี้บ้าง

เสน่ห์ที่หดหายไปกับพฤติกรรม อากัปกิริยา และสายตาที่ดูกถูกดูแคลน ผู้อื่น ว่าด้อยกว่าเสมอ เมื่อพบเจอกัน และสืบทอดแนวทางการเมือง “เอาดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” มาเต็มตัว ทำให้มีแต่ศัตรูเพิ่มขึ้น มิตรที่มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งลดน้อยลงไปอีก

ยังมีอีกมากมาย สาธยายไม่หมดสิ้น เกี่ยวกับเหตุที่ทำให้เสน่ห์ของ “เดอะมาส์ค” หดหายคลายมนต์ขลังลงไป

อยากจะขอให้ผู้อ่านทุกท่าน ช่วยกันชี้แนะให้เป็นบุญ เป็นแนวทางที่จะเยียวยา ฟื้นฟูตัวเอง ของ “เดอะมาส์ค” ที่กำลังหม่นแสง เจียนจวนจะริบหรี่เต็มที่ ให้กลับมาเป็นดาวดวงเดิม ที่ครั้งหนึ่งเคยส่องแสง เจิดจ้า เป็นดาวประดับฟ้าการเมืองไทย 

หรือ หากเห็นว่าแก้ไม่ไหวแล้ว ยากเกินกว่าจะเยียวยาแล้ว ก็ขอเชิญให้ช่วยกันจุดไฟเผาเลยจะดีไหม 

หรือ เอากันแค่เบาะๆ เบาเบามือ  ก็ขอให้ช่วยกันรื้อ ช่วยกันแกะ ช่วยกันกระชาก หน้ากากเทวดา ที่ “เดอะมาส์ค” ใส่มา 15 ปี ให้ได้เห็นกันถ้วนทั่ว ว่า 15 ปีที่ผ่านมา

“เดอะมาส์ค” ทำอะไรไว้บ้าง ที่ไม่ควรเยี่ยงอย่างแก่นักการเมืองและประชาชนคนทั่วไป

ขอเชิญช่วยกันบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิต “เดอะมาส์ค” ได้แล้วครับ

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: