พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ‘ก้อนกรวดในรองพระบาท’



(แหล่งที่มา http://kanchanapisek.or.th/ohmpc/pc-house.php)

          ผมขอพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระ ราชทานแก่คณะองคมนตรี  ในโอกาสที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดทำเนียบองคมนตรี ที่พระราชอุทยานสราญรมย์ เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2547  มาเผยแพร่และถ่ายทอดแก่ประชาชนทั่วไป  เพื่อจะได้ทราบทั่วกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยพระราชทานพระราชดำรัสต่อคณะองคมนตรี ไว้อย่างไร  และ องคมนตรีได้ปฏิบัติตามหรือขัดแย้งต่อพระราชดำรัส

          ตอนหนึ่งของพระราชดำรัสต่อคณะองคมนตรี ในวันดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงย้ำให้คณะองคมนตรีระมัดระวังในการคิด การพูด การปฏิบัติ ถึงสองครั้ง ว่า

          “…ขอให้ท่านระมัดระวังคำพูด ในคำวินิจฉัย ในความเห็นที่ให้ในที่ประชุมองคมนตรีและที่ข้างนอกด้วย หมายความว่ากับคนทั่วๆไป ข้าราชการ และประชาชนที่รอฟังความเห็นของท่าน แต่ที่พูดไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี เป็นความเห็นของผู้ที่มีความรู้ แต่ในที่สุดก็ต้องสรุปว่าท่านทุกท่านมีความรับผิดชอบในตัวเองและในราชการชั้นสูงที่สุด ให้คนมีความไว้ใจได้ ให้คนมีความอุ่นใจว่ามีคนในประเทศที่มีความสามารถและมีความรู้

          ฉะนั้นก็ขอให้ท่านระมัดระวังในความคิด ในวาจา และการกระทำทุกอย่างให้เป็นตัว อย่างและเป็นประโยชน์กับส่วนรวม…”

          ผมเชื่อว่า พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะองคมนตรี ในครั้งนี้ มีความแจ่มชัดเป็นที่สุดต่ออำนาจหน้าที่ขององคมนตรี และ ขณะใดที่เป็นความเห็นขององคมนตรี ขณะใดที่ไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี เป็นเพียงความเห็นของผู้ที่มีความรู้ท่านหนึ่งเท่านั้น และองคมนตรีทุกท่านต้องรับผิดชอบในตัวเอง

          ทุกท่านที่ได้อ่านพระราชดำรัสองค์นี้ จะประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตร อันกว้างไกล ของพระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นเสมือนหนึ่งแสงสุริยาที่ส่องสว่างไขปริศนาดำมืด ในหัวใจประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ในวันนี้

          ผมไม่บังอาจที่จะขยายความหรือแปลความพระราชดำรัส ดังเช่นที่สื่อมวลชนทั่วไปนิยมกระทำ และเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านที่ได้อ่านพระราชดำรัสองค์นี้ ก็สามารถเข้าใจได้ เนื่องจากเป็นพระราชดำรัสที่เข้าใจได้ง่าย และเห็นภาพชัดเจนที่สุด และเชื่อว่าหลังจากทุกท่านได้อ่านพระราชดำรัส แล้ว  จะเข้าใจข้อเขียนของผมที่จะเสนอเป็นลำดับต่อไปได้เป็นอย่างดี

          ………………….

          ในฐานะตัวแทนทีมงาน Hi-thaksin ผมไม่เห็นด้วยกับการรวบรวมรายชื่อเพื่อทูลเกล้าถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี  ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

          1. การแต่งตั้งองคมนตรี เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกฉบับ (รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 เขียนว่าเป็น “พระอัธยาศัย” ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่เจตนาหรือไม่ มิอาจทราบได้) หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นสิทธิส่วนพระองค์ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระมหา กษัตริย์

          จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะแสดงพฤติ กรรมใดๆ ก็ตาม โดยมีลักษณะหรือท่วงทำนองท่าทีที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ประชาชนกำลังก้าวล่วง หรือละเมิดต่อสิทธิส่วนพระองค์  หรือ สิทธิที่พระองค์ท่านทรงมี  ซึ่งในฐานะพระมหา กษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่มีประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน สามารถปลดนายกรัฐมนตรี ที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้)  พระองค์ท่านก็มีสิทธิค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว  ให้ต้องลดน้อยลงไปอีก

          2. การรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าถวายฎีกา เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และประธานองคมนตรี ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีเหตุมาจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “การเมือง” ในฐานะ “บุคคล” ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งมีพยานเอกสาร พยานบุคคล และ พยานแวดล้อม ยืนยันได้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีพฤติกรรมที่ส่อแสดงให้เห็นว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ทั้งก่อนการรัฐประหาร และ หลังการรัฐประหาร รวมตลอดจนถึงขณะนี้ ก็ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพล ชี้นำการตัดสินใจของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายทหารคนสนิท ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐ มนตรี และ พล.อ.สนธิ บุญญรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

          ด้วยเหตุที่การรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา ในกรณีนี้ มีที่มาจาก “การเมือง” และ เป็น “การเมือง” นอกระบบ นอกรูปแบบ “การเมือง” ที่ไม่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ   เป็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ผิดกฎหมาย   จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี  จะกราบทูลถวายฎีกา เพื่อทรงตัดสินพระราชหฤทัย ในทางหนึ่งทางใดที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” โดยเฉพาะ “การเมืองที่ไม่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”  เป็นการนำ “การเมือง” และ “การกระทำความผิดกฎหมาย” ไปทำให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งเป็นการไม่สมควร

          ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมหลายอย่างหลายประการของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เช่นเดียวกับผู้รวบรวมรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา กำลังดำเนินการอยู่ก็ตาม

          แต่ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และก่อให้เกิดพระราชภาระยุ่งยากรวบกวนพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องด้วยพฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นพฤติกรรมเฉพาะตัว ที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง และมีกฎหมายบ้านเมืองกำหนดบทลงโทษ ไว้อยู่แล้ว

          หนทางที่ประเสริฐสำหรับคนไทยและประเทศไทย ในขณะนี้ก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ควรจะลาออกจากตำแหน่งอันสูงสุด เพราะถูกสงสัยจากประชาชนทั้งประเทศ ว่ากระทำในสิ่งที่ต่ำช้าที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประ มุข  นั่นคือ การร่วมก่อการรัฐประหาร

          เหตุที่เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลาออก ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหา กษัตริย์ ไม้ให้ถูกดึงไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และเพื่อที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้พิสูจน์ตนเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วไปว่า ท่านเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดี  พร้อมที่จะสละทุกสิ่ง รวมถึงชีวิต เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสีย ตามที่มีประชาชนตั้งข้อสงสัย และกำลังเลยเถิดไปถึงขั้นล่ารายชื่อถวายฎีกาให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถอดถอน กันแล้ว

          แต่ถ้า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังซ่อนตัวนิ่งเงียบอยู่ในวงล้อมของบริวาร ประพฤติตนประหนึ่ง ก้อนกรวดในรองพระบาท ที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินไม่ถนัด และเจ็บปวดทุกครั้งที่ทรงขยับพระบาท หรือทุกครั้งที่กรวดก้อนนี้กลิ้งไปมาในรองพระบาท

          ผมใคร่ขออนุญาตแลกเปลี่ยนวิธีการนำ “ก้อนกรวด” ออกจากรองพระบาทโดยที่จะไม่เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และไม่ก่อให้เกิดพระราชภาระยุ่งยากรวบกวนพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้ง ไม่ส่งผลกระทบทางหนึ่งทางใดต่อกระเกียรติยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ดังนี้

          1. รวบรวมพฤติกรรม การกระทำ อันไม่เหมาะสมแก่ฐานะองคมนตรี และ ประ ธานองคมนตรี ไม่ควรค่าแก่บุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  นำเสนอต่อประชาชน อย่างกว้างขวาง ด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ  เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร อย่างเท่าเทียมกัน  เช่น การเผยแพร่ทางเวปไซต์  การเผยแพร่ทาง e-mail การเผยแพร่ทางสถานีวิทยุชุมชน  การเผยแพร่ด้วยเอกสารสิ่งพิมพ์  การเผยแพร่ด้วยคำบอกเล่า การเผยแพร่ด้วยจดหมาย  การเผยแพร่ด้วยการพูดคุยในที่ชุมนุมชน ฯลฯ

          2. รวบรวมรายชื่อประชาชนเรียกร้องให้ กองทัพ และ ทหารทุกคน ปกป้องและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศและต่างประเทศ เข้าใจผิดว่าการกระทำของตน เป็นพระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์  ซึ่งเป็นการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์  เพื่อประโยชน์ส่วนตน

          เช่น การบรรยายในสถานที่ต่างๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะบุคคลผู้มีความรู้ มีประสบการณ์  แต่ทำให้ประชาชนสับสนว่า เป็นการบรรยายในฐานะองคมนตรี  หรือ ประธานองคมนตรี ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหมู่ประชาชน ว่าเป็นการบรรยายหรือแสดงออกในฐานะผู้แทนของสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่มีการชี้แจงให้กระจ่างว่าเป็นความ เห็นส่วนตน ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

          ดัง พระราชดำรัสที่ทรงพระราชแก่คณะองคมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ตอนหนึ่ง ที่ว่า…

          “…องคมนตรี ก็ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหา กษัตริย์เท่านั้นเอง  ไม่ใช่ว่าจะต้องไปแนะนำคนอื่น ถ้าแนะนำคนอื่น เป็นการแนะนำเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะองคมนตรี แต่ว่าเป็นในฐานะผู้ที่ปฏิบัติงานมามากแล้ว จึงได้รับเลือกเป็นองคมนตรี คือหมายความเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี มีความรู้ดี คนย่อมอยากฟังคำวินิจฉัยของท่าน ฉะนั้นการวินิจฉัยใดๆ ทั้งในฐานะองคมนตรี ทั้งกับคนอื่น มีความสำคัญมาก เพราะว่าคนเขาเชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่มีพิจารณาถ่องแท้อย่างตรงไปตรงมาและอย่างซื่อสัตย์สุจริต  ฉะนั้นก็หน้าที่ของท่านก็คือทำตัวให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ผู้มีความสามารถในวิชาการทั้งหมด ในชีวิตราชการและในชีวิตธรรมดา….”

          พระราชดำรัสข้างต้นนี้ ได้แยกแยะให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อใดเป็นองคมนตรี เมื่อใดเป็นบุคคลธรรมดา  ไม่ใช่ว่า เมื่อได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีแล้ว จะแอบอ้างว่ากระทำการทุกสิ่งอัน ในฐานะองคมนตรี ได้

          เช่น การเป็นที่ปรึกษาบริษัทซีพี ย่อมไม่ใช่ฐานะองคมนตรี  การเป็นที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ ย่อมไม่ใช่ในฐานะองคมนตรี แต่เป็นที่ปรึกษาในฐานะส่วนตัว

          เช่น การได้รับเชิญบรรยายในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  โรงเรียนนายเรืออา กาศ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กระทรวงยุติธรรม  จึงไม่ใช่การบรรยาย หรือการแนะนำในฐานะองคมนตรี  แต่เป็นการบรรยาย การแนะนำในฐานะผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ จะไปแอบอ้างว่าเป็นการบรรยาย หรือ การแนะนำในฐานะองคมนตรี ไม่ได้

          เช่น การบรรยายว่า  “..รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแล กำหนด ใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง..”  (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้บรรยายพิเศษหัวข้อ “ทหารอาชีพ กับทหารมืออาชีพ” ให้กับนักเรียนนายร้อย จปร. ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย ที่หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2549)

          คำบรรยายที่มีวัตถุประสงค์ตอกลิ่ม แยกทหารออกจากรัฐบาล คำแนะนำให้กองทัพไม่ต้องฟังคำสั่งรัฐบาล เป็นเพียงคำบรรยายและความเห็นของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะบุคคล เพียงคนเดียวเท่านั้น  ไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี หรือ ความเห็นของสถาบันพระมหา กษัตริย์

          พฤติกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะบุคคล แต่มีการทำให้เข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมขององคมนตรี และประธานองคมนตรี หลายครั้งหลายหน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ว่าเป็นการบรรยาย การพูดในฐานะผู้แทนสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งไม่เป็นความจริง

          ทหาร และ กองทัพ ซึ่งได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต่อธงชัยเฉลิมพล  จะละเว้น หรือปล่อยปละละเลย ผู้ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศและต่างประเทศ เข้าใจผิดว่าการกระทำของตน เป็นพระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริย์ ไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดของประชาชน ได้

          3. รวบรวมรายชื่อประชาชนเรียกร้องให้ กองทัพ ทหารทุกคน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เคยรับใช้ใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่ง เรียกกันว่า “ขบวนการลูกป๋า” หยุดพฤติกรรมดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเกราะปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยข้ออ้างที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า การวิพากษ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ การวิจารณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  เป็นการละเมิดพระราชอำนาจ เนื่องเพราะพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี

          พฤติกรรมปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ของ ผู้นำกองทัพ และ “ขบวนการลูกป๋า” ที่นำโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปีที่ 1–8 และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปรึกษาใหญ่พันธมิตรประชาชนเพื่อประ ชาธิปไตย  อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์   ที่มักจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาคุ้มครองพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทุกครั้งเมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  แสดงให้เห็นว่า บุคคลเหล่านั้น เป็นเพียงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่ได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          การใช้ หรือ การดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาปกป้อง คุ้มครองพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อถึงคราวที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องตอบคำถามประชาชน เกี่ยวกับพฤติกรามที่น่าเคลือบแคลงสงสัยหลายกรณี นั้น เป็นยุทธวิธีของขบวนการลูกป๋า ที่ต้องการปิดปากประชาชน ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ราชบัลลังก์ มาบังกาย พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ เพื่อให้ประชาชนวิตกกังวลว่า หากจะกระทำใดๆ ต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ราชบัลลังก์ ด้วย ซึ่งเป็นอุบายที่ได้ผลมาโดยตลอดของขบวนการลูกป๋า

          นอกจากนี้ ขบวนการลูกป๋า ยังใช้อุบายนี้เป็นอาวุธตีโต้กลับไปยังทุกคน ที่กระทำการใดๆ พาดพิงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยการโยนข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ ละเมิดพระราชอำนาจ เข้าใส่  ด้วยการสร้างตรรกะ และ ทฤษฎี “หมิ่นป๋า” เท่ากับ “หมิ่นพ่อ”  โดยใช้สถานะภาพองคมนตรี และประธานองคมนตรี สร้างความเชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย  จึงเป็นผู้ที่ไม่สมควรจะถูกวิพากษ์วิจารณ์  เพราะการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ได้รับโปรดเกล้าฯ ย่อมจะกระทบไปถึง ผู้โปรดเกล้าฯ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

          ขบวนการลูกป๋า รู้ดีว่าประชาชนคนไทยทุกคน คือ พสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกลมหายใจเข้าออก ดังนั้นการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเกราะกำบังคุ้มครองพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้รอดพ้นปลอดภัยจากทุกคำถาม ทุกคำวิจารณ์ และจากทุกคน จึงได้ผลเสมอมา และอุบายนี้ถูกนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ด้วย

          หนักไปกว่านั้น “ขบวนการลูกป๋า” ยังเคยใช้อุบายนี้ ไล่ถล่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถอยไม่เป็นขบวนมาแล้ว หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอาเรื่องลับในการเมืองไทย มาเปิดเผยกับประชาชนว่า ปัญหาอุปสรรคประการสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็คือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

          ถึงวันนี้ ประชาชนชาวไทย ก็ได้เห็นแล้วว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง และถึงแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ได้เฉลยว่าเป็นใคร แต่วันนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกมายอมรับโดยพฤตินัยแล้วว่า เป็น “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ตัวจริง อีกทั้งยังตกเป็นผู้ต้องสงสัย ร่วมฉีกรัฐธรรมนูญ ด้วย

          ทว่าเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ขบวนการลูกป๋า นำโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ออกมาบิดเบือน และแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการให้ข้อมูลแก่ประชาชน ผ่านเวปไซต์ http://www.meechaithailand.com ว่าการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”   เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า “องค์พระมหา กษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” พร้อมกับระบุว่าประชาชนกำลังสงสัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ซึ่งหมายถึงละเมิดพระมหากษัตริย์ นั่นเอง

          (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่)

          จะเห็นได้ว่าขบวนการลูกป๋า เปรียบเทียบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา เป็นสามัญชน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นองคมนตรี เท่ากับ สถาบันพระมหากษัตริย์ และเสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ อยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้

          พฤติกรรมของขบวนการลูกป๋า ครั้งแล้วครั้งเล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีเจตนาที่จะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นโล่ เป็นเกราะ ป้องกันอันตรายให้กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยไม่ได้สนใจว่า การใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  จะส่งผลกระทบต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์เพียงใด

          เป็นที่รับทราบกันทั่วไปว่า นายมีชัย ฤชุพันธ์ ถูกเรียกเข้าไปในกองบัญชาการคณะรัฐประหาร ก่อนที่จะมีการประกาศชื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข  เป็นผู้ก่อการรัฐประหาร  และมีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อใช้สื่อสารกับสำนักข่าวต่างประเทศ และรัฐบาลนานาชาติ

          ทั้งชื่อภาษาไทย และ ชื่อภาษาอังกฤษของคณะรัฐประหารที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ คิดขึ้นมานี้เอง เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  เสื่อมเสียพระเกียรติยศแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างร้ายแรง เพราะทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย และคนต่างชาติทั่วทั้งโลก เข้าใจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทางที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

          ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่428/2549 ลงวันที่ 26 กันยายน 2549  เรื่องการแก้ไขชื่อภาษาอังกฤษของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยให้เหตุผลว่า ชื่อตามที่กำหนดไว้เดิม “ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในต่างประเทศและสื่อมวลชนต่าง ประเทศบางแห่ง เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์” ย่อมเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า คปค. ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง

          ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการกระทำของคปค. และขบวน การลูกป๋า  ในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอาณาเขตความเสียหายในประเทศไทย หากแต่กว้างไกลไปในระดับสากล ในระดับนานาชาติ  แต่ไม่มีผู้ใดในคปค. แสดงความรับผิดชอบต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์   รวมไปถึง  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี และประธานองคมนตรี ก็ไม่ได้ใส่ใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว

          ทั้ง ป๋า และ ลูกป๋า  ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่แสดงอาการใดๆ กับประกาศ คปค. ที่ทำให้คนทั้งโลกเข้าใจพระมหากษัตริย์ ผิด

          ในขณะที่ หากมีใครผู้ใดกล่าวกระทบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขบวนการลูกป๋า จะต้องออกมาโต้ ออกมาชน และระบุว่าเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทุกครั้งไป

          อาการเยี่ยงนี้ จะไม่ให้กล่าวว่า ขบวนการลูกป๋าจงรักภักดีต่อป๋า แต่ ไม่จงรัก ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ได้อย่างไร

          ในสายตาของขบวนการลูกป๋า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีสถานะเทียบเท่าสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้ว ใช่หรือไม่  หรือ สำคัญกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้องปกป้องยิ่งกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          “ป๋า” และ “ลูกป๋า” ตอบได้หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆ ที่ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ครั้งแล้วครั้งเล่า

          4. รวบรวมรายชื่อประชาชนเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารหรือไม่ ทั้งก่อนการรัฐประหาร และหลังการรัฐประหาร เพื่อที่จะคลี่คลายความสงสัยของประชาชน และ ลดเงื่อนไขการชุมนุม การเผชิญหน้าของบุคคลในชาติ อันจะนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ ซึ่งมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นเหตุ

          ในทำนองเดียวกัน ผมเห็นว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จำเป็นต้องชี้แจงว่า ท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร จริงหรือไม่ ท่านมีส่วนร่วมในการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงหรือไม่  ท่านได้แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แอบอ้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อดำเนินการทางการเมือง เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง จริงหรือไม่ เพราะการสวมบท “เตมีย์ใบ้” ของท่าน ได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้ว

          หากท่านมีความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าไม่ได้กระทำการตามที่ถูกตั้งข้อสงสัย ขอเพียงท่านออกมาชี้แจง พร้อมทั้งแสดงพยานหลักฐานประกอบ เงื่อนไขการเผชิญหน้าของคนในชาติ ก็จะลดลงไปทันที เว้นเสียแต่ว่าท่านต้องการให้มีการเผชิญหน้าของคนในชาติ เกิดการห้ำหั่นกันเองของคนไทยร่วมชาติ อันมีเหตุมาจากตัวท่านเอง

          หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ตอบคำถามประชาชน  ไม่ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชน แล้ว ท่านจะเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของประชาชนคนไทยทั้งชาติ ได้อย่างไร

          การเดินขบวนขับไล่องคมนตรีพ้นตำแหน่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้น

          ลำพังการชี้แจง การปฏิเสธปากเปล่าของบริวารที่ยืนรายล้อมตัวพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ไม่ว่าจะเป็น ทหารใหญ่แห่งคมช. ไม่ว่าจะเป็นขบวนการลูกป๋า หรือใครๆ ก็ตาม ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารนั้น ไม่อาจจะสร้างความเชื่อถือแก่ประชาชนได้  เนื่องจากประชาชนมีพยานหลักฐาน พยานบุคคล มายืนยันว่า “เกี่ยวข้อง”

          ผู้ที่จะชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนได้ดีที่สุดในขณะนี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และการชี้แจงเพียงว่า “ไม่เกี่ยว” โดยไม่มีพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อม มาหักล้างน้ำหนักพยานที่ประชาชนนำมาแสดง  ก็ไม่มีน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อถือได้เช่นกัน

          การชี้แจงของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต่อกรณีนี้ จึงต้องเป็นคำชี้แจงที่สมบูรณ์พร้อมด้วยพยานยืนยันว่า “ไม่เกี่ยว” จริงๆ แต่ผมเชื่อว่าท่านจะนำมาแสดงได้ยาก เพราะ

          ภาพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าพร้อมคณะรัฐประหาร เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กัน ยายน 2549

          ภาพ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้าหารือที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

          ภาพ นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. เข้าพบเพื่อรายงานขั้นตอนและวิธีการดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังการรัฐประหาร

          เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าท่าน “เกี่ยวข้อง” กับการก่อการรัฐประหาร จริงๆ

          ตอกย้ำด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  อดีตนาย ทหารคนสนิท ซึ่งอยู่ชิดติดตัวท่านมานานกว่า 30 ปี พร้อมกับคำรับประกัน “ดีที่สุด”  จึงมัดแน่นหนาเกินกว่าที่ท่านจะดิ้นหลุดได้จากข้อหา ร่วมวางแผนก่อการรัฐประหาร และร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ในฐานะผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร

          ดังนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นคนเดียวที่จะชี้แจงได้ชัดเจนที่สุด ว่า “เกี่ยว” หรือ “ไม่เกี่ยว” และขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ว่าคำชี้แจงของท่านเป็นเรื่องจริง

          5. รวบรวมรายชื่อประชาชนเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี  ด้วยเหตุผลว่ามีข้อมูล พยานหลักฐาน พยานบุคคล พยานแวดล้อม จำนวนมาก ปรากฎในสถานที่ต่างๆ ว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีส่วนร่วมกับการก่อการรัฐประหาร และเป็นผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร อีกทั้งไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่รักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหา กษัตริย์

          นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังใช้ตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี ไปในทางที่มิชอบ เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” และ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามครรลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขัดต่อกฎหมาย ทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          โดยข้อเท็จจริง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” และ “การเปลี่ยนแปลงการ เมืองด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย” ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนการรัฐประหาร และ หลังการรัฐประหาร นั้น เป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ “บุคคล” ในฐานะ “ผู้ที่มีความรู้” ในฐานะ “ผู้ที่มีประสบการณ์” ไม่ใช่ในฐานะองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี ดังที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิดในวันแรกๆ ของการรัฐประหาร

          การก่อการรัฐประหาร หรือมีส่วนร่วมวางแผน ร่วมก่อการรัฐประหาร เป็นการกระทำทีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีบทลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ซึ่งเป็นข้อหาอุฉกรรจ์ ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัวที่ผู้กระทำ ต้องรับผิดในทางกฎหมาย จะอ้างผู้อื่นแนะนำชักชวนไม่ได้

          ในฐานะที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ควรจะประพฤติปฏิบัติตนเช่น องคมนตรีท่านอื่นๆ คือ วางเฉยต่อการเมือง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทั้งทาง ตรงและทางอ้อม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล้มล้างรัฐธรรมนูญ การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพฤติกรรมที่องคมนตรี และ ประธานองคมนตรี ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

          การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้ง “ก่อนการรัฐประหาร” และ “หลังการรัฐประหาร” เป็นการกระทำที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะบุคคล ต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่อาจที่จะเชื่อมโยง หรือ ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าไปร่วมรับผิดชอบด้วย ได้   เนื่องจากไม่ใช่การกระทำในฐานะองคมนตรี

          ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะองคมนตรี ซึ่งมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้ารับพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ตอนหนึ่งว่า

          “…ขอให้ท่านระมัดระวังคำพูด ในคำวินิจฉัย ในความเห็นที่ให้ในที่ประชุมองคมนตรีและที่ข้างนอกด้วย หมายความว่ากับคนทั่วๆไป ข้าราชการ และประชาชนที่รอฟังความเห็นของท่าน แต่ที่พูดไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี เป็นความเห็นของผู้ที่มีความรู้ แต่ในที่สุดก็ต้องสรุปว่าท่านทุกท่านมีความรับผิดชอบในตัวเองและในราชการชั้นสูงที่สุด ให้คนมีความไว้ใจได้ ให้คนมีความอุ่นใจว่ามีคนในประเทศที่มีความสามารถและมีความรู้…”

          ดังนั้นการที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะมาซ่อนตัวอยู่หลังสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ แอบอยู่ใต้รองพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่ไปเกี่ยวข้องกับการก่อการรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้สถา บันพระมหากษัตริย์ ต้องได้รับผลกระทบ

          3 เดือนแรกของการรัฐประหาร สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติที่จับตาดูอยู่ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติ ศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ของประเทศไทย เนื่องเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้แสดงให้เห็นว่ามีส่วนสนับสนุนกับการก่อการรัฐประ หาร  และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี

          การกระทำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นอกจากจะไม่ปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ และรักษาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมดังคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว ยัง สร้างความคลุมเครือ ความคลางแคลงใจแก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับความเสื่อมเสียอีกด้วย

          ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกร้องให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี

          ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักเคารพสักการะ และเป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ

          ผมเชื่อว่า ด้วยเหตุผลนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะ ชายชาติทหาร จะรับฟังและจะพิจารณาตัวเอง  อีกทั้งจะหยุดพฤติกรรมใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ปกป้องชีวิตตนเอง  เป็น ใช้ชีวิตตนเอง ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์ ไม่ให้ผู้ใดมาแอบอ้าง ทำลาย ย่ำยีให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ได้อีก

          หากดำเนินการไปแล้ว 5 วิธี ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จาก ผู้ครอบครองบ้านสี่เสาเทเวศร์ ก็ต้องมาตรการสุดท้ายคือ

          6. รวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกากราบทูลพฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่สมควรแก่ฐานะองคมนตรี และประธานองคมนตรี ตามที่มีพยานหลักฐานปรากฎ  ต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงทราบ เช่น

          การไม่รักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540

          การไม่ปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิบัติญาณต่อพระมหากษัตริย์ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญ ญัติไว้ในมาตรา 15

          การมีส่วนร่วม สนับสนุน การก่อการรัฐประหารการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ  ทหาร ตำรวจ

          การแทรกแซงองค์กรอิสระ ป.ป.ช.  และ ส.ต.ง.

          การแทรกแซงสถาบันตุลาการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย

          การแทรกแซงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

          การแทรกแซงการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

          การแทรกแซงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

          การเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ที่มีผลประโยชน์กับหน่วยงานของรัฐ และ รับสัมปทานของรัฐ

          พฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้ประชาชน มีความคลางแคลงสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี ว่ามีส่วนร่วมกับสภาการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะนี้อย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งปัญหาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาลสถิตยุติธรรม และ องค์กรอิสระปัญหาการเมือง ความเชื่อมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข    ซึ่งสภาพปัญหาทั้งหมดนี้ ได้ส่งผลให้นานาชาติ มองประเทศไทยด้วยความไม่ไว้วาง ใจ และไม่เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม อีกทั้งยังถอนการลงทุนจากประเทศไทย นำมาสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานเพิ่มขึ้น การประกอบธุรกิจ การค้า ซบเซา ขาดทุน ก่อให้เกิดปัญหาโดยรวมแก่ประเทศไทย

          ทั้งนี้ การถวายฎีกากราบทูลพฤติกรรมที่ไม่สมควรกับฐานะองคมนตรี และประธานองคมนตรี ไม่จำเป็นต้องใช้ประชาชนจำนวนมากถึง 100,000 คน หากแต่ขึ้นอยู่กับข้อมูลความจริง และพยานหลักฐานประกอบข้อมูลความจริง เหล่านั้น เป็นสำคัญ

          แม้แต่ เด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ อยู่ในถิ่นกันดารห่างไกล  พระองค์ท่านยังทรงเห็น ทรงรับรู้เรื่องราวต่างๆ และทรงยื่นพระหัตถ์ไปช่วยเหลือได้ ดังนั้น ข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ จึงไม่พ้นสายพระเนตรของพระองค์ท่านเป็นแน่แท้  และผมเชื่อมั่นในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสมอมา ว่าพระองค์ท่านจะทรงปัดเป่าความทุกข์ พระราชทานความสุข และทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งความสมานฉันท์ เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม อย่างแน่นอน

          ทั้ง 6 วิธีนี้ เสนอในฐานะคนไทยที่ไม่ต้องการเห็นคนไทยในชาติต้องเผชิญหน้ากัน จากเงื่อนไข พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน จึงไม่ต้องการเห็นประชาชนคนไทย กระทำการใดๆ อันเป็นการกดดันและสร้างความหนักพระทัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ อยากเห็นคนไทยทุกคน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่  พี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ  ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย  ร่วมกันปกป้องและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์  ไม่ใช่นำสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปปกป้องผู้หนึ่งผู้ใด

          โดยเฉพาะขบวนการลูกป๋า ทั้งในกองทัพ และนอกกองทัพ ขอร้องล่ะครับ

          หยุดใช้ “อุบายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาปกป้อง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  จนทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย

          หยุดถวายชีวิตเพื่อ “ป๋า” แล้ว กลับมาจงรักภักดีต่อ “พ่อ” (ของแผ่นดิน)

          ถ้าท่านไม่หยุด ก็เท่ากับว่าท่านเลือกแล้วที่จะยืนฝั่งตรงข้าม และประกาศตนเป็นศัตรูกับพสกนิกรผู้จงรักภักดี ทั้งแผ่นดิน

————————————————–

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: