ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 มิใช่ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เป็นการยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

  

                                      ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549
                         มิใช่ยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
                         แต่เป็นการยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

 

          อ่านหัวเรื่องแล้ว หลายท่านคงคิดว่า “นายประดาบ” ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว

            ยืนยันว่าผมยังมีสติสมบูรณ์ดี สมองยังไม่เลอะเลือน อาการฟั่นเฟือน ก็ไม่เคยเป็น

          หลายท่านคงคิดว่า ถ้าอย่างนั้น “นายประดาบ” จะอุปมาอุปไมยอะไร อย่างไร ที่ไม่บังควร และจะทำให้ทุกข์ร้อนตกถึงแก่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

          ก็ยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีเจตนาเช่นนั้น และเรื่องที่จะเขียนนี้ไม่ใช่อุปมาอุปไมย หรือทำให้เข้าใจไปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่บังควร

          แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ในการก่อการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยมีพยานหลักฐานประกอบสมบูรณ์

          พยานหลักฐานที่จะนำมาแสดง ก็ล้วนแต่เป็นพยานหลักฐานที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร จัดทำขึ้นทั้งสิ้น

           ก่อนจะอ่านความตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป เพื่อความเข้าใจอันแจ่มชัด ผมขอให้ทุกท่านย้อนกลับไปถึงวันที่ 19 กันยายน 2549  ซึ่งผมจะลำดับให้เห็นภาพโดยสังเขปดังนี้

           22.54 น. ของวันที่ 19 กันยายน 2549 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ออกอากาศทางสถานีทุกช่อง ขึ้นคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และเปิดเพลง ความฝันอันสูงสุด ประกอบ ให้ประชาชนที่เฝ้าจับจ้องหน้าจอโทรทัศน์ มาตั้งแต่ 21.00 น. อ่านและทำความเข้าใจกันเอง

           ข้อความประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่ขึ้นปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ มีว่า

          “เนื่องด้วยขณะนี้ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลไว้ได้แล้ว และไม่มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย”

          แม้จะมีเพียงข้อความที่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ประกาศ และ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คืออะไร  แต่ ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และชาวต่างประเทศ ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ ทราบดีว่า ประกาศฉบับนี้ คือ การสิ้นสุดลงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมๆ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

          เนื่องจากก่อนหน้าที่ข้อความดังกล่าวจะปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ ประชาชนชาวไทย และคนทั้งโลก ได้เห็นภาพรถถังและกำลังทหารเคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญๆ ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ผ่านจอโทรทัศน์ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ประกอบกับมีข่าวแพร่สะพัดตลอดทั้งวันว่า จะมีการรัฐประหาร ในคืนวันเดียวกัน  

          รถถังและกำลังทหาร บุกเข้าปิดล้อมสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจปกครองแผ่นดินตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทั้งหมด  อาทิ ทำเนียบรัฐบาล  รัฐสภา  ถนนราชดำเนินตลอดทั้งสาย ลานพระราชวังดุสิต  ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระราชวังดุสิต พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ที่ประทับของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  

          รถถังและกำลังทหารที่ปิดล้อมสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร  กับ ข้อความในประกาศที่ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติ ทราบได้ทันทีว่า  การรัฐประหาร ในประเทศไทย ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว!

          เป็นการรัฐประหารที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ต้องบันทึกไว้ และคนไทยต้องจดจำไว้อย่างมิรู้ลืม เนื่องจากเป็นการกระทำรัฐประหาร ที่นำโดย ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

  เป็นการรัฐประหารที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยและกองทัพไทย ต้องบันทึกไว้ว่านายทหารคณะหนึ่ง นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้กระทำการรัฐประหาร โดยบังอาจแอบอ้างพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ก่อให้ความเสื่อมเสียพระเกียรติยศอย่างใหญ่หลวง     

          ถัดมาประมาณ 30 นาที  เวลา 23.15 น. พลตรีประพาส ศกุนตนาค ในฐานะโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ปรากฏตัวขึ้นบนจอโทรทัศน์ทุกช่อง พร้อมกับอ่านประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 1 มีใจความว่า

         “ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อย ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้วนั้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดกับประชาชนทั้งประเทศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงประ กาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 19 กัน ยายน พุทธศักราช 2549 ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 เวลา 21.05 น.

          ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549

พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน  หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

          การประกาศของ พลตรีประพาส ศกุนตนาค เป็นการแจ้งแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน และ รัฐบาลทุกชาติในโลก ให้ทราบอย่างเป็นทางการ ว่า คณะทหาร นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในนามของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้แล้ว  

          เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง และอีกหลายครั้งในเวลาต่อมาว่า ขณะนี้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมๆ กับการสิ้นอายุขัยของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  

           นับแต่คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เป็นเวลา17 วันเต็มๆ ที่ อำนาจอธิปไตยที่เคยเป็นของปวงชนชาวไทย และ ปวงชนชาวไทยได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ ให้ทรงใช้อำนาจนั้นผ่าน  รัฐสภา คณะรัฐมนตรี   ได้ตกเป็นของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เพียงผู้เดียวแล้ว  

ประชาชนสูญเสียอำนาจอธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ก็มิได้ทรงใช้อำนาจอธิป ไตย ผ่านสถาบัน หรือ องค์กรใดๆ  เว้นแต่ ศาล ที่คณะรัฐประหาร สั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

           หลังจากการยึดอำนาจ ประเทศไทยก็ถูกปกครองโดยคณะรัฐประหาร ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ในห้วงเวลา 24 ชั่วโมงใหลังของการรัฐประหาร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ปกครองประเทศ โดยสถาปนาอำนาจให้แก่ตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง  ซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญที่สุด เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์การปก ครองระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทย ที่เราต้องนำมาพิจารณา ปล่อยให้ผ่านไปเงียบๆ และ ง่ายๆ ไม่ได้เป็นอันขาด

เนื่องจากในห้วงเวลาดังกล่าว เป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ใช้อำนาจซึ่งได้มาด้วยการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต อย่างไม่ชอบธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลายประการ

สำคัญที่สุดคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจ ประหนึ่ง พระมหากษัตริย์ ทรงใช้พระราชอำนาจ

พระราชอำนาจที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นของพระมหากษัตริย์

ในขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นเพียง ผู้บัญชาการทหารบก แต่กลับใช้อำนาจ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  

เป็นการลักลอบฉวยโอกาสใช้อำนาจ ที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระ มหากษัตริย์ โดยบังอาจและแอบอ้าง ทั้งๆ ที่ประกาศตนว่าเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่มิได้มีความเคารพยำเกรงในพระราชอำนาจ และมิได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก แต่อย่างใด

การใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายดุจเดียวกับ พระมหากษัตริย์ ทรงใช้พระราชอำนาจ ที่กล่าวถึงนี้ ได้แก่การใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ดังนี้

1. การแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายอภิชาติ สุขุคคานนท์ ประธานกรรมการ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการ นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการ และ นายสุเมธ  อุปนิสากร กรรมการ  (ประกาศคปค.ฉบับที่ 13)

2. การแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ประกอบ ด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ศาสตราจารย์ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ศาสตราจารย์เมธี ครองแก้ว กรรมการ  นายวิชา มหาคุณ  กรรมการ  นายวิชัย  วิวิตเสวี  กรรมการ  นางสาวสมลักษณ์  จัดกระบวนพล  กรรมการ (ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19)

3.  การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประ กอบด้วย นายกล้าณรงค์ จันทิก  นายแก้วสรรอติโพธิ  คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา  นายจิรนิติ หะวานนท์  นายนาม ยิ้มแย้ม  นายบรรเจิด สิงคะเนติ  นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์  นายสวัสดิ์ โชติพานิช  นายสัก  กอแสงเรือง  นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์  นายอุดม  เฟื่องฟุ้ง  นายอำนวย ธันธรา  โดยให้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และให้ใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ   (ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30)

การใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 13 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร กระทำขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2549 ในช่วงกลางวัน  ก่อนที่จะมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันเดียวกัน

ในขณะที่ การแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ กระทำขึ้นในวันที่ 22 กันยายน 2549 และวันที่ 30 กันยายน 2549 ตามลำดับ หลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว

ประเด็นสำคัญที่เป็นเหตุให้ “นายประดาบ” ตั้งข้อกล่าวหาว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัต กลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึง วันที่ 20 กันยายน 2549 ก่อการรัฐประหาร มิได้ยึดอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เป็นการยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อยู่ตรงที่ การใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ตามประ กาศคปค.ฉบับที่ 13 และ 19 ตาม ลำดับ

ประกาศ คปค. ฉบับที่ 13  ข้อ 1 มีความว่า “ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีผลบังคับใช้ต่อไป” ซึ่งหมายความว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ยังมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ เช่นก่อนการยึดอำนาจ ถึงแม้ว่าคณะรัฐประหาร จะประกาศ ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  สิ้นสุดลง ไปตามประกาศคปค. ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549  แล้วก็ตาม

คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีขึ้นตามบทบัญญัติมาตรา 136 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย พุทธศักราช 2540 ความว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยประธานกรรม การคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
        ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง”

มีบทบัญญัติชัดเจนว่า การแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  เท่านั้น

ถึงแม้ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ก็ตาม แต่โดยปกติแล้ว ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้  มักจะวินิจฉัยให้ปฏิบัติไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ก็บัญญัติไว้เช่นกัน ในมาตรา 38 

 ดังนั้น กรณีการแต่งตั้งกรรมการเลือกตั้ง  มีประเพณีการปกครอง ที่เคยปฏิบัติมาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงสมควรที่จะดำเนินการตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ กราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง  แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ดำเนินการตามประเพณีการปกครอง และใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ประกาศว่าเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประ ชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่กลับกระทำการละเมิดพระราชอำนาจ โดยเจตนา

นอกจากนี้ บุคคลทั้ง 5 ที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจแต่งตั้ง เป็นกรรมการการเลือกตั้ง นั้น เป็นบุคคลที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากวุฒิสภา แล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ตามบทบัญญัติของรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  แต่เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจ และทำให้รัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงสียก่อน  กระบวนการนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ จึงสิ้นสุดไปด้วย

หาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่มีเจตนาเป็นอื่น ก็สมควรที่จะใช้วิธีการการนำรายชื่อบุคคลทั้ง 5 ขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง  เพื่อให้กระบวนการที่สิ้น สุดลง เพราะการก่อรัฐประหารยึดอำนาจของตน ดำเนินต่อเนื่องไปจนจบ ก็จะเหมาะสมที่สุด และไม่นำมาสู่ประเด็นปัญหาที่จะกล่าวถึงในลำดับต่อไป    

กรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ข้อ 1 มีความว่า “ให้พระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช่ต่อไป โดยให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสรรหา”

ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 แปลความได้ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังคงมีผลบังคับใช้โยสมบูรณ์ทุกมาตรา ยกเว้นมาตราที่เกี่ยวกับการสรรหา คณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 7 ,8 ,9 ,10 และ 11

          ในขณะที่ มาตรา 6 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542   มีความว่า “เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประ กอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา”

          มีบทบัญญัติของกฎหมายชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งหมายความว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 

          มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติให้ กรรมการป.ป.ช. ต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ มิได้ถูกยกเลิกไปด้วย ตามประกาศ คปค. ฉบับใดทั้งสิ้น 

ดังนั้นการที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แต่งตั้งบุคคล 9 คน เป็นประธานคณะ กรรมการคนหนึ่งและกรรมการอีกแปดคน จึงเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ อย่างชัดเจน และเป็นการบังอาจใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช. แทนพระมหากษัตริย์  ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เท่านั้น

          คำถามคือว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คิดว่าตนเป็นใคร จึงบังอาจใช้อำนาจ ที่ กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

          การใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช. ด้วยตนเอง แทนที่จะให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีการกระทำซ้ำให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่ามีความจงใจละเมิดพระราชอำนาจ และยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช. มาเป็นของตนเอง โดยมีหลักฐานยืนยันคือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 31 ซึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประกาศใช้เพื่อยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เป็นการเฉพาะ

          ประกาศ คปค.ฉบับที่ 31 ซึ่งเป็นพยานหลักฐานแสดงว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กระทำการยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญ ดังนี้

          “ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 1 และ ข้อ 2 ของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

           ข้อ 1 การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิได้กระทบกระเทือนการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542   โดย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังคงบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก และให้ถือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประ มุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 

          และ ข้อ 2 ให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2549 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศฉบับดังกล่าว และมีวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542

          ความทั้ง 2 ข้อ ของประกาศ คปคป. ฉบับที่ 31  ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประกาศออกมาแก้ไข ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19  นั้น เป็นเพราะได้รับการทักท้วงจากที่ปรึกษากฎหมาย ว่าการใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งกระทำกันอย่างเร่งรีบนั้น  ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ มาตรา 6 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เท่านั้น

          แต่ทว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 31 ที่ออกมาแก้ไขความผิดพลาดของประกาศ คปค ฉบับที่ 19 นอกจากไม่ได้แก้ไขความผิดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่บังอาจใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช. ประหนึ่งว่าตนเป็นพระมหากษัตริย์ แล้ว  ยังทำให้ได้เห็นเจตนา รมย์ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่า  ไม่ได้เพียงต้องการใช้อำนาจ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เท่านั้น หากแต่ยังต้องการยึดพระราชอำนาจของพระ มหากษัตริย์ อีกด้วย

          ความในข้อ 1 ที่ระบุว่า “ให้ถือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริต พ.ศ.2542เป็นกรรมหรือการกระทำที่แสดงถึงเจตนาของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ออกประกาศฉบับนี้ ได้แจ่มชัดยิ่ง

          ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการป.ป.ช. ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้  เนื่องจากกฎหมายให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหา กษัตริย์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 31 เพื่อยืนยันการใช้อำนาจของตัวเอง ว่าถูกต้องตามกฎหมาย  กรรมการป.ป.ช. ที่ตนแต่งตั้งไปนั้น มีฐานะถูกต้องตามกฎ หมาย และเสมอเท่ากับกรรมการป.ป.ช. ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง

           ทั้งๆ ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับไม่ให้พระองค์ท่านทรงใช้พระราชอำนาจ และยึดพระราชอำนาจนั้น มาเป็นอำนาจของตัวเอง

          ต้องถามเป็นครั้งที่สอง ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คิดว่าตนเป็นใคร และเหตุใดจึงยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไปใช้เป็นอำนาจของตน

            ทั้ง 2 กรณีนี้ คือ เหตุผลที่ไม่อาจมองข้ามการใช้อำนาจของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประ มุข ไปได้อย่างเงียบๆ และ ง่ายๆ ดังกล่าวแล้ว

           กรณีประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คณะกรรม การ คตส. มีและใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  นั้น เป็นประเด็นคำถามที่ต้องพิเคราะห์ในเชิงกฎหมาย ว่า ในขณะที่ กฎหมายบัญญัติให้บุคคลที่จะเป็นคณะ กรรมการป.ป.ช. มีและใช้อำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ ต้องได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  ตามมาตรา 6 ดังกล่าวแล้ว 

การที่ คณะกรรมการคตส. ซึ่งแต่งตั้งโดยหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประ ชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มิใช่คณะบุคคลที่ได้รับพระกรุณาฯโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จะมีและใช้อำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช. ด้วยนั้น เป็นการสมควรหรือ ไม่ และ ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือไม่  เนื่องจากยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ให้คณะกรรมการ คตส. มีและใช้อำนาจ ในฐานะคณะกรรมการป.ป.ช. ได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณี ประกาศ คปค. ฉบับที่ 12 ซึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศ ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 พ้นจากตำแหน่ง และ ให้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  ซึ่งการใช้อำนาจของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นการจงใจละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ อย่างชัดเจน 

เนื่องจาก คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นบุคคลที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่ง ตั้งตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 6  ซึ่งกำหนดว่า “ให้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินคณะหนึ่ง ประกอบ ด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกเก้าคน ซึ่งพระมหา กษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคล ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์ และมีคุณสมบัติในแต่ละประเภท ประเภทละสองคน ดังต่อไปนี้

  (1) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 10 หรือเทียบเท่า ซึ่งมีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน

              (2) เป็นผู้ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการบัญชี การสอบบัญชี หรือการตรวจสอบภายใน

 

 

  (5) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการผู้จัดการ หรือตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นของธุรกิจ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยต้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี

            สำหรับบุคคลตาม (2) ถึง (4) ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ด้วย

            (1)เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือ

(2) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 10 หรือเทียบเท่า หรือ

            (3) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาและดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี

มีข้อพึงสังเกตว่า เหตุใด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จึงใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สั่งให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง พ้นจากตำแหน่ง ในขณะที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กลับไม่พ้นจากตำแหน่ง อีกทั้งยังได้ใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีคุณสมบัติหลากหลาย อีกด้วย

การสั่งให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง พ้นจากตำ แหน่ง เป็นการละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่ และ การให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แต่เพียงคนเดียว มีความถูกต้องตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 หรือไม่

เช่นเดียวกันกับการสั่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลง พร้อมกับวุฒิสภา สภาผู้แทน ราษฎร คณะรัฐมนตรี  ในประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ทั้งๆ ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 255 ที่บัญญัติไว้ว่า

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและตุลาการศาลรัฐธรรม นูญอื่นอีกสิบสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลดังต่อไปนี้

           (1) ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวนห้าคน

  (2) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวนสองคน

  (3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกตามมาตรา 257 จำนวนห้าคน

              (4) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกตามมาตรา 257 จำนวนสามคน 

             ให้ผู้ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

  ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

  ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กราบบังคมทูลฯร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เพื่อทรงพระปรมา ภิไธย  ซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 35 กำหนดไว้ว่า

“บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประ กอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยทีประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ

  ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย ว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้า ที่ธุรการ และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบหมาย

  องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณา และการทำคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  บรรดาอรรถคดี หรือการใด ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

  การกำหนดให้มีตุลาการรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่แทนตุลาการศาลรัฐธรรม นูญ ที่ถูกสั่งให้สิ้นสุดลง ตามประกาศคปค.ฉบับที่ 3  แต่กลับกำหนด “ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมายว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ธุรการ และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มอบหมาย”

แสดงถึงเจตนารมย์ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าต้องการล้มล้างคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง เพื่อที่ตนจะใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิรูปการปก ครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นผู้กราบบังคมทูลฯ และ รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) กำหนดองค์คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ขึ้นใหม่ ด้วยตนเอง

ประเด็นสำคัญของกรณีนี้ ก็คือ บุคคลที่จะเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นี้ ไม่ต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เช่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สิ้นสุดไปตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  

การมีตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นจากการกำหนดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มาทด แทนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และทำหน้าที่เดียวกันกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกประการ  จะอธิบายเช่นไร

หากไม่ใช่เป็นการยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีและทรงใช้ในการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

การออกคำสั่ง และ ประกาศ เหล่านี้เอง ที่ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นหรือ?

คณะรัฐประหาร มีเจตนาแอบแฝงเคลือบแคลงอื่นอีกหรือไม่ ?

หากตอบว่าไม่มี  ก็ต้องตอบด้วยว่า เหตุใดคำสั่งและประกาศหลายฉบับ จึงมีลักษ ณะของการลิดรอนพระราชอำนาจ กระทั่งยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ด้วย

ทั้งๆ ที่เป็นพระราชอำนาจที่ทรงมีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งสิ้น

ในขณะที่ คณะรัฐประหาร ซึ่งยึดพระราชอำนาจไปจากพระองค์ท่าน และใช้อำนาจแทนพระองค์ท่าน  ได้อำนาจและใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  ไม่มีกฎหมายรองรับแม้แต่ฉบับเดียว

เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า ด้วยเหตุที่

1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ คณะกรรมการป.ป.ช.  ได้รับการแต่งตั้งโดยกระ บวนการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ และเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ  ดังนี้แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ คณะกรรมการป.ป.ช. มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

การปฏิบัติหน้าที่ตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ คณะ กรรมการป.ป.ช. ที่มีที่มาโดยกระบวนการไม่ถูกต้องตามกฎหมายเช่นนี้ จะมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่

คำถามโดยสรุปก็คือ เป็นคณะกรรมการเถื่อนหรือไม่ ?

2. คณะกรรมการ คตส. มีและใช้อำนาจคณะกรรมการป.ป.ช. ได้หรือไม่  การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการป.ป.ช. มีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

3. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีและใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้หรือ ไม่  ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ?

4. การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน  นับเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย หรือไม่?   

คำพิพากษาของตุลาการรัฐธรรมนูญ  ซึ่งกระทำการภายใต้อำนาจคณะรัฐประ หาร ซึ่งได้อำนาจนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมิใช่กระทำการภายใต้พระปรมาภิไธย มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่

เนื่องจาก รัฐธรรมนูฯแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญนี้

ความจริงที่ต้องพิจารณามีอยู่ว่า

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นบุคคลที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

คณะรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ศาล เป็น บุคคลที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ย่อมแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ผ่านทางสถาบันหรือองค์กรที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เท่านั้น

ประเด็นที่ต้องพิจารณามีอยู่ว่า

ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น บุคคลที่ไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น ศาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549  หรือไม่  แตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ความจริงแห่งสถานะของตุลาการรัฐธรรมนูญ มีอยู่ว่า

ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ศาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณา จักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549  หากแต่เป็นคณะบุคคล ที่ประกอบกันขึ้นเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ  มีอำนาจหน้าที่ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกสั่งให้สิ้นสุดลงตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 เคยมี

จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ มารองรับ และไม่มีกฎหมายใดรองรับสถานะของตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น ศาล 

มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 บัญญัติไว้เพียงว่า “บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือเมื่อมีปัญหาว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย……”

ไม่มีข้อความใด วรรคใด ที่กำหนดให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ มีสถานะเป็นศาล มีเพียงกำ หนดให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ มีและใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้น

 อีกทั้ง ตุลการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยมีมาในอดีต ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ยกเลิกไปนั้น ก็ไม่เคยมีสถานะเป็น ศาล มาก่อน

ดังนั้น หากนำความในมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่ว คราว) พุทธศักราช 2549 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น ศาล จึงต้องวินิจฉัยสถานะของตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามที่เคยมีมาและเป็นมา ซึ่งจะได้คำตอบว่า ตุลาการรัฐธรรม นูญ ไม่ใช่ศาล

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตุลาการรัฐธรรมนูญ ย่อมจะไม่ใช่สถาบัน หรือ องค์กร ที่บัญ ญัติไว้ในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 

ไม่ใช่ศาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธ ศักราช 2549

ประกอบกับ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรัฐ ประหาร สั่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลง พร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  แล้ว

นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีการประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 จนถึงวันนี้ ยังไม่มีประ กาศ คปค. หรือ กฎหมาย ฉบับใด กระทั่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่ว คราว) พุทธศักราช 2549  ก็ไม่ได้บัญญัติให้มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาอีก   

ดังนั้น คำวินิจฉัยใดๆ ของตุลาการรัฐธรรมนูญ ย่อมจะไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ได้อยู่ภายใต้พระปรมาภิไธย หากแต่อยู่ภายใต้คำสั่งของคณะรัฐประหาร

เมื่อสิ้นสุดวาระการถือครองอำนาจปกครองแผ่นดิน ของคณะรัฐประหาร ไปแล้ว ประเด็นเหล่านี้จะถูกนำขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งอย่างแน่นอน 

ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น หากว่าที่สุดแล้ว สามารถพิสูจน์ได้ว่า คณะบุคคลที่ทำหน้าที่คณะกรรมการคณะต่างๆ เหล่านี้ เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 

เนื่องจาก ผู้แต่งตั้งไม่มีอำนาจแต่งตั้งและสั่งให้ใช้กระทำการ และ แต่งตั้งโดยละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

อีกประเด็นหนึ่งที่ อยากจะขอให้ช่วยกันพิเคราะห์ ถึงการละเมิดพระราชอำนาจ ก็คือ กรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแนวทางแก้ไขปัญหาการ เมือง ด้วยสันติวิธี  ตามระบอบประชาธิปไตย  และทรงตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป เพิ่มเติม พร้อมทั้งพระราชทานพระราชประสงค์สองข้อประกอบพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป เพิ่มเติม  แล้วนั้น ย่อมแสดงว่าทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันแก้ไขปัญหาการเมืองตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ทรงมีพระราชประสงค์ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ต่อไป และให้ประชา ชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเอง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามระบอบประชา ธิปไตย

พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป เพิ่มเติม และ พระราชประสงค์สองข้อ ที่พระราชทานให้แก่ประชาชนคนไทยนั้น นับได้ว่าเป็นเครื่องมือหรือกลไกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย กับ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ที่งดงามยิ่ง

กล่าวคือ เมื่อประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยของตน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษ ฎร และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งเป็นรัฐบาล ทั้ง สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา และ รัฐบาล ก็เป็น อำนาจสองฝ่าย คือ  นิติบัญญัติ และ บริหาร ที่ประกอบกันเป็นอำนาจอธิปไตย  ก็เป็นช่องทางการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหา กษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขใช้อำนาจนั้น ทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี  และ ศาล

แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีกลไกเชื่อม โยงระหว่างอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย กับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ก็ขาดจากกันทันที 

เนื่องจาก

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และ ยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไปเป็นของตน และคณะรัฐประหาร เสียแล้ว

อ่านกันมาถึงตรงนี้  คำถามที่จะต้องถามต่อประชาชนคนไทย มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ

1. เราจะยอมรับคณะกรรมการคณะต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เสมือนหนึ่งคณะกรรมการที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จากพระมหากษัตริย์ หรือไม่

2. เราจะยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ การวินิจฉัย การตัดสินของคณะกรรมการคณะต่างๆ ที่มีที่มาขัดต่อกฎหมาย และมาจากกระบวนการแต่งตั้งที่ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ หรือไม่

3. เราจะดำเนินการอย่างไรกับคณะกรรมการคณะต่างๆ ที่มาจากกระบวนการแต่งตั้งที่ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

4. เราจะดำเนินการอย่างไรกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ลิดรอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  และ ยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มาเป็นของตนเอง

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ สรุปเป็นประเด็นเดียวที่ผมตั้งเป็นข้อกล่าวหาไว้ ณ ที่นี้ ว่า

“พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึด พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์”

หากไม่จริงดังที่ผมตั้งข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้  ขอความกรุณา พล.อ.สนธิ  บุญยรัตกลิน ได้ชี้แจง “ความจริง” และ แสดงพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา เพื่อที่ประชาชนจะวางใจได้  ไม่มีข้อสงสัย และไม่มีคำถามอีกต่อไปว่า

“พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึด พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” หรือไม่ ?

/////////////                                                                                     

               

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: