ผู้เสียสละ(เพื่อ)แผ่นดิน ?

           

           ค่ำวานนี้ ผมเกือบเสียโทรทัศน์ขนาด 29 นิ้วในห้องทำงาน ไปหนึ่งเครื่อง ดีแต่ว่าใช้สติสะกดอารมณ์ไว้ได้ จึงชักเท้าไว้ทันก่อนฝ่าเท้าจะสัมผัสหน้าจอโทรทัศน์ ขณะนั่งชมการแถลงข่าวของคณะผู้มีอุดมการณ์เพื่อแผ่นดิน ทางสถานีโทรทัศน์ TITV

           พวกที่อยู่บนเวทีนั่งกันหน้าสลอน เรียงแถวกันยาวเหยียดบนเวที เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน และแสดงเจตนารมณ์จะทำงานการเมืองเพื่อแผ่นดิน

           แต่ภาพที่ผมเห็น กลับเป็นปีศาจคาบคัมภีร์ที่ไม่ว่าศาสตราวุธใดๆ ก็ฆ่าไม่เคยตาย ลุกขึ้นจากหลุมย้อนมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง

           ที่เห็นหน้านั่งเรียงแถวกันยาวเหยียดบนเวที ผมกลับมองเห็นเป็นภูติผีที่เข้าแถวเรียงคิวรอสูบเลือดประชาชน และเขมือบแผ่นดินไทยของผมไปคนละคำสองคำ ตาม ลำดับและกติกา ใครพวกมากได้กินก่อน

           เสนาะ เทียนทอง ผู้เฒ่าพเนจรของวงการเมืองไทย ที่ได้รับการอุปโลกน์ให้เป็นประธานใหญ่ในการแถลงข่าว เมื่อวานนี้ ดูจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดบนเวทีนี้เมื่อวานนี้ ผู้เฒ่าคนนี้ ทำงานการเมืองมากว่า 30 ปี นอกจากผลงานชิ้นโบว์ดำ กินคำใหญ่ โกงที่ดินวัด ตัดที่ธรณีสงฆ์มาออกโฉนดเป็นสมบัติส่วนตัว แล้วเอาไปทำสนามกอล์ฟอัลไพน์ มาหลอกขายให้นายกฯทักษิณ ชินวัตร จนเป็นเหตุถูกพรรคประชาธิปัตย์ รุมฟัดเสียเกือบแย่ ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลไทยรักไทย สมัยที่หนึ่ง ผมไม่เคยจำได้ว่า ทำอะไรที่เป็นคุณแก่แผ่นดินผืนนี้บ้าง

           คนเฒ่าคนแก่ที่มีฐานะทั่วไป ในยามบั้นปลายชีวิต เขาคิดแต่จะเข้าวัดทำบุญ ทำทาน บริจาคทรัพย์สินเงินทอง ทำนุบำรุงวัดวาอาราม ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ “ป๋าเหนาะ” ผู้เฒ่าคนนี้ กลับโกงที่ดินวัดมาเป็นของตัวเอง คนอย่างนี้ล่ะที่เรียกตัวเองเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน และเป็นผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินไทย ของผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน

           คนโกงที่ดินวัดอย่างเสนาะ เทียนทอง นี่ล่ะ ที่ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประกาศยอกย่องว่าเป็นคนดี เป็นคนที่จะมากอบกู้ชาติบ้านเมือง เป็นคนที่จะทำงานเพื่อสร้างชาติ ธำรงศาสน์ เทิดราชบัลลังก์

           คนโกงที่ดินวัด ยึดไปสร้างสนามกอล์ฟ แล้วหลอกขายให้ผู้อื่น ก็เป็นผู้ธำรงศาสน์ ได้ในมาตรฐานของพรรคเพื่อแผ่นดิน

           วัฒนา อัศวเหม ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งของการเมืองไทย จัดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเจ้าพ่อ นักเลง มาเฟียระดับชาติ ไม่อย่างนั้น ลูกๆ คงไม่กล้าตวาดใส่หน้าตำรวจคนแล้วคนเล่า “มึงรู้มั้ย กูลูกใคร” ลูกชายที่เป็นส.ส. ถูกตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับ ก็ขับรถพุ่งชนตำรวจ ลูกชายที่เป็นนายกเทศมนตรี ถูกตำรวจขอตรวจใบขับขี่ ก็ขับรถหนีเข้าบ้าน เอาหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาไปแอบซ่อนก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาแสดงสันดานอันธพาล จนถูกดำเนินคดีตกเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน

           วัฒนา อัศวเหม ตกเป็นผู้ต้องหาของป.ป.ช. คดีออกโฉนดที่ดินปลอมขายให้กับรัฐ และอัยการสั่งฟ้อง คดีไปรออยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ถูกประจานมานานหลายปีว่าใช้อิทธิพลของตนเอง ขณะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คุมกรมที่ดิน สั่งกรมที่ดินออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ครอบที่ดินสาธารณะ ให้เป็นของเครือข่ายบริวารตัวเอง แล้วนำมาขายให้กับรัฐ เพื่อจัดทำโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ผลาญเงินแผ่นดินไปไม่น้อยกว่าพันล้านบาท ฟาดเข้ากระเป๋าตัวเอง

           คนโกงที่ดินหลวง โกงเงินแผ่นดิน ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ก็จัดเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้มีเจตนาที่ดีต่อแผ่นดิน ในมาตรฐานของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และพวกนักการเมืองขี้หมูไหล ที่ไปรวมกันอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน

           สมศักดิ์ เทพสุทิน ชื่อนี้ นามนี้แทบจะไม่ต้องเอ่ยอ้างวีรกรรมให้น่าขำ ว่าคนอย่างนี้ก็นับเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน กับเขาด้วยเหมือนกัน ที่ซอกฟันขาวๆ บนหน้าดำๆ ยังมีเศษเนื้อลำไย ติดอยู่เลย

           ไม่ต้องเอ่ยอ้างไปให้ไกลเกินจำ วีรกรรมโครงการแทรกแซงราคาลำไย เมื่อวันที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังติดตาตรึงใจข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ กว่า 100 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ รัฐมนตรี เจ้าของนโยบาย กับปลัดกระทรวงฯ คนสั่งการ ดีดตัวหนี หนีบเงินหลายพันล้านบาทติดมือไปด้วย

           ทุกวันนี้คนซวยก็คือ ข้าราชการที่ทำงานตามสั่ง เกษตรกรที่ถูกหลอกซ้ำหลอกซาก ไม่ได้เงินตามที่รับปากกันไว้ ผลลำไยที่แทรกแซงมา ก็ขายไม่ได้ ต้องเอาไปเผาไฟ เอาไปทำปุ๋ย สุดท้ายต้องเดือดร้อนถึงภาษีประชาชน ที่ต้องเอาไปชดเชยความเสียหาย ทั้งๆ ที่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่มีนักการเมืองชั่วๆ เอากระดูกมาแขวนคอให้

           อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่ เกือบจะลืมกันไปหมดแล้ว ว่าเป็นโบว์ดำในชีวิตการเมืองของสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือ สนามบินหนองงูเห่า ในอดีต หรือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในปัจจุบันนี้ นี่ล่ะ ขณะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สมศักดิ์ เป็นผู้กำกับดูแลโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งนี้

           การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ถูกครหา นินทาให้ร้ายว่าเป็นโครงการที่โกงกินคอรัป ชั่นกันตั้งแต่ ทรายเม็ดแรกที่ถมลงบนแอ่งน้ำของ “หนองงูเห่า” ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการรันเวย์ทรุด แท็กซี่เวย์ร้าว ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ เหม็นโร่ไปทั่วโลกในขณะนี้ ก็เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ชื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน คนกินง่าย กินไม่เลือก ทั้งสถานที่ เวลา และโครงการ คนนี้เองที่เป็นผู้สั่งการและอนุมัติให้ถมทรายสนามบินหนองงูเห่า

           คนกินหิน กินดิน กินทราย กินสินบน กินเงินแผ่นดินอย่างนี้ ก็นับเป็นผู้เสียสละ ที่มีอุดมการณ์จะทำงานการเมืองเพื่อสร้างชาติ กับเขาอีกคนหนึ่ง ในมาตรวัดของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้จัดการใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดิน

           สุวิทย์ คุณกิตติ ว่าที่หัวหน้าพรรคขัดตาทัพของพรรคเพื่อแผ่นดิน นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ฝากผลงานโบว์ดำ ทำประเทศไทยขายหน้าไปทั่วโลก เมื่อครั้งนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะทนกลิ่นหอมยั่วยวนของเงินตราไม่ไหว กระโดดเข้าใส่ จนเหม็นไปทั้งตัว กับโครงการจัดสร้างศาลาไทยหรือไทยพาวิลเลี่ยน ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป2005 ที่จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการวิ่งเต้นกันจนฝุ่นตลบ ของบรรดาผู้มีอาชีพจัดงานแสดงนิทรรศการระดับยักษ์ใหญ่ ก่อนที่ บริษัทเจเอสแอล จะได้ไป เพราะความกรุณาเป็นพิเศษของสุวิทย์ คุณกิตติ

           ไทยพาวิลเลี่ยน ในงานเวิร์ดเอ๊กซ์โป ที่ญี่ปุ่นครั้งนั้น ตกลงกันไว้แต่แรกว่า จะเป็นการแสดงโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนผู้เข้าชมงาน ซึ่งมาจากทั่วโลกจำนวนหลายล้านคน ได้ตระหนักและเข้าใจถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับการยกย่องจากปราชญ์ทั่วโลก

           แต่เมื่อถึงเวลาจัดงานจริง กลับปรากฏว่า ไทยพาวิลเลี่ยน ทำให้ยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีคนใหม่ ที่รับไม้ต่อจากสุวิทย์ คุณกิตติ ถึงกับเวียนหัวจนแทบอาเจียนออกมาเป็นเลือด เพราะทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ที่เข้าชมไทยพาวิลเลี่ยน ใช้เวลาชมนิทรรศการนานไม่ถึง 10 นาที ด้วยรูปแบบที่จัดกันเหมือนงานวัดในประเทศไทย ไม่มีอะไรให้ชาวต่างชาติชม มีแต่ต้มยำกุ้งให้ชิม พอกู้ชื่อได้บ้าง ที่มีให้ชมไม่สมบูรณ์

           กว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ เจเอสแอล จะปรับจูนคลื่นความถี่เข้าหากันได้ และช่วยกันกอบกู้ชื่อเสียงประเทศไทย ในงานเวิล์ดเอ็กซ์โป กลับคืนมาได้ ก็ต้องเค้นคอกันอยู่หลายวัน จนคั้นความจริงออกมาได้ว่า งบจัดงาน 200 กว่าล้านบาทที่บริษัทฯ ได้มานั้น ถูกปันผลเป็นเงินทอนให้กับรัฐมนตรีที่เซ็นอนุมัติให้งาน ไปเกือบ 40 % จึงเหลือเงินมาทำงานจริงๆ ไม่เท่ากับที่ต้องใช้จริงตามรูปแบบการทำงานที่เสนอไว้ แต่เพื่อรักษา กอบกู้ชื่อเสียงประเทศไทย และโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจเอสแอล จึงยอมควักเนื้อ จ่ายเติมเองทั้งหมด เปลี่ยนเป้าจากเอาเงิน เป็นเอากล่อง แทน ประเทศไทย จึงเอาตัวรอดมาได้จากงานเวิลด์เอ็กซ์โป

           หลังจากโครงการนี้ถูกแฉออกมา ไม่นานนัก สุวิทย์ คุณกิตติ ก็ล้มป่วยด้วยโรคเครียด พอหายป่วยก็ลาออกจากพรรคไทยรักไทยและบวชเป็นพระภิกษุ อยู่นานหลายวัน ก่อนจะผันตัวเองออกจากวงการเมืองไปทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ซูปเปอร์แวร์ ก่อนจะทนกลิ่นอำนาจไม่ไหว ย้อนกลับมาอีกครั้งในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรคสำรองของ เพื่อแผ่นดิน

           คนอย่างนี้ ก็เป็นผู้เสียสละ จะทำงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยสโลแกน สร้างชาติ ธำรงศาสน์ และเทิดราชบัลลังก์ ในสายตาของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้แอบอ้างต่อท่ออำนาจจาก “ฟ้า” เข้าสู่วงการเมือง ด้วยเช่นกัน

           เหล่านี้เป็นตัวอย่างของผู้เสียสละ และมีเจตนารมณ์ มีอุดมการณ์ที่มารวมตัวกันทำงานเพื่อแผ่นดิน ภายใต้คำขวัญ สร้างชาติ ธำรงศาสน์ เทิดราชบัลลังก์ ตามรูปแบบการจัดการของ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะผู้จัดการใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดิน

           เหตุที่คนเหล่านี้ จัดเป็นผู้เสียสละตนเองเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ตามมาตรฐานของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เพราะสุรเกียรติ์ เองก็จัดอยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับคนเหล่านี้ ดังที่ผมจะยกมาให้อ่านเป็นส่วนหนึ่ง

           หน้าฉากที่คนทั่วไปรู้จัก สุรเกียรติ์ เสถียรไทย คือ นักวิชาการ คือ นักการเมืองรับเชิญ ที่ใช้สมองและปัญญา ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง คือ สุภาพบุรุษ คือหนุ่มนักเรียนนอก รูปหล่อ พ่อรวย แฟนสวย ชาติตระกูลสูงส่ง มีเจตนาดีต่อแผ่นดิน

           แต่หลังฉากที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก สุรเกียรติ์ เสถียรไทย คือ นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ คือ นักธุรกิจ คือ ล็อบบี้ยิสต์ที่บรรษัทข้ามชาติที่มีเป้าหมายปลายทางการลงทุนในประเทศไทย จะต้องไปคารวะ และพบปะพูดคุย เพื่อใช้บริการ ในการประสานงานกับส่วนราชการ และกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย

           นักธุรกิจที่นิยมชมชอบใช้บริการของล็อบบี้ยิสต์ ชื่อสุรเกียรติ์ ก็คือ บริษัทค้าอาวุธ และ เครื่องบิน ซึ่งชื่อเสียงของสุรเกียรติ์ ในนามแฝง “มิสเตอร์เอส” โด่งดังอย่างยิ่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีสุรเกียรติ์ เป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก และ สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่มีสุรเกียรติ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

           ข่าวสินบนเรือดำน้ำคอคคูมส์ ที่เป็นระเบิดลูกใหญ่ ดังตูมขึ้นตั้งแต่วันแรกต้อนรับนายกฯบรรหาร เมื่อสืบสาวราวเรื่องไปในเชิงลึก ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลเสียทั้งหมด แหล่งข่าวในสวีเดน ซึ่งเป็นต้นตอของข่าว อ้างว่า ผู้ให้ข่าวซึ่งอยู่ในฝ่ายผู้เสนอขายเรือดำน้ำให้แก่กองทัพเรือไทย เรียกตัวเองว่า มิสเตอร์เอส เป็นผู้ประสานงานฝ่ายผู้ซื้อ ในประเทศไทย

           เรื่องมิสเตอร์เอส กับสินบนเรือดำน้ำคอคคูมส์ นี้ เปลว สีเงิน หัวเรือใหญ่ไทยโพสต์ ที่สนิทชิดเชื้อกับบรรหาร ศิลปอาชา ในระดับมองตาก็รู้ใจ รู้เรื่องดีที่สุด อยู่ที่ว่าจะขุดกำพืดวิญญูชนจอมปลอมรายนี้มาแฉให้ประชาชนรู้กันทั่วอีกสักรอบหรือไม่

           คนเหล่านี้กำลังคิดการใหญ่ ฉุดฟ้าลากดิน มาเป็นเครื่องมือ หลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิด คิดว่า “ฟ้าประทาน” เพื่อส่งตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ใช้อำนาจรัฐ ด้วยหวังจะใช้อำนาจรัฐจัดการบางเรื่องบางราว บางสิ่งบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเอง เหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต มิใช่ทำเพื่อแผ่นดิน ดังที่กล่าวอ้าง

           สิ่งที่พึงระลึกในขณะนี้ก็คือ กว่าครึ่งของผู้เสียสละที่ขึ้นไปนั่งบนเวที เป็นผู้ที่ตัดสิทธิทางการเมือง ไม่มีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล และรัฐสภา แต่กลับอาสาเดินนำหน้า รวบรวมพลผู้คน มาอวด มาโชว์ ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่มีความเข้มแข็ง มีอนาคต และมีลู่ทางที่จะช่วงชิงอำนาจรัฐมาไว้กับตัว ได้อย่างแน่นอน

           พฤติกรรมเช่นนี้ หากเป็นในวงนักเลงหุ้น ก็ต้องเรียกว่า เป็นการแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ แนะนำผู้บริหารบริษัท ที่น่าเชื่อถือ มีเครดิต มีวิสัยทัศน์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และผู้ถือหุ้น ให้ช่วยกันใส่เงินลงทุน และซื้อหุ้นเพิ่มทุนเข้ามามากๆ เยอะๆ ใครซื้อหุ้นเยอะ ก็มีสิทธิได้ปันผลมาก

           ต่อจากนี้ไป ก็จะมีการโรดโชว์ แนะนำสินค้ากันทุกวัน แถลงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจกันอย่างถี่ยิบ เพื่อปั่นราคาหุ้นของบริษัท ก็เตือนกันไว้ก่อน ใครหลงเชื่ออ่านเพียงแค่หนังสือชี้ชวนซื้อหุ้น และฟังผู้บริหารแถลงข่าวด้านเดียว ไม่ศึกษารายละเอียดของบริษัท ไม่ศึกษาประวัติและพฤติกรรมผู้บริหาร ที่ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน เสือ สิงห์ กระทิง แรด เรียกอาจารย์ทุกคำ ให้ดีก่อนเข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุน ก็ต้องระวังตัวให้ดี ไปติดหุ้นที่ราคาสูงเกินจริง ออกตัวไม่ทัน ปันผลที่ฝันหวานจะได้รับ ก็ดับสูญไปทันที

           แต่เผอิญสินค้าที่บริษัทนี้ นำมาโชว์ นำมาเสนอให้นักลงทุนพิจารณาเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุน ไม่ใช่สินค้าทั่วไป แต่เป็นสินค้ามีชีวิต เป็นนักการเมือง เป็นผู้สมัครส.ส.น้ำเน่า ที่เก็บเอามาขัดสีฉวีวรรณ ผัดแป้งนวลทาปากแดง ต้องแสงไฟห้องแถลงข่าว ขับผิวดูสวยผิดหูผิดตาผิดความเป็นจริง กว่าจะรู้ว่าไม่ได้สวยจริงดังตาเห็น เพราะแสงไฟหลอก เหมือนเสี่ยหนุ่มกลัดมันบางคนที่ถูกย้อมแมวขาย ในคืนที่ไฟราคะบังตา ก็ต้องรอแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา จึงได้รู้ว่าที่หลับนอนก่ายกอดออดอ้อนอยู่ค่อนคืน ไม่ใช่ผี ก็สางดีๆ นี่เอง

           พฤติการณ์ผู้บริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่นั่งแถลงข่าวบนเวทีเมื่อวานนี้ ก็ไม่ต่างกันกับการเปิดตัวของกลุ่มธุรกิจค้ามนุษย์ เช่นเดียวกัน แต่เป็นมนุษย์การเมือง สายพันธุ์นักเลือกตั้ง นายหน้าทั้งหลายมาจากแต่ละค่าย แต่ละคุ้ม ก็ขนเด็กในสังกัดมาอวด มาโชว์ มาย้อมแมวขาย มาพรางไฟหลอก เอาปริมาณเข้าว่า ขอให้มากไว้ก่อน คุณภาพยังไม่เน้น เพราะต้องทำให้อาเสี่ย และ เจ้าบุญทุ่มทั้งหลาย เห็นก่อนว่ามีเด็กในสังกัดเยอะๆ ละลานตาไปหมด เพื่อจะได้เรียกราคาที่น่าพอใจ

           หากมีอาเสี่ย เจ้าบุญทุ่มคนใดสนใจเข้ามาร่วมลงทุน สนับสนุนเงินทอง ให้ทำธุรกิจ หัวหน้าค่าย เจ้าของคุ้ม ที่ทำตัวเป็นนายหน้าค้ามนุษย์ ก็จะมาแบ่งเงินทองกันไป ใช้ทำธุรกิจเลือกตั้ง เท่าไร ก็ไม่อาจรู้ได้ ขนกลับบ้านกี่มากน้อย ก็ยากจะคาดเดา

           แต่ที่ต้องคิดเอาไว้ก่อน ก็คือว่า นายหน้าค้านักเลือกตั้งทั้งหลายที่นั่งเรียงรายอยู่บนเวทีเมื่อวานนี้ มีใครหน้าไหน ที่เห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าตัวเอง เห็นแก่บ้านเมืองมากกว่าบ้านตัวเอง เห็นแก่ประเทศชาติ มากกว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูลตัวเอง

           คิดให้ดีแล้วตอบตัวเองก็แล้วกัน

           นี่เป็นอารมณ์ประชดประชัน เทียบเคียงกับสภาพสังคมน้ำเน่าแบบไทยๆ ของผมที่เกิดขึ้นในขณะนั่งชมการแถลงข่าวด้วยความสะอิดสะเอียนในหัวใจ แต่ก็ทนดูจนจบ เพราะอยากเห็นคนหลอกคน ว่าจะสนุกขนาดไหน

           ผมนั่งดูการแถลงข่าวของคณะเพื่อแผ่นดิน จบด้วยความโกรธในตอนแรก และผ่อนคลายลงมาเป็นสังเวชใจ ในช่วงกลาง แล้วก็รู้สึกขบขันขึ้นมาในฉับพลันทันทีที่จบข่าว เมื่อนึกได้ว่า คืนวันจันทร์ที่ 10 กันยายน ก่อนที่คนเหล่านี้จะมานั่งแถลงข่าวร่วมกันนั้น ทั่วฟ้ากรุงเทพฯ จู่ๆ ก็เกิดฝนตกหนักลงมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ผมยังต้องเดินลุยน้ำจนถึงก้นซอยเพื่อเข้าบ้าน

           ฤาว่านี่จะเป็นปรากฎการณ์ที่โบราณ เปรียบเปรยไว้ ก็น่าจะใช่

           “ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกัน”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: