ประชาธิปัตย์ …กูรักมึงว่ะ

           

           ผมมีวิดีโอเทปชุดหนึ่งเก็บไว้ 11 ปีเต็มๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้เอาออกมาดูอีกครั้ง เพราะนึกถึงครั้งใด ในฐานะลูกจีน หลานต่างด้าว ต้องเจ็บช้ำในหัวใจทุกทีไป ทั้งๆ ที่ภาพในวิดีโอชุดนี้ ไม่ใช่เรื่องของผม

           แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ผมต้องไปหยิบวิดีโอเทปชุดนี้ที่อยู่ในตู้เก็บของ ซึ่งเปิดน้อยครั้งมากในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา และนำมาเปิดดูอีกครั้ง เพื่อทบทวนความแต่หนหลัง ว่าเพราะเหตุใด ในวันที่ 18 กันยายน 2539 ลูกจีน หลานต่างด้าว อย่างผม ต้องเจ็บปวด เมื่อได้ชมนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในข้อหา

           “เป็นคนต่างด้าว ขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”

           ถูกต้องครับ คนต่างด้าว ไม่มีสิทธิที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

           แต่คนต่างด้าว มีสิทธิที่จะทำประโยชน์สนองบุญคุณแผ่นดินที่ให้ที่อยู่ที่กิน ที่หลับที่นอน และที่ฝังร่างยามหมดลมหายใจ

           ผมจำได้ว่าในวันที่นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นำเอกสาร หลักฐาน ระเบียบ ข้อกฎหมาย ต่างๆ ที่บังคับใช้กับคนต่างด้าว มาอภิปราย มาแสดงในสภาผู้แทนราษฎร คุณปู่ของผม ที่ถูกต้องเรียกว่า (อากง) ในวัย 80 ปี นั่งจ้องจอโทรทัศน์ตาไม่กระพริบ ทั้งๆ ที่มองเห็นไม่ชัด เพราะต้อกระจกบังตาดำข้างซ้าย ภาษาไทยก็ฟังไม่แตกทุกคำ แต่ก็พยายามจะเงี่ยหูฟัง บอกให้ผมเร่งเสียงโทรทัศน์ดังๆ หน่อย

           ผมเห็นน้ำตาของอากง เอ่อขึ้นมาเป็นระยะๆ ตลอดเวลาเกือบชั่วโมง ที่นายชำนิ อภิ ปรายเรื่องลูกจีน และ คนต่างด้าว จนกระทั่งตอนจบของคำอภิปรายของนายชำนิ น้ำตาที่เอ่อท้น ก็ไหลลงมา พร้อมกับอาการเอนหลังพิงเก้าอี้โยกตัวเก่าคร่ำครึ ด้วยอาการหมดแรงของอดีตนักสู้ชีวิตคนหนึ่งที่มาจากแผ่นดินใหญ่ด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ชนิดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

           ผมจำไม่ได้แล้วว่า วันนั้น นายชำนิ จบการอภิปรายของตัวเอง ด้วยถ้อยคำอย่างไร จำได้แต่ว่าน้ำตาของอากงที่ไหลอาบสองแก้ม ทำให้ร่องรอยการต่อสู้ชีวิตของคนต่างด้าวคนหนึ่ง เพิ่มรอยแห่งความเจ็บปวดขึ้นอีกหนึ่งรอย

           คืนนั้น ก่อนเข้าห้องนอน ผมเห็นอากง ยืนไหว้พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นปฏิทินแขวนอยู่หน้าห้องนอน เช่นทุกเช้าค่ำ เหมือนที่ผมเห็นมาตั้งแต่ผมจำความได้ หากจะมีความไม่ปกติเกิดขึ้นบ้างก็คือ อาการของท่าน ที่ดูเศร้าใจ และเงียบซึมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และสองมือที่พนมไหว้พระบรมฉายาลักษณ์นานกว่าปกติ

           ผมไม่รู้ว่าในใจของท่านคิดอะไรบ้าง แต่รู้ว่าไม่ปกตินัก

           ผมเปิดวิดีโอเทปชุดนี้ดูอีกครั้ง เพราะอยากจะรื้อฟื้นว่าคืนวันนั้น นายชำนิ พูดไว้อย่างไร จึงทำให้ยอดคนนักสู้ชีวิตที่เป็นต้นแบบในชีวิตของผม ต้องน้ำตาไหล ด้วยหัวใจที่เจ็บ ปวด และเงียบซึมอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

           “ผมไม่ได้มีความรู้สึกตั้งใจที่จะรังเกียจเดียดฉันท์ผู้หนึ่งผู้ใดในประเทศนี้ ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์คนที่เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศนี้ ลูกหลานไทยไปอยู่ต่างประเทศ ก็มากคนต่างประเทศเข้ามาอยู่ในประเทศก็เยอะ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะดูหมิ่นดูแคลน

           แต่ผมและพ่อของผมเป็นคนที่เกิดมากับแผ่นดินนี้ ผมและพ่อของผมไม่ใช่ผู้สมัครเข้ามาอยู่ในประเทศนี้ ผมย่อมมีสิทธิทุกประการอย่างไม่มีเงื่อนไข ผมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ใดๆ ที่รัฐบาลได้สร้างขึ้นโดยไม่ชอบธรรม ผมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนรัฐบาลตามสิทธิและโอกาส ร่วมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ผู้สมัครเข้ามาอยู่ในประเทศนี้ ย่อมไม่มีสิทธิที่ว่านั้น รวมทั้งไม่มีสิทธิที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนในแผ่นดินนี้ด้วย”

           แม้จะพูดว่าไม่รังเกียจ แต่น้ำเสียงและท่าทีของนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ขณะอภิปรายเรื่องนี้ ได้แบ่งแยกคนไทย คนจีน คนต่างด้าว ออกจากกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้ถ้อยคำที่ทำให้คนต่างด้าวทั้งประเทศต้องสะอึก และรีบสำนึกในฐานะแห่งตน อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ในฐานะผู้อาศัยแผ่นดินอยู่ และรีบทบทวนตัวเองว่าได้กระทำสิ่งใดที่จะทำให้เจ้าของแผ่นดินอย่างนายชำนิ และพ่อ มีความรู้สึกว่า จะมาแย่งแผ่นดิน ชิงอำนาจ บ้างหรือไม่

           ในฐานะ ลูกจีน หลานต่างด้าว ผมมั่นใจว่าบรรพบุรุษของพวกเราที่เป็นคนต่างด้าว ที่สมัครเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่มีใครสักคนคิดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี แม้กระ ทั่ง ส.ส. หรือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สิ่งเดียวที่บรรพบุรุษของพวกเรา คิดและหวัง ในวันที่ลงเรือสำเภาออกจากท่าเรือแผ่นใหญ่แผ่นดินเกิด เพื่อหลบหนีภัยสงคราม ความแห้งแล้ง ความอดอยาก ก็คือ ขอมีแผ่นดินที่สงบสุขร่มเย็นเป็นที่อยู่ที่กินที่หลับที่นอนและที่ฝังศพอย่างสงบ เท่านั้น

           ไม่มีใครใครสักคนที่คิดทะเยอทะยาน อยากได้ใคร่มีอำนาจเป็นผู้ปกครองประเทศไทย เป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง มีแต่คำสั่งสอนให้สำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทย ให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ให้ชีวิตใหม่แก่ตระกูลของเรา ให้สนองพระคุณแผ่นดินไทย และ พระมหากษัตริย์ไทย ตราบจนชีวิตจะหาไม่

           คำอภิปรายของนายชำนิ ที่ผมได้ฟังอีกครั้งเมื่อวานนี้ หลังจากเวลาผ่านไป 11 ปี ก็ยังทำให้ผมต้องเจ็บปวดเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ความเจ็บปวดมีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะได้รับรู้ว่านายบรรหาร ศิลปอาชา กับ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ และ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ เคยต่อสู้กันทางการเมือง ด้วยการทำให้คนต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่มาอาศัยแผ่นดินไทยอยู่ ถึงกับต้องเสียน้ำตาด้วยความเจ็บช้ำมาแล้ว กลับมาร่วมมือกัน กอดคอกัน ทำงานร่วมกัน ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องราวเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 เกิดขึ้นมาก่อน

           ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่านายบรรหาร ศิลปอาชา ยังจำได้หรือไม่ว่าวันที่นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ใช้เอกสารเท็จมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบลากไส้ ลากวิญญาณพ่อแม่ของตัวเองมาประจานกลางสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายล้างกันทางการ เมืองนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันใด และยังจำความเจ็บปวดเมื่อวันนั้นได้หรือไม่

           ในขณะที่ลูกจีน หลานต่างด้าว ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรด้วยอย่างผม ยังจำความเจ็บปวดของคนจีนต่างด้าวในเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี

           ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าในเหตุการณ์ครั้งนั้น นายบรรหาร ศิลปอาชา เจ็บปวดจริงดังสีหน้าท่าทางที่แสดงให้คนทั้งประเทศเห็น หรือว่าเป็นเพียงการแสดงฉากหนึ่งของนักการเมือง เช่นเดียวกับที่นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ แสดงในวันนั้นเหมือนกัน

           เหตุที่ผมไม่แน่ใจ ก็เพราะ คนคนหนึ่งไม่ควรจะลืมง่าย ไม่ควรจะผ่านความรู้สึกเช่นนี้ไปได้ง่ายๆ เหมือนที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ทำใจได้ เมื่อได้เห็นคนและกลุ่มคนที่ทำร้ายวิญญาณพ่อแม่ที่นอนตายอย่างสงบ ถูกขุดขึ้นมาเป็นเครื่องมือเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทำลายล้างกัน ไม่เพียงแต่ทำใจได้เท่านั้น นายบรรหาร ศิลปอาชา ยังเข้าด้วยช่วยเหลือคนและกลุ่มคนเหล่านั้น ให้สมหวังทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ร่วมตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2541 ร่วมหัวจมท้ายกันบอยคอตเลือกตั้งเมื่อปี 2549 และ กอดคอเป็นตายร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งประกาศจัดรัฐบาลร่วมกัน ตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง

           ด้วยสามัญสำนึกของคนธรรมดาอย่างผม แน่นอน ทำใจยอมรับกับคนที่ทำลาย ดูถูกวงศ์ตระกูล กระทั่งพ่อแม่ที่ตายไปแล้วก็ยังไม่ละเว้นเช่นนี้ได้ จึงแปลกใจว่านายบรรหาร ศิลปอาชา ยอมรับการกระทำของคนกลุ่มนั้นได้อย่างไร และลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

           เพียงเพื่อจะทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคารพมา 30 ปี ไม่ผิดหวัง และพึงพอใจ นายบรรหาร ถึงกับยอมขายวิญญาณพ่อแม่บังเกิดเกล้า และพี่น้องในตระกูลศิลปอาชา ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เช่นนั้นหรือ?

           นายบรรหาร อาจจะตอบคำถามผู้คนได้ ว่าทำเพื่อผู้มีพระคุณ แต่คนอื่นในตระกูลศิลปอาชา ล่ะ มีคำตอบให้กับตัวเองหรือไม่ ว่าอยู่ร่วมกับบุคคลที่ไม่รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล และเห็นคนอื่นดีกว่าพ่อแม่ ได้อย่างไร

           น้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ระล่ำระลัก เมื่อต้องชี้แจง แสดงความเจ็บปวด ของลูกจีน หลานต่างด้าวของนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ในวันนั้น ผมก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเป็นเรื่องจริง หรือเป็นการแสดงบทบาทที่สมจริงของนักแสดงทางการเมืองกันแน่ เพราะเหตุที่ว่าวันนี้เธอแสดงท่าทีมีเยื่อใย มีหัวใจให้กับกลุ่มคนที่เป็นฆาตรกรฆ่าวิญญาณปู่และย่าของเธอ อย่างน่าประหลาดใจ

           ในขณะที่คนที่คอยช่วยเหลือ ห่วงใย เป็นทุกข์ร้อน และชี้แจงแสดงหลักฐาน พยานเอกสาร เพื่อแก้ต่างให้กับนายบรรหาร และตระกูลศิลปอาชา ตลอดจนผู้วายชนม์ ในวันนั้น อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้รับคำยกย่องจากนายบรรหาร ว่า เป็น “เพื่อนตาย”กลับถูกรัง เกียจเดียดฉันท์ ไม่เป็นคนที่ควรคบหาสมาคมด้วยในวันนี้

           เพื่อจะมุ่งสู่เป้าหมายทางการเมืองที่ตั้งใจหมาย นายบรรหาร และนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา สองพ่อลูก ทำให้ผมต้องสับสนว่า เหตุการณ์ใดจริง เหตุการณ์ใดเป็นการแสดงกันแน่ ความเจ็บปวดของลูกที่เห็นพ่อแม่ ถูกรังแกอย่างไม่มีทางสู้ เป็นเรื่องจริงหรือ เป็นเพียงการแสดงให้ประชาชนเห็นใจ เพื่อเป้าหมายทางการเมือง เท่านั้น

           อะไรกันที่เป็นภาพจริงของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา

           อะไรกันที่เป็นสิ่งลวงของนักการเมืองที่มากด้วยมายาภาพแสดงให้ประชาชนเห็น

           ผมไม่แน่ใจว่านายบรรหาร ศิลปอาชา ลืมไปหมดแล้วหรือไม่ กับเหตุการณ์ในวันนั้น

           แต่เนื่องจากผมยังไม่ลืม และเชื่อว่าลูกจีน หลานต่างด้าวหลายคนในประเทศนี้ก็ยังไม่ลืม และบังเอิญอย่างยิ่งที่ผมเก็บเทปวิดีโอชิ้นสำคัญชิ้นนี้ไว้ จึงอยากนำมาเปิดให้นายบรรหาร และตระกูลศิลปอาชา ได้ชมกันอีกครั้ง

           แล้วลองไปยืนที่หน้าหลุมศพบรรพบุรุษ แล้วตะโกนบอกตัวเองเสียงดังๆ ว่า

           “ประชาธิปัตย์… กูรักมึงว่ะ”

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: