ร่วมถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว – ร่วมถวายคืนพระราชอำนาจ

                    ร่วมถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว – ร่วมถวายคืนพระราชอำนาจ
                     ร่วมป้องกันบ้านเมืองล่มจม
– ร่วมใจกันเถิดคนไทยทั้งแผ่นดิน


          ขอชี้แจงไว้แต่ต้นเสียก่อนเลยว่า “นายประดาบ” มิได้มีเจตนาที่จะตีความ หรือ อธิบายขยายความ พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่คนไทยทั้งชาติ ผ่านคณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวานนี้ (24 พฤษภาคม 2550)

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นมหาปราชญ์แห่งศาสตร์ทั้งปวง ทรงรอบรู้ และทรงนำสรรพศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งศาสตร์สากล และศาสตร์พื้นถิ่น ปรับประยุกต์เป็นศาสตร์ของพระองค์ท่าน เพื่อใช้ในการปกครองประเทศให้สงบสุขร่มเย็นตลอดมา สมดังปฐมบรมราชโองการ

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม”

ดังว่านี้แล้ว ผมซึ่งเป็นหนึ่งในพสกนิกรผู้จงรักภักดี มีสติปัญญาเพียงแสงหิ่งห้อย เมื่อเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์แห่งปัญญา ซึ่งก็คือพระราชาผู้ทรงเป็นมหาปราชญ์แห่งศาสตร์ทั้งปวงของพวกเราชาวไทย จึงมิบังอาจที่จะตีความ หรือ อธิบาย ขยายความ กระทั่ง ตั้งข้อสังเกต ต่อพระราชดำรัสองค์นี้ รวมถึงองค์อื่นๆ ที่ทรงพระราชทานมาก่อนหน้านี้

ผมเพียงแต่เขียนความคิด ความอ่านของผม มาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านทุกท่าน หลังจากที่ยกสองมือประนมแล้วก้มกราบจอโทรทัศน์ เมื่อน้อมรับพระราชดำรัส ที่ทรงพระราชทาน จนจบ ด้วยหัวใจที่ปลาบปลื้มปีติเป็นยิ่งนัก และจักขอถวายชีวิต เป็นของพระองค์ทุกชาติไป

…………………

 60 ปีที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นที่ประจักษณ์แก่ชนทั่วโลก สยาม ซึ่งก็คือ ไทย ในวันนี้ ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ปัญหาบ้านเมือง ทั้งน้อยใหญ่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า  วิกฤติของชาติ  หนักเบา มีมาอย่างต่อเนื่อง

แม้แต่เข้าสู่กลียุคของบ้านเมือง เลือดนองแผ่นดิน กลิ่นคาวคละคุ้ง น้ำตาคนไทยรินไหลแทบจะเป็นสายเลือด ด้วยเหตุประชาชนคนไทยฆ่าฟันกันเอง ก็เคยปรากฏขึ้นมาแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตเศรษฐกิจ  วิกฤตการเมือง วิกฤตสังคม วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตพลังงาน ตลอดจนทุกวิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ประเทศไทย และ ประชาชนคนไทย

สุดท้ายปลายทางที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน ต่างเฝ้ารอคอยความหวัง เมื่อหมดสิ้นความสามารถที่จะแบกรับ บรรเทา และ ฟื้นฟูได้ด้วยตนเองแล้ว  ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระราชดำรัส ที่จะทรงชี้แนะให้เห็นทางออกของวิกฤต ทางแก้ของปัญหา และทางสว่างที่จะพากันเดินต่อไป เสมอมา

ไม่ว่าวิกฤตนั้น จะรุนแรงหรือร้ายแรงปานใดก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่คนไทยทุกครั้งไป

แนวทางของพระองค์ท่าน เป็นแนวทางทรงกำหนดประโยชน์ของประเทศ เป็นเป้าหมาย หรือเป็นที่ตั้ง  มิได้กำหนดประโยชน์ของบุคคล เป็นสำคัญ  ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด กระทั่งประโยชน์ของพระองค์เอง ก็ตาม 

 บ่อยครั้งที่เราได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสียสละประโยชน์ของพระองค์เอง เพื่อแก้ไขปัญหา และบรรเทาทุกข์ของราษฎร  และประเทศไทย     

ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทุกกรณี

ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ริเริ่มโครงการพระราชดำริ เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน

ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ทรงงานหนักในพื้นที่ทุรกันดารทุกแห่งของประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนยากจน มาตลอด 60 ปี

ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในป่าเขา พระราชทานขวัญกำลังใจ มิเคยขาด

กระทั่งทรงเสียสละพระราชอำนาจ ที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจส่วนพระ องค์ ให้แก่คณะผู้ปกครองบ้านเมือง คณะแล้วคณะเล่า ก็ทรงยินยอม เพียงเพื่อให้ประเทศไทย และประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นราษฎรของพระองค์ อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข  

ตลอด 60 ปีที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ไม่เคยมีสักครั้งที่เราจะได้ยิน ได้เห็น หรือ ได้ฟัง ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพระองค์เอง มากกว่าประเทศชาติ และประชาชน   

ตรงกันข้าม เรากลับได้เห็นความห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกร มากมายเป็นล้นพ้น มากกว่าที่ทรงห่วงพระองค์เอง 

แม้แต่ในยามพระพลานามัยไม่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงประชวร ต้องเข้ารับการถวายการรักษาจากแพทย์ พระองค์ท่านก็มิได้ทรงห่วงพระองค์ มิได้ทรงวิตกทุกข์ร้อนกับพระอาการประ ชวร กลับทรงห่วงใยประชาชนและประเทศชาติ ที่กำลังอยู่ในภาวะไม่ปกติ 

เชื่อว่าคนไทยทุกคนยังไม่ลืมว่า เมื่อวันที่เสด็จพระราชดำเนินเข้ารับการถวายการผ่าตัด ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จถึงโรงพยาบาลศิริราช เมื่อเวลา 16.00 น.

โดยที่ไม่มีใครทราบ ก่อนหน้าที่จะเสด็จเข้ารับการถวายการผ่าตัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2549 กำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคม 2549 เป็นวันเลือกตั้ง 

อีกทั้งยังพระราชทานกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกา แจ้งถึงพระราชประสงค์ และเหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธย 2 ข้อ คือ  

1. ทรงมีพระราชประสงค์ต้องการเห็นประเทศชาติกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว

2.ต้องการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้น เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติ ธรรม อย่างแท้จริง  

ทั้งๆ ที่ทรงพระประชวร ต้องเข้ารับการถวายการผ่าตัด แต่พระองค์ ก็ยังทรงห่วงใยประเทศชาติ  ประชาชน ทรงงานเพื่อประชาชน  แก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองที่มีความแตกแยกระส่ำระสาย จนกระทั่งนาทีสุดท้าย ที่ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปโรงพยาบาล  มิได้ทรงห่วงพระองค์เองเลย

นี่คือ พระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ  ซึ่งผมเชื่อว่าไม่อาจจะพบได้จากพระมหากษัตริย์ชาติใด หรือ พระราชาแห่งแว่นแคว้นใดในโลกนี้ อีกแล้ว

มิได้มีเจตนาที่จะนำตัวเองเปรียบเทียบกับพระองค์ท่าน

แต่ลองคิดว่าหากเป็นตัวเรา รู้อยู่ว่านาทีถัดไป จะต้องเข้ารับการผ่าตัด เราจะคิดถึงตัวเอง หรือ คิดถึงผู้อื่น

สำหรับผม คำตอบก็คือ คิดถึงตัวเอง ว่าจะเป็นตายร้ายดี จะหายป่วย หรือไม่ก็ไม่รู้

สำหรับท่าน คิดอย่างไร คิดถึงใคร ลองตอบตัวท่านเอง

แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของคนไทย มิได้คิดถึงพระองค์เอง หากแต่ทรงคิดถึงความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ความสามัคคีของประชาชน และ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎร ที่จะมีขึ้น ต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม

ทว่าพระราชประสงค์ทั้ง 2 ข้อของพระองค์ท่าน มิอาจเป็นจริงขึ้นมาได้

ประเทศชาติมิได้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิได้เกิดขึ้น นับแต่วันนั้นวันที่ทรงตราพระราชกฤษฎีกาฯ จวบจนวันนี้ วันที่วิกฤตของบ้านเมืองยังคงมีอยู่ และเลวร้ายรุนแรงกว่าเดิม  อันเป็นเหตุให้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ใกล้จะล่มจม

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก การก่อการรัฐประหารของคณะทหาร ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในนามของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้การบัญชาการของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน

ด้วยเหตุที่ คณะรัฐประหาร ได้ก่อการยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นเหตุให้พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดวันเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 สิ้นสภาพบังคับ  พระราชประสงค์ 2 ข้อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่บรรลุตามพระราชเจตนารมณ์ ที่ปรากฎอยู่ในพระราชกฤษฎีกาฯ และ พระราชประสงค์ 2 ข้อ

ด้วยเหตุที่ คณะรัฐประหาร ได้ปกครองประเทศ และบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยอำนาจที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย  และ ไม่ได้ปกครองบริหารบ้านเมืองโดยธรรม  กระทำการตามอำเภอใจ ออกกฎหมายบังคับใช้แก่ประชาชน อย่างไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียมกัน เลือกปฏิบัติ  ข่มขู่ คุกคาม ข่มเหง ทำร้ายรังแก ประชาชนผู้บริสุทธิ์  มิได้ถือปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เป็นสำคัญ

จึงก่อให้เกิดการต่อต้าน คัดค้าน อย่างมากมายหลายกรณี ประชาชนแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย รุนแรงยิ่งกว่าเดิม  ความสมัครสมานสามัคคีหามีไม่บนแผ่นดินไทยแห่งนี้

ไม่เหนือความคาดหมายของผม แต่ประการใด ที่ทุกความเคลื่อนไหวในแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะอยู่ซอกมุมใดของประเทศ ทั่วอาณาเขตแห่งราชอาณาจักรไทย จะล่วงรู้ถึงพระเนตร พระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงตระหนัก และหยิบยกทุกปัญหาของประชาชน ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เพศชายหรือหญิง ยากดีมีจน  เด็กหรือผู้ใหญ่ มาใส่ในพระทัย และคิดหาทางแก้ไขให้แก่ทุกปัญหา ประหนึ่งว่าเป็นปัญหาของพระองค์เอง ด้วยความห่วงใยต่อพสกนิกรทุกคน

อยู่ที่ว่าจะทรงตรัสให้ประชาชนได้รับฟังหรือไม่ ว่าพระองค์ท่านทรงทราบเรื่องนั้นๆ แล้ว  และมีแนวพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหา หรือ มีพระราโชบายที่จะจัดการกับสถาน การณ์ต่างๆ อย่างไร ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

ดังเช่น พระราชดำรัส ที่ทรงพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสที่คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา  ทรงห่วงใยกรณีที่ ตุลาการรัฐธรรมนูญ จะตัดสินคดียุบพรรคการเมือง พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำรัสตอนหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพทางด้านกฎหมาย อีกทั้งมีความชัดเจน โดยไม่ต้องตีความว่า

“…..ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาอะไร แต่ว่าโดยที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิยุ่งหมด…

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นสิ่งประเสริฐ และเป็นมงคลสูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทุกคน 

ใครน้อมนำไปฏิบัติ ก็มีแต่ความจำเริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต 

ใครที่ไม่นำไปฏิบัติก็เป็นสิทธิของแต่ละคน พระองค์ท่านไม่ทรงบังคับใคร 

แต่..ผู้ใดรับฟังแล้ว กลับไปปฏิบัติอีกทางหนึ่ง แปลพระราชดำรัสด้วยอคติ ด้วยเจตนาทุจริต เพื่อประโยชน์แก่ตน เพื่อมุ่งร้ายต่อผู้อื่น

ผู้นั้นจะพบกับความวิบัติ ความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ชีวิตทั้งตนเองและวงศ์ตระกูล อย่างหาที่สุดมิได้

เนื่องจากพระราชดำรัส เป็นสิ่งประเสริฐ และเป็นมงคลสูงสุด ที่ทรงพระราชทานเพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนส่วนรวม มิใช่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือ เพื่อทำร้ายใครคนใดคนหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ทรงอยู่เหนือความขัด แย้งทางการเมือง และ การแย่งชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน ของทุกคน ทุกฝ่าย  และ ทรงยอมรับที่จะมีและใช้พระราชอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นสำคัญ

ถึงแม้จะทรงมีพระราชอำนาจจำกัด ตามสถานะของพระมหากษัตริย์ ในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

แต่ พระบารมี มิได้ถูกจำกัดไปด้วย

พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่กว้างไพศาลไปยัง ดินทุกก้อน หญ้าทุกต้น น้ำทุกหยด ที่อยู่บนแผ่นดินนี้ 

ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะ พระองค์ท่านทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม มาตลอด 60 ปี ทรงประ กอบพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อคนไทยทุกคน

แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อได้ยินจากพระองค์ท่านเอง ว่า “พระองค์ท่านไม่มีอำนาจ”

ผมถึงกับตัวชาและเย็นเฉียบทั้งมือเท้า  คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองจนตัวเองก็ตอบไม่ได้ และตอบไม่ทัน  รอจนตกผลึกทางความคิด แล้วจึงตั้งคำถามอยู่ในใจขึ้นมาว่า

“ใครบังอาจยึดพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ผมยังเป็นคนไทยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน หรือไม่?

ผมยังกล้าพูดว่าผมเป็นพสกนิกรที่มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านได้อย่างไร?

ผมจะฟังพระราชดำรัส ครั้งนี้ แล้วปล่อยให้ผ่านไปเหมือนเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ได้อย่างไร?

           “…เดือดร้อนที่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านได้มอบเสื้อครุยศาลปกครองมาให้ก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย ตามที่ จะใส่เสื้อครุย หรือไม่ใส่เสื้อครุย ก็ไม่มีอำนาจ….”

          อีกตอนหนึ่งของพระราชดำรัส ที่ผมถึงกับนิ่งงัน เมื่อได้รับฟังจากพระโอษฐ์พระองค์เอง ก็คือ

“….ครั้งก่อนที่มีเรื่องเกิดขึ้น ตอนที่ข้าพเจ้าพูดที่หัวหินเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ก็เป็นความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น แล้วท่านก็เอาความรับผิดชอบใส่ในตัว แล้วความรับผิดชอบนั้น ก็ทำให้คนเอะอะขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ก็มีเหตุมีผล ก็มีเหตุแล้ว ก็มีผลขึ้นมา ยุ่งหมด อีกไม่กี่วันก็ยุ่งต่อไป

ท่านเตรียมตัวดีๆ ที่จะให้พร้อมที่จะมีการวิจารณ์บ้าง ไม่ใช่ในฐานะศาล ในฐานะส่วนตัว หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้มีความรู้ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้บ้านเมืองล่มจมอย่างทุกครั้ง แล้วบอกว่าเราไม่ทำอะไร เราไม่พยายามแก้ไข จะล่มจม เราก็เกือบล่มจม ตอนนี้ก็เกือบจะล่มจมต่อไป….

 ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการศาลปกครอง ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

“…ท่านก็พูดกันเองว่า ท่านต้องดูเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปกครองให้ดี ตรงนี้ขอฝาก อย่างดีที่สุดถ้าเกิดท่านจะทำได้ ท่านลาออก ท่านเอง ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ถ้าทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไป ดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ…”

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผม ก็คือ ภารกิจที่พระองค์ท่านฝากให้คณะตุลาการศาลปกครอง ไปปฏิบัติ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549  ตุลาการศาลปกครอง ทำไม่สำเร็จ ใช่หรือไม่

บ้านเมืองจึงยังไม่สงบเรียบร้อย  และ อยู่ในสภาพเกือบล่มจม ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะผ่านไป 1 ปี กับ 1 เดือนแล้วก็ตาม

ตุลาการศาลปกครอง ตอบได้หรือไม่ เหตุใดภารกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝากให้ปฏิบัติ จึงไม่สำเร็จ และ ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปฏิญาณไว้หรือไม่

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฝากความหวังไว้กับตุลาการศาลปกครอง ท่านจะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนได้สำเร็จหรือไม่

มีใคร หรือ  มีอำนาจใด มากดดัน ข่มขู่ มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ และชี้นำการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ที่ทำให้ท่านต้องยินยอมปฏิบัติตาม จนลืมคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ และ ภารกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝากความหวังไว้ กระนั้นหรือ

 ใคร หรือ อำนาจใด ที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน เหนือกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ขอได้โปรดบอกให้ประชาชนทราบ

แม้จะไม่ทราบว่าเป็นใครหรืออำนาจใด บงการชี้นำให้ท่านปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่ามี 

เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสตอนท้าย ให้แก่คณะตุลาการศาลปกครอง มีความว่า

“…ขอให้ทำโดยปลอดภัย และโดยตรงไปตรงมา เข้าใจว่า เชื่อว่าท่านตั้งใจที่จะทำงานเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ และขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์ เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ และขอขอบใจท่านที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลปกครอง และขอให้สามารถตักเตือนคนอื่นให้เขาทำหน้าที่ให้ดี โดยเฉพาะทางฝ่ายตุลาการ…”

พระราชดำรัสอีกตอนหนึ่งที่ผมฟังแล้ว มีความปลาบปลื้มปีติยินดียิ่ง ที่มีพระมหากษัตริย์นักประชาธิปไตย เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9  พระองค์ท่านทรงเปิดรับสื่อ รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมือง ด้วยพระราชหฤทัยที่เป็นธรรม 

แม้ประชาชนจะไม่มีโอกาสกราบบังคมทูลปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง  แต่วันนี้ พวกเราได้รับทราบจาก พระองค์ท่านแล้วว่า ทรงรับฟังข่าวสาร เหตุการณ์บ้านเมือง และการวิพากษ์ วิจารณ์ ต่างๆ จากวิทยุ

  “…ถ้าฟังวิทยุ ถ้าท่านก็คงต้องฟังวิทยุทั้งวันทั้งคืน 2 วัน 2 คืนนี้ มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวข้องกับศาล ท่านต้องคิดวิธีที่จะป้องกันตัวแทนเพื่อนผู้พิพากษาศาลต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วทั้งหมดก็บอกแล้วว่า ศาลฎีกาไม่มีสิทธิ ศาลฎีกาซึ่งท่านก็เคยได้ดำรงหน้าที่ศาลฎีกาบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าศาลฎีกาไม่มีสิทธิ   ขอพูดอย่างนี้ ท่านไปตีความเอาเอง ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตาม ต้องตีความแล้วต้องตีความให้ถูก ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง

สถานการณ์ปีนี้ไม่ดีเลย ฟังวิทยุเขาก็พูดมีเหตุผล มีผู้ที่มีความรู้ออกวิทยุ อาจจะไม่ถูก ต้องบ้าง เพราะว่าเขาเป็นนักการเมืองที่พูดทางวิทยุ เราในฐานะ พูดคำว่าเรา เพราะ ว่าท่านให้ครุยแล้ว ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนผู้พิพากษาคนหนึ่ง มีสิทธิและมีหน้าที่ที่จะทำให้คนเข้าใจถึงหน้า ที่ของประชาชน หน้าที่ของข้าราชการ ตุลาการที่จะทำเพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นจากความยุ่งยาก ยากเข็ญ ก็จะขอขอบใจท่านทั้งหลายที่จะพยายามคิดให้ทำให้บ้านเมืองไปรอดจากวิกฤตการณ์ปัจจุบันนี้…”

ในขณะที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ปิดกั้นสื่อ ปิดปาก ปิดหู ปิดตาประชาชน ไม่ให้ได้รับรู้ข่าวสารความจริงของบ้านเมือง และ ยัดเยียดกรอกหู กรอกตา ประชาชนด้วยข่าวสารอันเป็นเท็จ ที่เต็มไปด้วยอคติและเจตนาทุจริตต่อชาติบ้านเมือง ปิดวิทยุชุมชนของประชาชน ที่เห็นแย้ง เห็นต่าง จากแนวทางการบริหารประเทศ ของตนเอง ด้วยจิตใจที่คับแคบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดกว้างรับสื่อ รับฟังความเห็นจากรายการวิทยุ และทรงชื่นชมว่าเป็นการวิพากษ์การวิจารณ์ที่มีเหตุผล แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมดก็ตาม และทรงแนะนำให้คณะตุลาการศาลปกครอง รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ด้วย

ผมเข้าใจตามประสาของผมเอง ความในพระราชดำรัสตอนที่ผมยกมานี้ แสดงให้เห็นว่า แม้แต่พระองค์ท่านซึ่งเป็น พระมหากษัตริย์ ยังรับฟังประชาชน  ย่อมแสดงว่าเสียงของประชาชนมีความสำคัญเช่นไร ต่อการปกครองประเทศ และบริหารบ้านเมือง

นี่คือหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง

ผู้ปกครองต้องรับฟังเสียงประชาชน

มิใช่ ปิดกั้นความคิดเห็นของประชาชน 

ดังที่กล่าวในตอนต้น ผมมิได้มีเจตนาที่จะตีความ หรือ แปลพระราชดำรัส เพื่อประโยชน์แก่ตน หรือ เป็นภัยแก่ใคร

เพียงแต่อยากแสดงความคิด ความอ่าน แลกเปลี่ยนกับทุกท่าน ที่ได้ฟังพระราชดำรัสเช่นเดียวกันกับผม ว่า ท่านคิดเห็นกันอย่างไรบ้าง

แต่ผมไม่ได้มาชวนให้ท่านแสดงความคิดเห็นกันเพียงอย่างเดียว เพราะทราบดีว่าหลายท่านได้แสดงความเห็น แสดงความรู้สึกปลาบปลื้มยินดี ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณกันไปแล้วตั้งเมื่อคืนวานนี้ ตลอดวันนี้อีกทั้งวัน และยังจะมีอีกในวันต่อๆ ไป

ผมจึงอยากจะชวนท่านกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการทวงคืนพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกยึดไปตั้งแต่มีการก่อการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กลับคืนมาจากคณะรัฐประหาร และนำพระราชอำนาจนั้นไปถวายคืนแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดังนั้น เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปีนี้ ขอเชิญชวนพวกเราชาวไทย  พสกนิกรผู้จงรักภักดีทุกท่าน ร่วมมือร่วมใจกัน ดังนี้

1. ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในเวปไซต์นี้

2. ร่วมกันเรียกร้องให้คณะรัฐประหาร ซึ่งยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไปใช้เป็นอำนาจของตน คืนอำนาจนั้นมา เพื่อประชาชนจะได้นำพระราชอำนาจ ถวายคืนแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

3. ร่วมกันป้องกันบ้านเมืองล่มจม ด้วยการรับสนองพระราชดำรัสรู้รักสามัคคี และสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขึ้นใหม่อีกครั้ง

ภารกิจนี้ เป็นภารกิจของคนไทยทุกคน ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ที่จะร่วมมือร่วมใจกันทำ เพื่อน้อมนำขึ้นถวายเป็นราชสักการะ เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 นี้

ใครมีความคิดที่จะดำเนินการอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ขอเชิญบอกกล่าวกัน

ขอช่วยกันคิดสร้างสรรค์ คำขวัญรณรงค์ “ร่วมกันถวายคืนพระราชอำนาจ” เพื่อใช้ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ด้วยนะครับ

นับจากนี้ไป ผมจะไม่ยอมให้ใครมา ยึดพระราชอำนาจ ของในหลวงไปได้อีกแล้ว

ผมสัญญา!

                                                         

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: