อันตรายจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ประชาชนพึงระวัง ก่อนลงมติ 19 สิงหาคม 2550 (ตอนที่ 1)

         รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการเขียนของคณะรัฐประหาร ที่ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และข้าราชการ จำนวนหนึ่ง  ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการเขียนของบุคคลที่ประชาชนเลือกเป็นตัวแทน เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกคณะทหาร ฉีกทิ้งไป

         มีคำกล่าวที่เป็นสัจธรรมประการหนึ่งคือ “ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” รัฐธรรมนูญ 2550 นี้ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนโดย คณะทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นข้าราชการ จึงคิดถึงประโยชน์ของข้าราชการ เป็นสำคัญ ไม่ได้มองประโยชน์ของประชาชน เป็นหลักเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540  ที่เขียนโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน มากที่สุด

         ในทางวิชาการ จึงเรียก รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญของระบอบอำมาตยาธิปไตย แปลว่า รัฐธรรมนูญที่ทำให้ข้าราชการ เป็นใหญ่ ประชาชน ตกเป็นเบี้ยล่างของข้าราชการ  ในขณะที่ รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย แปลว่า รัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ มีสิทธิเสรีภาพ ไม่ถูกกดขี่ รังแก จากข้าราชการ สามารถป้องกันตัวเองจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมของข้าราชการได้

         รัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องสนใจ และพิจารณาให้ดี ก่อนจะไปลงมติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ว่า จะเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ  หากเห็นชอบก็แปลว่า ยอมที่จะตกอยู่ใต้การกดขี่ข่มเหง รังแก ของข้าราชการ แต่ หากไม่เห็นชอบ ก็เท่ากับว่า ไม่ยอมที่จะให้ข้าราช การมากลั่นแกล้ง และปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความไม่เป็นธรรม อีกต่อไป

         ประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ต้องพิจารณาให้ดี มีอยู่ 5 มาตรา ด้วยกัน คือ มาตรา 32  มาตรา 33  มาตรา 36 มาตรา 51 และ มาตรา266

         มาตรา 32 เขียนไว้ว่า…..

         บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

         การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย หรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม

         การจับกุม และ การคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือ หมายของศาล หรือ มีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

         การค้นตัวบุคคล หรือ การกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ

         ในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้

         มาตรา 33 เขียนไว้ว่า….

         บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข

         การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครองหรือการตรวจค้นเคหสถานหรือในที่รโหฐาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือ หมายของศาล หรือ มีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

         ถ้อยคำในมาตรา 32 และ มาตรา 33 นี้ อธิบายความได้ว่า หากประชาชนลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เท่ากับว่า ประชาชน ยินยอมที่จะให้ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และข้าราชการอื่นๆ เช่น ป่าไม้  ที่ดิน สรรพสามิต สรรพากร  พาณิชย์จังหวัด เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) มีอำนาจ จับกุม  คุมขัง  ค้นตัว ค้นบ้านพักอาศัย ค้นสถานที่ทำงาน  สถานที่ส่วนตัว ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล

         เนื่องจากว่า มาตรา 32 และ มาตรา 33 เขียนไว้ว่า การจับกุม คุมขัง ค้นตัว ค้นบ้านพักอาศัย สถานที่ทำงาน  สถานที่ส่วนตัวของประชาชน ทำได้ 3 วิธี คือ

         1. คำสั่งของศาล       2. หมายของศาล      และ 3. เหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

         คำว่า “เหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ” แปลว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง  ปปส. ป่าไม้  ที่ดิน  สรรพสามิต  สรรพากร  พาณิชย์จังหวัด ฯลฯ สามารถอ้าง “เหตุ” เข้าจับกุม คุมขัง  ค้นบ้าน ที่ทำงาน ที่ส่วนตัวของประชาชน ได้ โดยไม่ต้องมีหมายศาล  ไม่ต้องไปขอหมายศาลก่อน  เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ และคุ้มครองการกระทำ โดยที่ประชาชนไม่สามารถคัดค้านได้ และไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เช่นในปัจจุบันนี้ ได้

         การที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ  ข้าราชการ กระทำเช่นนี้ได้ จะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างมาก และเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ดี กลั่นแกล้ง รังแก ปฏิบัติด้วยความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ได้ตามอำเภอใจ  เพราะเพียงแต่อ้างว่ามี “เหตุ” ก็ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องมีหมายศาลมาแสดง และไม่ต้องรับผิด เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ความคุ้มครอง

         “เหตุ” ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เอง มิใช่ดุลพินิจของศาล ซึ่งการจะอ้างว่ามี “เหตุ” สามารถทำได้ง่ายมาก เช่น จากการสืบสวนสอบสวน  ได้รับข้อมูลจากใบปลิว บัตรสนเท่ห์ จดหมายร้องเรียน ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์  ทางอินเตอร์เน็ต  และพิจารณาแล้ว เห็นว่ามี “เหตุ” อันสมควรเข้าค้น จับกุม คุมขัง ได้ เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจไว้  เช่น….

         ตำรวจ ค้นตัว ค้นบ้าน จับกุม คุมขัง ประชาชนได้ โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายอาญา” ว่าจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครอง

         ทหาร ค้นตัว ค้นบ้าน จับกุม คุมขังประชาชนได้ โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” ว่าได้รับแจ้งมีเอกสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น เอกสารต่อต้านคมช. หรือ เอกสารวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือ กองทัพ

         ป่าไม้ ค้นบ้าน จับกุม คุมขังประชาชนได้ โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายป่าไม้” ว่าได้รับแจ้งครอบครองไม้เถื่อน หรือบุกรุกเขตป่า

         สรรพสามิต ค้นบ้าน จับกุม คุมขังประชาชนได้  โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายสรรพสามิต” ว่าได้รับแจ้งต้มเหล้าเถื่อน หรือ ขายเหล้า หรือ ขายบุหรี่ โดยไม่ได้รับอนุญาต

         สรรพากร ค้นบ้าน ค้นที่ทำงาน บริษัท ห้างร้าน ได้โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายรัษฎากร” ว่าตรวจสอบพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

         เกษตรจังหวัด ค้นร้านค้าปุ๋ย และยากำจัดแมลง วัชพืช ได้ โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายปุ๋ยและวัตถุมีพิษ” ว่าได้รับแจ้งว่ามีการจำหน่ายปุ๋ยและยากำจัดแมลง วัชพืช ปลอม หรือ เถื่อน ไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

         พาณิชย์จังหวัด ค้นร้านจำหน่ายวีซีดี  ดีวีดี  โรงงานผลิต วีซีดี  สถานประกอบการเคเบิลทีวี ได้ โดยอ้าง “เหตุตามกฎหมายลิขสิทธิ์” ว่าได้รับแจ้งมีการละเมิดลิขสิทธิ์

         เหล่านี้คือตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ข้าราชการ กระทรวง กรม กอง ต่างๆ สามารถใช้อำนาจตรวจค้นตัว บ้านพัก ที่ทำงาน  จับกุม คุมขัง ประชาชนได้ โดยไม่ต้องมีหมายศาลมาแสดง เพียงแต่อ้างว่า มี “เหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้” ก็ไม่ต้องรับผิดต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้ว

         อำนาจที่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือข้าราชการ ได้รับจากรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ ก็เหมือนกับก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 คือ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ข้าราชการอื่นๆ  มีอำนาจค้นตัว ค้นบ้าน ประชาชน โดยไม่ต้องมีหมายศาล  แต่ อำนาจนี้หมดไป เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เขียนโดยตัวแทนประชาชน กำหนดไว้ว่า การจับกุม คุมขัง ค้นตัว ค้นบ้าน สถานที่ส่วนตัวของประชาชน จะกระทำมิได้ จนกว่าศาลจะออกหมายค้นให้ เท่านั้น 

         เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2540 มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ให้ถูกข้าราชการรังแก กลั่นแกล้ง  และตกเป็นเบี้ยล่างของข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ และให้อำนาจประชาชน มีสิทธิที่จะฟ้องร้องข้าราชการ เพื่อปกป้องตนเอง และเรียกค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิ หรือถูกรังแก ได้

         แต่เมื่อคณะทหาร ตำรวจ ข้าราชการ มาเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คืนอำนาจให้ข้าราชการ เป็นใหญ่  ไม่ต้องรับผิด ไม่ต้องถูกฟ้องร้อง จากการกระทำละเมิดสิทธิประชาชน  เหมือนก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2540  อีก  ทำให้ประชาชนต้องเสียเปรียบ และไม่สามารถป้องกันตัวเอง จากการถูกข้าราชการรังแก กลั่นแกล้ง ได้อีกครั้ง

         มาตรา 36 เขียนไว้ว่า….

         บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย

         การตรวจ การกัก หรือ การเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

         สาระสำคัญของ มาตรา 36 นี้ก็คือ ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ  ข้าราชการ ทั้ง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง มีอำนาจดักฟังโทรศัพท์ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องรับโทษ ไม่มีความผิด เมื่อมีกฎหมายรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร บังคับใช้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาล และ คมช. กำลังผลักดันออกมาด้วยความเร่งรีบ เพื่อให้การดักฟังโทรศัพท์ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

         อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าขณะนี้กฎหมายรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ยังไม่บังคับใช้ แต่หากประชาชนลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เท่ากับว่ายินยอมให้ตำรวจ ทหาร ดักฟังโทรศัพท์ได้ทันที  ในจังหวัดต่างๆ เกือบครึ่งประเทศ  เนื่องจากขณะนี้มี 36 จังหวัด ที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งเป็นกฎหมายรักษาความมั่นคงของรัฐ ฉบับหนึ่ง

         ดังนั้น ก่อนจะลงมติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550  ประชาชนทุกคน จะต้องพิจารณาให้ดี ให้ถี่ถ้วน และเห็นอันตราย ที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง เสียก่อน  หากลงมติ “เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่า ยินยอมที่จะให้ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง มีอำนาจเหนือประชาชน ละเมิดสิทธิของประชาชน ได้ โดยไม่ต้องรับผิด ทั้ง ค้นตัว ค้นบ้าน ค้นที่ทำงาน จับกุม คุมขัง ดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ ที่ร้ายแรงมากที่สุด และจะส่งผลให้ประเทศไทยไม่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ หรือ ระดับสากล   การลงทุน การค้า การธุรกิจระหว่างประเทศ ต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

         หากท่านไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ข้าราชการ ละเมิดสิทธิของท่าน ใช้อำนาจรังแก กลั่นแกล้ง และรักษาสิทธิของประชาชนที่จะฟ้องร้องข้าราชการที่ปฏิบัติต่อประชาชน ด้วยความไม่เป็นธรรม ลุแก่อำนาจ  ก็สามารทำได้ ด้วยการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550  เท่านั้น เพื่อเป็นการแสดงพลังประชาชนให้ปรากฎว่า ประชาชนไม่ต้องการตกเป็นเบี้ยล่างข้าราชการ  และไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ ที่ให้ข้าราชการมีอำนาจรังแกประชาชน โดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: