อันตรายจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ประชาชนพึงระวัง ก่อนลงมติ 19 สิงหาคม 2550 (ตอนที่ 2)

         รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญของระบอบอำมาตยาธิปไตย ให้อำนาจข้าราชการเป็นใหญ่ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย ที่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ

         รัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ที่แสดงออกถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

         บทบัญญัติมาตรา 51 และ มาตรา 266 ที่ตัวแทนระบอบอำมาตยาธิปไตย เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประชาชน ไม่ใช่ผู้ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 2550 และยังละเมิด ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่เคยมี เคยได้รับ ให้หมดไปอีกด้วย

         มาตรา 51 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

         บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

         บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์

         ถ้อยคำในมาตรา 51 ของรัฐธรมนูญ 2550 อธิบายความได้ว่า รัฐบาลจะแบ่งประชาชนออกเป็นสองกลุ่ม คือ ประชาชนผู้ยากไร้ กับ ประชาชนที่ไม่ยากไร้  และรัฐบาลจะให้บริการรักษาฟรีแก่ประชาชนผู้ยากไร้เท่านั้น  โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ “ผู้ยากไร้” ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก ที่ไม่เข้าเกณฑ์ “ผู้ยากไร้”  และต้องเสียสิทธิในการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

         สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ “ผู้ยากไร้” ก็คือ จะมีประชาชนผู้ยากไร้ จำนวนหนึ่ง ไม่ได้รับสิทธิ แต่ ประชาชน “ผู้อยากยากไร้” คือ มีฐานะการเงินดี ช่วยเหลือตัวเองได้ กลับเป็นผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลฟรี แทน แต่ “ผู้ยากไร้” จริง ไม่ได้รับสิทธิ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในกรณี สปก. 4-01 ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กำหนดหลักเกณฑ์ให้เศรษฐี คหบดีบางคนของจังหวัดภูเก็ต มีสิทธิได้รับสปก.4-01 ทั้งที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร และไม่มีฐานะยากจน ในขณะที่เกษตรกร คนยากจน จริงๆ ไม่ได้รับสิทธิ

          สาระสำคัญของ มาตรา 51 นี้ นอกจากจะเป็นการยกเลิก สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐ ที่ประชาชนคนไทยทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน ก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล โดยเสียค่าบริการเพียง 30 บาท ซึ่งเป็นการให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ที่รัฐจัดให้ตามรัฐธรรมนูญ 2540

 เป็นการผลักภาระของรัฐ ให้แก่ประชาชน  ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเอารัด

เอาเปรียบประชาชนคนยากจน คนยากจนบางคนที่เคยได้รับสิทธิพิเศษจากบัตร

ทอง  หากโชคดี ก็จะได้กลับไปเป็นคนไข้อนาถา แต่คนยากจนอีกจำนวนมาก ที่

รัฐบาลไม่รับเข้าเป็น  ผู้ยากไร้ ก็จะไม่ได้สิทธิใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เป็นคน

ไข้อนาถา ก็ไม่มีสิทธิ  ต้องกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ด้วย

ตัวเอง  เหมือนในอดีต

         ดังนั้น หากในวันที่ 19 สิงหาคม ประชาชาชนลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เท่ากับว่า เห็นชอบ และ ยินยอม ให้รัฐบาลยกเลิกสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐ  โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 30 บาท  และยินยอมที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่รัฐ ด้วยตนเอง  โดยไม่ต้องการให้รัฐ ออกค่าใช้จ่ายให้อีกต่อไปแล้ว หรือ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ มาตรา 51 นี้ จะมายกเลิกสิทธิ  “30 บาทรักษาทุกโรค” ของประชาชน

         หากประชาชน ไม่ต้องการให้ยกเลิกสิทธิ “30 บาทรักษาทุกโรค” ก็ต้องลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550

         ……………………………………..

         มาตรา 266  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะ หรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องดังต่อไปนี้

         (1) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น

         (2) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมือง  พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือ

         (3) การให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ  หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง

         ประเด็นสำคัญของ มาตรา 266 ที่กระทบและละเมิดต่อสิทธิของประชาชน ที่เคยมีตามรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือ ข้อความในวรรคแรก และใน (1)  ซึ่งแปลความได้ว่า หากประชาชนลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เท่ากับว่า “เห็นชอบ” กับการห้าม ส.ส. และ ส.ว. เข้ามาให้ความช่วยเหลือ เมื่อได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนรัฐวิสาหกิจ และกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่

         ผลที่จะเกิดขึ้นจากการที่มาตรา 266 บังคับใช้ หากประชาชน “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 เช่น

         ส.ส. และ ส.ว. จะเข้ามาช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ได้ เมื่อถูกหน่วยงานของรัฐ เวนคืนที่ดิน โดยได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง

         ส.ส.และ ส.ว. จะเข้ามาช่วยเหลือ ประสานงาน เร่งรัด แก้ไขปัญหา ให้แก่เกษตรกรคนยากจน ไม่ได้ ในกรณีที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ หรือ รัฐไม่เหลียวแล เมื่อได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง จนเสียหาย ขาดทุน มีหนี้สินล้นพ้นตัว

         ส.ส. และ ส.ว. จะเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทกรณีที่ดินทำกิน ระหว่างประชาชนกับส่วนราชการ ไม่ได้  เช่น ประชาชน ที่ถูกกรมป่าไม้ หรือ กองทัพ ออกเอกสารสิทธิที่ดิน ทับซ้อนบนที่ดินทำกินของตนเอง  ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรคนยากจนในประเทศไทย ที่มักจะพบกับปัญหา “ที่ป่า” และ “ที่ทหาร” เสมอ

         ส.ส. และ ส.ว. จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ที่ถูกหน่วยงานรัฐ เอาเปรียบ ละเมิดสิทธิ หรือ รังแก ไม่ได้ เช่น การถูกการรถไฟฯ หรือ สปก. ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินทำกิน  การได้รับบริการที่ไม่มีคุณภาพ หรือ สินค้าด้อยคุณภาพ จากรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้า การประปา  โทรศัพท์  การทางพิเศษ  การท่าเรือ  การบินไทย  ปตท.

         ส.ส. และ ส.ว. ไม่สามารถใช้ตำแหน่งประกันตัวให้แก่ประชาชน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ จับกุม คุมขัง ได้อีกต่อไป เพราะจะถูกตีความว่าเป็นการขัดขวาง แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และ ป่าไม้ 

         ส.ส. และ ส.ว. ไม่สามารถติดตามเร่งรัดให้กระทรวง กรม กอง อำเภอ จังหวัด อบต. อบจ. เทศบาล แก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ให้ทันกับสถานการณ์ และความต้องการของประชาชน ได้อีก

         หากประชาชนลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เท่ากับว่า ประชาชน “เห็นชอบ” ที่จะไม่รับความช่วยเหลือใดๆ จาก ส.ส. และ ส.ว. อีก  และ พร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับหน่วยงานของรัฐ ที่ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง รังแก อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยตัวเอง เพียงลำพัง  ในทุกๆ ปัญหา และ ทุกๆ กรณี  ไม่หวังพึ่งพาความช่วยเหลือจาก ส.ส. และ ส.ว. อีกต่อไป

         มาตรา 266 เป็นการตัดความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน กับ ประชาชนให้ขาดออกจากกัน  และห้ามส.ส. และ ส.ว. ช่วยเหลือประชาชน ที่ถูกรัฐ เอาเปรียบ กลั่นแกล้ง รังแก  ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของระบบราชการ ที่มีบทบาทสำคัญในการเขียนรัฐธรรมนูญ  2550  ว่าต้องการเอาเปรียบ กดขี่ ประชาชนมีความรู้น้อยกว่า ประชาชนไม่มีทางสู้  และไม่ต้องการให้ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งรู้เท่าทันข้าราชการ มาช่วยเหลือประชาชน ได้  เรียกได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ ที่มีจุดมุ่งหมายจะรังแกคนไม่มีทางสู้  โดยตัวแทนระบบราชการ

         รัฐธรรมนูญ 2550 จะทำให้ เราได้ ส.ส. และ ส.ว. ที่มีสภาพไม่แตกต่างจากสนช. และ สสร. ที่ทำงานโดยไม่คิดถึงประชาชน ไม่คำนึงถึงประโยชน์และความต้องการของประชาชน

         การที่เขียนรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เช่นนี้ จะมีผลกระทบไปถึงการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา ไม่สามารถกระทำได้  เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. และ ส.ว.  การเขียนข้อความในมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นการขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา  อย่างร้ายแรง  และเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน ที่จะได้รับความช่วยเหลือจาก ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน  อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

         มีเพียงวิธีเดียวที่ประชาชนจะหยุดยั้งอันตราย และ การถูกลิดรอนสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจาก ส.ส. และ ส.ว. ได้ ตามที่เขียนไว้ในมาตรา 266 ก็คือ ต้อง ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้

         ทั้ง 5 มาตราที่ยกมานี้ เป็น ตัวอย่างของอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน หากลงมติ “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550  ตามที่รัฐบาล  คมช.  กระทรวงมหาดไทย  จังหวัด อำเภอ ทหาร และ ส่วนราชการทั้งหมด ต้องการ และ ชี้นำให้ประชาชนลงมติ “เห็นชอบ” ตามที่กำลังรณรงค์ และใช้กลไกรัฐ หลอกลวง  บีบบังคับประชาชน อยู่ในขณะนี้

         ทั้ง 5 มาตราที่ยกมานี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญของระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ทำให้ข้าราชการ เป็นใหญ่ มีอำนาจ เหนือประชาชน และ ลิดรอนสิทธิของประชาชน ที่จะป้องกันตัวเอง หรือรักษาสิทธิของตัวเอง ทุกวิถีทาง  เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาจากคณะทหาร ตำรวจ และข้าราชการ เป็นผู้เขียนขึ้นมา  จึงเขียนให้ตัวเอง มีอำนาจเหนือประชาชน นั่นเอง

         ดังนั้น การลงประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญของประชาชน ว่าจะยอมอยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ข้าราชการเป็นใหญ่ มีอำนาจเหนือประชาชน หรือไม่

         หากต้องการที่จะมีสิทธิในชีวิตประจำวันอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกรังแก กลั่นแกล้ง จากข้าราชการ และสามารถปกป้องสิทธิ รักษาสิทธิของตัวเองได้ ฟ้องร้องข้าราชการที่ประพฤติชั่ว ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบได้  ก็ ต้องลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 เท่านั้น

         การลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 คือ การปกป้องและรักษาสิทธิของตนเอง ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และระบบราชการ หรือ ระบบอำมาตยาธิปไตย และยังเป็นการแสดงออกถึงความต้องการ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน สูงสุด อย่างแท้จริง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: