ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็น พระมหากษัตริย์ เป็น ‘ตรายาง’

   

          หัวเรื่องข้างต้นนี้ มิใช่ว่า นายประดาบ มีจิตเจตนาที่จะดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ 

หากแต่ต้องการจะบอกกล่าวแก่ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดีทั่วประเทศว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บังอาจเขียนถ้อยคำในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่ว่าใครก็ตาม หากได้อ่านแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย เป็นเสมอหนึ่งสัญลักษณ์ หรือ สถาบันหนึ่งที่เป็นส่วนเติมเต็มให้แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น หาได้เป็นสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่มีความผูกพัน มีพระเมตตาแก่ประชาชนคนไทย และเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศไทยแต่อย่างใด

          ไม่เพียงแต่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ประการหนึ่งของการเมืองไทยเท่านั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญ ยังบังอาจเขียนถ้อยคำในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ทำให้คนไทยผู้จงรักภักดี อย่าง นายประดาบ มีความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง และไม่คาดคิดมาก่อนว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะบังอาจกระทำการที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระอัจฉริยภาพเป็นที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติ ศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์การปกครองของโลก  เสมอหนึ่ง “ตรายาง” เท่านั้น

          “ตรายาง” ที่มีไว้เพื่อประทับรับรองความถูกต้อง ให้แก่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550

          “ตรายาง” ที่ถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ เข้าใจผิดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากพระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงมีพระราชดำริ ดังที่ปรากฏในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550

          “ตรายาง” ที่ถูกละเมิด และ ถูกมัดมือให้เซ็นรับรองร่างรัฐธรรมนูญ 2550  ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา โดยพระองค์ท่านยังมิได้เคยมีพระราชดำริ แต่ประการใด

          ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยผู้จงรักภักดี ทั้งประเทศ อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะรู้ อยากจะทราบว่า นายประดาบ มีเหตุผลอย่างไรจึงเขียนหนังสือด้วยถ้อยคำที่หมิ่นเหม่และล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนี้

          ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเขียนบทความชิ้นนี้ด้วยความสะเทือนใจ ด้วยความไม่สบายใจ และด้วยความเสียใจเป็นที่สุด เนื่องจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ ปราชญ์ ราชบัณฑิต ข้าราชการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลาย โดยเฉพาะนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นดีเห็นงามกับถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550  อันเป็นการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และก้าวล่วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างจงใจ เช่นนี้

          ถ้อยคำที่นายประดาบ กล่าวถึงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้แจกจ่ายไปยังประชาชนทั่วประเทศ และเผยแพร่ในเวปไซต์ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว มีความตอนหนึ่งว่า…

          “เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันเป็นการออกเสียงประชามติทำนองนี้เป็นครั้งแรกของประเทศ การออกเสียงลงประชามติปรากฎผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของประชาชนผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาบังคับใช้

          ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดำริว่า สมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามความเห็นชอบเห็นดีของมหาชน

          จึงมีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ ขึ้นไว้ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่ว คราว) พุทธศักราช 2549 ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2549 ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป

          สามย่อหน้า ที่ยกมากล่าวถึงนี้ อยู่ในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นดั่งหลักการและเหตุผลของการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550  ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเนื้อความในมาตราต่างๆ เพราะ คำปรารภของรัฐธรรมนูญ ก็คือ การบ่งบอกถึงเหตุที่ต้องมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บอกความมุ่งหมายของร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะนำพาประเทศไทย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ไปทิศทางใด  

          เนื้อความในสามย่อหน้า ในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ ได้แจกไปถึงมือประชาชนทั่วประเทศแล้ว นี้เอง ที่ทำให้ นายประดาบ ต้องกล่าวหาว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสูงสุดของคนไทย และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย เป็นเพียงสัญญลักษณ์ของการเมืองไทย  ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เป็นเสมือนหนึ่ง “ตรายาง” และ ยังทำให้เห็นว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนทั่วประเทศที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เข้าใจผิด ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้ว และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง

              ข้อพึงสังเกตและคำถามที่เกิดขึ้นจากเนื้อความสามย่อหน้านี้ ก็คือ…

          1.    เหตุใดสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงเขียนว่า การออกเสียงลงประชามติปรากฎผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสียงข้างมากของประชาชนผู้มาออกเสียงประชามติเห็น ชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาบังคับใช้” ทั้งๆ ที่ขณะที่ประชาชนได้รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไปพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่นั้น  ยังไม่มีการลงประชามติ และยังไม่รู้ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไร  แต่เนื้อความในคำปรารภกลับเขียนให้เข้าใจได้ว่า ประชาชนเสียงข้างมาก ลงประชามติให้ความเห็นชอบแล้ว  ซึ่งเป็นการโกหก หลอกลวง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และชี้นำการลงมติของประชาชน อย่างชัดเจน   ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ

          2. เหตุใดสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงเขียนว่า ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามความเห็นชอบเห็นดีของมหาชน” ทั้งๆ ที่ โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงมีพระราชดำริ ดังที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ การเขียนเช่นนี้ เป็นการก้าวล่วง เป็นการคิดแทน เป็นการนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเงื่อนไขในการรณรงค์ ให้ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ใช่หรือไม่ 

ข้อความดังว่านี้ ไม่สมควรที่จะมาอยู่ในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ  ที่ได้ส่งไปให้ประชาชนอ่าน และพิจารณา เพื่อตัดสินใจลงประชามติ  เพราะการกล่าวอ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ เช่นนี้  อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนได้ว่า พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบแล้ว  ซึ่งเป็นธรรมแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกนำมากล่าวอ้าง

          การกระทำของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ มิอาจเข้าใจเป็นอื่นได้ นอกจากว่า นี่คือเจตนาทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และเป็นการมัดพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย เท่านั้น  โดยที่พระองค์ท่านมิอาจแสดงพระอัจฉริยภาพในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปกครองประเทศมายาวนานกว่า 60 ปี  ได้แม้แต่น้อย ซึ่งเป็นการทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงสถานะประหนึ่ง “ตรายาง” ให้แก่สภาร่างรัฐธรรมนูญ

          3. เหตุใดสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงเขียนว่า “จึงมีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ ขึ้นไว้ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมิได้มีพระบรมราชโองการ ดังที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ในคำปรารภ   เหตุใดจึงมีการคิดแทน และส่งสัญญาณว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงดำ เนินการอย่างหนึ่งอย่างใด

          การเขียนเนื้อความ ทั้ง สามย่อหน้าดังกล่าวนี้ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ส่งไปให้ประชาชนอ่าน พิจารณา และตัดสินว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ เป็นการไม่เหมาะสมและไม่บังควรอย่างยิ่ง ที่มีการกล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด และนำไปสู่การลงมติเห็นชอบ ด้วยความเข้าใจผิด ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ประโยชน์จากการเข้าใจผิดของประชาชนหลังจากได้อ่านคำปรารภสามย่อหน้านี้  ก็คือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้จัดร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมา  และ บรรดาผู้ที่รณรงค์สนับสนุนให้ประชาชนลงมติเห็นชอบ ได้แก่ คมช. รัฐบาล และเครือข่ายบริวารของ คมช. ทั้งในรูปขององค์กรมวลชน และพรรคการเมือง ซึ่งได้ประกาศท่าทีสนับสนุนและเห็นชอบออกมาแล้วส่วนหนึ่ง 

          การเขียนเนื้อความสามย่อหน้าในคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ยกมาเสนอนี้ ยังทำให้เราต้องตระหนักว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ  คณะผู้จัดการลงประชามติ  รัฐบาล และ คมช.  มีความต้องการและมั่นใจอย่างสูงยิ่งว่า การลงประชามติจะต้องปรากฏผลในแนวทางที่ตนต้องการ คือ ประชาชนเสียงข้างมากลงมติ “เห็นชอบ” เท่านั้น จึงกล้าที่จะเขียนถ้อยคำเสมือนหนึ่งว่าประชาชนได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามความเห็นชอบเห็นดีของมหาชน แล้ว

          การเขียนเนื้อความสามย่อหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงมุมมองของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาล และ คมช. ที่มีต่อ ประชาชน และ การลงประชามติของประชาชน ว่า “ล็อก” ได้ และต้อง”เห็นชอบ” สถานเดียว และมุมมองที่มีต่อพระมหากษัตริย์ ว่า เป็นเสมือนหนึ่ง “ตรายาง” เท่านั้น  ทูลเกล้าฯ อย่างไร ก็ทรงพระราชดำริเห็นสมควรตามนั้น มิได้ทรงใช้พระอัจฉริยภาพ แต่อย่างใด

ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ นั้น แม้ว่าคำปรารภ จะเป็นส่วนสำคัญของรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ใช่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  การจัดทำรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมานั้น หลังจากกระ บวนการยกร่าง และลงมติเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประธานรัฐสภา หรือ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้มีหน้าที่นำรัฐธรรมนูญขึ้นกราบบังคมทูลฯ จะตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนของคำปรารภ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สมบูรณ์ถูกต้องทุกถ้อยคำ เนื่องจากเนื้อความคำปรารภในฉบับร่างนั้น จะมีการเว้นข้อความบางส่วนไว้ และจะใส่ข้อความให้สมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากของผู้ลงมติแล้ว เท่านั้น  ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีการเว้นข้อความไว้เช่นกัน

เนื้อความในสามย่อหน้าที่ ยกขึ้นมานำเสนอนั้น เป็นเนื้อความที่สมควรจะนำไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย หลังจากที่ประชาชนลงประชามติด้วยเสียงข้างมาก “เห็นชอบ” แล้ว  มิใช่นำมาใส่ไว้ในฉบับร่าง ที่ส่งไปให้ประชาชนอ่านและพิจารณาตัดสินใจ เช่นที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้กระทำไปแล้ว 

ข้อความในสามย่อหน้านี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของสภาร่างรัฐธรรม นูญ อย่างแจ่มชัด  และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชาชนอย่าง นายประดาบ ต้องไปใช้สิทธิลงมติ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ละเมิดต่อประชาชนผู้ลงประชามติ และ ก้าวล่วงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย   

(อ่านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับเต็มจากเวบไซต์สภาร่างรัฐธรรมนูญ คลิ๊กที่นี่)       

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: