สุรยุทธ์ จุลานนท์ คนดีที่ตายแล้ว

 

แม้จะรังเกียจทั้ง ประสงค์ สุ่นศิริ และ สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่การอภิปรายญัตติตรวจสอบจริยธรรมการบริหารงานและการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ โดยผู้ที่แอบอ้างว่ามีจริยธรรม แต่ระยำยิ่งกว่า เมื่อวานนี้ ผมก็แอบเชียร์ สุรยุทธ์ อยู่ลึกๆ เพราะหากต้องอยู่ในสภาพที่บังคับ และไม่มีทางเลือกมากนัก ผมก็ขอเลือกที่จะอยู่กับหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ มากกว่าที่จะอยู่กับหมาป่าที่หิวโซทั้งฝูง

อย่างน้อย สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ประกาศเป็นสัญญาประชาคม ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ แล้วว่าจะทำทุกวิถีทางให้มีการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ในขณะที่ ประสงค์ สุ่นศิริ กับฝูงหมาป่าตราพระอาทิตย์ ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพราะในใจลึกๆ กำลังนึกหาวิธีได้นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี กับเขาอยู่เหมือนกัน

แต่ทว่า หลังจากอดตาหลับขับตานอน จนเกือบจะตัวร้อนปวดหัวเป็นไข้ ผมก็ต้องเสีย ใจที่มีใจเชียร์สุรยุทธ์ จุลานนท์

ชายชาติทหารประสา(ห่า)อะไร(วะ) ไม่กล้าเผชิญหน้ากับศัตรู ได้แต่นั่งฟัง นั่งดู เมื่อถึงเวลาต้องออกหมัดต่อสู้ กลับใช้ให้ลูกน้อง ออกไปรบแทน ไปตายแทน

ทุเรศ!

เหตุการณ์ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงกลางดึกเมื่อวานนี้ ทำให้ผมอดย้อนคิดไปถึงกองทัพไทยวันที่อยู่ภายใต้การนำของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งในฐานะผู้บัญชา การทหาร และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไม่ได้

ผู้นำกองทัพที่ไม่กล้านำทหารเข้าต่อสู้ ทั้งๆ ที่เป็นปัญหา เป็นเรื่องของตัวเอง

ขี้ขลาดขนาดนี้ แล้วยังมาคุยโตว่าเคยรบเป็นกองโจร ปลอมเป็นโจรไปรบกับศัตรู

อาการแบบที่เห็นเมื่อวานนี้ ทำให้คิดว่า น่าจะปลอมเป็นโจร แล้วเข้าร่วมกับศัตรู เพื่อเอาตัวรอดมากกว่า

ที่ผมจำได้และเคยเห็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำหน่วยทหารของสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีเพียงครั้งเดียว เมื่อครั้งนำทหารรบพิเศษจากป่าหวาย พร้อมอาวุธสงครามครบมือ เข้าล้อมปราบ และยิงใส่ประชาชนสองมือเปล่า ในเหตุการณ์ณ์พฤษภาทมิฬ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนบาดเจ็บล้มตายและเสียชีวิตมากที่สุด

นั่นล่ะคือวีรกรรมของสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ผมจำได้เป็นภาพติดตาว่าเป็นสุดยอดความป่าเถื่อนของการล้อมปราบและเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เท่าที่เคยเกิดขึ้นมาบนแผ่นดินไทย

การใช้ ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ผู้ซึ่งไม่เกี่ยว ทั้งเรื่องบ้านพักเขายายเที่ยง ทั้งเรื่องการลงนามในสนธิสัญญาการค้ากับญี่ปุ่น ทั้งเรื่องการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง เมื่อวานนี้ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ เมื่อวันที่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้นำกองทัพ ได้สั่งการให้ทหารไปตายเพื่อตัวเอง กี่คน กี่กองร้อย กี่กองพัน โดยที่ทหารเหล่านั้น ก็คงไม่รู้ตัวว่าต้องตายเพื่อชาติไทย หรือเพื่อใครกันแน่

ผมไม่อยากจะเชื่อว่า สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ผมเห็นในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวานนี้ เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก มาก่อน

ชายชาติทหารอะไรกัน กระทั่งลุกขึ้นยืนแล้วยืดอกตอบคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง ด้วยความองอาจผ่าเผย ยังไม่กล้า ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนที่รู้เรื่องดีที่สุด และรู้คำตอบอยู่แก่ใจ ไม่ต้องใช้ให้ใครมาตอบแทน ด้วยสำนวนลีลาโวหาร และช่องโหว่ ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อจะเอาตัวรอด

ลูกผู้ชาย ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด กลัวอะไร

ชายชาติทหาร ตายเป็นตาย กลัวอะไร

เรื่องราวคำถามที่เกิดขึ้นในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวานนี้ ไม่มีอะไรทำให้ถึงตายได้

มีแต่ปากคนกับปากกา และน้ำลายกับน้ำหมึก

ไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีแม้กระทั่งไม้จิ้มฟัน ที่จะไปทำร้ายท่านได้ แต่ท่านกลับเลือกที่จะนั่งหดหัวตัวสั่นอยู่ใต้รักแร้ของธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์

แล้วที่บอกว่าเคยรบทัพจับศึก เคยเข้าสู่สงคราม ที่มีการฆ่าฟันกันจริงๆ ในสนามรบ

ผมจะเชื่อท่านได้หรือไม่ !

ใครจะมองว่าท่านเป็นนักกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ใช้ยุทธวิธียืมหอกคืนสนอง เพราะธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ เป็นพวกเดียวกันกับสมาชิกสนช. ที่มาอภิปรายท่าน ก็ตามที แต่ที่ผมเห็นก็คือ ชายแก่ขี้ขลาด ที่ไม่รู้ว่าปัสสาวะราดด้วยหรือเปล่า เมื่อได้ยินเรื่องราวของตนเองถูกขุดค้นขึ้น มาแฉให้ประชาชนได้ทราบ ได้ฟัง

เมื่อวานนี้ ความสง่างาม ศักดิ์ศรี และเกียรติยศของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย หัวหน้ารัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทาบทับจับไปที่ร่างของ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เลยแม้แต่น้อย

ก่อนที่การอภิปรายฯ จะเริ่มขึ้น สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ข่าวมาก่อนแล้วว่าจะให้ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ชี้แจงแทน แต่ผมไม่เชื่อ ผมกลับมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางข่าว เพื่อลวงศัตรู พอถึงเวลาที่ต้องปะทะกันจริงๆ ต้องเผชิญหน้ากันแล้ว ชายชาติทหาร อย่างสุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่มีทางที่จะหดหัวอยู่ใต้กระดองเป็นแน่

จนกระทั่งการอภิปรายเริ่มขึ้น ผมจึงรู้ตัวว่า ผมให้ราคาสุรยุทธ์ จุลานนท์ มากเกินไป

นอกจากจะไม่รบเพื่อตัวเอง ส่งลูกน้องไปรับกระสุนแทนแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขี้ขลาด และไม่กล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองแล้ว

คำตอบของ ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ยังเป็นการซ้ำเติมให้สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เป็นเพียง..

ชายชราธรรมดาๆ ที่เห็นแก่ตัวคนหนึ่ง

ชายแก่ที่ละโมบคนหนึ่ง

ชายแก่ที่ห่วงแต่ตัวเองคนหนึ่ง

ชายแก่ที่ห่วงทรัพย์สมบัติของตัวเอง ทั้งๆที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง

ชายแก่ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจเลยว่า การปกป้องทรัพย์สมบัติของตนเอง จะส่งผลต่อบรรทัดฐานทางสังคม การเมือง และกฎหมาย ของประเทศ อย่างไรบ้าง

ประเด็นเดียวที่ผมจะนำมากล่าว ก็คือ คำตอบเรื่องการครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง

ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ชี้แจงแทนว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าบ้านพักบนเขายายเที่ยง บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จริง สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะส่งคืนที่ดินให้เป็นของรัฐ ไม่เก็บไว้กับตัวอย่างแน่นอน

ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ บอกว่าการเข้าไปครอบครองที่ดินบนเขายายเที่ยง หากจะมีความผิดก็เป็นเพราะไม่รู้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ

2 ประเด็นที่ ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ชี้แจงในเรื่องที่ดินเขายายเที่ยง หากเป็นไปตามที่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องการให้ชี้แจง และเห็นชอบแล้วให้พูดได้ ก็ต้องบอกว่า เป็นการชี้แจงที่ ห่วย แตกที่สุดที่สุด เท่าที่นายกรัฐมนตรีเคยชี้แจงหรือตอบคำถามในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง หรือสภาที่มาจากการแต่งตั้งก็ตาม

ประเด็นที่หนึ่ง หากตรวจสอบแล้วพบว่าครอบครองไม่ถูกต้อง ซึ่งก็คือบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จะคืนให้แก่รัฐ

ในขณะที่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีหน่วยงานใดกล้าเข้าไปตรวจสอบแล้วบอกว่าไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เพิ่งเป็นเรื่องค้นพบใหม่ องค์กรภาคประชาชน นำเรื่องนี้มาตีแผ่ มาแฉตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทั้งยื่นป.ป.ช. ทั้งแจ้งความดำเนินคดี ทั้งยื่นคตส. ทั้งยื่นต่อกรมป่าไม้ แต่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบ

กรมป่าไม้ เจ้าของเรื่อง ในฐานะผู้ดูแลรักษาป่าของชาติ อ้างว่าไม่มีงบประมาณ จึงตรวจสอบล่าช้า 10 เดือนผ่านไป ก็ยังไม่รู้ว่าพื้นที่ยอดเขายายเที่ยง เป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ แต่จับชาวบ้านที่อยู่ตีนเขา เจ้าหน้าที่ป่าไม้จับไปดำเนินคดี เปรียบเทียบปรับ ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ หมดแล้ว

ป.ป.ช. อ้างว่าการร้องเรียนให้ตรวจสอบ กระทำกันช้าเกินไป เพราะ สุรยุทธ์ พ้นจากราชการไปเกินกว่า 2 ปีแล้ว ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปตรวจสอบได้ เป็นการตอบที่น่าตบให้ปากฉีก เพราะขณะนี้สุรยุทธ์ คือข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ มีหลักฐานทนโท่อยู่ที่ป.ป.ช. ตามที่เจ้าตัวแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. กลับอ้างว่าไม่มีอำนาจ

คตส. ไปไกลกว่า ที่จะกู่กลับ อ้างว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง คตส. ไม่ต้องการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร จึงไม่รับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบ ทั้งๆ ที่ทำให้รัฐเสียหายชัดเจน เพราะเป็นการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

มากันอีหรอบนี้ แล้วจะหวังให้หน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบอีก แม้แต่ คณะอนุกรรมาธิ การตำรวจ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พานักข่าวเดินทางไปถึงหน้าประตูบ้านพัก บนยอดเขา ขอเข้าไปสังเกตการณ์ข้างใน คนเฝ้าบ้านยังปิดประตูใส่ ไม่ให้ย่างกรายเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

แล้วอย่างนี้ เมื่อไรประชาชนจึงจะรู้ว่าครอบครองถูกหรือผิด ?

แล้วอย่างนี้ เมื่อไรหลวงจึงจะได้ที่ดินคืน ?

หากตรวจสอบพบว่าเป็นการครอบครองโดยไม่ถูกต้อง ก็แปลว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติจริง มีการปลูกสร้างบ้านพักในเขตป่าสงวนแห่งชาติจริง ประเด็นมันจะจบง่ายๆ เพียงแค่คืนที่ดินให้ป่า ไม่ได้ เพราะถือว่าการกระทำความผิดได้สำเร็จไปแล้ว การคืนทรัพย์ให้แก่แผ่นดิน ไม่เป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

เมื่อทำผิดแล้ว ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าบุกรุกแล้ว ถูกจับได้ ก็เอาคืนที่ดินไป แล้วก็เลิกแล้วต่อกัน แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด หากเป็นเช่นนั้น ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ติดคุกกันระนาว ข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ที ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา คนยากคนจน อยู่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ยังถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จับกุมดำเนินคดี ฟ้องศาล ถูกไล่ออกจากที่ดินทำกินที่เคยอยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า กลายเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน เป็นคนเลื่อนลอย แต่พฤติกรรมเดียวกันมาเกิดกับคนเป็นนายกรัฐมนตรี หากไม่ถูกดำเนินคดี บรรทัดฐานการบังคับใช้กฎ หมายของประเทศนี้ ก็พังทลาย เพราะมีการเลือกปฏิบัติชัดเจน

ประเด็นที่สอง การเข้าไปครอบครองโดยไม่รู้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้นหากจะเป็นความผิด ก็เป็นความผิดที่เกิดจากความไม่รู้

ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ อาจจะแกล้งโง่ได้ แสร้งไม่รู้ได้ว่า สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 มาก่อน แต่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่มีสิทธิที่จะแกล้งโง่ หรือแสร้งไม่รู้ ว่าตนเคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และยังไม่มีสิทธิที่จะลืมด้วยว่าเมื่อครั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ยังมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าชุดปราบปรามและป้องกันการตัดไม้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือ นปม.ภาคอีสาน ที่มี พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค รองอธิบดีกรมตำรวจ ในขณะนั้น เป็นหัวหน้า

ในฐานะรองหัวหน้าชุดปราบปรามและป้องกันการตัดไม้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะอ้างว่าไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ได้ เพราะเป็นเจ้าพนักงานรักษาป่าไม้ โดยตรง แผนที่ทหาร แผนที่ป่าไม้ เขตชายแดนไทย เขตป่า เป็นข้อมูลที่อยู่ในมือ หากบอกว่าไม่รู้ว่าเขายายเที่ยงเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก็แสดงว่าไม่เคยทำงาน ไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2 และ ในฐานะรองหัวหน้าชุดปราบปรามและป้องกันการตัดไม้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือ นปม. ภาคอีสาน

ทั้ง ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ และ สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะแกล้งโง่ เพื่อเป็นเหตุบรรเทาความผิด ว่ากระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้ เพราะในฐานะข้าราชการทหารระดับสูง ย่อมมีวิจารณญาณที่จะวินิจฉัยได้ว่าที่ดินบนยอดเขายายเที่ยง เป็นที่ดินที่ควรจะครอบครองไว้เป็นสมบัติส่วนตัว หรือรักษาไว้ให้เป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน และที่สำคัญคือการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ นั้นประกาศออกมาเป็นกฎหมาย การอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และอ้างไม่ได้ เพราะในฐานะคนไทย ทุกคนต้องรู้กฎหมาย การอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ไม่เป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิด หรือ บรรเทาโทษ เรื่องแบบนี้ คนยากคนจน รู้ดี เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้พูดใส่หูเสมอ

ดังนั้น ทั้งสองประเด็นที่ ธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ชี้แจงแก้ต่างแทนสุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น และเป็นการซ้ำเติมให้ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีประวัติชีวิตดีงาม ขาวสะอาด กราบไหว้ได้ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี กลายเป็นบุคคลชั้นเดียวกับนักการเมืองทั่วไป ไม่ได้วิเศษวิโส ไม่ได้ดีเด่นกว่ากันแต่อย่างใด

การท้าทายให้ตรวจสอบ หากพบว่าผิดก็จะคืนที่ดินให้หลวง ไม่ได้แตกต่างจากที่นักการเมืองท้าทายให้นำใบเสร็จการคอรัปชั่น มาแสดง หากมีมาให้ดู ก็พร้อมจะลาออก

การเลือกที่จะครอบครองที่ดินไว้ แล้วให้เป็นภาระของรัฐที่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของที่ดิน เอง ไม่ได้แตกต่างจากพฤติกรรมของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีสปก.4-01 ที่กว่ารัฐจะได้ที่ดินคืน ต้องสู้กันนานถึง 12 ปี และต้องให้ศาลฎีกาชี้ขาด จึงจะยอมคืนให้ แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของตนเอง

สำหรับผมแล้ว การเลือกที่จะไม่ตอบคำถามด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง กลับปล่อยให้บริวารที่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีข้อมูลมาตอบแทน เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และเป็นการแสดงให้เห็นว่าสุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ไม่ใช่ชาชาติทหาร ไม่ใช่ผู้นำที่ดี

สำหรับผมแล้ว การอภิปรายเมื่อวานนี้ที่ผ่านมา แม้จะไม่สามารถกดดันจนกระทั่ง สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลาออกได้ แต่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตายไปแล้ว จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เพียงเป็นผู้นำของรัฐบาล แต่ต้องเป็นผู้นำของประชาชนทั้งประเทศ

นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เพียงตอบคำถามอย่างกล้าหาญ แต่ต้องตอบทุกคำถามด้วยความจริง

นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เพียงแต่พูดว่าสัตย์ซื่อ แต่ต้องถือปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์

นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เพียงแต่พูดว่าเป็นโจรกลับใจ แต่ต้องเป็นผู้ที่ทำให้โจรกลับใจ

สำหรับผมแล้ว ประสงค์ สุ่นศิริ ไม่สามารถทำอะไร สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เลย

แต่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่างหาก ที่ กระทำอัตวินิบาตตนเอง ด้วยความขลาดเขลา อย่างคาดไม่ถึง

ขอไว้อาลัยแก่การจากไปของนายกรัฐมนตรี

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: