อ้ายบังขี้ขลาด

   

          ทั้งๆที่ อยากจนปากสั่น แต่ยังทำตัวเป็นอีแอบ แต่ถ้าจะเปรียบให้แสบให้กว่านี้ อ้ายบังธิ ตัวนี้ มันน่าจะได้กับ “โจรมุมตึก” ที่คอยดักจี้ ชิง ปล้น ตอนผู้คนเผลอๆ นั่นล่ะครับ

          อยากได้อำนาจจนปากสั่น ผู้คนเริ่มเห็นอาการท่าทางไม่ปกติ ไปเค้นคอถามว่า เฮ้ย… อ้ายบังจะปฏิวัติเหรอ? มันทำหน้าตาเหรอหรา …กูไม่รู้  กูไม่เกี่ยว  กูไม่ทำหรอก ไปถามไอ้พรั่งโน่น ….  ประชาชนได้ฟัง ยังไมทันนอนใจ เผลอไผลไปแผล็บเดียว  อ้ายบังนั่งหัวแถว ประกาศตัวเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ยึดอำนาจไว้ในมือแต่คนเดียว

          ตอนนี้ก็อีกแล้ว ลีลาเหมือนเดิม ไม่มีผิดเพี้ยน อยากลงส.ส. อยากเล่นการเมืองจนตัวสั่น ฝันว่าจะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบขี่อำนาจไว้ไม่ยอมปล่อยมือ ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง จับอาการ ดูท่าทาง ร้องพึมพำ

” อ้ายบัง มันเอาแน่ ดูมันสิ มันติดอำนาจเหมือนพวกติดยา พอรู้ว่า 30 กันยายน นี้ จะหมดอำนาจ มันก็ทำท่าจะลงแดงเสียแล้ว คิดหาทางจะต่อท่ออำนาจให้ตัวเอง สร้างฐานการเมืองให้ตัวเอง เรื่องลงสมัครส.ส. นั่น แค่ถากถางทาง เก้าอี้นายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ที่มันต้องการ ตรวจเช็กอาการประมาณนี้ อ้ายบัง เสพติดอำนาจ จนถอนตัวไม่ได้แล้ว

แต่พอมีคนไปถาม เฮ้ย…อ้ายบัง จะลงการเมืองเหรอ  มันก็ทำหน้าตาเหรอหรา ข้ายังไม่ตัดสินใจ  ข้าขอรอดูไปก่อน 

โถ….อ้ายบัง   ไอ้ทหารขี้ขลาด  อยากจนปากสั่น  ยังมาทำท่าโน้น ท่านี้ 

การเป็นนักการเมือง ทำงานให้ประชาชน ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนหรอก 

การเป็นนักการเมือง ไม่ได้เลวร้ายอะไร  ไม่ต้องทำตัวเป็นอีแอบ รอผู้คนเผลอๆ เหมือนตอนทำปฏิวัติหรอก

การเป็นนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เสือกทำเป็นอาย ที่ต้องประกาศตัว

การเป็นหัวหน้ากบฏ ผิดกฎหมาย โทษถึงตาย ดันไม่อาย ป่าวประกาศไปทั่วโลก ว่า กูคือหัวหน้ากบฏแห่งไทยแลนด์

ถ้าคิดว่าการเป็นนักการเมือง เป็นเรื่องน่าอับอาย เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินนาน ก็อย่ามาเดินผ่านทางนี้เลย  พ้น 30กันยายน แล้ว ก็ไปเลี้ยงลูก ไปอุ้มหลาน ไปคลานสี่ขา เป็นหมาให้หลานขี่เล่นเถอะ    อย่ามาเดินเกะกะบนถนนการเมือง ให้ผู้คนเขารำคาญสายตาเลย

อาการอยากจนเก็บไม่อยู่ของอ้ายบัง เป็นที่รับรู้กันไปทั่วทั้งกองทัพ และทั่งวงการเมือง แต่อาการบิดไปบิดมา อายม้วนต้วน ล้วนน่าถีบของมันนี่ล่ะ ที่ทำให้ ร่างทรงฤาษีสุรยุทธ์ จุลานนท์  อย่างพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีกลาโหม ถึงกับหมั่นไส้ จนต้องออกมาเปิดโปงแผนชีวิต ที่อ้ายบังลิขิตตัวเอง ว่า..

“มันเอาแน่ มันลงการเมืองแน่ เพราะมันกลัวว่าหลัง 30 กันยายน ไม่มีกองทัพคุ้มหัวแล้ว มันต้องแย่แน่ๆ ที่ไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้คนไว้มากมาย อ้ายบัง มันลงส.ส. เพื่อที่จะกรุยทางไปสู่ตำแหน่งทางการเมือง ต่อท่ออำนาจให้ตัวเอง  เพราะไม่ไว้ใจว่าจะมีใครคอยคุ้มหัวหลังเกษียณ หมดสิ้นอำนาจในกองทัพ”

จำได้ไหม อ้ายบังไปเดินตลาด อตก. ไปเดินมาบุญครอง ไปเดินบางลำพู ถ้าดูไม่ออก ก็คิดว่ามันห่วงใยชาวบ้าน มันอยากไปทักทาย แต่มองให้ลึก คิดให้ซึ้ง ก็จะถึงบางอ้อ ว่า ที่จริงอ้ายบัง ไปหยั่งกระแสว่า หน้าตาอย่างนี้ ยิ้มแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างมัน พอจะทำให้พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านชาวเมือง เห็นแล้วเก็บไปนอนฝัน เหมือนนายกฯทักษิณ ได้ไหมหนอ?

เดินไปได้แค่รอบเดียว ก็หายไปเลย เพราะรู้ว่าตลาดเมืองหลวง เขาไม่ยอมรับ มันก็เลยกลับไปฐานที่ตั้งเดิม  หวังจะไปลงสมัครส.ส.เมืองลพบุรี ตั้งใจจะเป็นตัวแทนประชากรลิง แปลงร่างจากปีศาจเผด็จการเข้ามาสิงร่างประชาธิปไตย

ไปถามชาวบ้านร้านตลาดในเมืองลพบุรี ชาวไร่ชาวนาแถบชัยบาดาล โน่นสิ ทุกวันนี้ มีทหารลูกน้องอ้ายบัง เดินกันพล่าน ทั้งขู่ ทั้งขอ ให้ยอมเอ่ยปากยอมรับอ้ายบัง เป็นส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี  กันทั้งเมือง ตอนนี้ ทำโพลล์กี่ทีกี่ครั้ง อ้ายบัง จึงเข้าวินทุกเที่ยวไป  ชาวบ้านยันชาวไร่ พร้อมเพรียงตบเท้าตอบรับ “ครับเจ้านาย อ้ายบัง มาที่หนึ่งเลย”

แต่หลัง 30 กันยายน เวลาเปลี่ยน ใจคนจะเปลี่ยนหรือไม่ ชะตาชีวิตอ้ายบัง จะเปลี่ยนหรือไม่  ยังไม่มีใครบอกได้ 

วันนี้ อ้ายบัง เป็นทั้ง ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจเหนือกองทัพ ควบ ประธานคมช. มีอำนาจเหนือประเทศ ทำทุเรศอย่างไร ก็มีแต่เสียงตอบรับว่า ดีทั้งนั้น รอให้ถึงวันที่มีแต่เก้าอี้แห่งอดีตรองก้นก่อนเถอะ มันจะรู้สึก รู้สำนึก และรู้จักตัวตนที่แท้จริงของมัน ว่า ที่แท้มันก็แค่ทหารแก่ ที่ต้องร้องหาสองมือแม่ วิญญาณพ่อ มาคอยคุ้มหัวเท่านั้นเอง

เพราะอาการบิดไปบิดมา ทำตัวเป็นทหารขี้ขลาด ไม่กล้าประกาศชัดถ้อยชัดคำ จะลงการเมืองหรือไม่  ซ่อนความอยากทางการเมืองไว้หลังกองทัพ คิดจะใช้กองทัพ เป็นเครื่องมือหาเสียง แสวงหาอำนาจให้ตัวเอง อย่างนี้นี่เอง  จึงทำให้ทหารบางส่วน ทนไม่ได้ รับไม่ไหว กับพฤติกรรม อีแอบ ของอ้ายบัง  เสียงดังตูม ของระเบิดที่หน้าหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ฐานที่มั่นหลักของอ้ายบัง หลังจากไปประชุมเรื่องวางแผนหาเสียงเลือกตั้ง จึงเกิดขึ้นจากน้ำมือทหารด้วยกันเอง

เพราะอาการอยากต่อท่ออำนาจจนตัวสั่นนี้เอง ที่ทำให้ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ต้องออกมาเปิดโปง กระชากหน้ากากอ้ายบัง แบบจังๆ ให้ผู้คนได้เห็นว่า นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป อ้ายบัง มันก็คือว่าที่นักการเมือง ที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง 2 ประการ คือ 1.สืบทอดอำนาจแก่ตัวเอง และ 2.เป็นเกราะคุ้มหัวตัวเอง ที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญแก่ประชาชน และ ประเทศชาติ ไว้มากมาย ในรอบ 1ปีที่ผ่านมา

การเปิดโปงของ พล.อ.บุญรอด ทำให้ประชาชนทั้งประเทศ ต้องปรับหู ปรับสายตา ปรับความคิด ปรับมุมมองใหม่ ที่มีต่ออ้ายบัง ทุกเรื่องที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้ดู นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป  อ้ายบัง ไม่ได้ทำในฐานะผู้บัญชาการทหารบก หรือ ประธานคมช. อีกต่อไป แต่ อ้ายบัง กำลังทำในฐานะนักการเมือง ที่ใช้อำนาจเหนือกองทัพ ในฐานะ ผบ.ทบ. และอำนาจเหนือประเทศ ในฐานะประธานคมช. เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเอง

การเปิดโปงของพล.อ.บุญรอด ไม่ใช่การฟ้องต่อประชาชนเจ้าของประเทศเท่านั้น  หากแต่ยังเป็นการแจ้งให้กำลังพลทั้งกองทัพ ทราบโดยทั่วกันว่า อ้ายบัง ที่กำลังออกคำสั่ง ให้ทหารทำนั่น ทำนี่ ทุกสิ่งไปนั้น หาใช่เพื่อประโยชน์ของกองทัพ และประเทศชาติ ไม่ แต่ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมัน ที่กำลังจะก้าวสู่ความเป็นนักการเมือง ที่มุ่งแสวงหาอำนาจทางการเมือง ต่างหากเล่า

นับแต่นี้ต่อไป คำสั่งของอ้ายบัง  ในฐานะผบ.ทบ. และประธานคมช. จะยังศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิมหรือไม่ มีแต่ทหารทั้งกองทัพเท่านั้นที่จะตอบได้ ว่า ทหารของพระเจ้าอยู่หัว จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน หรือ จะยอมตายขายชีวิตให้ว่าที่นักการเมือง อย่างอ้ายบัง

การเปิดโปงของพล.อ.บุญรอด ยังทำให้เราได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจว่า ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างฤาษีสุรยุทธ์ กับ อ้ายบัง ยังคงอยู่ในระดับเดิม มิได้ลดน้อยถอยลง หรือ มีแนวทางการสมานฉันท์ แต่อย่างใด การออกมาแฉว่า อ้ายบัง กำลังจะว่ายข้ามฝั่ง จากฝั่งกองทัพไปสู่ฝั่งการเมือง เป็นการทำลายความเชื่อถือในการเสนอชื่อผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ของอ้ายบัง อย่างร้ายแรง

นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าใครก็ตามที่อ้ายบัง เสนอชื่อขึ้นมา ก็จะถูกตีค่า ให้ราคา ประเมินคุณค่า  เป็นเครื่องมือของอ้ายบัง ที่จะต้องรับใช้ให้บริการว่าที่นักการเมืองอย่างอ้ายบัง ในการเสาะแสวงหาอำนาจทางการเมือง และใช้กองทัพ นำพาอ้ายบัง ไปสู่ฝั่งฝันทางการเมือง

นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ทหารคนไหนก็ตามที่อ้ายบัง เสนอชื่อขึ้นมา ก็จะถูกข้อครหาเป็นทหารการเมือง มีรอยด่าง  มีตำหนิ เกิดขึ้นแก่ชีวิตราชการที่เหลืออยู่ทันที  ดีหรือไม่ดีก็ลองคิดดูเอง

การเปิดโปงของ พล.อ.บุญรอด จึงเป็นการทำลายความชอบธรรมของอ้ายบัง ในการเป็นผู้กำหนดตัวผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ในสายตาประชาชนไปทันที 

นี่นับเป็นความฉลาดอย่างลึกล้ำของพล.อ.บุญรอด และ ฤาษีสุรยุทธ์

ความฉลาดอย่างลึกล้ำ ที่สามารถรวบริบความชอบธรรมในการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ มาไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว  

การเปิดโปงของพล.อ.บุญรอด ทำให้ศูนย์อำนาจในกองทัพ เปลี่ยนแปลงไปทันที  ทำให้อ้ายบัง กลายเป็นทหารขาลอย แบบเฉียบพลัน  จับตาดูกันให้ดี ว่าอ้ายบัง จะแก้เกมนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ วันนี้ทหารใหญ่ที่เป็นเคนดิเดท เคยเดินตามหลังติดๆ เริ่มรักษาระยะห่าง ไม่อยู่ในระยะประชิดเหมือนเดิมแล้ว  เพราะกลัวถูกประทับตรา “ทหารการเมือง” เป็นรอยด่าง ที่จะทำให้ถูกเบียดออกนอกเส้นทางแข่งขั้นทันที

พูดที่ไหนก็ชอบธรรม และ เหนือกว่า  หากจะพูดว่า  ผบ.ทบ. ที่อ้ายบัง เสนอแต่งตั้ง จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของอ้ายบัง  แต่ ผบ.ทบ.ที่พล.อ.บุญรอด กับ ฤาษีสุรยุทธ์  เสนอแต่ง ตั้ง จะเป็นทหารที่นำกองทัพออกจากการเมือง  เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของกองทัพไว้ ไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง  

เพียงเท่านี้ อำนาจในการเสนอแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ ที่ประชาชนยอมรับได้ กองทัพยอมรับทันที ก็คือ ผบ.ทบ.ที่มาจากฤาษีสุรยุทธ์ เท่านั้น 

เห็นหรือยังว่า ทำไมอ้ายบัง ถึงกลายเป็นทหารขี้ขลาด เมื่อถูกรุกด้วยคำถามว่า จะลงการเมืองจริงหรือไม่

ถูกรุกด้วยคำถามนี้ ถึงกับจนกลางกระดาน ออกอาการหงุดหงิด ไล่นักข่าวให้ไปถามพล.อ.บุญรอด เองว่าเอาอะไรมาพูด  

ถูกอีกขั้วอำนาจหนึ่งเอาแผนลับมาเปิดโปงเที่ยวนี้  อ้ายบัง ถึงกับนั่งไม่ติด แผนที่ลิขิตชีวิตตัวเอง ทำท่าจะถูกพับ พังครืนลงมาง่ายๆ ด้วยน้ำลายพล.อ.บุญรอด  ร่างทรงฤาษีสุรยุทธ์ แบบนี้ มันเสียฟอร์มหัวหน้ากบฏยุคดิจิตอล จริงๆ

ยกแรกที่ปะทะกัน อ้ายบัง ถอยกรูด ไม่ยอมพูดเรื่องบันได 4 ขั้นอีกเลย

กลายเป็นทหารขี้ขลาด อยากจนปากสั่น แต่ก็ยังทำเป็นปากแข็ง

ก็ต้องย้อนกลับไปด้วยถ้อยคำข้างบนนั่นล่ะครับ

เป็นนักการเมือง ไม่ผิดกฎหมาย เสือกอาย ไม่กล้าพูด  เป็นหัวหน้ากบฏ ผิดกฎหมาย ดันไม่อาย อีกทั้งยังป่าวประกาศไปทั่วโลก ว่า “กูคือกบฏ”

นี่ล่ะ ทหารพันธุ์อ้ายบัง  ทหารขี้ขลาด แค่ประกาศแนวทางชีวิตตัวเอง ยังไม่กล้า แล้วจะมาอาสาประกาศแนวทางของประเทศ

2 เดือนเศษที่เหลืออยู่ในกองทัพ  อ้ายบัง ถูกประทับตราไปแล้ว ว่าเป็นพวกครึ่งบกครึ่งน้ำ  ทหารก็ไม่ใช่ นักการเมืองก็ไม่ชัด

ขอให้โชคดีบนเส้นทางการเมืองนะ อ้ายบัง

 

 

                                                                                                    

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: