ระบอบประชาธิปไตยอันมีหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นประมุข


                             ระบอบประชาธิปไตยอันมีหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นประมุข

        48 ชั่วโมงหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นประมุข

          จริงๆ นะครับ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

          ไม่ใช่ประชดประชันด้วยอารมณ์ หรือปั้นแต่งความรู้สึก เพราะความเสียใจ ความผิดหวัง  ความอาลัยแก่พรรคไทยรักไทย กระทั่งความดีใจแก่พรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่น้อย ก็หามีไม่ 

          ผมมีเหตุผลที่ทำให้รู้สึกอย่างนี้ กล่าวคือ….

          โดยที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 บัญญัติไว้ในมาตรา 2 ว่า “อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม นูญ นี้

          แต่ สภาพความเป็นจริงของการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ ก็คือ

          อำนาจอธิปไตย มิได้เป็นของปวงชนชาวไทย

          พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข มิได้ใช้อำนาจนั้น ผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ คณะรัฐมนตรี และ ศาล

          สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้อาจจะต้องพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญ ญัติ มาตรา 2 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เสียใหม่ ว่า

          “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ผู้เป็นประมุข ใช้อำนาจนั้นผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามอำเภอใจแห่งคณะรัฐประหาร”  

          เหตุผลอันเนื่องแต่ความเป็นจริงในการปกครองแผ่นดินไทย ที่สมควรแก่การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา 2 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ก็คือ

          1. อำนาจอธิปไตย มิได้เป็นของปวงชนชาวไทย ตามที่บัญญัติไว้ กระทั่งสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การคิด การพูด การเขียน การสื่อสาร การเดินทางสัญจร การชุมนุมเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน ของปวงชนชาวไทย ก็มิอาจกระทำได้ ถูกสกัด ปิดกั้น ขัดขวางจากคณะรัฐประหาร อย่างหมดสิ้น 

2. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้คัดเลือกและแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 242 คน จะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนใดที่ไม่ฟัง ไม่เคารพการสั่งการ และชี้นำของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน บ้าง ระยะเวลา 8 เดือนเศษที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า “ไม่มี”

          3. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้คัดเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ อีกทั้งมีอำนาจปลดนายก รัฐมนตรี ได้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่เหตุแห่งการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาจากการปลดออกของหัวหน้าคณะรัฐประหาร

4. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการทำงานของคณะรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการอย่างใกล้ชิด  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อควบคุมการทำงานของคณะรัฐมนตรี ด้วยตนเอง อย่างเปิดเผย เนื่องจากขัดต่อกฎหมาย เช่นคณะรัฐประหารชุดนี้   

          5. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้แต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรม นูญ ทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจตัดสินคดี และให้คำตัดสินนั้น เป็นที่สิ้นสุด เช่นเดียว กับศาลฎีกา และ ศาลปกครองสูงสุด หรือ ศาลตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นี้ โดยที่ไม่มีกฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังสามารถชี้นำการตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ  ให้พิพากษาคดีได้ตามที่ตนต้องการ

6. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการในองค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ทั้งๆ ที่กฎหมายบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง

          7. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร   เป็นผู้ออกคำสั่งยุบเลิกคณะ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้พ้นจากตำแหน่ง และสิ้น สุดการปฏิบัติหน้าที่ และออกคำสั่งให้โอนอำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปให้เป็นของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพียงคนเดียว

          8. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้ออกคำสั่งให้คณะ กรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง พ้นจากตำแหน่ง

9. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้กำหนดให้บุคคล มีตำแหน่งเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยที่พระมหากษัตริย์ ไม่มีพระราชอำนาจที่จะใช้พระราชวินิจฉัยแต่งตั้ง

เหตุผล 9 ข้อนี้ น่าจะเพียงพอและสมควรแก่เหตุที่จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 2 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 แล้วกระมัง

ขอผู้รับรอง ครับ !

ถึงแม้ว่าโดยกระบวนการ โดยประเพณีปฏิบัติ การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ  การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี  และการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรม นูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่สภาพความเป็นจริงที่ปรากฏต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ก็คือ

           พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ปกครองประ เทศ ผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  คณะรัฐมนตรี และ ศาล  แต่เพียงผู้เดียว

          กรณีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ คณะรัฐมนตรี นั้น ปรากฎให้ได้เห็นมาแต่วันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้ง ถึงแม้จะมีความไม่ลงรอยกันบ้าง กับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  นายกรัฐมนตรี 

แต่เมื่อถึงนาทีสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจแล้ว  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็สามารถควบ คุมคณะรัฐมนตรีได้ 100 % เห็นได้จาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยอมจำนนและประกาศว่าจะใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทันที หากว่ามีการประท้วงหลังจากการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย จนเกิดความวุ่นวายควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ 

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้พระราชกำหนดสถาน การณ์ฉุกเฉินมาโดยตลอด ถึงกับประกาศว่าหากใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน จะลา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องเปลี่ยนท่าที เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นำสมาชิกคมช. เข้าพบและกดดันถึงห้องทำงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล

           สำหรับกรณีของศาล นั้น ขณะนี้ ในประเทศไทย มีศาล เพียง 2 ศาล คือ ศาลยุติธรรม และ ศาลปกครอง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ถูกยุบเลิกไปแล้ว คงมีเพียงคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาทำหน้าที่แทน และใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม ในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน นั้น มีตัวแทนจากศาลยุติธรรม 6 คน และตัวแทนจากศาลปกครอง 3 คน ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ เป็นประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นรองประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงมีความเชื่อมโยงกันระหว่าง ศาลยุติธรรม ศาลปกครองสูงสุด กับ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

          จากกรณีคำวินิฉัยยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ และ สั่งยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมตัดสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งประเทศ ที่ได้ยินได้ฟัง เมื่อเปรียบเทียบความเป็นธรรม ที่ทั้ง 2 พรรคได้รับ อีกทั้งยังขัดต่อหลักนิติธรรม ในมุมมองและทัศนะของนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ นักกฎหมาย และ ผู้พิพากษา จำนวนมาก

          สำคัญที่สุด ก็คือ ขัดพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสว่า “…..วันนี้ถึงบอกท่านว่าท่านเอาเสื้อครุยมาให้ เอาความเดือดร้อนมาให้ เพราะว่าเอาเสื้อครุยมาให้ก็หมายความว่าข้าพเจ้าก็มีหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองเหมือนกัน แต่ตัดสินอะไรพิพาก ษาอะไรไม่ได้ ท่านเองก็ตัดสินอะไรไม่ได้ เพราะท่านเองไม่ได้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาอะไร แต่ว่าโดยที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิยุ่งหมด…..”

          แต่สุดท้ายแล้ว คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ใช้อำนาจ และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ตัดสินคดียุบพรรค ด้วยการยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์ และ ยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมทั้งตัดสิทธิกรรมการบริหาร 111 คนเป็นเวลา 5 ปี ดังทราบแล้ว

          ผลการวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ นี้ ยากที่จะปฏิเสธว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัต กลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่รู้ล่วงหน้า  ไม่เช่นนั้น คงไม่สั่งการให้เตรียมกองกำลังตรึงพื้นที่ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งสั่งตั้งด่านสกัดประชาชนเดินทางเข้ากรุงเทพ  จนไปถึงส่งทหารตามประกบแกนนำพรรคไทยรักไทย แบบ 5 ต่อ 1 จนแกนนำคนสำคัญ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และ ออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด ด้วยความไม่เต็มใจ เป็นทิวแถว

          ก่อนหน้าที่จะมีคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้เดินทางไปพบกับนายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นรองประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ  ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อธิบายว่าไปพบเพื่อทำบุญด้วยกัน ไม่ได้คุยเรื่องการวินิจฉัยคดียุบพรรค

          ทำบุญร่วมกันเมื่อวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส เตือนสติคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพียง 2 วัน และเป็นการพบกันก่อนที่จะสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550  ในขณะที่ นายอักขราทร จุฬารัตน์ บอกว่าไม่ได้พบกับใคร และไม่มีใครมาล็อบบี้ได้  หากใครมาล็อบบี้ หมายถึงตาย  

ทั้งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ นายอักขราทร จุฬารัตน์ พูดตรงกันว่าพระราชดำรัส ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้  เนื่องจากคำตัดสินของตุลาการต้องยึดหลักของกฎหมายเป็นสำคัญ

หลักกฎหมายที่ละเมิดต่อหลักนิติธรรม นั่นเอง คือ หลักกฎหมายที่นายอักขรา ทร จุฬารัตน์ เอ่ยอ้างถึงว่ามีความสำคัญเหนือพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว

ก็ได้แต่หวังใจว่าผลบุญที่ทั้ง 2 ท่านทำร่วมกัน จะช่วยหนุนส่งให้ทั้ง 2 ท่านได้พบพระจ้าในเร็ววัน

          พูดอย่างไรก็พูดได้ แต่ ใครจะเชื่อบ้าง ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของแต่ละคนที่เป็นผู้ฟัง และพฤติกรรมแห่งอดีตของผู้พูด

          เนื่องจากก่อนหน้านั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็เคยเรียกนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. และกรรมการคตส. ทุกคน เข้าพบ ก่อนจะบอกว่าน่าจะมีข่าวดีจากคตส. เร็วๆ นี้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน คตส. ก็สรุปสำนวนการสอบสวนกรณีการซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ส่งให้อัยการฟ้องดำเนินคดี โดยมีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย

          ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  พบกับ นายอักขราทร จุฬารัตน์ ก็มีข่าวแพร่สะพัดว่า พรรคไทยรักไทย ถูกยุบแน่นอน พร้อมๆ กับการสั่งเตรียมกำลังทหาร ตำรวจนับหมื่นนาย เพื่อสกัดกั้นและป้องกันการต่อต้าน คัดค้านการวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ อย่างใหญ่โตมโหฬาร ราวกับจะไปทำสงครามใหญ่กับอริราชศัตรู

          จึงยากจะเชื่อว่าพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร จะไม่รู้ล่วงหน้าว่าตุลาการรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยอย่างไร  อีกทั้งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังเป็นผู้ออกประ กาศคปค.ฉบับที่ 27 ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะตัดสิทธิการเลือกตั้ง หรือสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย มาตั้งแต่หลังก่อการรัฐประหารยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลที่จะออกประกาศคปค. ฉบับที่ 27

          กรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำรัส แก่คณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ซึ่ง ประชาชนทั้งประเทศ สื่อมวลชนทุกแขนง ตีความอย่างไม่มีอคติ ว่าทรงเตือนสติคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่มีอำนาจ และไม่มีสิทธิที่จะวินิจฉัยคดียุบพรรค และไม่ว่าจะสั่งคดีอย่างไร ก็จะมีปัญหาทั้งนั้น แต่ประเทศ ต้องมีพรรคการเมือง

          แต่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับตีความแตกต่างจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเรียกประชุมคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดแนวทางการเขียนคำวินิจฉัย ให้เร็วขึ้น  กระทั่งสามารถเขียนคำวินิจฉัยกลาง ความหนากว่า 100 หน้า ได้เสร็จภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดที่มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง ได้ก่อนการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตน

          ทั้งๆ ที่ตุลาการทุกท่าน ก็ทราบดีว่าโดยหลักนิติธรรม กฎหมายจะไม่ลงโทษย้อนหลัง ซึ่งอยู่ในวิชาเรียนของคณะนิติศาสตร์ในชั้นปีที่ 1 หรือ ระดับพื้นฐาน  แต่ ตุลาการทุกท่าน เป็นผู้พิพากษา เป็นนักกฎหมาย ระดับปรมาจารย์ กลับวินิจฉัยว่า ประกาศคปค. ซึ่งเป็นเพียงประกาศของคณะรัฐประหาร ผู้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน โดยไม่ชอบด้วยกฎ หมาย มีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ อันเป็นการวินิจฉัยขัดกับหลักนิติธรรมที่นักกฎหมายทุกคนเรียนรู้และยึดถือเป็นหลักสากล

ตุลาการ ทั้ง 9 ท่าน เคยเป็นอาจารย์สอนนักเรียนกฎหมาย บ้างเลิกสอนแล้ว บ้างยังคงสอนอยู่ หลังจากการวินิจฉัยให้ประกาศคปค. มีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แล้ว นับจากนี้ไป ท่านจะพูดเต็มปากหรือไม่ว่ากฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง จะสอนหลักกฎหมายทั่วไปกันอย่างไร คำสอนในอดีตของท่านยังคงเชื่อถือได้อีกหรือไม่

การยกเหตุผลว่า โทษทางอาญา กับ โทษทางการเมือง มีความแตกต่างกัน ประ กาศคปค. เป็นการลงโทษทางการเมือง จึงมีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ เป็นเหตุผลที่ทำลายหลักนิติธรรม ลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยน้ำมือของตุลาการทั้ง 9 ท่าน  และจะเป็นหลักการใหม่แห่งกฎหมายไทย ที่แตกต่างจากหลักกฎหมายสากล ที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือ

เพียงเพื่อที่จะสนองตอบต่อความต้องการของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐ ประหาร ตุลาการทั้ง 9 ท่าน ถึงกับทรยศต่อวิชาชีพของตนเอง และหลักการพื้นฐานแห่งกฎหมาย    

ถึงแม้ว่าตุลาการบางท่านจะชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยกับการให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง แต่ก็เป็นเสียงข้างน้อย ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่เช่นนั้นจะเขียนคำวินิจฉัยกลางไม่ได้

เหตุผลที่อ้างว่าต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่อาจที่จะทำให้ท่านดูดีขึ้นมาได้เลย หากท่านยึดหลักการประชาธิปไตย เป็นเสียงข้างน้อยต้องเคารพเสียงข้างมาก เหตุใดท่านจึงยอมรับใช้ผู้เผด็จการ เป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหาร ที่มาล้มล้างระบอบประชาธิป ไตย และไม่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน 19 ล้านคน ที่ได้ตัดสินใจทางการเมือง ใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนมอบฉันทานุมัติให้แก่พรรคไทยรักไทย เป็นผู้แทนของประชาชนใช้อำนาจบริหารประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประ มุข

 การอ้างว่าเป็นเสียงข้างน้อย ต้องเคารพเสียงข้างมากของท่าน จึงเป็นเพียงการอ้างเพื่อที่จะไม่ให้ตนต้องถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักนิติธรรม และทรยศต่อวิชาชีพผู้พิพากษา  ไปด้วย

          นอกจากนี้ กรณี การใช้ประกาศคปค. ลงโทษย้อนหลังผู้กระทำความผิด และ ผู้ไม่ได้กระทำความผิด และไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด แบบเหมารวมไปด้วยกันนั้น มิใช่ เป็นข้อวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดี อันมีผลมาจากการสอบสวน สืบสวน และการพิสูจน์พยานหลักฐานประกอบการพิจารณาคดี 

หากแต่ เป็นข้อวินิจฉัยที่เกี่ยวกับหลักการของกฎหมาย และ หลักนิติธรรม ที่เป็นสากล ซึ่งนักกฎหมายทุกคน ย่อมจะต้องเห็นไปในทิศทางเดียวกัน  มิอาจจะอ้างความเห็นที่แตกต่างเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยได้

เนื่องจากหลักกฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง และไม่ลงโทษผู้ไม่ได้กระทำความผิด เป็นหลักนิติธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย หรือ ตีความ  

          คำกล่าวอ้างที่ผู้พิพากษามักจะพูดกันติดปาก เพื่ออวดอ้างจริยธรรมอันสูงส่งแห่งวิชา ชีพว่า “ปล่อยคนผิด 100 คน ดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์ 1 คน” ยังสามารถเชื่อถือได้อีกหรือไม่ 

ตุลาการทั้ง 9 ท่าน ยังอวดอ้างจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วยการพูดประโยคนี้ได้หรือไม่

          ฤาว่าสำหรับท่านทั้ง 9 แล้ว “การลงโทษ ผู้บริสุทธิ์ 100 คน ดีกว่าปล่อยคนผิด 1 คน” คือบรรทัดฐานแห่งการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และ มาตรฐานการวินิจหลักฉัยกฎหมายของท่าน

          อย่างใดกันแน่ คือ สิ่งที่ท่านยึดถือ และ เชื่อมั่น เป็นบรรทัดแห่งการทำหน้าที่ผู้พิพากษาเมื่อท่านขึ้นนั่งบัลลังก์  ชี้แจงได้หรือไม่ ?    

          การอ้างว่าตุลาการ 9 ท่าน มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องหลักการของกฎหมาย จึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และไม่อาจจะเป็นเหตุบรรเทาความรู้สึกเกลียดชัง ดูถูกดูแคลนที่ประชาชนมีต่อตุลาการเสียงข้างน้อย ได้ ตรงกันข้ามกลับจะเพิ่มความเกลียดชังมากขึ้น ในฐานะผู้ที่คิดหนีเอาตัวรอดจากการถูกลงโทษทางสังคมจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

          หาก การพิจารณาหลักการพื้นฐานแห่งกฎหมาย ต้องใช้วิธีลงมติ และมีความเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้ สุดท้ายเสียงข้างมากชนะ ทั้งๆ ที่เสียงข้างมากนั้น ลงมติโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานแห่งกฎหมาย และหลักนิติธรรม หรือ หลักกฎหมายสากล 

การพิจารณาอรรถคดีต่างๆ ของตุลาการ จะต่างอะไรกับระบบเสียงข้างมากไปในรัฐสภา เล่า ? ท่านตุลาการ 

หลักการแห่งกฎหมาย หลักนิติธรรม หลักกฎหมายสากล ถูกละเมิด ถูกมองข้าม และพ่ายแพ้ต่อระบบเสียงข้างมากได้อย่างไร ? ท่านตุลาการ ตอบได้หรือไม่

มีเหตุผลเพียงประการเดียวเท่านั้น ที่ จะตอบคำถามนี้ ก็คือ

การตัดสินคดียุบพรรค เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เป็นไปตามความต้องการของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร

ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 คือ พยานหลักฐาน ที่พิสูจน์ได้ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินมีเจตนาที่จะยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้ง 111 คน  และ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ยินดีรับใช้เจตนารมณ์ของคณะรัฐประหาร  กระทั่งยอมทำลายหลักการแห่งกฎหมาย และทรยศต่อวิชาชีพของตนเอง

ลำพัง คำวินิจฉัยของ ตุลาการรัฐธรรมนูญ สั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย ก็ไม่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปมากนัก

แต่เมื่อ พิจารณาองค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้ว พบว่า มีประธานศาลฎีกา เป็นประธาน และ ประธานศาลปกครองสูงสุด  เป็นรองประธาน องค์คณะอีก 7 ท่าน เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด   

ตรงนี้ต่างหากที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทุกคน

หาก ศาลฎีกา และ ศาลปกครองสูงสุด ยึดถือหลักกฎหมายเช่นเดียวกับที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม และ ศาลปกครอง  ประชาชนจะพึ่งหวังความยุติธรรมที่จะได้รับจากศาล ได้อย่างไร

นานาชาติ จะมองระบบศาลไทยอย่างไร  เมื่ออำนาจตุลาการ ถูกแทรกแซงได้และถูกชี้นำอย่างเปิดเผยจากผู้ครอบครองอำนาจรัฐ ด้วยวิธีการรัฐประหาร ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

 ประเทศไทย เคยผ่านการปฏิวัติ รัฐประหารมาหลายครั้ง ในรอบ 75 ปี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข  กระทั่งเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนในประเทศ และไม่เป็นที่ประหลาดใจนักสำหรับประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทย มาช้านาน  ทั้งประเทศประชาธิปไตย ประเทศสังคมนิยม และประเทศเผด็จการ ทหาร

แต่ทั้งประชาชนในประเทศ และ นานาชาติ ต่างก็ไม่เคยพบเห็นการปฏิวัติ รัฐประหารยุคใดสมัยใด ของประเทศไทย ที่คณะรัฐประหาร หรือคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน สามารถชี้นำ และแทรกแซงการพิพากษาของศาล ได้เช่นที่เป็นอยู่ในยุคนี้สมัยนี้

ยุคสมัยที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร

 กระทั่งกล่าวได้ว่า คณะรัฐประหาร ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นคณะรัฐประ หาร คณะแรกของประเทศไทย ที่สามารถควบคุม สั่งการ และใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร ผ่านทาง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ได้ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศไทย

          ไม่ว่าจะเกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ขึ้นกี่ครั้งกี่หนในประเทศไทย ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่อำนาจตุลาการตกอยู่ใต้อาณัติของคณะรัฐประหาร เช่นในยุคนี้สมัยนี้

          ยุคที่มีประธานศาลฎีกาชื่อ นายปัญญา ถนอมรอด

          ยุคที่มีประธานศาลปกครองสูงสุด ชื่อ นายอักขราทร จุฬารัตน์

          ยุคที่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีกฎ หมายบัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญ

          ยุคที่ อำนาจตุลาการ ยอมรับและบังคับใช้กฎหมายให้มีผลย้อนหลัง ในการลง โทษ เพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิด  และลงโทษผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด  ตามความต้อง การของหัวหน้าคณะรัฐประหาร

          ยุคที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดินไทย

          ยุคสมัยแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นประมุข

          ยุคสมัยที่ประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศไทย ต้องจารึกไว้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัปชั่วกัลป์

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: