ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ อีกครั้ง..!

 การเลือกตั้ง ปี 2544 มีคดีการเมืองการเลือกตั้งคดีหนึ่ง เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่คดีโด่งดัง แต่ก็เป็นคดีที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นแง่มุมให้นำมารื้อฟื้นกันได้ว่า พรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้งครั้งนั้น สมควรจะได้รับโทษ เหมือนกับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ในการเลือกตั้งปี 2549  เช่นเดียวกับที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยลงโทษให้ยุบพรรคการเมืองพรรคนั้น และตัดสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทุกคน ด้วยหรือไม่  เนื่องจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ  วินิจฉัยแล้วว่าประกาศคปค.ฉบับที่ 27 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ และไม่ได้กำหนดระยะเวลาการลงโทษย้อนหลังว่าให้ย้อนหลัง ถึงเมื่อใด หรือ ถึงการเลือกตั้งครั้งใด 

คดีการเมืองการเลือกตั้งที่จะกล่าวถึงนี้ ก็คือ คดีที่นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมติคณะกรรมการบริหารพรรค  ส่งนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี เขต 2 

          การสมัครรับเลือกตั้งของนายสำรอง วัดสว่าง ได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ถูกต้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 คุณสมบัติประการสำคัญที่สุด ที่เพิ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2544 ก็คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ยกเว้นผู้ที่เคยเป็นส.ส. มาก่อน

          นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของนายสำรอง วัดสว่าง แล้ว มีมติส่งนายสำรอง วัดสว่าง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่

ในการส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองจะต้องออกหนังสือรับรองให้แก่บุคคลที่พรรคมีมติส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นหลักฐานแจ้งแก่คณะกรรม การการเลือกตั้ง โดยหัวหน้าพรรคการเมืองในฐานะผู้แทนของพรรคการเมืองนั้น  ต้องเซ็นรับ รองในหนังสือดังกล่าว เพื่อเป็นการยืนยันต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง และป้องกันบุคคลที่พรรคไม่ได้มีมติส่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาแอบอ้างว่าได้รับการคัดเลือกจากพรรคให้เป็นผู้สมัครฯ ป้องกันการสมัครรับเลือกตั้งซ้ำซ้อนกัน 

ในกรณีการสมัครรับเลือกตั้งของนายสำรอง วัดสว่าง เมื่อปี 2544 ก็เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค ได้กระทำการแทนประชาธิปัตย์ ลงนามในหนังสือรับรองว่านายสำรอง วัดสว่าง เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พรรคประชาธิปัตย์ขอส่งนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดเพชรบุรี

หลังจากนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ปรากฎว่าคณะกรรมการการเลือก ตั้งตรวจสอบพบว่า นายสำรอง วัดสว่าง ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ตามที่นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  เนื่องจากนายสำรอง วัดสว่าง ไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี  อีกทั้งหลักฐานที่นายสำรอง วัดสว่าง นำมาแสดงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นหลักฐานเท็จ

กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค แจ้งเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เข้าใจผิดต่อคุณสมบัติของนายสำรอง วัดสว่าง ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว นายสำรอง วัดสว่าง ไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ 

ในขณะที่นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงนามรับรองว่านายสำรอง วัดสว่างมีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย นั้น นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงย่อมอยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบคุณสมบัติทางการศึกษาของนายสำรอง วัดสว่าง ได้ นอกจากนี้ นายชวน หลีกภัย และ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นผู้สรรหา และพิจารณาคุณสมบัติของนายสำรอง วัดสว่าง น่าจะทราบดีอยู่แล้วนายสำรอง วัดสว่าง มีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังส่งนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้ง และแจ้งเท็จแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  เนื่องจากต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง  จึงเป็นการจงใจทำผิดกฎหมาย เพื่อหวังผลที่จะได้เข้าไปมีอำนาจปกครองประเทศ และบริหารประเทศ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การส่งนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนการที่วางไว้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบพบว่านายสำรอง วัดสว่าง ยื่นเอกสารเท็จ และ พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค ออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จ และแจ้งเท็จแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง 

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสำรอง วัดสว่าง 

หลังจากถูกตัดสิทธิ นายสำรอง วัดสว่าง และ พรรคประชาธิปัตย์ ก็มิได้ยื่นคำร้องต่อสู้คดีแก่ศาล เพื่อรักษาสิทธิของนายสำรอง วัดสว่าง  ซึ่งผิดวิสัยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะยอมง่ายๆ เช่นนี้  จึงไม่สามารถเข้าใจเป็นอื่นได้ นอกจากนายสำรอง วัดสว่าง และพรรคประชาธิปัตย์ รู้อยู่แก่ใจว่ายื่นเอกสารเท็จ และแจ้งเท็จแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  การยื่นคำร้องต่อศาล ก็ไม่อาจจะทำให้นายสำรองวัดสว่าง มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาได้

  กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ส่งนายสำรอง วัดสว่าง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 มิได้แตกต่างจากกรณี พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2549 และถูกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ว่าส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย เห็นควรให้กกต.ดำเนินคดียุบพรรคการเมือง   และสุดท้ายก็ปรากฏผลดังที่ทุกคนได้ทราบแล้วคือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยุบพรรค และตัดสิทธิการรมการบริหารพรรคทุกคน โดยมีเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คือ

“การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 (พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า) ที่ได้ออกหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกอันเป็นเท็จให้แก่นางสาวนิภา นางรัชนู  นายสุวิทย์  ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 ติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน เพื่อให้นำไปเป็นหลักฐานประกอบการรับสมัครรับเลือกตั้งดังกล่าว เป็นเหตุอันมีคำสั่งให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่2 ได้หรือไม่  เห็นว่า เมื่อพิจารณาระบบการเมืองแบบรัฐสภาของประเทศไทย ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่ได้รับมอบหมายภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะพรรคการเมืองมีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง นับตั้งแต่การเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งในการใช้อำนาจปกครองประเทศ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนต่างมีความคาดหวังต่อพรรคการเมืองในความรับผิดชอบของการแก้ปัญหาสำคัญ และการพัฒนาประเทศ

การคัดกรองบุคคลที่จะเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติ หรือำนาจบริหาร อันเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของพรรคการเมือง การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ออกหนังสือรับรองความเป็นสมาชิกอันเป็นเท็จ ให้นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ เป็นการจงใจบิดเบือนภารกิจบั้นพื้นฐาน ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ไม่ตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ สำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อพรรคการเมืองละเลยต่อภารกิจพื้นฐาน จึงยากที่จะมีความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ  และพัฒนาประเทศได้ การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 ยังเป็นการไม่ช่วยส่งเสริมและธำรงรักษาไว้ ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งมีการปฏิบัติภารกิจของพรรคการเมืองที่ได้รับการอุดหนุนด้วยเงินกองทุนที่ตั้งขึ้นมาด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งได้มาจากภาษีของประชาชน

ด้วยเหตุที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 65 (2) และ (3) มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 หรือไม่

เห็นว่าเมื่อ พิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามีการออกหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกพรรคอันเป็นเท็จ ทั้งๆที่หัวหน้าพรรครู้อยู่แล้วว่า บุคคลที่ตนออกหนังสือรับรอง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค โดยมีการจ่ายเงินให้บุคคลที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ส่งสมัครรับเลือกตั้ง คนละ 30,000 บาท

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลที่พรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ส่งสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในลักษณะเดียวกันเกือบทั้งหมด การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 ดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกที่มีต่อประชาชน ทั้งไม่คำนึงถึงความเสียหาย หรือผลกระทบที่เกิดแก่ประเทศชาติ จึงสมควรถูกยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามคำร้อง

เหตุผลที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ก็คือ หัวหน้าพรรคออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จให้แก่สมาชิกพรรค และส่งสมาชิกที่มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการกระทำของหัวหน้าพรรคการเมือง เช่นนี้ เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  พรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ยากที่จะมีความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ และพัฒนาประเทศได้

ย้อนกลับไปดูกรณีนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งนายสำรอง วัดสว่าง ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 โดยมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และนายชวน หลีกภัย ได้ออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จ เช่นเดียวกับหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า  

คำถามก็คือ หากมีการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการกระทำของนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เมื่อปี 2544 ต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยจะปรากฏเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ ความเป็น “นายชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์” มีเหตุอันควรยกเว้นถูกยุบพรรค หรือไม่ 

การออกหนังสือรับรองสมาชิกพรรค อันเป็นเท็จของนายชวน หลีกภัย  เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่   พรรคประชาธิปัตย์ มีความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ และพัฒนาประเทศ ได้หรือไม่

การกระทำความผิดของนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ ปี 2544 อยู่ในห้วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2541 เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 

ดังนั้น การออกหนังสือรับรองสมาชิกพรรคอันเป็นเท็จของนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่อาจจะมีข้อยกเว้นที่นำไปสู่การวินิจฉัยที่แตกต่างจากที่พรรคประชา ธิปไตยก้าวหน้า ได้รับ คือ ยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทุกคน

โดยเฉพาะกรณีของนายสำรอง  วัดสว่าง ที่นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จนี้ เชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคทุกคน มีส่วนร่วมการกระทำความผิด เนื่องจากการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และ ก่อนที่บุคคลจะได้รับการเสนอชื่อให้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพิจารณา จะต้องแจ้งคุณสมบัติของตนพร้อมทั้งเอกสารประกอบยืนยันทั้งหมด  

จึงเชื่อได้ว่านายชวน หลีกภัย และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ รู้อยู่แล้วว่านายสำรอง วัดสว่าง ไม่มีคุณสมบัติ แต่เพราะหวังผลชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อที่จะเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศต่อไป นายชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จให้แก่นายสำรอง วัดสว่าง นำไปยื่นแสดงต่อคณะกรรมการการเลือก ตั้ง 

ปริญญาบัตร ที่ออกโดยมหาวิทยาลัยสยาม คือ หลักฐานการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่นายสำรอง วัดสว่าง นำมาแสดงต่อกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นปริญญาบัตรปลอม นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบพบว่านายสำรอง ไม่เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล มีสมาชิกพรรคเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย่อมจะไม่อยู่เหนือวิสัยที่จะตรวจสอบได้ จึงเชื่อได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จงใจที่จะแจ้งเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่านายสำรอง วัดสว่าง จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นความเท็จ

ดังนั้นกรณีการออกหนังสือรับรองคุณสมบัติของ นายสำรอง วัดสว่าง อันเป็นเท็จนี้ เป็นการกระทำร่วมกันของนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ทุกคน 

ขณะนี้ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ยังไม่ยกเลิก และไม่ได้กำหนดว่าให้มีผลบังคับย้อนหลังไปถึงการเลือกตั้งครั้งใด เพียงแต่ระบุว่าผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยคำสั่งของศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ก่อนวันที่ ประกาศคปค. ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นยังคงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามคำสั่งของศาล ต่อไป

ความผิดอันเนื่องจากการออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จของนายชวน หลีกภัย ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 เป็นการเลือกตั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 จึงอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 เช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากมีการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุนี้ และตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามแนวทางเดียวกับที่วินิจฉัยพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่น่าจะมีชะตากรรมต่างจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า คือ  ยุบพรรค เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

กรณีนี้ จึงน่าจะมีการทดสอบความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ความเป็น“ตุลาการ” ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเป็นการให้โอกาสคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง

ใครมีความเห็นอย่างไร ขอเชิญร่วมกันแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ

นักกฎหมาย นักวิชาการ ท่านใด มีแง่มุมใด ขอความกรุณาช่วยนำเสนอและชี้แนะด้วยนะครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: