สื่อในมือ (2)

   

           ระยะนี้มีเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง ชวนให้พูดถึง เขียนถึงมากมายหลายเรื่อง

          จดบันทึกไว้ในลิสต์ ติดข้างฝาจนผนังแทบทรุด เพราะแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนัก  และเป็นเรื่องอันตรายทั้งสิ้น

          ที่น่าสนใจก็คือ แต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น ที่ปะทุขึ้นมาในยามนี้ ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมและตัวตนที่แท้จริงของคนหลายคนที่ประชาชนเคยหลงนับถือ ศรัทธากันมานาน

          เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กับคำพูดทุเรศแห่งปี  การครอบครองระเบิดพาวเวอร์เจล ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง  ใครๆ ก็มีได้ และไม่เกี่ยวกับการเมือง  ต้องขึ้นบัญชีไว้ครับ กับวีรบุรุษจอมปลอมรายนี้ 

          ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  กับอาการเด้งรับอารมณ์เดือดของหัวหน้าโจรใหญ่ ใจกบฎ สั่งปิดวิทยุชุมชน 87.75 ข้อหา พูดคุยกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้ประชาชนฟัง

            ยกตัวอย่างให้เห็นกันแค่ 2 ชื่อก่อน ที่ต้องเช็คบิล เปิดบัญชีคนบาป ให้ทุกท่านได้รู้จักกัน  

สันดานและธาตุแท้ของแต่ละคน แต่ละผู้ แต่ละชื่อ  ที่ปกปิดกันมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ถึงคราต้องมาเปิดเผยกันก็ในห้วงยามที่ ดาวประจำตัวคณะรัฐประหาร เดินเข้าสู่เรือนมร ณะ คิดจะหาใครมาช่วยกอบกู้ แก้ดวง เสริมชะตา เห็นทีจะยากเสียแล้ว

เพราะยุคนี้ กรรมออนไลน์ครับ แถม เป็นออนไลน์แบบเอดีเอสแอลเสียด้วย ตอนจบศพสวยหรือไม่  ทันได้เห็นกันแน่ๆ ครับ พี่น้อง

กลับมาเรื่องที่ผมตั้งใจเขียน ตั้งใจนำข้อมูลวงการสื่อมาฝากให้เป็นพื้นฐานการคิด การอ่าน การฟัง ข่าวสาร เพื่อจะรู้เท่าทันสื่อ ว่าทำไมวงการสื่อวันนี้ จึงมี “สื่อสารมารชน” มากกว่า “สื่อสารมวลชน”

เมื่อวานนี้ผมเฉลยไปแล้ว ว่าวงการหนังสือพิมพ์ ตกไปอยู่ในมือของสมุนสนธิ ลิ้มทองกุล  ที่ชื่อ สุวัฒน์ ทองธนากุล ซึ่งได้รับการลงมติเป็นเอกฉันท์ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับให้เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ 

สุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นลูกจ้างที่กินเงินเดือนสนธิ ลิ้มทองกุล มานานกว่า 30 ปี เรียกว่าตั้งแต่สนธิ ลิ้มทองกุล ส่งเสียเลี้ยงดู ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็ไม่ผิด

จึงอย่าได้สงสัยว่าทำไม สภาการหนังสือพิมพ์ ในฐานะตัวแทนของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จึงเลือกที่จะปกป้อง สนธิ ลิ้มทองกุล และเดินตามรอยเท้าสนธิ เหมือนเด็กเดินตามรอยเท้าพ่อ

วันนี้ ผมจะบอกกล่าวข้อมูลของวงการนักข่าววิทยุ และ โทรทัศน์  ซึ่งเป็นสื่อที่มีมีความ สำคัญ และมีอิทธิพลต่อการล้างสมอง และยัดเยียดข้อมูล ความคิดใส่สมองของเหล่าบรรดาสาวกสมองกลวงๆ  ที่คิดไม่ได้ ตามไม่ทัน ผู้ประกาศข่าวเจ้าเล่ห์ และ ผู้จัดรายการเจ้าแค้น

ในวงการวิทยุโทรทัศน์ ก็มีองค์กรวิชาชีพของตัวเอง เหมือนหนังสือพิมพ์ เช่นกัน เรียกขานชื่อตัวเองว่าเป็น สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 ทำหน้าที่คล้ายๆ กับสภาการหนังสือพิมพ์นั่นล่ะ คือ กวดขันจริยธรรม ของนักข่าววิทยุและโทรทัศน์

การดำเนินงานของสมาคมฯ ก็อีหรอบเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ คือ ไม่ได้ดูแลกวดขันเรื่องจริยธรรม ตามเจตนารมณ์การก่อตั้งสมาคมฯ หากแต่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของนักข่าว และออกแถลงการณ์เรียกร้องสิทธิของนักข่าว เมื่อถูกกระทบหรือถูกละเมิด แต่ไม่เคยคำนึงสิทธิของผู้อื่นที่ถูกนักข่าวละเมิด

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ คนปัจจุบัน ชื่อ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นกรรม การผู้จัดการ บริษัทว็อชด็อก จำกัด 

คุ้นๆ ไหมครับ บริษัทว็อชด็อก จำกัด หรือแปลเป็นไทย ก็ต้องเรียกว่า บริษัทหมาเฝ้าบ้าน จำกัด ซึ่งคำคำนี้เป็นคำที่เท่ห์มากทีเดียวในวิชาชีพสื่อมวลชน 

พวกสื่อมวลชนเขาชอบเปรียบตัวเองเป็นหมา  เหมือนกับ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็บอกว่าตัวเองเป็นหมา เช่นกัน

เพราะฉนั้นอย่าได้เกรงใจ หากอยากด่าสื่อที่ใส่ร้ายท่านด้วยความเท็จ ว่า หมาลอบกัด หรือ ด่าหนังสือพิมพ์ หลายฉบับที่ช่วยกันรุมนำเสนอข่าวเกี่ยวกับท่าน ด้วยความไม่เป็นธรรม ว่า หมาหมู่

เพราะ หมา คือ ตัวแทนของวิชาชีพ ที่สื่อมวลชนทุกคน ภาคภูมิใจ

บริษัทว็อชด็อก จำกัด ที่นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ นี้ มีบิ๊กบอสส์ หรือ นายใหญ่ ชื่อ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ กรรมการ บริหาร(บอร์ด) บริษัทท่าอากาศไทย จำกัด (มหาชน) นั่นล่ะครับ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมธุรกิจ ทำมาหากินมาด้วยกันตั้งแต่ ทำรายการมองต่างมุม ช่อง 11 รายการขอคิดด้วยคน ช่อง 9 รายการเวทีชาวบ้าน ช่อง 11 รายการกรองสถานการณ์  ช่อง 11 และรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ

ปัจจุบันนี้ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นผู้บริหารสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เอฟเอ็ม 105 เมกกะเฮริตซ์  มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการทุกเช้า มาทำหน้าที่ยัดเยียดความ ผิดให้แก่นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นประจำทุกวัน

นายเถกิง สมทรัพย์ เคยมีความหลังฝังใจ ถึงขั้นเพาะเมล็ดพันธุ์ความแค้นต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไว้เมื่อครั้งที่เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 94 เมกกะเฮริตซ์ รายการโอเพ่นเรดิโอ ของค่ายแกรมมี่

ด้วยฝีมือชั้นเซียนเหยียบขี้เมฆ โอเพ่นเรดิโอ ออกอากาศด่านายกฯทักษิณ ชินวัตร จำขี้ปากสนธิ ลิ้มทองกุล มาขยายต่อ ล่อรัฐบาลทักษิณ ต่อเนื่อง 4 เดือนเต็มๆ  พันธมิตรชอบใจ แต่ธุรกิจไม่ตอบรับ รายได้จึงไม่ขยับ  อากู๋แกรมมี่ คนลงทุน ต้องนั่งคอพับ 4 เดือนผ่านไป เหนื่อยแทบขาดใจ ยังขาดทุนป่นปี้ไป 60 ล้านบาท

อากู๋แกรมมี่ ขยี้ตาแทบบอด เมื่อเห็นตัวเลขสีแดงแจ้งขาดทุน พุ่งพรวดๆ โตเร็วยิ่งกว่าต้นถั่วงอก  คิดหาทางแก้ไขตัวเลขขาดทุน จนผมหงอกขึ้นต็มหัว ก็มองไม่เห็นทาง  สุดท้ายจึงต้องตัดหางปล่อยวัด  ยอมตัดขาดทุนปิดโอเพ่นเรดิโอ เพราะเหตุผลทางธุรกิจ “เจ๊งต่อไปไม่ไหวแล้ว”

แต่ นายเถกิง สมทรัพย์ ไม่เชื่อว่าด้วยฝีมือการบริหารของตัวเอง จะทำความเสียหายให้แกรมมี่มากมายขนาดนี้ นำความไปปรึกษาลูกพี่ใหญ่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อยู่นานสองนาน ก่อนจะส่งข่าวถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการ ว่า ถูกการเมืองรังแก กล่าวหานายกฯทักษิณ ชินวัตร ล็อบบี้แกรมมี่ ให้เลิกรายการโอเพ่นเรดิโอ ผูกใจเจ็บต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร นับแต่นั้นมา

นายเถกิง สมทรัพย์ คนนี้ล่ะที่เป็นบรรณาธิการพิมพ์หนังสือรู้ทันทักษิณ ทุกเล่ม ทุกตอน ออกวางจำหน่าย สร้างข่าว สร้างเรื่อง ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยการยัดเยียดข้อ กล่าวหาสารพัดให้นายกฯทักษิณ  หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยการหยิบยื่นความทุกข์ให้ผู้อื่น

เมื่อมาเป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประมุข เป็นผู้นำของนักข่าววิทยุ และนักข่าวโทรทัศน์ จึงไม่ต้องแปลกประหลาดใจ เมื่อเราจะได้ยินและได้ชมข่าวนายกฯทักษิณ ชินวัตร มากมายล้วนแต่เรื่องร้ายทั้งนั้น ส่วนข่าวดีที่มีมา ถ้าเป็นข่าวทักษิณ จะสั้นจะยาว ไม่มีให้ดู ไม่มีให้ฟังทั้งสิ้น เพราะ “ทักษิณ กับ กู นับเป็นศัตรูต่อกัน”

อันที่จริง การเสนอข่าวทางวิทยุ และโทรทัศน์ นั้น ถึงแม้ คมช.ไม่สั่ง สพรั่ง จะไม่บังคับ ทหารก็ไม่ต้องนั่งนับวินาทีข่าวดีข่าวร้ายของนายกทักษิณไปรายงานเจ้านาย ให้เปลืองแรงเปลืองน้ำลาย และถูกค่อนแคะว่าปิดกั้นสื่อ  แค่เห็นชื่อนายเถกิง สมทรัพย์ ลูกน้องนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง  เป็นนายกสมาคมฯ ก็น่าจะวางใจได้แล้ว 

แม้แต่เงาทักษิณ ก็ห้ามออกในยุคที่นักข่าววิทยุและโทรทัศน์ มีนายกสมาคมฯ ชื่อ นายเถกิง สมทรัพย์

ลำพังนายกสมาคมฯ คนเดียว ก็วางใจได้แล้ว พลันเหลือบไปเห็นชื่อ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ จากเครือเนชั่น เป็นอุปนายกฝ่ายวิชาการ คนที่หนึ่ง ก็อึ้งโดยไม่ต้องมีเสียว ลืมไปได้เลยว่า จะมีความเป็นธรรม และเป็นกลาง บนหน้าปัดท์วิทยุ และ หน้าจอโทร ทัศน์ให้แก่นายกฯทักษิณ ชินวัตร

 นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์  คนนี้นี่ล่ะ ที่เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์คมชัดลึก   หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ข้อความคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบ อ้างว่าเสนอข่าวคลาดเคลื่อน  ปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้พูดตามที่หนังสือพิมพ์ตัวเอง เสนอข่าว แต่สุดท้ายความจริงก็ปิดไม่มิด คนทั้งโลกได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงๆ ชัดๆ  จึงได้รับรู้ทั่วกันว่านายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ จงรักต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงกับยอมตายแทน  แต่ไม่ภักดีต่อในหลวง

เห็นชื่อแค่ 2 คนนี้ก็เลิกหวังและเลิกฟังได้แล้วครับ

เพราะ วิทยุและโทรทัศน์ ทุกวันนี้ วางตัวเป็นกลางจริงๆ กลางใจคณะรัฐประหาร และ กลางใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ทีนี้จะทำอย่าไงรกันดีล่ะครับ

สภาการหนังสือพิมพ์ ตกอยู่ใต้การบังคับของสมุนนายสนธิ ลิ้มทองกุล

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ถูกรวบไว้ในมือบริวารนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ นายสุทธิชัย หยุ่น

เห็นกันอย่างนี้แล้ว ผมแนะนำคำเดียวครับ

“เลิก”

เลิกเถอะครับ

ทั้งเลิกหวังความเป็นธรรม และเลิกเชื่อแบบไม่คิด ไม่ไตร่ตรองเมื่อได้อ่านข่าวจากสื่อหนังสือพิมพ์ ได้ฟังข่าวจากวิทยุ และได้ดูข่าวจากโทรทัศน์

 เพราะ สิ่งที่ท่านเห็น และ ฟัง อาจจะไม่ใช่ความจริง

 เพราะ สิ่งที่ท่านเห็น และ ฟัง ล้วนออกมาจากพลังแค้นที่ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ

 เพราะ ทุกวันนี้ เราต้องคิดก่อนเชื่อ ไม่ใช่เชื่อก่อนคิด

 สงสารก็แต่นักข่าวรุ่นใหม่ ที่ต้องเติบใหญ่ขึ้นมาท่ามกลางความสกปรกและเชื้อโรคร้ายที่ผู้ใหญ่ปล่อยไว้ เต็มวงการ

 คิดแล้วเศร้า ครับ

 บรรทัดฐานของฐานันดรที่สี่

ผมมีตัวอย่างการเสนอข่าวของวิทยุและโทรทัศน์ ที่จะทำให้ทุกท่านกระจ้างแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการสื่อวิทยุและโทรทัศน์

บริษัทยูคอมขายหุ้นบริษัทดีแทค ให้แก่บริษัทเทเลนอร์ จาก นอร์เวย์

ไม่มีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ สักคลื่น สักช่อง สักฉบับ นำเสนอข่าวประเด็นเสียภาษีหรือไม่  ไม่มีประเด็นขายสมบัติของชาติ  ไม่มีประเด็นบริษัทดีแทคเป็นบริษัทต่างด้าว ต้องยกเลิกสัญญาสัมปทาน 

ทุกวันนี้บริษัทยูคอม ยังปกติดี บริษัทดีแทค ยังสบายดี  บริษัทเทเลนอร์ ยังทำธุรกิจกอบโกยกำไรออกนอกประเทศไทย โดยไม่มีข้อกังวลและไร้ซึ่งข้อกล่าวหา 

ตระกูลเบญจรงคกุล นายทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์  ผู้เอื้อเฟื้อเงินทุนแก่ ASTV  ยังนั่งนับเงินจากการขายหุ้นอยู่ในประเทศไทยได้อย่างมีความสุข

บริษัทชินคอร์ป ขายหุ้นบริษัทเอไอเอส ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก จากสิงคโปร์

ไม่มีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ สักคลื่น สักช่อง สักฉบับ ที่ไม่รุมสับบริษัทชินคอร์ป ขายสมบัติชาติ  ทั้งหมดรุมขย้ำนายกฯทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นได้กำไร ไม่ยอมเสียภาษี รุมฟัด เอไอเอส เป็นบริษัทต่างด้าว ต้องเรียกคืนสัมปทาน เพราะคลื่นเป็นสมบัติของชาติ ตกเป็นของต่างชาติ จะมีปัญหาด้านความมั่นคง

ทุกสื่อรุมกระหน่ำตีจนชินคอร์ป ภาพลักษณ์เสียหายมากมาย เอไอเอสประสบปัญหาทางธุรกิจ  กองทุนเทมาเส็ก ขาดทุน ไม่รู้อนาคต ทุกข้อกล่าวหา จะจบสิ้นวันใด

ตระกูลชินวัตร ถูกกล่าวหา ถูกตราหน้าเป็นคนผิดคิดร้ายต่อประเทศ ถูกข่มถูกขู่ต้องยึดทรัพย์ จับเข้าคุก

ทุกอย่างทำเหมือนกัน ทั้ง ยูคอม และ ชินคอร์ป แต่ผลแตกต่างกัน เพราะ มาตรฐานของสื่อที่จับจ้องมองสองกรณีนี้ต่างกันชนิดสวรรค์กับนรก  และนำเสนอต่อประชาชนให้เห็นภาพชนิดดำกับขาว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน

เพราะว่า นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ คนก่อนหน้านี้ ในห้วงเวลาที่ยูคอมขายดีแทค และชินคอร์ปก็ขายเอไอเอส ชื่อ  นายสมชาย แสวงการ เป็นกรรมการผู้จัดการสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น 

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ที่มีบริษัทยูคอม ถือหุ้นใหญ่

เมื่อนายกสมาคมฯ เป็นลูกจ้างของบริษัทยูคอม แล้ว บริษัทยูคอม จะถูกวาดภาพ ใส่สีตีไข่ นั่งเทียนเขียนข่าวให้เป็นผู้ร้ายเช่นบริษัทชินคอร์ป ได้อย่างไร

ถ้าเพื่อนพ้องสื่อที่เป็นสมาชิกสมาคม ทำกันเช่นนั้นก็เท่ากับไม่ไว้หน้านายกฯสมาคม ที่ชื่อ นายสมชาย แสวงการ  น่ะสิ

นี่เองที่ทำให้มาตรการนำเสนอข่าวการซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทยูคอม กับ เทเลนอร์ แตกต่างจากการซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทชินคอร์ปกับกองทุนเทมาเส็ก และเป็นที่มาของข้อกล่าวหามากมาย จนทำให้นายกฯทักษิณ ชินวัตร ถูกเข้าใจผิดจากประชาชนจำนวนมาก

นี่คืออิทธิฤทธิ์ของสื่อนั่นเอง

และวันนี้ นายสมชาย แสวงการ ก็ได้ดิบได้ดี ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นทั้งรางวัลและของขวัญตอบแทน การเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ขับไล่โค่นล้มนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ด้วยความขันแข็ง  

 เขียนถึงตรงนี้ ก็อยากจะวิงวอนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ได้โปรด กลับไปอ่าน “วิญญาณหนังสือพิมพ์” ของ จิตร ภูมิศักดิ์ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน ต่อไปดีหรือไม่  เพื่อที่จะไม่ถูกตราหน้า เป็น…

 

“ใครคนหนังสือพิมพ์         ที่ขายตัวเพื่อเงินตรา
          จารึกบนหนังหมา              ประจานนานถึงหลานเหลน”

         
และ

 “เจ้าซื่อต่อคนคด                ทรยศต่อคนไทย
           ลูกหลานจะอายใจ             ที่มีพ่อเป็นคนทราม”

 

 

                                                                                     

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: