พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ คำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์

 

          หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พฤติกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมไทย มีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง อันมีเหตุมาจากการที่มีข้อมูลหลายกระแส มีหลักฐานเอกสารหลายชิ้น ที่หลุดเล็ดรอดออกมาสู่สายตาและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป ว่า ท่านประ ธานองคมนตรี เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร  ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  
          การวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกขยายวงกว้างจนกระทั่งพัฒนากลายเป็นประเด็นสาธารณะ และอาจจะลุกลามไปเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันในสังคมไทย ระหว่างฝ่ายสนับสนุนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ  ฝ่ายที่เห็นว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานองคมนตรี ดังเช่นที่มีการจุดประกายขึ้นมาแล้ว เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

          ประเด็นสำคัญที่จะต้องมากล่าวถึงกัน ก่อนที่จะเลยเถิดกันไปใหญ่ และพัฒนาจากประเด็นพฤติกรรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปเป็นประเด็น “กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ Manager on li(n)e พยายามบิดเบือน สร้างตรรกะให้ประชาชนเข้าใจผิด ตามที่ตนต้องการ และ ประเด็น “กระทบต่อสถาบันหลักของชาติ” ตามที่ นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังสร้างให้เป็นเงื่อนใหม่การเผชิญหน้าของประชาชนในชาติ ซึ่งขณะนี้ที่จังหวัดสงขลา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มประชาชนปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาแล้ว โดยการสนับสนุนของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

          สำหรับท่านที่เคยติดตามข้อเขียนของผม จะทราบว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวหรือตรรกะที่ว่า การวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นการก้าวล่วงสถาบันพระมหา กษัตริย์ และ เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย  ตีความเข้าใจโดยง่ายก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย 

          แม้แต่การใช้คำว่า “จาบจ้วง” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อที่จะ “สื่อ”ไปให้ถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมก็ไม่เห็นด้วย  และเห็นว่าสื่อมวลชน ตลอดจนผู้คนทั้งหลายที่ใช้ถ้อยคำ “จาบจ้วง” กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  นั่นล่ะ เป็นผู้ที่พยายามจะทำให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท กลายเป็น “สถาบัน” ที่สำคัญอีกสถาบันหนึ่งของชาติ    

ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ยอมรับไม่ได้ และไม่มีวันที่จะยอมรับ

สำหรับผมแล้ว สถาบันสำคัญของชาติ มี 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสภาบันพระมหากษัตริย์

3 สถาบันเท่านั้น  ส่วนสถาบันอื่นๆ ผมไม่ยอมรับ

ผมไม่เข้าใจว่า เหตุใด จึงมีความพยายามสร้าง “สถาบันพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ขึ้นมาให้มีความสำคัญทัดเทียม หรือ เสมอเท่า “สถาบันพระมหากษัตริย์”

ผมไม่มีวันที่จะยอมรับได้ว่า การกล่าวถ้อยคำพาดพิงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์    คือ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ไม่ใช่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่ใครก็ตาม กลุ่มใดก็ตาม องค์กรใดก็ตาม จะพูดจา กล่าวหา พาดพิง ใส่ร้ายป้ายสี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยความอันเป็นเท็จ ปราศจากซึ่งข้อความจริง  หรือ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ทำให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศ ได้รับความเสียหายทั้งทางกายและจิตใจ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

          ผมขอสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับทุกคน ทุกผู้ ทุกกลุ่ม ทุกองค์กรที่กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ใส่ร้ายป้ายสี แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ทำให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับความเสียหาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

          หากกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ได้ วินิจฉัยได้ ตัดสินได้ว่าผู้ที่กล่าวหา พาดพิง และแสดงพฤติกรรม ทำให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับความเสียหายนั้น ทำไปโดยจิตทุจริต ปราศจากความจริง  ขอให้กระบวนการยุติธรรมลงโทษอย่างหนัก เนื่องเพราะพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ  ดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ และได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นเกียรติยศและเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตที่คนไทยคนหนึ่ง พึงจะได้รับ 

          แต่ทั้งนี้ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ไม่ได้หมายว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะมีสถานะเสมือนหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว หรือ  เป็นบุคคลที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้  จนกระทั่งมีการสร้างตรรกะที่ผิดๆ ว่าการวิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ การวิจารณ์พระมหากษัตริย์  การตำหนิพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  บัญญัติไว้ว่า

          “มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่ เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

ไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ว่า

“ประธานองคมนตรีดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องประธานองคมนตรี ในทางใดๆ มิได้”

ไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ว่า

“ประธานองคมนตรี มีศักดิ์และสิทธิเหนือกว่า หรือผิดแแผกแตกต่างจากปวงชนชาวไทยทั่วไป”

ตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 บัญญัติไว้ว่า

“มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

          การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญ ญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
  
          มาตราการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิและเสรี ภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”

          พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็น “บุคคล” ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่มีสถานะทางสังคมที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป แต่ สถานะที่แตกต่างกัน ก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ เหนือกว่าประชาชนทั่วไป

          ดังนั้น การที่มีบุคคล หรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม พยายามสร้างทฤษฎี สร้างตรรกะ และสร้างความเชื่อผิดๆ ให้แก่ประชาชนว่า “การวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นการวิพากษ์ วิจารณ์พระมหากษัตริย์ และเป็นพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”  จึงเป็นความพยายามที่จะทำให้ประชาชนทั่วไป เข้าใจสถานะของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผิดไปจากสถานะที่แท้จริง  และเป็นความพยายามที่จะปกป้องพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  โดยไม่ใส่ใจว่าจะส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แต่อย่างใด

          ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ผมจึงไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ว่า “การวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะกระทำไม่ได้  เพราะเป็นการกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

          ผมเห็นด้วยกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บอกว่า “กลุ่มที่ต่อต้าน พล.อ.เปรม จู่ๆ จะไปยืนด่าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ถ้าจะบอกว่าทำอะไรไม่ถูกให้บอกมา บอกเป็นเหตุเป็นผลมา อธิบายความว่า พล.อ.เปรม ท่านเป็นที่ปรึกษาของสถานที่ต่างๆ ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มซีพี ท่านเป็นที่ปรึกษานั้น ได้รับเงินเดือนเท่านั้น ก็พูดมา เอาให้ชัด

          แต่จู่ๆ จะมาพูดลอยๆ อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าพูดมาชัดแล้วก็เป็นเรื่องที่หลายคนคงจะไปว่าคนที่ไปต่อต้าน พล.อ.เปรม ไม่ได้ ถ้าเขามีเหตุผลมีหลักฐานพวกนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของ พล.อ.เปรมที่จะต้องออกมาชี้แจง” (ฟัง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่นี่)
 

          ผมเห็นด้วยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะต้องเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุมีผล และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะต้องออกมาตอบคำถามของประชาชน  ไม่ควรทิ้งไว้ให้เป็นเงื่อนงำ และพัฒนาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันของคนในชาติ  
 
          ถ้าท่านตอบว่าไม่จริงตามที่ถูกกล่าวหา และมีเหตุผลมาประกอบ มาแสดงให้เชื่อได้ว่าท่านไม่มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา ผมเชื่อว่าประชาชนจะรับฟังและยุติความสงสัยที่มีต่อท่าน และจะได้กลับมายอมรับ เคารพนับถือท่าน สมแก่ฐานะที่ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พึงได้รับจากประ ชาชนทั่วประเทศ  นั่นคือ ยอมรับโดยปราศจากข้อสงสัย

          สำหรับผม ใคร่ขอนำเสนอแง่มุมความคิดไว้ให้พิจารณาเพียงหนึ่งประเด็น โดยอาศัยบท บัญญัติรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 มาตรา 15  มาเป็นกรอบพิจารณาพฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา 

รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า ..

ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระมหากษัตริย์ด้วย
ถ้อยคำดังต่อไปนี้

          “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

          ในวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน มีกระแสข่าวแพร่สะพัดตลอดทั้งวันว่า ทหารกลุ่มหนึ่งจะก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

          เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญและมีความผิดตามกฎหมาย อาญา โทษสูงสุดคือประหารชีวิต 

          พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยต่อสู้กับทหารกลุ่มหนึ่ง ที่พยา ยามใช้กำลังทหาร เข้ายึดอำนาจมาแล้ว ถึง 2 ครั้ง คือ วันที่ 1-3 เมษายน 2524 และ วันที่ 9 กันยายน 2528   ย่อมจะทราบดีอยู่แก่ใจว่า การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  และต้องถูกลงโทษ

          แต่ทว่า ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนของวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ซึ่งได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ว่า “…จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ”  ไม่ได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชน ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่ได้ถวาย สัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ แต่ประการใด

          ตรงกันข้าม กลับมีข่าวแพร่สะพัดตลอดทั้งวันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะทหารผู้ก่อการรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม (อ่านข่าวพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เห็นด้วยการรัฐประหาร ที่นี่)

          การเคลื่อนกำลังทหารและขบวนรถถังมาล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อรักษาความปลอดภัย เมื่อตอนหัวค่ำของวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 มีลักษณะพิเศษกว่าการรักษาความปลอดภัยบ้านบุคคลสำคัญทั่วไป คือ มีความเข้มข้นมากเป็นพิเศษ  ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการรักษาความปลอด ภัยกองทัพบก ซึ่งเป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร ในคืนวันนั้น

          การปรากฎตัวของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในภาพถ่ายพร้อมด้วยคณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งคณะรัฐประหารอ้างว่าเป็นภาพการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระ บรมราชินีนาถ ในพระราชวังสวนจิตรลดา เมื่อเวลาเที่ยงคืนเศษ ของวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549  และยืนยันซ้ำอีกครั้งด้วยภาพข่าวโทรทัศน์  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าเฝ้าถวายรายงานการก่อการรัฐประหาร ร่วมกับคณะรัฐประหาร  ผู้ที่เห็นภาพถ่ายจำนวนมาก เข้าใจว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้บัญชาการคณะรัฐประหาร ด้วยซ้ำ (ชมภาพถ่าย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้า พร้อมกับคณะรัฐประหาร ที่นี่)

          จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ก่อการรัฐประหาร ยืนยันตรงกันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เห็นชอบกับการกระทำการรัฐประหาร และเป็นบุคคลที่นำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายราย งานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในคืนวันดัง กล่าว

          หลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง คณะรัฐประหารได้เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เบ็ดเสร็จ   และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 แล้ว พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าคณะรัฐประ หาร ได้เดินทางเข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์  2-3 ครั้ง 

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเปิดเผยว่า ได้ไปขอคำปรึกษาหารือจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์   เกี่ยวกับการการบริหารประ เทศ และการจัดการสถานการณ์ภายในประเทศ 

          มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า นอกจากจะหารือเรื่องการจัดการสถานการณ์ในประเทศ หลังการรัฐประหาร แล้ว ได้มีการหารือเกี่ยวกับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วย และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้เสนอชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ในขณะนั้น เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งใช้ตัวเองเป็นผู้รับประกันว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นบุคคลที่เหมาะ สมจะเป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่าทุกคน เพราะ เป็นคนดีที่สุด

จากข้อมูลที่พอจะรับทราบได้จากสื่อมวลชนดังกล่าวข้างต้น  ผมมีประเด็นที่ใคร่ขอนำเสนอให้พิจารณา  ดังนี้

          1. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่า นับตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนของวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีข่าวแพร่สะพัดว่าจะมีการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาล ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี   ได้แสดงพฤติกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เห็นหรือเป็นที่ประจักษ์โดยทั่ว ไปว่า ได้ปฏิบัติตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 15 บัญญัติไว้หรือไม่ 

          พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้แสดงให้เห็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป  หรือไม่ว่า ในฐานะประชาชนชาวไทย  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  อันเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐ ธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 มาตรา 66 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้

          2. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่า ในระหว่างที่มีการก่อการรัฐประหาร ซึ่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมรู้อยู่แล้วว่า คณะรัฐประหาร ต้องยกเลิก ล้มล้างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี  ได้แสดงพฤติกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เห็นว่าได้ใช้ความพยายามในการรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไว้ต่อพระมหากษัตริย์

          3. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่า ในขณะที่คณะรัฐประหาร โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวคณะรัฐประหาร ได้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี   ได้แสดงพฤติกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เห็นว่าได้ใช้ความพยายามในการต่อต้าน ขัดขวาง คัดค้าน เพื่อไม่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไว้ต่อพระมหากษัตริย์ ว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ

          มีข้อพึงสังเกตว่า ในขณะที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้า เมื่อกลางดึกวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น  คณะรัฐประหาร ยังไม่ได้ประกาศให้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง แต่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มิได้ขัดขวาง คัดค้านการทำลายล้างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 แต่อย่างใด ซึ่งผิดคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์
   
          4. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่าการนำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายรายงานการก่อการรัฐประหาร วันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ใช่หรือไม่ ในขณะที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายรายงานนั้น ยังไม่ได้มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540  หากไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ แล้ว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายรายงานการก่อการรัฐประหาร ในฐานะใด  เหตุใด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จึงไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และไม่รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540

รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 บัญญัติหน้าที่ขององคมนตรี ไว้ในมาตรา 12 ว่า

          “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี

          คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตรย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่น ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

          เท่าที่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 ไม่มีบทบัญญัติใด กำหนดให้ประธานองคมนตรี มีหน้าที่นำคณะรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เข้าเฝ้าถวายรายงานก่อการรัฐประหาร

          ผมไม่เชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เข้าเฝ้าเพื่อถวายความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ในเรื่องการก่อการรัฐประหาร

          เนื่องจากก่อนหน้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่ว ไป และพระราชทานพระราชประสงค์การตราพระราชกฤษฎีกาจัดการเลือกตั้ง 2 ข้อ เพื่อให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ให้แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว (ระลึกถึง พระราชกฤษฎีกา และ พระราชประสงค์ ที่คณะรัฐประหาร ฉีกทิ้ง ที่นี่)

          การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาจัดการเลือกตั้ง และทรงพระกรุณาพระ ราชทานพระราชประสงค์ 2 ข้อ ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระราชเจตนารมณ์เช่นใด และทรงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 

          5. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่า การให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาหารือแก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งเดินทางเข้าพบที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะใด  และเหตุใด ประธานองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ “ถวายความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตรย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่น ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ”  อีกทั้ง ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนจะเข้ารับหน้าที่ว่า“จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอา ณาจักรไทย”  จึงไปให้คำปรึกษาแก่หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ล้มล้างและยกเลิกรัฐธรรมนูญ

          6. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่าในฐานะประธานองคมนตรี ท่านเห็นด้วย สนับสนุน หรือ ต่อต้าน คัดค้าน คณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ อย่างไรบ้าง  เนื่องจากในวันที่มีการรัฐประหาร และหลังการรัฐประหาร จนถึงขณะนี้ มีประชาชนจำนวนมาก ต่อต้าน คัดค้านการรัฐประหาร โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 65 ที่บัญญัติว่า

          “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรม นูญ”

          แน่นอนว่า การรัฐประหาร ไม่ใช่การได้ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะต่อต้านโดยสันติวิธี

          มีคำถามว่า ในการต่อต้านการรัฐประหารของประชาชน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในฐานะประธานองคมนตรี และในฐานะประชาชน ได้แสดงพฤติกรรมให้เห็นว่ามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด

          การที่มีข้อมูลปรากฎในภายหลังการรัฐประหารว่า บุคคลที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล และ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลายคน  ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีส่วนสนับสนับสนุนการรัฐประหารมากกว่าต่อต้าน  และเชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีส่วนในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ มากกว่ารักษาไว้ ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์  อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี   (รู้จักกับส่วนหนึ่งของผู้ใกล้ชิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้รับตำแหน่งสำคัญหลังการรัฐประหาร ที่นี่)

          เพียงแค่ 6 ประเด็นที่ผมนำเสนอมานี้ หาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี หรือ ตัวแทน สามารถชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปฏิบัติตามที่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 15  แล้ว  ผมเชื่อว่าประชาชน ก็จะคลายความสงสัยและยุติการกล่าวหา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีส่วนร่วม หรือ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  ลงได้ไม่มากก็น้อย

          ผมเชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ในฐานะผู้ใหญ่ของบ้าน เมือง มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและประชาชน จะลดเงื่อนไขการเผชิญหน้าของคนในชาติ อันมีเหตุมาจากตัวท่าน อย่างแน่นอน

          เว้นเสียแต่ว่าท่านจะมีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร จริงๆ ตามที่ นายสุริยะใส กตะศิลา โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บอกกับสื่อมวลชนว่า ” วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัด เจนว่า พลเอกเปรมใช้อำนาจนั้นผ่านคปค.ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเปิดเผยขนาดนี้” (อ่าน พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ ในสายตา สุริยะใส กตะศิลา ที่นี่)

          หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีพฤติกรรมดังที่นายสุริยะใส กตะศิล กล่าวจริง  ก็น่าเป็นกังวลอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคน ว่า คำถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กล่าวต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีคำใดบ้างที่เป็นคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้วยความจริงใจต่อองค์พระมหากษัตริย์  ในเมื่อท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ท่านไม่ได้ รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิ ญาณตนต่อพระมหากษัตริย์

          จะเกินเลยและรวบรัดไปไหม ถ้าจะสรุปว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์  ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ

จะคิดมากเกินไปไหม ถ้าจะตั้งคำถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จริงหรือไม่?

ถ้าเป็นผู้จงรักภักดีจริง เหตุใด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงไม่ปฏิบัติตามถ้อยคำที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์

          หากกล่าวถึงความจงรักภักดีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ก็นำมาสู่ข้อสงสัยและปริศนาคาใจประชาชนชาวไทยจำนวนมาก ที่มีต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ซึ่งผมเชื่อว่า หากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีคำตอบที่ดีมีเหตุผล  ก็จะทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และกลับมานิยมชื่นชมศรัทธาท่าน เช่นเดิม

ข้อสงสัยต่อความจงรักภักดีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ นั้น มีที่มาจาก “ปาก” นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นสำคัญ

          เป็นที่ทราบกันทั่วไป และมีพยานหลักฐานปรากฎอยู่หลายกรณีว่าในการเปิดเวทีปราศรัยปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิดและรวมพลังขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา  นายสนธิ ลิ้มทองกุล บังอาจกล่าวถ้อยคำ พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายครั้งหลายหน จนพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล 

          พี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกภาคของประเทศไทย มีความหวังว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กฎหมาย และ กระบวนการยุติธรรม หยุดพฤติกรรมนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ อันจะเป็นการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปกล่าวพาดพิงอ้างอิงถึงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผิด นำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ และพัฒนาไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้คณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจ 

          ข้อสงสัยของพสกนิกรผู้จงรักภักดีจำนวนมาก ก็คือ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปมีความรู้สึกเจ็บปวด เดือดร้อนกับพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บังอาจกล่าวถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          แต่ไม่เคยปรากฎให้เห็นสักครั้งเดียวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้แสดงพฤติกรรม ว่า ได้ตำหนิ หรือ ตักเตือน หรือ ห้ามปราม หรือ ดำเนินคดีทางกฎหมาย  หรือ ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้หยุดพฤติกรรม “โหนฟ้า”  ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ (อ่าน 12 พฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล  ในคำชี้แจงถึง Manager on li(n)e ที่นี่)

          โดยเฉพาะคำกล่าวว่าที่ว่า “ราชวงศ์จักรีคือพรรคของผม” นับว่าเป็นถ้อยคำแสดงถึงความเหิมเกริมอย่างที่สุดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล    บิดเบือนความจริง เพื่อประโยชน์แก่ตน แต่ทำให้ สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับผลกระทบ  แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กลับเพิกเฉย เมินเฉยต่อถ้อยคำไม่บังควรดังกล่าว ราวกับว่าไม่ได้ยิน  ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ยินกันเต็มสองหู (ฟัง สนธิ ลิ้มทองกุล แอบอ้างเป็นสมาชิกพรรคราชวงศ์จักรี ที่นี่)

          มิหนำซ้ำ หลังการกล่าวถ้อยคำดังกล่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเดินทางไปขอเข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ อีกด้วย ถึงแม้จะไม่ได้พบ แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนายสนธิ ลิ้มทองกุล  มาโดยตลอด (สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวสดุดีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ หลังจากแอบอ้างเป็นสมาชิกพรรคราชวงศ์จักรี ที่นี่)

พฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ปรากฎให้สาธารณชนได้เห็น จึงนำไปสู่การตั้งคำถาม 2 ข้อ คือ

1. ในฐานะประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พุทธศัก ราช 2540 มาตรา 15  จริงหรือไม่

มาตรา 15 ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อ สัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งรักษาไว้ และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

2.ในฐานะประชาชนชาวไทย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
พุทธศักราช 2540 มาตรา 65 จริงหรือไม่

มาตรา 66 บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปก ครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญ   นี้
 
การตั้งคำถามทั้ง 2 ข้อนี้ ยืนอยู่บนหลักการสำคัญแห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 เป็นสำคัญ  ซึ่งผมได้เรียบเรียงมานำเสนอ โดยยกเหตุการณ์ประกอบ และตัด กลั่นกรองความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ ออกเกือบทั้งหมด (ยอมรับว่ามีความผิดหวังอยู่บ้าง)  

ผมเชื่อว่าหาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ ตัวแทน ชี้แจงประเด็นเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจได้ การกล่าวหา วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุอันควรกล่าวหา และไม่มีเหตุอันควรตั้งคำถาม ต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะหมดสิ้นไปเสียที
 
เงื่อนไขการเผชิญหน้าของพี่น้องร่วมชาติ ต่อประเด็น “สถาบันพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” อันจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของคนไทยทั้งชาติ จะได้หมดสิ้นไปด้วย

ข้อเสนอของผม ก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สมควรต้องชี้แจงและตอบคำถามประชาชน ครับ

ได้โปรดเห็นแก่ความสงบสุขของประเทศชาติ และประโยชน์ของประชาชนเถิดครับ

                                                                                ประดาบ

—————————

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บางมาตรา ที่บัญญัติเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์  องคมนตรี  สิทธิและหน้าที่ของประชาชน ในการรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่ เคารพสัก การะผู้ใด
จะละเมิดมิได้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็น อัครศาสนูปถัมภ์

มาตรา 9

มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย

มาตรา 11 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนา ฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มาตรา 12 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรีคณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตรย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่น ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 13 การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรี พ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ประธานองคมนตรี หรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 14 องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตุลาการ ศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ใน พรรคการเมืองใดๆ

มาตรา 15 ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อ สัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งรักษาไว้ และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือ มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 16

มาตรา 63 บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพี่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจ สอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดี อาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิก กระทำการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมือง ดังกล่าวได้

มาตรา 65 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาตรา 66 บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปก ครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญ   นี้

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: