เจตนาชั่วของสมุนสนธิ ลิ้มทองกุล

           

           บทความของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่ปรากฎบนเวปไซต์ manager on lie วันนี้ (28 ก.พ.) และจะปรากฎในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการวันพรุ่งนี้ (29ก.พ.) ในหัวเรื่อง “วันที่ทักษิณนิวัติพระนคร” เป็นบทความที่เขียนอย่างมีอคติ และมีเจตนาร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างร้ายแรง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนเข้าใจผิด และเกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ประพฤติปฏิบัติตน ราวกับเป็น “เจ้า” จึงใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งเป็นสาวกของสนธิ ลิ้มทองกุล หลงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระทำการในลักษณะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เสด็จนิวัติพระนคร” ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จกลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ

           เจตนาของการใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้เทียบเคียงกับ “เสด็จนิวัติพระนคร” เป็นเจตนาทุจริต และเป็นเจตนาชั่วร้าย มุ่งหมายทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเท็จ โดยวิธีการทำให้คนเข้าใจผิดและหลงเชื่อ ซึ่งเป็นวิธีการที่เลวร้าย สกปรก จนเกินกว่าที่จะยอมรับและให้อภัยได้

           ภาพที่ประจักษ์และปรากฎต่อสายตาประชาชน ที่ชมการรายงานสดจากหน้าจอโทรทัศน์ เป็นพยานได้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้ประพฤติปฏิบัติตนเสมอเช่นเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตพระนคร แม้แต่น้อย

           นับแต่ออกจากเครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตกอยู่ในวงล้อมของหน่วยรักษาความปลอด ภัยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดมาคุ้มครองความปลอดภัย ตามคำสั่งของพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปรายงานตัวที่ศาลฎีกา ทันที

           ไม่มีโอกาสแม้แต่จะทักทายประชาชน ได้แต่เพียงโบกมือให้แก่กัน เพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจของประชาชนที่อุตส่าห์เดินทางมารอรับ หลังจากที่ก้มกราบแผ่นดินไทยอันเป็นที่รัก แล้ว เท่านั้นเอง

           พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสิทธิพิเศษใดๆ กว่าผู้ต้องหารายอื่น เมื่อเดินทางไปถึงศาลฎีกา เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ก็ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติผู้ต้องหา เช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป เพียงแต่อาจจะได้รับความสะดวกมากกว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน ก็ได้รับสิทธิเช่นเดียวกันนี้ บางคนได้รับสิทธิมากกว่านี้อีกด้วยซ้ำ คือ ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ

           ผมไม่แน่ใจว่า ผู้เขียนบทความนี้ ได้ชมการรายงานสดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่แน่ใจว่าผู้เขียนบทความนี้เขียนด้วยอคติ และเขียนด้วยเจตนาทุจริตต่อพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความจริงที่ปรากฎต่อสายตาประชาชนหลายล้านคนที่ได้ชมการรายงานสดพร้อมๆ กัน ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก

           ความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ ก็คือว่า….

           1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงประเทศไทย

           2. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดินไทย จะเป็นทันทีที่เท้าก้าวแรกสัมผัสผืน ดิน จะเป็นเท้าก้าวที่เท่าไรก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สาระอยู่ที่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจไป ต้องพลัดพรากจากแผ่นดินแม่ไปนานถึง 17 เดือน โดยไม่ได้ร่ำลา และไม่ได้ตั้งใจ เมื่อได้กลับมาถึงแผ่นดินแม่ มายืนบนแผ่นดินเกิด การก้มกราบแผ่นดินแม่ เพื่อสำนึกในบุญคุณ เพื่อรำลึกถึงความหอมของผืนดิน ที่เคยอุ้มชูเลี้ยงดูมาทั้งชีวิต เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

           พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้กระทำสิ่งนั้นทันที โดยไม่ลังเล และไม่ได้สนใจว่ากล้องของผู้สื่อข่าวอยู่ตรงไหน อย่างไร ไม่มีการนัดแนะ ไม่มีการให้คิว ไม่มีการเทคใหม่ ไม่มีการก้มกราบสองครั้ง สามครั้ง เพื่อให้ช่างภาพ ได้ถ่ายภาพสวยๆ ได้บันทึกภาพทุกความเคลื่อนไหว ทุกช็อต ทุกเฟรม ที่ช่างภาพบันทึกได้ เป็นกิริยาอาการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มิใช่การเสแสร้าง หรือเกิดจากการนัดแนะ ซ้อมคิวกับช่างภาพแต่อย่างใด

           3. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความผลปลอดภัยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่มีโอกาสที่พบปะพูดคุย โอบกอด สัมผัสมือกับชาว บ้านหลายพันคนที่มารอรับนานข้ามคืน ดังที่ใจต้องการ เพราะต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตนตามแผนการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเคร่งครัด

           4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางการติด ตามดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปยังศาลฎีกา เพื่อการเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ทันที ไม่มีโอกาสที่จะแวะทักทายกับใคร หรือกลับบ้านพักก่อน ดังเช่นที่สื่อบางสำนักคาดเดาไว้ล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบุคคลทั่วไป ที่ตกเป็นผู้ต้องหา และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล

           5. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ตามที่สื่อมวล ชนต้องการ และปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ซึ่งเข้าใจได้ว่าเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งคำถามนำ ไปสู่ความเข้าใจผิดของประชาชน อันจะเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ทั้งนี้ก่อนจะเข้าสู่ห้องแถลงข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ได้ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ประดิษฐานอยู่หน้าห้องแถลงข่าว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่ได้กลับมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอีกครั้งหนึ่ง

           6. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปกราบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

           7. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัว เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา

           พฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเสี้ยวเวลาใดเลย หรือ พฤติกรรมใดเลย ที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณ แสดงพฤติกรรมใกล้เคียง เลียนแบบ หรือ เทียบเคียงได้กับการเสด็จนิวัตพระนครของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ผู้เขียนบทความต้องการชี้นำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด

           มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ เวปไซต์ Manager on lie จะหลงเชื่อไปตามที่ผู้เขียนชี้นำ เพราะผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พร้อมจะเชื่อ มากกว่าที่จะอ่านแล้วคิด

           การใช้ถ้อยคำหัวเรื่องของบทความดังนี้ เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายมากกว่าที่เชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่อยู่ในสังกัดของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่มีข้อบังคับด้านจริยธรรมอย่างสูงส่ง และผู้เขียน ก็อยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับเดียวกับ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เสียด้วย

           พฤติกรรมในลักษณะนี้ เป็นการแอบอ้าง และใช้ถ้อยคำ อันหมายถึงสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด เช่นเดียวกับพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ศาลพิพากษาจกคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ก็ด้วยเหตุที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ไม่มีผิดเพี้ยน

           พฤติกรรมของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่เดินเคียงข้าง สนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดเวลาของการปลุกระดมประชาชน สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ เป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่มีแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล คนเดียวที่มีพฤติกรรมแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ตนสมประโยชน์ทางการเมือง หากแต่ยังแพร่กระจายระบาดไปยังคนรอบข้างในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จนไม่อาจจะไว้วางใจได้ว่าติดพฤติกรรมนี้กันไปกี่คนแล้ว บางทีอาจจะเป็นกันเครือผู้จัดการก็เป็นได้

           บางทีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องมาพิจารณากันสักครั้งว่า การลงโทษจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวได้ในระหว่างอุทธรณ์ เป็นการลงโทษที่หาได้ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร สำนึกในการกระทำความผิดของตนเอง ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ด้วยวิธีการอันเลวร้าย คือ ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ก็เป็นได้

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: