ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มอบรางวัลสมุนคมช. ต่ออายุผู้พิพากษา10ป

   

          ขบวนการตุลาภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ ที่ลดตัวลงมาเป็นข้ารับใช้ให้แก่คณะเผด็จการทหาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  และนายจรัล ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา ซึ่งย้ายมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำงานเป็นคู่ขา คู่บารมีกับนายชาญชัย  อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ที่ศาลฎีกาด้วยกัน และมาอยู่กระทรวงยุติธรรมคู่กันอีกครั้งหนึ่งนั้น นับว่าเป็นขบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองที่น่าหวาดกลัวและหวั่นเกรงมากที่สุดในวงการเมืองห้วงยามนี้ และในอนาคตไม่น้อยกว่า 10ปี

ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย ว่า เมื่อปีพ.ศ. 2549 คณะผู้พิพากษาจำนวนหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ได้ใช้ศาล และ กฎหมาย เป็นเครื่องมือสร้างเส้นทางสายรัฐประหารให้แก่คณะเผด็จการทหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิป ไตย  ปล้นอำนาจอธิปไตย ไปจากมือประชาชน และ ฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ลงถังขยะ 

อีกทั้งยังช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้แก่คณะเผด็จการทหาร และเป็นมือไม้ เป็นข้าคอยรับใช้คณะเผด็จการทหาร ใช้ความชำนาญทางกฎหมาย เข้าสลายความแข็งแกร่งของพรรคการ เมือง และเล่นงานนักการเมือง ที่ถูกประทับตราว่าเป็นศัตรูของคณะเผด็จการทหาร ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  อย่างซื่อสัตย์และแข็งขัน ราวกับว่าร่วมก่อการรัฐประหารครั้งนี้มาด้วยกัน

ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ว่าเมื่อปี 2549-2550 คณะผู้พิพากษากับคณะโจรกบฏ ได้ร่วมกันปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากมือประชาชนที่กำลังจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ประกาศใช้แล้ว

ภาพนายจรัล ภักดีธนากุล ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะในวาระโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงได้ โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล  พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ร่วมอยู่ด้วย เป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ และความร่วมมือกันในการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ  อย่างแนบแน่นยิ่งนักของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ กับ คณะรัฐประหาร และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งภาพนี้ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว   

การเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจยิ่งของผู้พิพากษาที่มาจากขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้ง ใน คตส.   กกต.   สนช. และ สสร. นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่เหนือความคาดหมายของประชาชนทั่วไป ที่ได้เห็นคณะผู้พิพากษาไปรับใช้คณะรัฐประหาร และยิ่งเหนือความคาดหมายมากขึ้นไปอีก เมื่อได้เห็นคณะผู้พิพากษา ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความสุจริตเที่ยงธรรม ให้โอกาสคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจง และปกป้องสิทธิของตนเอง อย่างเท่าเทียมกัน กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยการฟังความเพียงข้างเดียว และใช้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายเล่นงานคู่กรณีของคณะเผด็จการทหาร อย่างไม่เป็นธรรม และไม่มีตำรากฎหมายเล่มใดบัญญัติไว้  จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานของคณะผู้พิพากษา ที่ได้ชื่อว่า สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

การพิจารณายกฟ้องคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลย หลายคดี ในขณะที่ประทับรับฟ้องทุกคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ถูกฟ้องเป็นจำเลย เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นได้ว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยังคงทำงานอย่างเข้มแข็ง

การเพิกเฉยต่อการร้องขอความเป็นธรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูก คตส. กลั่นแกล้งรังแก  ไม่รับคำร้อง ไม่ใส่ใจเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ครอบครัวชินวัตร ในขณะที่ให้ความคุ้มครองการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดของกฎหมายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล หลายอย่างหลายประการ เช่น คุ้มครองสถานีโทรทัศน์ ASTV ให้ออกอากาศได้ ทั้งๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ ชี้ชัดว่าทำผิดกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณอีกทางหนึ่งว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มีอยู่จริง

การวินิจฉัยยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในทุกกรณีที่ถูกกล่าวหา ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐานและพยานบุคคลเชื่อมโยงการกระทำผิด ไปถึงเลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ชัดเจน  แต่ วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน  ที่ไม่ร็เห็น ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็เป็นการส่งสัญญาณอีกประการหนึ่งว่า ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เป็นข้าทาสรับใช้เผด็จการทหาร และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างบันได้ 4 ขั้น สู่ฝันอันสูงสุดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  คือ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ด้วยความภักดียิ่ง

บทสนทนาระหว่างผู้พิพากษา 2 คน ซึ่งคนหนึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์      กับอีกคนหนึ่งเป็นคนของนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา กับ ข้าราชการระดับ 11 ว่าด้วยการต่อรองให้กรรมการการเลือกตั้ง ชุดพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ลาออก แล้วจะไม่ถูกคำพิพากษาจำคุก แต่หากไม่ลาออก ก็น่าเป็นห่วง พร้อมทั้งสำทับว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ กระทำการตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ก็เป็นการส่งสัญญาณที่แรงมาก ว่าขบวนการตุลาการภิวัฒน์ พร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง และรับการต่อรองทุกชนิด  เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กระทั่งแอบอ้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทำได้ และทำมาแล้ว

การกำเนิดขึ้นขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย และ นายจรัล เป็นการลดความเชื่อถือ ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาล และกระบวนการยุติธรรม อย่างรุนแรง 

การแผ่ขยายอิทธิพลของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ยิ่งกว้างขวาง และรุนแรงมากเพียงใด ก็ยิ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศาล ลงมากเป็นทบเท่าทวีคูณ

การมีคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาของศาล ในทุกกรณีที่ผ่านมาในห้วงระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา นับแต่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ พิพากษาจำคุกกกต. 3 คน โดยไม่รอลงอาญา  การสั่งจำคุกผู้สนับสนุนให้กำลังใจกกต. 3 คน  ข้อหาหมิ่นศาล  วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน  สั่งยกฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล  คดีหมิ่นประมาทตระกูลดามาพงศ์  ล้วนแต่ทำให้ศาล กลายเป็นผู้ต้องสงสัยของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าได้ตัดสินคดีด้วยสุจริตเที่ยงธรรมจริงหรือไม่  และเป็นคำพิพากษาภายใต้พระปรมาภิไธยหรือภายใต้ปากกระบอกปืน กันแน่  

การรัฐประหาร ยึดอำนาจของเผด็จการทหารคมช. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการรัฐประหารที่ทำลายทุกสถาบัน ทุกองค์กรของประเทศไทย อย่างย่อยยับ

อำนาจนิติบัญญัติ ที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งมา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ถูกกำจัดทิ้งอย่างไม่ไยดี  

อำนาจบริหาร ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างท่วมท้นมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 75 ปี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไทย  ถูกปล้นอำนาจและขับไล่ให้ออกไป อย่างน่าสังเวชใจ 

อำนาจตุลาการที่เคยเป็นอิสระ และมีศักดิ์ศรีสูงส่งมายาวนานกว่าร้อยปี ถูกนำมาเป็นเครื่องมือรับใช้เผด็จการทหาร เพื่อกลั่นแกล้ง รังแก ผู้ถูกปล้น  อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อผู้พิพากษา ไปรับใช้ โจร ประเทศไทย ที่น่าห่วง ก็ยิ่งต้องห่วงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

อำนาจสามฝ่ายที่ประกอบกันเป็นอำนาจอธิปไตย ถูกเผด็จการทหารคมช. ทำลายสิ้นไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ในขณะนี้ คือ ตัวตึก ตัวอาคาร และ ตัวคน  แต่ที่หายและตายไปศักดิ์ศรี จิตวิญญาณของอำนาจสามฝ่าย ที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก  เพราะไปแอบซุกอยู่ใต้ท็อปบู๊ตทหาร นั่นเอง

มีคำถามมากมายในใจประดาบ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับอำนาจตุลาการของประเทศไทย คณะผู้พิพากษา จึงไปรับใช้เผด็จการคมช. โดยไม่สนใจ ไม่เห็นคุณค่าความสำคัญ และศักดิ์ศรีของผู้พิพากษา กระทั่งไปยอมรับใช้โจร ก็ยังทำได้

คำถามนี้ ได้รับคำตอบจากตัวเอง และผู้คนรอบข้าง ในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีใครรู้จริงสักคนว่า “อาจจะเป็นไปได้ว่าผู้พิพากษาที่ไปรับใช้เผด็จการคมช. เหล่านี้ มีอคติกับนายกฯทักษิณ หรือ มีความสนิทชิดชอบกับบุคคลในคณะเผด็จการทหารคมช. กระทั่งถูกครอบงำจากผู้มีบารีนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้ก็เฉลยออกมาแล้วคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เข้าไปแทรกแซงศาล ตามที่ปรากฏในหลักฐานคำสนทนาของผู้พิพากษา 2 คนกับข้าราชการระดับ11 ที่รับรู้กันไปทั่วแล้ว”

คำตอบข้างต้น เป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น  ไม่มีใครยืนยันได้ ชี้ชัดได้ว่าเข้าเค้าความจริงหรือคลาดเคลื่อนจนไม่มีเค้าลางความจริง

กระทั่งเมื่อได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ 2550  อย่างจริงจัง ด้วยใจจดจ่อแต่ละมาตรา จนมาถึงมาตรา 306 ที่จะเขียนถึงในบรรทัดต่อไป จึงเข้าใจกระจ่างชัดว่าเหตุใด คณะผู้พิพากษา ในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ จึงได้ทุ่มกายถวายชีวิตรับใช้เผด็จการทหารคมช. อย่างลืมตัวและลืมตาย ไม่ห่วงว่าศักดิศรีของตุลาการจะหดหายไปหรือไม่  ไม่สนใจกระทั่งพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งถึงสองครั้งสองครา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 และ วันที่ 24 พฤษภาคม 2550

ประดาบ ขอให้ทุกท่านได้อ่านถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 306 ก่อน แล้วค่อยทำความเข้าใจกันอีกครั้ง      

มาตรา 306 ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ 2550 สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาตามมาตรา 219 ได้ ทั้งนี้จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส

ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำรงตำแหน่งได้จนถึงอายุครบเจ็ดสิบปี และผู้พิพากษาศาลยุติธรรมซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณใด ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบปี และผ่านการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถขอไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลซึ่งไม่สูงกว่าขณะดำรงตำแหน่งได้

กฎหมายที่จะตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะต้องมีบทบัญญัติให้ผู้ที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณใดในระยะหกสิบปีแรก นับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับทยอยพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เป็นลำดับในแต่ละปีต่อเนื่องกันไป และสามารถขอไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อไปได้

ให้นำบทบัญญัติในวรรคสอง และวรรคสามไปใช้กับพนักงานอัยการด้วย โดยอนุโลม

ทำความเข้าใจกันไม่ยากนัก เพราะนายจรัล ภักดีธนากุล คนสำคัญของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เขียนไว้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องตีความกันไปในทางอื่นได้ นอกจากว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ต่ออายุผู้พิพากษา ไปอีก 10 ปี  ที่เคยต้องเกษียณอายุราชการ เมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ขยายออกไปอีก 10 ปี ส่งผลให้ผู้พิพากษา จะครบกำหนดเกษียณอายุราชการ เมื่อครบ 70 ปีบริบูรณ์

ผู้พิพากษา จะเป็นข้าราชการกลุ่มเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าข้าราชการทั่วไป 10 ปี  เกษียณอายุราชการ เมื่อครบ 70 ปี บริบูรณ์

นี่คือ รางวัลแด่ผู้พิพากษา ที่เผด็จการคมช. มอบให้ ในฐานะข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์

นี่คือ คำยืนยันว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมาย แน่แท้ไซร้เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น

ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แกนนำขบวนการตุลาการภิวัฒน์ เป็นผู้เขียน ก็ย่อมแสวงหาประโยชน์แก่ตุลาการด้วยกัน นั่นเอง  

การขยายอายุราชการให้แก่ผู้พิพากษา ไปถึง 70 ปีบริบูรณ์  จะก่อให้เกิดผลสำคัญ 3 ประการในอนาคต ได้แก่

1.  บุคคลที่จะสอบเข้าเป็นข้าราชการตุลาการ และข้าราชการอัยการ จะมีโอกาสน้อย เนื่องจากผู้พิพากษาอาวุโส และ อัยการอาวุโส ได้รับการต่ออายุออกไปอีก 10 ปี ในขณะที่งบประมาณการจัดจ้างบุคลากรของรัฐ ถูกควบคุมไว้ ด้วยหลักเกณฑ์ของรัฐ ที่ผูกมัดว่าการจะบรรจุบุคลากรใหม่ ต้องอยู่บนเงื่อนไขเพียง 2 ประการคือ เกษียณอายุราชการ และเสียชีวิต ดังนั้น ในฝ่ายตุลาการ และ อัยการ ที่ได้รับการขยายอายุจากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เกษียณอายุ 70 ปีบริบูรณ์ ก็จะมีแต่ผู้พิพากษาอาวุโส และ อัยการอาวุโส  มากกว่าผู้พิพากษารุ่นใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อการพิจารณาอรรถคดีที่ต้องการผู้พิพากษาที่มีความรอบรู้ ความเท่าทันสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีสมัย ใหม่  

บัณฑิตนิติศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย ที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต ที่ตำแหน่งอัยการ และ ผู้พิพากษา ในห้วงเวลา 10 ปีนับจากนี้ไป จึงจะเป็นผู้เสียโอกาสจากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จนแทบจะหมดโอกาสเลยทีเดียว

          2. ผู้พิพากษา และ อัยการ ที่ปฏิบัติหน้าที่พิจารณาคดีความต่างๆ ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว จะทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งหมายความว่าภายใน 10 ปีนับจากนี้ไป การจองเวรต่อพ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มีทางยุติได้ง่ายๆ และอีกทางหนึ่ง ผู้พิพากษาที่มี “ธง” อยู่ในใจ ก็จะเป็นปราการที่แข็งแกร่ง และเป็นหลักประกันแก่เผด็จการทหารคมช. อีกด้วย หากวันหนึ่งข้างหน้า มีผู้รื้อฟื้นคดีก่อการรัฐประหาร ขึ้นมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล อีกครั้ง คมช.จึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ให้ประโยชน์แก่ทั้งผู้พิพากษา และ อัยการ เพื่อสร้างบุญคุณให้ผู้คนในสององค์กรนี้ ได้ระลึกไว้เสมอว่า ที่ได้ต่ออายุราชการถึง 70 ปี เพราะคมช. เมตตาและกรุณาต่อชีวิตให้  เหตุที่ต้องให้ทั้งผู้พิพากษา และอัยการนั้น ก็เพราะว่า สององค์กรนี้ต้องทำงานเคียงคู่กัน และไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้กระบวนการยุติธรรม และ ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ มีอาณุภาพสูงสุด ในการทำลายล้างศัตรูของ คมช. ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีกเลย

          3. องค์กรอื่นๆ จะอาศัยกรณีของผู้พิพากษา และ อัยการ เป็นต้นแบบในการร้องขอให้มีการขยายอายุราชการออกไปอีก เช่น ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ แพทย์  ซึ่งจะเป็นภาระแก่งบประมาณแผ่นดิน อย่างมาก และเป็นการสืบทอดอำนาจ กระทั่งฝังรากลึกในระบบราชการ  จนยากที่ประชาชน จะมีสิทธิ มีเสียงมีพละกำลังมากพอที่เขย่าสั่นคลอน หรือ ต่อสู้กับระบบราชการ หรือระบอบอำมาตยาธิปไตย ให้รู้สึกว่าในประเทศนี้ มีประชาชนอาศัยอยู่ด้วย ได้อีก

          ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 306 จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ จะทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี และ จะขยายผลไปสู่ อัยการ ด้วย เพราะได้รับอานิสงส์จากร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 306 นี้ด้วย

          ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 306 จึงเป็นการแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ผู้ที่รับใช้เผด็จการคมช. จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน อย่างคุ้มค่า

          ข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 306 จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ ประดาบ ต้องไปลงมติ “ไม่เห็นชอบ”กับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อหยุดยั้งขบวนการตุลาการภิวัฒน์  ให้จงได้  แต่การจะหยุดได้จริง ต้องอาศัยพลังประชาชนทั้งประเทศ ไปลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 19 สิงหาคม นี้

          หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้เห็น และตระหนักถึงเภทภัย อันตรายที่จะมาเยือนประเทศชาติ และประชาชนทุกคนได้ หากปล่อยให้ขบวนการตุลาการภิวัฒน์  เติบโต และแผ่ขยายอิทธิพล มากไปกว่านี้

          โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของศาล และ กระบวนการยุติธรรม ของประเทศ   เป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือของประเทศไทย  และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ  ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่เป็นมาตรฐานสากล และเป็นปัจจัยหนึ่ง เงื่อนไขหนึ่ง ที่นักลงทุนต่างประเทศ  ใช้ในการพิจารณาตัดสินใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย  

หากศาล และอัยการ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรม ของประเทศไทย ยังยืนอยู่บนพื้นฐานความแค้นทางการเมืองที่ควบแน่นกับความอาฆาตพยาบาทของคมช. จนจับต้องได้ว่ามีบรรยากาศของความไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม เกิดขึ้นเช่นที่รู้สึกได้ในขณะนี้  ไม่ใช่เพียงแต่ปัญหาการเมืองในประเทศ ที่จะเผชิญหน้ากันรุนแรงมากขึ้น ปัญหาระหว่างประเทศ ปัญหาการค้าระหว่างไทยกับนานาชาติ จะปรากฎขึ้นทันที

เมื่อใดที่ศาลและอัยการ อยู่ใต้การครอบงำของผู้ครองอำนาจรัฐ ก็เป็นที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่า การลงทุนจากต่างประเทศ การค้าขาย การทำธุรกิจระหว่างไทยกับนานาชาติ จะมีแนวโน้มลดน้อยถอยลงและหดหายอย่างแน่นอน เพราะนานาชาติขาดความเชื่อมั่นต่อระบบการอำนวยความยุติ ธรรมของประเทศไทย  อันจะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ทรุดหนักลงไปอีก จนยากจะเยียวยา  เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม และศาล เป็นปัญหาที่ใหญ่โตและรุนแรง ยิ่งกว่าปัญหาค่าเงินผันผวน น้ำมันราคาแพง ค่าแรงพุ่ง เช่นที่เราประสบอยู่ในขณะนี้ 

          วันใดที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้รับความเห็นชอบ ศาล และ อัยการ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐ ตามที่ซ่อนเงื่อนและหมกเม็ดไว้ในมาตรา 306 ที่ยกมานี้  วันนั้นประเทศไทย จะพังลงอย่างพร้อมกัน ทั้ง อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ไม่ได้รับความเชื่อจากนานาชาติ อีกต่อไป

          นี่คืออันตรายของ มาตรา 306 แห่งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของขบวนการตุลาการภิวัฒน์  ที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้นได้ตามเจตนารมณ์ชั่วร้ายของคมช.

          ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคน ต้องร่วมมือร่วมใจกันหยุดยั้ง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ หยุดยั้งขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ก่อนที่ประเทศไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้ 

          ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550  เพื่อหยุดยั้ง ขบวนการตุลาการภิวัฒน์

 

ปล. หากเห็นด้วยกับบทความนี้ หากเห็นด้วยที่จะหยุดยั้งขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ขอความกรุณาเผยแพร่บทความชิ้นนี้ไปยังบุคคลที่ท่านรู้จักให้มากที่สุด เพื่อจะได้เห็นและตระหนักถึงภัยอันตรายที่ซ่อนซุกและหมกเม็ดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างทั่วถึงและกว้างขวางทั้งประเทศ
                                                                                         

         

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: