สมควรแก่เหตุที่ต้องรัฐประหาร

           

           19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหาร ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ภายใต้การบัญชาการของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อ้างเหตุที่ต้องทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน ฉ้อฉลอำนาจการบริหารบ้านเมืองไปจากมือนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่า มีอยู่ 4 ข้อ ด้วยกัน คือ

                   1. การบริหารงานของรัฐบาลมีการคอรัปชั่น

                   2. รัฐบาลสร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ

                   3. รัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระ

                   4. มีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

           ด้วยเหตุผล 4 ข้อดังกล่าวข้างต้น คณะรัฐประหาร จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ห้ามนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ เดินทางกลับประเทศไทย โดยอ้างว่า เพื่อที่จะนำความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนสู่ประชาชนคนไทย ยุติความขัดแย้งทางการเมือง หยุดยั้งความแตกแยกของคนในชาติ

           มีการใช้ถ้อยคำที่บิดเบือนการยึดอำนาจ ทำลายระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นการหยุดเพื่อซ่อม และจะนำไปสู่การสร้างกติกาใหม่ที่ดีกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริง การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นเหตุแห่งการพังทลาย และเป็นต้นทางแห่งการพังพินาศของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ทั้ง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ชีวิตประชาชน

           แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถูกคณะรัฐประหารทำให้เป็นที่หวาดระแวง เคลือบแคลงสงสัยของนานาชาติ รวมทั้งคนไทยบางส่วน ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับสถาบันพระมหาษัตริย์ ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ มาก่อน ทั้งๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกับการรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม หาก แต่ถูกแอบอ้าง เพื่อประโยชน์ของคณะผู้ก่อการ

           1 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าเหตุผลทั้ง 4 ข้อ ที่คณะรัฐประหารนำขึ้นมาอ้างเป็นเหตุผล เพื่อก่อการปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน นั้น เป็นเพียงข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไร้น้ำหนัก และขาดความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

           ประเด็นการบริหารที่มีการโกงกินคอรัปชั่น สอบกันมานาน 1 ปี ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หาพยานหลักฐาน พยานบุคคล มายืนยัน พิสูจน์ความผิดของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้สักเรื่องเดียว ที่ฟ้องศาลไปแล้ว คือ กรณีที่ดินรัชดา ก็มิใช่การบริหารงานของรัฐบาลที่ทำให้รัฐเสียหาย แต่เป็นการประมูลซื้อขายที่ดิน ที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์ เพราะประมูลซื้อสูงกว่าราคากลางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ส่วนกรณีกล่าวหาอื่นๆ อีก 10 เรื่องนั้น ก็อยู่เพียงขั้นตอนการสอบสวน เท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทุจริตคอรัปชั่น ตามที่กล่าวหากันมานานนับปี

           1 ปีที่คตส.ทำงานตรวจสอบโครงการทั้งหลาย ที่กล่าวหาว่าเป็นโครงการทำลายชาติ ใช้เงินงบประมาณไปหลายร้อยล้านบาทแล้ว ยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แม้ แต่คนเดียว ซึ่งสันนิษฐานได้ 2 ประการ คือ 1. คตส.ไม่มีความสามารถจริง มีแต่ราคาคุย กับ 2. ไม่มีการทุจริตจริง มีแต่ข้อกล่าวหา

  การอายัดทรัพย์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่คตส.ตั้งใจประโคมข่าว ขยายผลให้คนสับสนเข้าใจผิดว่า ตรวจสอบพบเงินที่ได้มาจากการทุจริตแล้ว จึงต้องอายัด ก็เป็นเพียงการสร้างภาพลวงตา สร้างเรื่องเท็จให้ประชาชนงุนงงด้วยการ อ้างเหตุข้อสงสัยหลายโครงการที่รัฐบาลนายกฯทักษิณ ดำเนินการ มีการทุจริตคอรัปชั่น เช่น หวยบนดิน ยางล้านไร่ ซีทีเอ็กซ์ แต่กลับอายัดทรัพย์ของนายกฯทักษิณ และคนในครอบครัวชินวัตร พร้อมเครือญาติ ที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโครงการที่นำมาอ้างเพื่อเป็นเหตุของการอายัดทรัพย์แม้ แต่บาทเดียว

           โดยปกติแล้ว การอายัดทรัพย์ จะต้องอายัดทรัพย์ในส่วนที่เจ้าของทรัพย์ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ได้ทรัพย์มาจากแหล่งใด อย่างไร เมื่อไร แต่ทรัพย์ที่คตส.อายัดไปทั้งหมด 12 รอบ ราว 6 หมื่นล้านบาทเศษ นั้น ล้วนแต่เป็นทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์สามารถชี้แจงได้ทุกบาททุกสตางค์ เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมมูลค่า 73,000 บาทเศษ จึงไม่มีเหตุหรือเงื่อนงำใดที่น่าสงสัยต่อทรัพย์ที่คตส.อายัดไว้ แต่จนถึงขณะนี้คตส. ก็ยังไม่ถอนการอายัด เพราะต้องการใช้การอายัดทรัพย์ มาสร้างภาพ สร้างเรื่องราวให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงในโครงการต่างๆ ที่นำมาเป็นเหตุอ้างอายัดทรัพย์ของนายกฯทักษิณ และครอบครัว

           ที่สมควรประณามพฤติกรมของคตส. มากที่สุดก็คือ การอายัดทรัพย์มูลนิธิไทยคม หลังจากที่ นายกฯทักษิณ แจ้งให้นักเรียนทุน ที่เคยได้ทุนจากโครงการหวยบนดิน และได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากรัฐบาลยกเลิกโครงการหวยบนดิน ทำให้ไม่มีเงินมาใช้เป็นทุนแก่เด็กนัก เรียนที่ต้องการทุนต่อเนื่อง แต่เมื่อนักเรียนทุน ไปติดต่อแจ้งความประสงค์ขอรับทุนจากมูลนิธิไทยคม คตส. ก็สั่งอายัดทรัพย์มูลนิธิไทยคม ทันที ทำให้นักเรียนทุน หมดโอกาสที่จะได้รับทุนต่อเนื่องจากมูลนิธิไทยคม ทั้งๆ ที่ มูลนิธิไทยคม ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ และไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลนายกฯทักษิณ ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น หวยบนดิน ยางล้านไร่ หรือ ซีทีเอ็กซ์

           นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการทำงานตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ของคตส. ที่มากด้วยอคติ และไม่เป็นธรรม ต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่คณะรัฐประหาร มอบหมายให้ทำหน้าที่ เพื่อพิสูจน์ข้ออ้างที่ 1 ของการรัฐประหาร

           ประเด็นการสร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่มากมายด้วยอคติ มองว่าเป็นความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่ ผู้ก่อการปลุกระดมให้ประชาชนคนในชาติแตกแยกกันก็คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรประชาชนเพื่อ(ทำลาย)ประชาธิปไตย ที่ทุกวันนี้ได้ดิบได้ดี เป็นรัฐมนตรีก็มี เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติก็มาก และกำลังแว้งกัดรัฐบาล และ คณะรัฐประหาร ก็มีอยู่ไม่น้อย แต่คณะรัฐประหาร ไม่เคยมองเห็นความผิดของคนอีกฝ่าย

           หากพิจารณากันอย่างเป็นธรรม วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ก่อนการยึดอำนาจ 100 วันพอดีนั่นล่ะ เป็นวันที่คนไทยทั้งชาติมีความสามัคคี มีความสมานฉันท์กันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี เป็นวันที่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จัดงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปี ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

           มวลชนนับแสนคนในเสื้อสีเหลืองที่เปล่งเสียงทรงพระเจริญ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และคราบน้ำตาแห่งความปีติ ตามเสียงของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เปล่งนำออกมาอย่างกึกก้อง ได้ยินไปทั่วทั้งลานพระราชวังดุสิตอันกว้างใหญ่ นั่นล่ะคือภาพแห่งความสมานฉันท์ที่ทั่วโลกยกย่องสรรเสริญ

           แต่เสียงแซ่ซ้องจากทั่วโลกก็ถูกกลบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเสียงปลุกระดมก่อม็อบของสนธิ ลิ้มทองกุล และกลบจนเงียบสนิท ด้วยเสียงของรถถังที่เคลื่อนออกยึดลานพระราชวังดุสิต ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549

           กาลเวลาทอดผ่านไปเนิ่นนานกว่า 1 ปี ที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ความสมานฉันท์ ความสามัคคีของคนในชาติก็ยังไม่คืนกลับมา ความแตกแยกยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งพวกเดียวกันกับคณะรัฐประหาร ที่เคยสนับสนุน เคยร่วมมือ เคยก่อการร่วมกัน ก็ยังแตกแยกกันเอง ให้เป็นที่ขบขันของประชาชน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ก่อความแตกแยกในชาติ ยังคงเดินหน้าสร้างความแตกแยกอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะคนเหล่านี้รู้ดีว่าหากมีความสามัคคีเกิดขึ้นในชาติ อำนาจของพวกเขาก็จะลดลง

           ถึงวันนี้ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่ผู้สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ผู้บ่อนทำลายความสามัคคี ความเข้มแข็งของชาติไทยที่แท้จริงก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่ายพันธมิตรฯ ตลอดไปจนถึงนายทหารหลายคนในคณะรัฐประหาร นั่นเอง

           ประเด็นการแทรกแซงองค์กรอิสระ ที่กล่าวหาว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร แทรกแซง สั่งการ ป.ป.ช. กกต. และ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง.(ถูกยุบไปแล้วด้วยอำนาจคณะหัวหน้าคณะรัฐประหาร) จนถึงขณะนี้ก็ยังหาพยานหลักฐาน และพยานบุคคลมา ยืนยันข้อกล่าวหานี้ไม่ได้เช่นกัน

 การปรากฎตัวอยู่ข้างคณะรัฐประหาร และมีบทบาทสำคัญในฝ่ายบริหาร ของรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ของนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และนายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการศาลฎีกา ในห้วงเวลารัฐบาลนายกฯทักษิณ บริหารประเทศ ย่อมจะเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ว่านายกฯทักษิณ แทรกแซงกระบวน การยุติธรรม และ ศาล เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ปราศจากความจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่นายกฯทักษิณ จะแทรกแซงหรือสั่งการศาลยุติธรรม ที่มีนายชาญชัย เป็นประมุข และมีนายจรัญ เป็นเลขาธิการศาลฎีกา

           ในขณะที่ องค์กรอิสระที่แต่งตั้งด้วยอำนาจของคณะรัฐประหาร โดยไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามกฎหมาย ทั้ง ป.ป.ช. คตส. และ กกต. กลับถูกแทรกแซงและสั่งการ ทั้งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งแทรกแซงทางตรง ด้วยการเรียกเข้าพบที่บ้านพัก และ ที่กองทัพบก และแทรกแซงทางอ้อม ด้วยการให้สัมภาษณ์ชี้นำผ่านสื่อมวลชน

           แม้แต่ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ที่เคยเป็นอิสระมาตลอด ก็ยังถูกแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร และสั่งการให้ฟ้องคดีนั้น ถอนฟ้องคดีนี้ ได้ เช่น กรณีที่อัยการสูงสุดใช้อำนาจสั่งถอนฟ้องคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ คดีที่พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ใช้อำนาจหัวหน้าพนักงานสอบสวน ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีมีระเบิดพาวเวอร์เจลล์ ไว้ในครอบครอง โดยไม่ต้องประกันตัว เพียงเพราะว่าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การแทรกแซงและสั่งการคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักไทย และยกฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ ตามแผนบันได 4 ขั้นของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ซึ่งได้ไปพบกับนายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด ก่อน ที่จะมีคำวินิจฉัยเพียง 2 วัน และนายอักขราทร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ต้องวินิจฉัยภาย หลังการพบกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ

           นี่คือตัวอย่าง การแทรกแซงองค์กรอิสระของคณะรัฐประหาร เพื่อให้เกิดผลร้ายแก่นายกฯทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ตามที่ตนต้องการ ซึ่งเป็นการแทรกแซงศาล และองค์กรอิสระที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

           ประเด็นการมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือข้ออ้างที่เป็นสูตรสำเร็จของคณะรัฐประหาร ที่จะต้องกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ที่เป็นเป้าหมายของการขับไล่และผู้ก่อการยึดอำนาจ มีพฤติกรรมและวาจาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

           จำได้ไหมนายกฯทักษิณ ชินวัตร เคยถอนฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล หลังจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสว่า การฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้พระมหากษัตริย์ เดือดร้อน เพราะต่างชาติไม่เข้าใจว่าทำไมในประเทศไทย กล่าวพาดพิงพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายกฯทักษิณ เป็นผู้ที่รับสนองพระราชดำรัสไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมและปฏิบัติตามพระราชประสงค์ทันทีในนาทีแรกที่มีโอกาส

           แต่คณะรัฐประหาร ซึ่งแอบอ้างโอ้อวดว่าเป็นทหารของพระราชา กลับนำข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาเป็นอาวุธทำลายล้างนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์

           1 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐประหารทำได้เพียงตั้งข้อกล่าวหาว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ไม่สามารถที่จะหาพยานหลักฐาน มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาของตนเองได้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อกล่าวหาและเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดในการกล่าวอ้างเพื่อการก่อการรัฐประหารครั้งนี้

           มีเพียงกรณีเดียวที่กล่าวหาว่านายกฯทักษิณ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และตำรวจส่งสำนวนสอบสวนให้อัยการฟ้อง แต่อัยการไม่ฟ้อง คดีนั้นก็คือ ในกลุ่มมวลชนคาราวานคนจนที่เดินเท้าจากอีสานมาให้กำลังใจนายกฯทักษิณ มีผู้นำธงชาติเล็กๆ ที่มีข้อความทรงพระเจริญ ถือเข้ามาร่วมขบวน (จนถึงบัดนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครและใครส่งมา) แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อได้ว่า นายกฯทักษิณ รู้เห็นเป็นใจให้มีการนำธงชาติเล็กๆ ที่ทำด้วยกระดาษเสียบไม้แผ่นนั้น เข้ามาร่วมขบวนเดินเท้าให้กำลังใจตนเอง ในขณะที่ธงแบบนี้ก็ไปปรากฎอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ ที่ก่อการประท้วงขับไล่นายกฯทักษิณ เป็นประจำ หรือ แทบจะทุกวันที่มีการชุมนุมก็ว่าได้

           1 ปีที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่คณะรัฐประหารโยนใส่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง ตรงกันข้าม นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราช กุมาร พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างเสด็จเยือนสหราชอาณาจักร

           การที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง และ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช น่าจะทำให้ ประชาชนทั้งประเทศ มั่นใจได้ว่านายกฯทักษิณ ไม่ใช่บุคคลที่มีพฤติกรรมดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่คณะรัฐประหาร กล่าวอ้าง เพื่อเป็นเหตุแห่งการก่อการรัฐประหาร

           1 ปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณา 4 เหตุผลที่คณะรัฐประหารนำมาเป็นข้ออ้างในการก่อการยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ทำลายระบอบประชาธิปไตย และขับไล่นายกฯทักษิณ พ้นจากประเทศไทย วิญญูชนทั้งหลายย่อมจะประจักษ์แก่ใจแล้วว่านี่คือ ข้อกล่าวหาที่ไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงการโกหก การหาเหตุ เพื่อจะใช้เป็นเหตุก่อการยึดอำนาจเท่านั้น

           ถ้าเหตุแห่งความสงสัยในรัฐบาลและตัวผู้นำรัฐบาล ทั้ง 4 ประการดังกล่าว มีความชอบธรรมเพียงพอที่คณะผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะกระทำได้โดยไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย และเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะคุ้มครองให้บุคคลพิเศษที่อยู่เหนือกฎหมาย แล้วล่ะก็ ขณะนี้ก็สมควรแก่เหตุ และสมควรแก่เวลาแล้ว ที่ทหารจะต้องก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดินจากพล.อ.สุรยุทธ์ กันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแสดงถึงความรักชาติ รักแผ่นดิน และกำจัดคนโกงกินคอรัปชั่น เนื่องเพราะสถานการณ์ในขณะนี้ มีความสมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 4 เหตุผลแห่งการรัฐประหาร แล้ว ดังนี้

           1. การบริหารงานของรัฐบาล ก่อให้เกิดการโกงกินคอรัปชั่น เช่น โครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางของกองทัพบก ที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทการบก เป็นผู้เสนอมูลค่า 3,890 ล้านบาท ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าราคาสูงเกินความเป็นจริง และเป็นการจัดซื้อที่จะมีปัญหาในอนาคต เนื่องจากไม่มีอะไหล่เปลี่ยนและซ่อม เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเลิกประกอบกิจการไปแล้ว การจัดซื้ออุปกรณ์ในบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) มูลค่า 800 ล้านบาท ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ เนื่องจากดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ขัดกับนโยบายของกระทรวงไอซีที ที่ให้จัดซื้อด้วยการประกวดราคาเท่านั้

           2. รัฐบาลสร้างความแตกแยกให้คนในชาติ สถานการณ์ภายในประเทศ 1 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ว่ารัฐบาล ไม่สามารถทำให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในประเทศได้ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา มีการประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่ๆ มาใช้เพื่อแบ่งคนในชาติออกเป็นฝ่ายๆ เช่น อำนาจเก่า อำนาจใหม่ คลื่นใต้น้ำ และมีการระดมกำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ฝ่ายปกครอง เข้ากำจัดประชาชนที่ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่า อย่างเข้มงวด เด็ดขาด ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนในชาติแตกแยกรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนในภาคเหนือ และภาคอีสาน มีทัศนคติต่อปัญหาการเมือง และสถานการณ์บ้านเมือง คนละขั้วกับคนภาคใต้ และเลือกแล้วที่จะยืนกันคนละข้างอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังแตกแยกกันอย่างหนักและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับแต่หลังยุคสงครามเย็น และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีบิดาของนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำคนสำคัญ พ่ายแพ้และล่มสลายไป

           ไม่ใช่เพียงกลุ่มอำนาจเก่าที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กับกลุ่มอำนาจใหม่ที่มาจากการยึดอำนาจด้วยปืน และรถถังตามระบอบเผด็จการ จะแตกแยกกันรุนแรงและร้าวลึกเท่านั้น ในกลุ่มอำนาจใหม่ ที่ร่วมกันก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจ สถาปนาระบอบเผด็จการให้เป็นใหญ่เหนือแผ่นดินไทย มาด้วยกัน ก็แตกแยกกันเป็นหลายก๊ก หลายแก๊ง เพราะแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาจากการปล้นประชาธิปไตย ไม่ลงตัว

           การปะทะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมรามือให้แก่กันระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ทั้งๆ ที่เป็นลูกป๋าด้วยกัน ร่วมกันปล้นอำนาจอธิปไตย มาด้วยกัน เป็นการยืนยันได้ดีว่าประเทศไทยกำลังแตกแยก แตกสลายเป็นหลายขั้ว ที่ไม่ได้จำกัดคู่ความขัดแย้ง เฉพาะอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ อีกแล้ว หากแต่ยังมี กลุ่มอำนาจนอกระบบ (ทหาร) กลุ่มอำนาจข้างถนน (ม็อบ) ที่พร้อมจะปะทะและระเบิดความขัดแย้ง แย่งผลประโยชน์ จนประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ไม่ยากนัก ในเวลาอันใกล้นี้

           3. รัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระ เห็นได้จาก นายกรัฐมนตรี ได้เรียกคตส. ปปช. มาพบเพื่อหารือหลายครั้ง เพื่อเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนคดีต่างๆ ที่มีการตั้งข้อกล่าวหาบุคคลในรัฐบาลนายกฯทักษิณ ไว้ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรกระทำ เพราะเป็นการก้าวก่ายอำนาจองค์กรอิสระ

           4. บุคคลในรัฐบาลมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้แก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ก่อการรัฐประหาร ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราช ทานพระราชกฤษฎีกาให้มีการจัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่พล.อ.สนธิ กลับล้มล้างทำลายระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังสร้างความเข้าใจผิดให้แก่คนทั่วไป ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนับสนุนการก่อการรัฐประหาร ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างใหญ่หลวง

           นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ ยังบังอาจใช้อำนาจหัวหน้าคณะรัฐประหาร แต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป.ป.ช. ตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยไม่กราบบังทูลเพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัย โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเหล่านี้ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น และยังไม่ใส่ใจติดตามตัวคนร้ายที่ลอบวางระเบิดหน้าพระราชวังดุสิต มาลงโทษ อีกด้วย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพล.อ.สนธิ เป็นบุคคลที่ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และกล่าวได้ว่าเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็เป็นได้

           หากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีความชอบธรรม ด้วยเหตุผล 4 ข้อที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กล่าวหาต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร

           พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคมช. ในฐานะที่เคยร่วมก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต้องตอบคำถามว่าขณะนี้มีเงื่อนไข และเหตุแห่งการรัฐประหาร เกิดขึ้นครบถ้วนแล้ว 4 ข้อ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

           กองทัพ จะก่อการรัฐประหาร อีกหรือไม่

           หากไม่ เป็นเพราะเหตุใด จึงไม่

           ฤาว่ารัฐบาลนี้ มีสิทธิพิเศษเหนือกว่ารัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร

           ฤาว่ากองทัพ มีสองมาตรฐานในการจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชา ชน กับรัฐบาลที่มาจากการปล้นอำนาจของทหาร แตกต่างกัน

           ฤาว่ากองทัพ มีส่วนร่วมด้วยในการทำให้เกิดเหตุทั้ง 4 ข้อขึ้นมา ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขในเร็ววัน ด้วยความเด็ดขาด เหตุทั้ง 4 ข้อที่เกิดในขณะนี้ จะเป็นตัวฉุดกระชากลากประเทศไทย ให้ไหลลงสู่ก้นบึงของความหายนะที่เลวร้ายที่สุด เลวร้ายกว่าทุกยุคทุกสมัยที่คนไทยเคยประสบมา

           ถามย้ำอีกครั้ง รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก่อเหตุสร้างเงื่อนไขแห่งการรัฐประหารที่ชอบธรรมขึ้นครบถ้วนทั้ง 4 ข้อแล้ว

           ท่านผู้นำกองทัพทั้งหลาย จะดำเนินการอย่างไร

           หากยังเอามือซุกกระเป๋า ย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่มีท่าทีอะไร ไม่รู้ร้อนรู้หนาว

           หากคิดจะทำชั่วๆ อีกในครั้งหน้า ก็อย่าได้อ้างเหตุ 4 ข้อนี้เพื่อก่อการรัฐประหาร อีกเลย

           เพราะ 4 ข้อที่เกิดในรัฐบาลนี้ เป็น 4 ข้อที่เลวร้ายและบัดซบกว่าเหตุแห่งการรัฐประหารเผด็จการอ้างเพื่อก่อการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย ในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

           รึว่าไง ? ท่านนายพลทั้งหลาย

           ผมรอคำตอบอยู่………

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: