ผู้ยิ่งหญ่ายยย

         พี่น้องเอ๊ย… มันใหญ่คับประเทศ ยังไม่พอ ยังเสือกจะคิดใหญ่ข้ามประเทศ อีกด้วย

         ใครน่ะเหรอ… ก็ ไอ้พวก บุญยรัตกลิน น่ะสิครับ

         อ่านข่าวเจ้าหน้าที่ศุลกากรเขมรจับนางขนิษฐา บุญยรัตกลิน น้องสาว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. แล้ว อยากหัวเราะให้ก้องฟ้า ให้ได้ยินไปทั่วโลกด้วยความสะใจ

         โถ…ผู้ยิ่งหญ่าย ที่ได้อำนาจมาจากการปล้น คงนึกว่าตัวเองใหญ่ยิ่ง ใหญ่จริง กันนักสิ นะ มันก็ใหญ่แค่ในคอกนี่ล่ะครับ ออกพ้นปากประตูคอก เดินพ้นนอกรั้วบ้าน ก็ไม่มีใครเขาเกรงใจ ไม่มีใครเขาเห็นหัวหรอก รู้ตัวกันไว้ซะด้วย

         จากข่าวชิ้นนี้ อ่านคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในหนังสือพิมพ์ แล้ว ผมอยากจะยกย่องให้นายทหารไทยคนนี้ เป็น “พี่ชายที่แสนดี” ที่ยากจะหาพี่ชายคนใดมาเทียบ เคียงให้หมองหม่น ได้อีกแล้ว

         น้องสาวถูกเจ้าหน้าที่เขมรจับตัวไปตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 พี่ชายคนนี้ ไม่เคยพูด เก็บงำ ปิดเงียบเป็นความลับ แต่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารไทย ไปเจรจา ไปกดดัน ไปทำทุกอย่าง งัดสารพัดข้อต่อรองของบ้านเมือง ไปไกล่เกลี่ย เคลียร์ข้อหา ต้องพาน้องสาวคนเก่ง ข้ามแดน กลับสู่ประเทศไทย ด้วยความปลอดภัยให้ได้

         เจรจาต่อรองกันถึงขั้นที่ว่า หากไม่ปล่อยน้องสาวออกมา ก็จะสั่งปิดด่านชายแดนไทย-เขมร ทั้งหมด การค้าชายแดน ที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี สินค้าไทยที่เคยหลั่งไหลไปเขมรหลายหมื่นล้านบาท จะไม่ส่งเข้าไปขายอีก ชาวเขมรจะต้องเดือดร้อนแสนสาหัสเพราะไม่มีสินค้าไทยใช้ (อ้ายบัง มันคงคิดว่ามีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่อยากค้า ขายกับเขมร)

         ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่จะพังพินาศไปนับแสนล้านบาท ผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย ที่เคยทำมาค้าขายปีละหลายหมื่นล้านบาท ต้องเสียหาย ล้มละลายหมดตัว ก็ยังถูกนำมาเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง เพื่อให้ปล่อยน้องสาวของตัวเอง ที่ไปทำผิดกฎหมายฉกรรจ์ ในประเทศของเขา

         สุดท้ายแล้ว อับจนปัญญา ทางการเขมร ไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะทหารไทย จะใช้เงื่อนไขใดไปเจรจา ก็ไม่สำเร็จ อยากปิดด่านก็ปิดไป ไทยเดือดร้อนกว่าเขมรแน่นอน สิงคโปร์ เวียด นาม มาเลเซีย ก็อยากจะส่งสินค้าเข้าไปในเขมรแทนที่ไทยอยู่แล้ว

         1 สัปดาห์ผ่านไป กลไกรัฐที่ต้องไปเจรจาให้ปล่อยตัวน้องสาวผู้ยิ่งหญ่ายยย ประธานคมช.ของไทย กลับเป็นนายบ่อน เจ้าของคาสิโนเชื้อชาติไทย สัญชาติเขมร แค่พูดจากันไม่กี่คำ เจ้าหน้าที่ศุลกากรเขมร ก็ปล่อยตัวนางขนิษฐา บุญยรัตกลิน และเนรเทศออกจากเขมร กลับสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา

         แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า เขมรไม่ได้เชื่อถือ ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้ยำเกรง ไม่ได้มองเห็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ไทยอยู่ในสายตาเลย แม้แต่น้อย แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ของทางการเขมร ก็ยังกล้าหาญพอที่จะจับกุมน้องสาวประธานคมช.ของไทย โดยไม่สนใจว่า “หน้าไหน” “นามสกุลอะไร” และคำถาม “มึงรู้มั้ย พี่กูเป็นใคร”

         แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า สำหรับทางการเขมรแล้ว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช.ไทย กองทัพไทย กระทรวงการต่างประเทศของไทย รัฐบาลไทย มีเครดิตน้อยกว่านายบ่อนคนไทย ไปทำมาหากินอยู่ในเขมร เสียอีก

         คำพูด คำจา ของทางการไทย ไม่ได้รับความเชื่อถือ ไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากับคำพูดของนายบ่อนคนหนึ่ง

         อ่านถึงตรงนี้ อดคิดถึงเมื่อครั้งที่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร สั่งการให้กองทัพอากาศ ส่งเครื่องบินซี 130 บินข้ามพรมแดนไทย ไปจอดบนสนามบินในกรุงพนมเปญ เพื่อรับคนไทยออกมาจากประเทศเขมร แล้วประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เขมร เพื่อสั่งสอนกรณีที่ประชาชาวเขมร บุกเผาสถานทูตไทย ไม่ได้

         ครั้งกระโน้น ศักดิ์ศรีไทย ยิ่งใหญ่เกรียงไกร จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก การที่เครื่องบินกองทัพอากาศไทย พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารอาวุธครบมือ ไปปฏิบัติการบนแผ่นดินเขมร โดยไม่มีการต่อต้าน และสุดท้ายรัฐบาลเขมร ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษและเสียใจต่อรัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทย เป็นภาพเหตุการณ์ที่ย้อนคิดขึ้นมาครั้งใด ก็อดภาคภูมิใจความเป็นไทย ไม่ได้

         แต่ข่าวเจ้าหน้าที่ศุลกากร จับน้องสาวประธานคมช. ข้อหาลักลอบนำรถจากไทยเข้าไปขับในเขมร โดยไม่ได้รับอนุญาต และ ยังบังอาจเปลี่ยนป้ายทะเบียนจากทะเบียนไทย เป็นทะเบียนเขมร ทั้งๆที่ เป็นรถพวงมาลัยขวา แล้วถูกกักขังไว้นาน 7 วัน ก่อนจะปล่อยตัวกลับมา เพราะการร้องขอของนายบ่อน ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนรัฐบาลไทย ไปเจรจา นี่สิครับ ทำให้ความภาคภูมิใจความเป็นไทย มลายหายสิ้นไปในฉับพลัน ความอับอายขายขี้หน้าเข้ามาแทนที่ จนแทบจะเอาปี๊บคลุมหัวเดิน เมื่อย่างเท้าเข้าไปในดินแดนเขมร

         ทำไมประชาชนอย่างผมจะไม่มีสิทธิอับอายกับพฤติกรรมของนางขนิษฐา บุญยรัตกลิน น้องสาวของประธานคมช.ผู้ยิ่งหญ่ายยย

         ก็ขนาดพี่ขายของเธอ คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่กล้ายอมรับว่านางขนิษฐาน บุญยรัตกลิน เป็นน้องสาว แต่ยอมรับว่ามีน้องสาวชื่อ นางขนิษฐา บุญยรัตกลิน

         อ้ายบังคนนี้ มันเป็นคนจำพวกร้อยลิ้นกะลาวน จริงๆ

         นอกจากจะพูดจาเชื่อถือไม่ได้แล้ว มันยังไม่ยอมรับเมื่อทำความผิดอีก ด้วย นี่ขนาดเขาจับได้ซึ่งหน้า มีหลักฐาน พยานครบ มันยังมีหน้ามาตีสำนวน ชวนให้น่าตบปากอีก ว่ายังไม่ได้ตรวจสอบว่านางขนิษฐา ที่ถูกจับ เป็นน้องสาวหรือไม่ แต่ยอมรับว่ามีน้องสาวชื่อ ขนิษฐา

         เหตุที่มันต้องพูดจาเป็นคนจำพวกร้อยลิ้นกะลาวน นอกจากเป็นนิสัย เป็นสันดานประจำตัว แล้ว ก็เป็นเพราะมันกลัวว่าน้องสาวของมัน จะมาเป็นชนวนเหตุดับฝัน ปิดเส้นทางการเมืองที่มันจะก้าวเดินสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

         นี่ขนาดน้องสาวแท้ๆ มันยังกล้าบิดพลิ้ว ไม่รับ (เพราะกลัวเสียหายมาถึงตัวเอง) ไม่ปฏิเสธ (เพราะจำนนต่อหลักฐาน) แล้วลองคิดว่าถ้าเป็นประชาชนคนธรรมดา หรือ ทหารในกองทัพ เจ้าหน้าที่รัฐที่ไปทำงานตามคำสั่งของมัน หากเกิดผิดพลาดขึ้นมาวันใด อย่าไปคิดให้เสียเวลาว่า มันจะแอ่นอกรับแทน เหมือนผู้บังคับบัญชาคนอื่นๆ หรือไม่

         ไม่มีวันเสียล่ะ ที่จะเห็นบทเสียสละจากอ้ายบัง ก็ขนาดน้องสาวแท้ๆ มันยังคิดตัดขาด ให้เห็นๆ

         คนแบบนี้น่ะเหรอ ที่เป็นประธานคมช. เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย มาแล้ว เกือบ 1 ป

         คนแบบนี้น่ะเหรอ ที่กองทัพยอมรับนับถือให้เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

         คนแบบนี้น่ะเหรอ ที่มาเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตของคนไทย

         คนแบบนี้น่ะเหรอ ที่มาสอนให้คนไทยมีคุณธรรม จริยธรรม

         โธ่…. อ้ายบัง นี่ขนาดมึงมียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นถึงผู้บัญชาการทหารบก เป็นถึงประธานคมช. เป็นผู้ยิ่งหญ่ายยย ที่สุดในแผ่นดินไทย จนมึงกล้าออกปากว่าเป็นมึงเป็นเจ้าของประเทศ เพื่อนบ้านร้านถิ่น แค่เขมร เขายังไม่เห็นหัวมึงเลย อย่านึกไปไกลถึงผู้จำเริญในแดนห่างไกล เช่น ยุโรป อเมริกา เขาจะเห็นมึงเป็นตัวอะไร

         เพราะตำแหน่งแห่งที่อยู่เหนือกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ประดามีของมึงนั้น ในสายตาของชาวโลก มึงก็แค่ ไอ้โจรปล้นอำนาจ ไอ้กบฏทำลายล้างการปกครองระบอบประชาธิป ไตย ไอ้ตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติ

         นึกถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องก้มกราบและขอแสดงความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระอัจฉริยภาพ และทรงเห็น ทรงรู้ ทรงเข้าพระทัย นาย ทหารเช่นอ้ายบัง เป็นอย่างดียิ่ง พระองค์จึงไม่พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้า ให้แก่ สามคนผัวเมียครอบครัวบุญยรัตกลิน ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นที่มัวหมองแก่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจุลจอมเกล้า เป็นอย่างมาก

         เอาละครับ พี่น้องทั้งหลาย อดใจรอดูกันอีกแค่ 1 เดือนกับ 12 วันเท่านั้นเอง วันที่ 1 ตุลาคม 2550 นี้ เราจะได้เห็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นายทหารนอกราชการ จะยืนอยู่อย่างไร ยืนอยู่ตรงไหนในแผ่นดินไทย

         วันใดที่ไม่มีตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ต่อท้ายชื่อ วันนั้นล่ะ ที่มันจะต้องนึกถึงสำนวนไทยแต่โบราณ

         “สัญชาติคางคก ยางหัวไม่ตก ไม่มีวันสำนึก”

         วันนี้ ทนๆ ดูมันสำแดงอำนาจไปก่อน เชื่อผมเถอะ ไม่มีใครอยู่เหนือกาลเวลาและความถูกต้องไปได้

         เรามารอดูชะตากรรมของ นายทหารนอกราชการ เช่น อ้ายบัง กันดีกว่า เวรกรรมและความริยำที่ทำไว้บนแผ่นดินไทย จะกลับคืนสู่มันและครอบครัวในรูปแบบใด อดใจรออีกนิด ไม่นานเกินรอหรอกครับ

         เวรกรรมบทแรกที่จะมาเยือนชีวิตมัน ให้ต้องตระหนักก่อนถึงวันสิ้นบุญ สิ้นอำนาจในกองทัพ ก็คือ ผลการลงประชามติ 19 สิงหาคม 2550 นี้ล่ะครับ

         เพียงแค่เราไปกากบาท “ไม่เห็นชอบ” คนละหนึ่งเสียง

         เวรกรรม จะตามจี้ติดชีวิตมันจนยากจะหลบเลี่ยงแล้วครับ

         มาล้อมวงติดตามดูตอนอวสาน ของ ทหารหญ่ายยย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กันดีกว่า

         ตอนอวสานของอ้ายบังคนนี้ อยู่ในมือของประชาชนอย่างเราแล้วล่ะครับ ใครอยากให้จบแบบไหน ก็ไปลงมติกันนะครับ

         อย่าลืมนะครับ 19 สิงหาคม วันสังหารระบอบอำมาตยาธิปไตย

         กำจัดรัฐธรรมนูญ 50 กำจัดอำมาตยาธิปไตย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: