ศุภชัย เคยทำอะไรให้คุณบ้าง ?

           

           ก่อนจะอ่านบรรทัดต่อไป ผมอยากจะขอให้ทุกท่านตั้งสติให้มั่น ทำสมองให้ปลอดโปร่ง แล้วใช้ปัญญาเท่าที่มี ใช้เวลาสักสองถึงสามนาที ขบคิดให้ดีๆ ว่า กว่าสิบปีที่ ศุภชัย พานิช ภักดิ์ เป็นนักการเมือง มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สองครั้ง สองสมัย เคยสร้างผลงานอะไรให้เป็นที่ประทับใจ หรือทำงานด้านใด เรื่องอะไรเป็นที่จับใจแก่ท่าน จนต้องระลึกถึงกันบ่อยๆ หรือมีความก้าวหน้าด้านใดในประทศไทยบ้าง ที่ท่านเห็นแล้วนึกได้ทันทีว่าเป็นผลงานของศุภชัย พานิชภักดิ์

           เริ่มได้เลยครับ !

           สามนาทีผ่านไป …. ผมนึกไม่ออกครับ

           ที่พอจับเค้าลางความคิดได้บางๆ กลับเป็นผลงานที่ผมเชื่อว่า ศุภชัย พานิชภักดิ์ ไม่อยากให้ผมและประชาชนชาวไทยทั้งหลายจำได้ สักเท่าไรนัก

           เรื่องแรกที่ผมจำได้ คือ ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ หรือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2535 – 2538 ผลงานอันลือลั่นของของทีมเศรษฐกิจที่มี ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้า  นำมาสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ทำให้ประเทศไทยประสบพบเจอวิกฤติเศรษฐกิจชนิดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็คือ นโยบายการเปิดเสรีการเงิน หรือ BIBF

           รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ประกาศและนำนโยบายเปิดเสรีการเงินมาใช้กับประ เทศไทย ตามกระแสโลก โดยไม่ได้ศึกษาและเตรียมความพร้อม ตลอดจนหาแนวทางป้องกันผลร้ายที่เกิดขึ้นในอนาคต ผลของการเปิด BIBF ของ ศุภชัย พานิชภักดิ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ มีเงินจากภายนอกประเทศไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ในรูปของเงินกู้

           นักธุรกิจไทยจำนวนมากใช้เงินกู้ลงทุนขยายธุรกิจเดิม แลเพิ่มเติมธุรกิจใหม่ เป็นหลัก สถาบันการเงินจำนวนมากกู้เงินจากต่างประเทศ ในอัตราดอกเบี้ยแสนถูก มาปล่อยให้กับนักธุรกิจไทยอีกทอดหนึ่ง กินกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำ ประเทศไทยกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของโลก เพราะนโยบาย BIBF นี่เอง เศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่

           แล้ววันหนึ่งฟองสบู่ก็แตก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี 11 เดือน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนว่าหายะนะใหญ่หลวง มาเยือนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็ต้องมีอันเป็นไปพร้อมกับเศรษฐ กิจไทยที่พังพินาศ ถล่มทลายลงมาอย่างรวดเร็ว

           กว่าจะรู้ว่านโยบายเปิดเสรีการเงิน หรือ BIBF เป็นต้นเหตุของวิกฤตต้มยำกุ้งในครั้งนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เปลี่ยนสถานภาพจากนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ไปเสียแล้ว ในขณะที่ผู้เป็นต้นเหตุของวิกฤติ ผู้นำนโยบาย BIBF มาใช้กับประเทศไทย โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมให้แก่ภาครัฐและเอกชน คือ ศุภชัย พานิชภัดิ์ ก็กลับมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย ระหว่างปี 2540-2543

           ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยสอง ซึ่งเรียกตัวเองว่า เป็นดรีมทีมเศรษฐกิจที่จะมากอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ค่อยมีผู้คนรู้มากนักว่า ทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ นั่นล่ะคือ ผู้ก่อวิกฤติขึ้น ได้รับการคาดหวังจากประชาชนสูงมากว่าจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิตประชาชนคนไทย และชุบชีวิตธุรกิจไทย ฟื้นฟูสถานการณ์เศรษฐกิจของชาติ ที่กำลังดิ่งเหว ให้กลับคืนสภาพเดิมได้

           แต่ทว่า 3 ปีเศษของศุภชัย พานิชภักดิ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กับ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวังอย่างมาก นอกจากจะไม่แสดงฝีมือการทำงานเชิงรุกเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจให้ขึ้นมาจาก้นเหวได้แล้ว ยังกระทืบซ้ำให้ตกต่ำลงไปอีก

           ดรีมทีมของศุภชัย พานิชภักดิ์ ทำให้ คนไทยทั้งประเทศ ต้องพบกับฝันร้าย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และ ฝันร้ายนั้นดันกลายเป็นฝันที่เป็นจริง เสียอีก เจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ต้องไปขายส้มต้ำ ไก่ย่าง  พนักงานธนาคาร ไฟแนนซ์ ต้องไปเปิดท้ายขายของ จากกินเงินเดือนทุกเช้าค่ำ  ต้องกลายเป็นคนหาค่ำกินเช้า หาเช้ากินค่ำ หน้าดำคร่ำเครียดกันทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์  หลายคนมีอาการจนเฉียบพลัน  กระทั่งวันนี้ยังไม่มีวี่แววจะฟื้นตัวได้ ดังเดิม 

           ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ปล่อยปละละเลยให้ ปรส. ขายทรัพย์ สิน ขายธุรกิจของคนไทยในราคาถูกๆ ให้แก่กองทุนข้ามชาติ และบรรษัทข้ามชาติ ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ นายกรณ์ จาติกวนิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนปัจจุบัน ชนิดที่คนไทยเจ้าของธุรกิจรายเดิม ได้แต่มองตาปริบๆ พวกที่เห็นแล้วหมดแรง ก็ผูกคอตายไปหลายคน พวกที่เห็นแล้วอดรนทนไม่ไหว อยากได้ธุรกิจคืน คิดสู้ต่อ ก็ต้องไปซื้อธุรกิจของตัวเองกลับคืนมาจากบรรษัทต่างชาติ ในราคาที่แพงกว่าที่ปรส.ขายออกไปหลายเท่าตัว

           ประมาณการกันว่า การขายทรัพย์สินของปรส. ในครั้งนั้น ประเทศไทยเสียหายไปไม่น้อยกว่า 800,000 ล้านบาท เงินจำนวนมากมายมหาศาลนี้ ก็คือส่วนแบ่งที่นักลงทุนต่างชาติได้กำไร จากการซื้อจากปรส.ราคาถูกและขายคืนราคาแพงให้แก่คนไทยเจ้าของธุรกิจเดิม ก่อนจะขนเงินออกนอกประเทศไปอย่างง่ายๆ สบายๆ ด้วยความร่วมมือของผู้มีอำนาจในรัฐบาลบางคน และเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

           ไม่เพียงแต่ปล่อยปละละเลยให้ปรส. ขายทรัพย์สิน ขายธุรกิจของคนไทย ให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ด้วยพฤติกรรมในลักษณะ “ปล้นซ้ำเจ้าของบ้านที่ถูกขโมยขึ้น” แล้ว ศุภชัย พานิช ภักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ยังมีบทบาทโดยตรงในการแก้ไขประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือที่ในวงการธุรกิจรู้จักกันดีในชื่อ ปว.281 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดอาชีพสงวนสำหรับคนไทย และธุรกิจที่ให้คนต่างด้าว เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ได้

           การแก้ไขปว.281 ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ นำมาสู่การตราพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้ และเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นใจของนักธุรกิจต่างชาติ หรือต่างด้าว ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ในเวลานี้ หลังจากที่มีการนำพ.ร.บ.ฉบับนี้ มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงาน นายกฯทักษิณ ชินวัตร และบริษัทกุหลาบแก้ว จำกัด ซึ่งลงทุนในบริษัทชินคอร์ป ด้วยข้อหา “นอมินี” ขัดต่อกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทั้งๆ ที่บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เกือบทั้งหมด ก็มีพฤติกรรมไม่แตกต่างกัน 

           ผลจากการนำพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้มีบท บาทผลักดันคนสำคัญ มาบังคับใช้อย่างเข้มข้นและเคร่งครัดนี้เอง ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ โบกมือลาประเทศไทย ไปตั้งต้นใหม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม และ จีน เป็นจำนวนมาก เพราะไม่อยากมีชะตากรรมเดียวกับบริษัทชินคอร์ป จำกัด (มหาชน) และ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นั่นเอง  แต่เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติด้วยซ้ำไป  ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน คู่แข่งของไทย พากันแก้ไขกฎหมาย เปิดกว้างให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน เพื่อสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่  และกำลังจะแซงประเทศไทยในอีกไม่นานนี้

           นี่คือ สองผลงานอันโดดเด่นของ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ ประดาบ พอจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้จากสมองส่วนลึก ในสองห้วงเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สองวาระ ต่างกันเพียงเวลา แต่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทย เหมือนกัน

           ถามว่าความสำเร็จของศุภชัย พานิชภักดิ์ มีอยู่ระดับใดในการบริหารเศรษฐกิจไทย ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยประสบวิกฤติถึงสองครั้งสองครา

           ครั้งแรก เป็นรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย มิได้มาจากคนชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่เป็นเพราะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่แสดงให้นานาชาติประจักษ์ว่าทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ แต่ทว่าการบริหารเศรษฐกิจภายหลังวิกฤติทางการเมือง ของศุภชัย พานิชภักดิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากไม่ได้สร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งไว้รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ยังกลับทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย หลงไหลไปกับเงินกู้ ไม่สนใจเงินออม จนเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยลื่นไถลลงสู่หม้อต้มยำกุ้ง ต้องสูญเสียอิสรภาพทางการเงินให้แก่กองทุนไอเอ็มเอฟ ในเวลาต่อมา กว่าจะได้มือนายกฯทักษิณ ชินวัตร ฉุดขึ้นมาได้ ประชาชนคนไทยก็แทบหมดเนื้อหมดตัว

           ครั้งที่สอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หลังวิกฤติค่าเงินบาท ความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ไหลลึกลงไปที่ระดับติดลบ และถูกถมทับด้วยข่าวร้ายที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันเกี่ยวพันกับบริษัทธุรกิจที่พากันปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก ศุภชัย พานิชภักดิ์ และดรีมทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่สามารถกอบกู้ชีวิตคนไทย และฟื้นฟูธุรกิจของคนไทยให้กลับคืนมาได้เลย

           ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์สมัยที่สองนี้เอง เป็นห้วงเวลาที่ธุรกิจไทยถูกนักลงทุนต่างชาติ บรรษัทข้ามชาติ ฮุบกลืนมากที่สุด ทั้งธนาคาร สถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไหลเข้าสู่อุ้งมือต่างชาติเกือบทั้งหมด

           ผลการเลือกตั้งปี 2544 ที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทย ชนะอย่างถล่มทลาย ได้ส.ส.เข้าสภา มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กุมอำนาจรัฐ และใช้อำนาจรัฐ เอาเปรียบคู่แข่งในสนามเลือกตั้งทุกเขต แบบครึ่งต่อครึ่ง ก็คงจะบอกได้แล้วว่า ศุภชัย พานิชภักดิ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของพรรคประชาธิปัตย์ ฝากผลงานไว้เป็นที่ประทับใจแก่ประชาชนคนไทย มากน้อยเพียงใด

           ทีนี้มาดูกันว่า หลังจากที่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ยุติชีวิตการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ระหว่างปี 2545 – 2548 นอกจากความทรงจำ ที่พอนึกขึ้นมาได้ว่า ศุภชัย เป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก คนแรกที่ต้องแบ่งวาระการดำรงตำแหน่งกับนายไมค์ มัวร์ จากนิวซีแลนด์ คนละครึ่งสมัย หรือเป็นคนละ 3 ปี แล้ว ผมแทบจะไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับการทำหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ของศุภชัย พานิชภักดิ์ ว่าได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่คนไทย และประเทศไทย บ้าง

           เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ธุรกิจไทยที่ฟื้นตัว ลืมตาอ้าปากได้ ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย นั้น เป็นผลจากการเข้ามาเป็นผู้นำทัพนักธุรกิจไทย บุกไปเจรจาเปิดการค้าในต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในเวทีระดับภูมิภาค และระดับโลก ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก มิใช่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ของผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ที่เป็นคนไทยนามศุภชัย พานิช ภักดิ์ แต่อย่างใด

           ไม่เคยปรากฎข่าวให้คนไทยได้ชื่นใจสักครั้งว่า ประเทศไทย ธุรกิจไทยได้เปรียบในการเจรจาการค้าในเวทีการค้าโลก และ ประเทศไทย ได้รับการปกป้องไม่ให้ถูกรังแก หรือ กีดกันการค้าทั้งในระดับทวิภาคี และระดับพหุภาคี จากศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกที่เป็นคนไทย ทั้ง ไก่ กุ้ง พืชผัก ผลไม้ จากประเทศไทย ถูกกีดกันการค้ามากที่สุด ทั้งกำแพงภาษี ทั้งมาตรฐานสุขอนามัย และเกณฑ์การเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม จนผู้ประกอบการเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส ก็ในสมัยที่มีคนไทยเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก นี่เอง

           ถัดจากการเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ที่สร้างชื่อเสียงแก่ตนเองและวงศ์ตระ กูล แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์ใดๆ แก่ประเทศไทย และคนไทย แล้ว ศุภชัย ก็ได้รับการทาบทามและแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด ในเดือนมีนาคม 2548 ศุภชัย พานิชภักดิ์ ก็ได้โลดแล่นบนเวทีระดับโลกต่อไป

           แต่มีใครรู้บ้างไหม ว่า ประเทศไทย และคนไทย ได้อะไรบ้างจากการมีเลขาธิการอังก์ถัด เป็นคนไทย ชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์

           นอกจากหน้าตา และท่าทีที่สง่างามของท่าน แล้ว ปากท้องที่หิวจนไส้กิ่วของคนไทย ในเวลานี้ล่ะ จะทำอย่างไร เลขาธิการอังก์ถัด ตอบได้หรือไม่

           19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ ประเทศไทย ดิ่งเหวอย่างไม่เป็นท่า เพราะคณะรัฐประหารตกยุค และคณะรัฐบาลที่ไม่มีสมรรถภาพ ธุรกิจไทยปิดตัวลงมากมาย ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เศรษฐกิจไทยพังพาบ เหมือนคนป่วยนอนพะงาบๆ รอความตายในห้องไอซียู เลขาธิการอังก์ถัด เคยแสดง ออกถึงความกระตือรือล้นที่จะใช้เวทีอังก์ถัด และตำแหน่งหน้าที่ของตน ในฐานะคนไทยคนหนึ่งช่วยเหลือ เกื้อกูล ประเทศไทย แผ่นดินเกิดของตัวเองหรือไม่ เคยคิดถึงมาตรการความช่วยเหลือแก่คนไทย เพื่อนร่วมชาติ บ้างหรือไม่ นอกจากคิดที่จะฉวยและใช้โอกาสที่ทุกคนตกอยู่ในวิกฤต มากะลิ้มกะเหลี่ย ให้เพื่อนนักการเมืองส่งเสียงเชียร์ ส่งเกี้ยวมาเทียบ ส่งราชรถมาเกย ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย

           2 ครั้ง 2 หนแล้วที่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ บริหารเศรษฐกิจไทยหลังภาวะวิกฤตทางการ เมือง คำตอบคือ ไม่ได้เรื่อง ! แล้วเรายังจะยอมให้มีหนที่ 3 อีกหรือ?

           นี่คือ ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในสายตา มุมมอง และความทรงจำของประดาบ ที่อยากจะนำมาบอกเล่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับท่านทั้งหลาย บางเรื่องก็เนิ่นนานจนเกินจำ บางเรื่องก็เพิ่งผ่านไปไม่นานมานี้ แต่ที่เหมือนกัน ก็คือว่า ประเทศไทยบอบช้ำ คนไทยเจ็บปวด แต่ ศุภชัย ได้หน้า มีชื่อเสียง ทั้งๆ ที่ไม่ได้แก้ไขอะไร ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นที่คนไทยประทับใจเลย

           อ่านกันมาก็หลายนาทีแล้ว นึกออกหรือยังว่า ศุภชัย พานิชภักดิ์ เคยทำอะไรให้คุณบ้าง ?

           กี่ครั้งแล้วที่เราถูกหลอกให้เลือกคนที่มีภาพดี มีชื่อเสียง มาเป็นผู้บริหารประเทศ เราได้อะไรจากผู้บริหารที่ห่วงใยแต่ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตัวเอง แต่ปล่อยให้ประชาชนจมอยู่กับความทุกข์ ความอดอยาก และปัญหา

           บทเรียนในอดีตสอนให้ประชาชน คิดใหม่ ทำใหม่ และรู้จักที่จะเลือกนักการเมืองที่มาบริหารประเทศ ด้วยมุมมองและแง่คิดใหม่ๆ  พรรคไทยรักไทย จึงชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ติดต่อกันถึงสองครั้งสองสมัย  ครองใจคนส่วนใหญ่ของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

           พวกสวยแต่รูป จูบไม่หอม ไปไกลๆ เลยครับ

           ต่อให้ไปชุบตัวด้วยน้ำหอมมาจากต่างประเทศ ก็อย่ามาเซด (said) แถวนี้เลย

           วันนี้ นาทีนี้ คนไทยส่วนใหญ่อยากกินน้ำพริกแกงเผ็ด ที่ครบเครื่อง ทั้ง เปรี้ยว เผ็ด หวาน มัน เค็ม แบบ คุณสมัคร สุนทรเวช ที่พร้อมจะปกป้องประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยชีวิต และบดขยี้พวกฝักใฝ่เผด็จการ ด้วยหัวใจ

           ไม่มีใครอยากกิน “น้ำซุป” รสชาติแบบฝรั่ง ชืดๆ จืดๆ หรอกครับ  

           รับทราบไว้ด้วย

           ผมเพิ่งพ้นจากฝันร้ายที่เป็นจริง เพราะดรีมทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ ที่มี ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้า ก็เมื่อนายกฯทักษิณ มาฉุดดึงให้พ้นจากฝันร้าย  4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง แล้วพวกนักการเมืองขี้หมูไหล ที่บอกว่า ทำเพื่อแผ่นดิน จะพา ศุภชัย พานิชภักดิ์ กลับมาหาผมอีกแล้วหรือ ?

           ถ้าเป็นจริงดังที่เขาว่ากัน

           ผมเลือกที่จะหลับแบบไม่ต้องตื่น ดีกว่า เพื่อจะไม่ต้องพบกันฝันร้ายอีกครั้งหนึ่ง

           ไม่ได้รังเกียจนะครับ คุณศุภชัย แต่ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: