สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ : องครักษ์พิทักษ์คมช.

  

                   สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ : องครักษ์พิทักษ์คมช.

4 กรกฎาคม 2550 เป็นวันครบรอบ 10 ปีก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ คือ สภาวิชาชีพของผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่มีที่มาจากเลือดเนื้อและวิญญาณของวีรชนผู้เสียสละ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการรสช. เมื่อ 15 ปีที่แล้ว

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ถือกำเนิดเพื่อเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ว่าประเทศไทย มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มิใช่ระบอบเผด็จการ  ประชาชน และสื่อมวลชน มีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น  การพูด การอ่าน การเขียน อย่างอิสระเสรี เฉกเช่นเดียวกับที่ประเทศประชา ธิปไตย ทั่วโลก พึงมี

แต่ทว่า ในปีที่ 10 ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กลับเกิดปรากฎการณ์ที่ทำให้ประชาชนต้องตั้งคำถามกับหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ทุกคน  ว่า…

ท่านยังจำได้ไหมว่าท่านถือกำเนิดมาจากเลือดเนื้อ และจิตวิญญาณการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ของประชาชนจำนวนมาก  บ้างบาดเจ็บ บ้างทุพพลภาพ บ้างล้มตาย บ้างหายสาบสูญ ไปจากการเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2535

ท่านยังจำได้ไหมว่าท่านถือกำเนิดและเติบใหญ่ขึ้นมาได้ เพราะฝนแรกแห่งประชา ธิปไตย เมื่อปี2535  มิใช่สายใยแห่งเผด็จการปี 2549 ที่พยายามเบียดแทรกขึ้นมากลางวงประชาธิปไตย และแผ่ขยายอิทธิพลอำนาจอย่างกว้างขวางในวันนี้

ท่านจะจำได้หรือไม่ ผมไม่ทราบ ท่านจะกำซาบซ่านซึมความรู้สึกของผู้สูญเสียในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มากน้อยแค่ไหน ยาวนานเพียงใด และยังจดจำได้จนถึงวันนี้หรือไม่ ผมไม่อยากตั้งความหวัง  ให้ผิดหวัง

ผมเพียงแต่อยากจะขอร้องให้ท่านพิจารณาทบทวนว่า การกระทำของท่านในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา นั้น ท่านได้ทรยศต่อกำเนิดของตนเองหรือไม่ ท่านทรยศต่อจิตวิญญาณของวีรชนและ  ประชาชนผู้เสียสละในเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย เดือนพฤษภาคม 2535 หรือไม่

การที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยนางบัญญัติ ทัศนียะเวช เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง  ซึ่งขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย และขัดกับอุดม การณ์การเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ที่ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากากรเลือกตั้ง เท่านั้น อย่างสิ้นเชิง

ไม่เพียงแต่การร่วมขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และ เรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง  นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  อันเป็นผลผลิตของคณะรัฐประหาร ที่ก่อการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฉีกทำลายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย  ด้วยความยินดียิ่ง  แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากนักข่าวจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้ สำหรับความหิวกระหาย ลาภ ยศ ตำแหน่ง และผลประโยชน์ที่คณะรัฐประหาร นำมาล่อใจ ให้ยืนเคียงข้าง มาเป็นผู้สนับสนุนการยึดอำนาจ ล้มล้างประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญ

ไม่ใช่เพียงแต่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ในฐานะผู้แทนขององค์กรวิชาชีพเท่านั้น ที่เข้าร่วม ให้การสนับสนุนคณะรัฐประหาร ล้มล้างประชาธิปไตย หากแต่ผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และ นักข่าว นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จำนวนมาก ก็เห็นดีเห็นงาม และสนับสนุนการรัฐประหาร  ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ด้วยความพร้อมเพรียง อย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่น่าเชื่อว่า สื่อมวลชนทั้งหลาย นักหนังสือพิมพ์ที่เคยอวดอ้างว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย บันทึกเกียรติประวัติของตัวเองว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ยอมค้อมหัวให้กับเผด็จการทหาร  มาตลอดชีวิต  จะกลับกลายเป็นผู้สนับสนุน ผู้ดูแลปกป้อง เป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐประหาร แก่ผู้ปกครองจากระบอบเผด็จการทหาร ราวกับว่าเป็นผู้ร่วมก่อการรัฐประหารครั้งนี้มาด้วยกัน

ทุกครั้งที่รัฐบาลเผด็จการมีปัญหา เมื่อถูกกระแสต่อต้านจากประชาชน หรือต้องการคำแนะนำ เมื่อจะกำหนดนโยบาย หรือ ดำเนินการใดๆ ที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก ก็จะร่ำร้องเรียกหาบรรณาธิการ และ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้ช่วยกันลดกระแสต่อต้าน ไปถึงตีโต้กระแสคัดค้านที่เกิดขึ้น กระทั่งบิดเบือนว่าประชาชนผู้ต่อต้านรัฐบาลเป็นพวกอำนาจเก่า เป็นคลื่นใต้น้ำ ไม่หวังดีกับประเทศชาติ  ไปจนถึงการโยนให้เป็นความผิดของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นปัญหาที่เกิดจากการเป็นประชาธิปไตย ก็ยังทำได้

มีการประชุมทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยหลายครั้งระหว่าง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กับบรรณา ธิการหนังสือพิมพ์ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้รัฐบาลทำงานได้สะดวก สื่อมวลชนให้ความร่วมมืองดการวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลนี้ แต่เน้นการโจมตีรัฐบาลเก่าที่ถูกล้มล้างไปด้วยอำนาจปืน

มีการปรึกษาหารือร่วมกันหลายครั้ง ทั้งในวงใหญ่ และในระดับส่วนตัว ระหว่างประธานคมช. หรือ หัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ นักหนังสือพิมพ์ หลายคน  เพื่อหาทางออกในสถานการณ์ต่างๆ ที่คมช. ได้รับแรงต่อต้านจากประชาชน หรือ ในกรณีที่คมช. ต้องการรุมกระหน่ำตีนายกฯทักษิณ ชินวัตร  สื่อก็จะทำหน้าที่ทั้งกรุยทางให้เปิดโล่ง และ เข้าตีซ้ำ เมื่อได้จังหวะ

กล่าวได้ว่าชะตากรรมของบ้านเมือง สถานการณ์ของประเทศไทย และ ความทุกข์ที่ประชาชนได้รับกันอยู่ในขณะนี้ มิใช่มีแต่รัฐบาลเผด็จการ และ คมช. เท่านั้นที่สร้างขึ้น หากแต่ยังมีสื่อมวลชน โดยเฉพาะนักหนังสือพิมพ์เข้าร่วมกระทำด้วย อย่างมีบทบาทสำคัญ ในฐานะพี่เลี้ยง  ในฐานะกุนซือคนสำคัญ

ผลงานและผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมของหนังสือพิมพ์ ในการร่วมกับคณะรัฐประหาร และ รัฐบาลเผด็จการ ทำลายประชาธิปไตย ก็คือ การนำเสนอข่าวรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดินของคณะทหาร ด้วยความยินดีปรีดาอย่างยิ่ง

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีนายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ คนปัจจุบัน เป็นคอลัมนิสต์  ถึงกับเลี้ยงฉลองประกาศชัยชนะที่ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ และล้มล้างรัฐธรรมนูญ

หนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่น ของนายสุทธิชัย หยุ่น ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ เป็นเวลาในการจัดรายการโทรทัศน์ อย่างมากมาย และเป็นสื่อที่มีเวลานำเสนอข่าว รายการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์ มากเป็นอันดับ 1 ในขณะนี้ ซึ่งต้องแลกกับการปิดและบิดเบือนข่าวการเรียกร้องประชา ธิปไตย ของประชาชน และ การขยี้ซ้ำ รุมกระหน่ำโจมตีนายกฯทักษิณ อย่างไม่หยุดยั้ง

หนังสือพิมพ์เครือมติชน ของนายขรรค์ชัย บุนปาน ได้รับผลประโยชน์จากคณะรัฐประหาร คือ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ พี่สาวของนายขรรค์ชัย ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม   และเราก็ได้เห็นสื่อเครือมติชน รุกไล่บดขยี้นายกฯทักษิณ อย่างต่อเนื่อง ทั้งเปิดเกมรุก และตั้งเกมรับให้กับ คตส. อย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ย  รวมถึงลุยบดขยี้ ดิสเครดิตขบวนการประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยที่ท้องสนามหลวง  จนกลายเป็นกลุ่มคนไม่รักชาติ  อยู่ทุกวัน

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  มีคอลัมนิสต์ใหญ่หลายคนได้รับเกียรติเป็นที่ปรึกษาให้แก่นายกรัฐมนตรี  ยกหูโทรศัพท์คุยได้เสมอ แนะนำกันได้ทุกเรื่อง

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็ชัดๆ อยู่แล้ว ในแผนการของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ว่ามีการ์ตูนนิสต์รายใหญ่  ร่วมขบวนการทำลายนายกฯทักษิณ  อยู่ด้วย แต่ระยะหลังๆ นี้ คอลัม นิสต์ในไทยรัฐ หลายคน เริ่มออกอาการรับไม่ได้กับเผด็จการ และหันเหเข้าหาขบวนการประชา ธิปไตย ไม่เอาเผด็จการแล้ว เพราะยอดจำหน่ายตก และรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ประชาธิปไตย ก็จะมีชัยชนะเหนือเผด็จการ แน่นอน  จึงขอถอนสมอก่อนเป็นรายแรก

ยังมีหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ และคอลัมนิสต์อีกหลายคน รวมถึงบรรณาธิการข่าว นักข่าวอีกจำนวนมาก ที่ลืมเลือนจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ซึ่งเขียนไว้ชัดว่าต้องส่งเสริมสนับสนุนการปก ครองระบอบประชาธิปไตย  ด้วยการแสดงพฤติกรรมเป็นองครักษ์พิทักษ์เผด็จการทหารผู้ทำ ลายระบอบประชาธิปไตย  อย่างแข็งขันยิ่ง

การทำงานของสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จึงไม่ต่างจากการพายเรือให้โจรนั่ง โดยไม่สนใจว่าประชาชนที่ถูกโจรปล้นจะทักท้วงอย่างไร

แม้แต่ โจรปล้นประชาธิปไตย จะผลักดันร่างกฎหมายความมั่นคง ออกมาบังคับใช้ ซึ่งจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมไปถึงสื่อมวลชนด้วย ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ก็ยังไม่ขยับ ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ เลย  ในขณะที่นักวิชาการ นักศึกษา และประชา ชนร้องกันลั่นประเทศ ให้ช่วยกันจับโจรรายนี้ ที่กำลังคิดการใหญ่ ยึดครองประเทศไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว  

หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ก็ยังคงไม่ได้ยิน ยังคงพายเรือให้โจรนั่ง ต่อไป ด้วยความยินดีและภาคภูมิใจยิ่ง ราวกับว่ากำลังทำงานที่มีเกียรติสูงสุดในชีวิตสื่อมวลชนของตนเอง

ดูเหมือนว่าวันนี้ หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ได้ยินแต่เสียงโจร ไม่ได้ยินเสียงประชาชน แล้ว

โจรอยู่ตรงหน้าไม่คิดจับ แต่กลับไปเอ็ดตะโรใส่ประชาชนที่สนามหลวง ซึ่งกำลังตะเบ็งสุด เสียงให้ช่วยกันจับโจร  ว่าเป็นพวกไม่รักบ้านรักเมือง  ส่งเสียงดัง  ขัดขวางการปล้นของโจร

นี่คือ การทำงานของหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้

การทำงานที่มุ่งหมายรับใช้เผด็จการ มากกว่ารับใช้ประชาธิปไตย

การทำงานที่ทรยศต่ออุดมการณ์ของวีรชนประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกสมัยเหตุการณ์

การทำงานที่กำลังเลื่อมความเชื่อถือศรัทธาไปจากหัวใจของประชาชนผู้รักประชา ธิปไตย

หากไม่คิดทบทวน ไม่คิดปรับปรุงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ก็อย่าได้อ้างว่าเป็นสื่อมวลชน ของประชาชน เพื่อประชาชน อีกเลย

จงภูมิใจกับการได้เป็นสื่อของเผด็จการ เพื่อเผด็จการ ดังที่ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ รับใช้ ด้วยใจที่ภักดีเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เถิด

เพราะวันนี้ ไม่มีหนังสือพิมพ์ ประชาชน ก็ไม่เดือดร้อน ยังมีสื่ออินเตอร์เน็ต ที่ใช้เป็นแหล่งแสวงหาข้อมูลข่าวสารได้ ทั้งรวดเร็วกว่า และเป็นกลางมากกว่า อีกด้วย

ลาก่อน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

สภาองครักษ์พิทักษ์เผด็จการ

สภาวิชาชีพผู้พายเรือให้โจรนั่ง

ประชาชนอย่างผมได้แต่เอาใจช่วยว่า เมื่อถึงฝั่งแล้ว เผด็จการจะช่วยดูแลท่านเป็นอย่างดี 

หากส่งโจรถึงฝั่ง แล้วถูกถีบหัวกลับมา ต่อให้หลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด ต่อให้คุกเข่าโขกหัวขอโทษสำนึกผิด ก็จะไม่มีสักหนึ่งน้อยเมตตาจากประชาชนที่หยิบยื่นให้

จงจำไว้เถิด สื่อมวลชนผู้พายเรือให้โจรนั่ง…

                                                                            

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: