บุรีรัมย์โมเดล

           

           หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เสร็จสิ้นลง คณะทหาร นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ในขณะนั้น ซึ่งกลายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่สกัดกั้นการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นพี่เลี้ยงใหญ่ให้กรรมการการเลือกตั้ง ในการจัดการการเลือกตั้ง วันที่ 23 ธันวาคม นี้ ได้แสดงอาการดีอกดีใจกันยกใหญ่ เมื่อทราบผลการลงประชามติในจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า มีผู้ลงมติเห็นชอบ มากกว่า ไม่เห็นชอบ

           จังหวัดบุรีรัมย์ เป็น 1 ใน 2 จังหวัดของภาคอีสาน ที่มีผู้ลงมติเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีผู้ไม่เห็นชอบมากกว่าเห็นชอบ แบบทิ้งห่างขาดลอย ทำให้คมช. เสียหน้าอย่างหนัก

           พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาค 2 ซึ่งรับผิดชอบการรณรงค์ให้ประชาชนไปลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 ถึงกับต้องออกมายอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตนเองในการทำงานครั้งนั้น จึงทำให้คะแนนไม่เห็นชอบสูงกว่าคะแนนเห็นชอบ แบบที่ทำให้เกิดนัยยะทางการเมืองว่าประชาชนภาคอีสาน ไม่ยอมรับการปกครองระบอบคมช. และขอโอกาสแก้ตัวใหม่ในการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม นี้

           พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งทั่วไป ประกาศให้มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลา คม เป็นต้นไป นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงกับสื่อมวลชนว่า จะนำ “บุรีรัมย์โมเดล” มาใช้ในการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ “อำนาจเก่า” หวนกลับคืนมาได้อีก ทั้งๆ ที่การจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล และการดำเนินการใดๆ ก็ตามของรัฐบาล หรือ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ที่มุ่งสกัด “กลุ่มอำนาจเก่า” ไม่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ก็ทำให้ความเชื่อที่ว่ากกต. จะจัดการเลือกตั้งด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นธรรม เป็นอิสระ ไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจอิทธิพลภายนอก เป็นเรื่องที่ห่างไกลความจริง จนกลายเป็นความฝัน ขึ้นไปทุกวันๆ

           อะไรคือ “บุรีรัมย์โมเดล” และ เหตุใดนายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมั่นใจว่า “บุรีรัมย์โมเดล” จะเป็นเครื่องมือในการสกัด “กลุ่มอำนาจเก่า” หรือเรียกกันให้ชัดก็คือ พรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ที่ชี้ขาดด้วยประชาชน ไม่ใช่ตัดสินด้วยอำนาจรัฐ ได้

           “บุรีรัมย์โมเดล” ที่นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ชื่นชอบ และสั่งการให้ทุกจังหวัดนำไปปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุภารกิจสกัดกลุ่มอำนาจเก่า และ พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ชื่นชม ถึงขนาดต้องยกคณะไปขอรับฟังยุทธิวิธีบุรีรัมย์โมเดล จากปากนายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด และ ประธานกกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยตนเอง ก่อนจะนำมาขยายผลให้ใช้กันทั่วภาคอีสาน และกำลังจะขยายอาณาบริเวณการใช้ไปทั่วประเทศ ด้วยฝีมือของรัฐบาล มีกุญแจแห่งความ สำเร็จอยู่ 2 ประการ คือ

           1. นายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ประธานกกต.จังหวัดบุรีรัมย์

           2. พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ สนับสนุนด้านกำลังพลงบประมาณ และยุทธปัจจัย เต็มที่

           กุญแจแห่งความสำเร็จของ “บุรีรัมย์โมเดล” 2 ดอกที่กล่าวถึง มีสาระสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ

           1. การแต่งตั้งนายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ประธานกกต. เป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐ เข้าแทรกแซงการทำงานของกกต. ตั้งแต่ในชั้นต้น คือ ในพื้นที่เขตเลือกตั้ง แบบ 100 % เพราะ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกคนในประเทศไทย ย่อมจะต้องฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี มากกว่าที่จะฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของประธานกกต. เนื่องจาก ตำแหน่งหลัก หรืออาชีพหลัก ก็คือข้าราชการฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทย งานในหน้าที่ประธานกกต. เป็นเพียงอาชีพเสริม หรือ งานช่วยราชการ เท่านั้น

           เมื่อรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกกต. นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกส่วนราชการ และ ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่อยู่ในเขตจังหวัด และต้องพึ่งพาอาศัยกลไกอำนาจรัฐที่อยู่ในมือผู้ว่าราชการจังหวัด ย่อมยากที่จะปฏิเสธคำสั่ง คำขอ คอร้องขอ และ คำแนะนำ หรือ แม้แต่ความร่วมมือ ที่รองผู้ว่าราชการจังหวัด มีมาถึง

           รองผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ถึงวาระเกษียณอายุราชการ ย่อมใฝ่ฝันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และเติบโตในสายงานข้าราชการฝ่ายปกครองสูงสุด เท่าที่มีสิทธิคิดและฝัน เมื่อมีช่องทางในการผลักดันตัวเอง ให้ไปถึงจุดสูงสุดของความฝันได้ ไม่ว่าใครก็ยินดีทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นผู้บันดาลความฝันให้เป็นความจริง

           นายเกษม วัฒนธรรม เดินมาถึงครึ่งทางของความฝันที่จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ด้วยการสร้างผลงานในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นที่โจษขานและเป็นตัวแบบที่รัฐบาลและคมช.ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ

           ผมเชื่อว่า หากการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ นายเกษม วัฒนธรรม สามารถสกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่า ได้เข้าเป้าตามที่รัฐบาลต้องการ ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตกเป็นของนายเกษม อย่างแน่นอน ในฐานะข้าราชการดีเด่น ผู้มีผลงานเป็นที่เชิดชูน่ายกย่องให้เป็นตัวอย่างแก่ข้าราช การทั่วประเทศ ในสายงานของตัวเอง แต่นายเกษม ก็ไม่น่าจะถูกต้อง หากขับดันตัวเอง ด้วยการนำตำแหน่งหน้าที่ทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด และมีเป้าหมายที่จะสกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ผิดทั้งกฎหมาย ผิดทั้งวินัย และผิดต่อระบอบประชาธิปไตย

           2. การสนับสนุนกำลังพล ยุทธปัจจัย และงบประมาณ เพื่อตอบสนองบุรีรัมย์โมเดล ของนายเกษม วัฒนธรรม อย่างเต็มที่ ของจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ที่มี พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ เป็นผู้บังคับการ สกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่าที่รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อย่างเปิดเผย กระทั่งมีชายในชุดซาฟารีไปจับกุมตัวผู้ใหญ่บ้าน 2 คนไปกักขัง ในเช้าวันลงประชามติ ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

           รางวัลที่ พล.ต.กนก เนตระเควสนะ ได้รับหลังจากผลการลงประชามติปรากฎว่ามีผู้เห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ก็คือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ทั้งๆ ที่เพิ่งเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ไม่ถึง 1 ปี

           ตัวอย่างความก้าวหน้าในชีวิตราชการ และรางวัลที่พล.ต.กนก ได้รับ เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการจำนวนมาก ต้องการ และกำลังเดินตาม ซึ่งวัดผลกันที่พื้นที่ในความรับผิดชอบของใคร จะสกัดกั้นชัยชนะและยัดเยียดความพ่ายแพ้แก่กลุ่มอำนาจเก่า หรือ พรรคพลังประชาชน ได้มากที่สุด

           ด้วยการประสานงานกันอย่างเข้าคู่และเข้าขา โดยมียศถาบรรดาศักดิ์ ที่รออยู่เบื้องหน้าเป็นรางวัล จึงทำให้บุรีรัมย์โมเดล ประสบความสำเร็จในสายตาของคมช. และเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในความคิดของรัฐบาล แต่ กลับเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำในสายตาประชาชนชาวบุรีรัมย์

           นักวิชาการคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ เขียนบทความเรื่อง บุรีรัมย์โมเดล สะท้อนให้เห็นการดำเนินการของฝ่ายรัฐ ในการสดักกั้นการลงประชามติอย่างเป็นอิสระของประชาชนชาวบุรีรัมย์ หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้น เผยแพร่ในเวปไซต์ต่างๆ ซึ่งมีสาระและรายละเอียดที่น่าสนใจ และไม่เป็นที่รับรู้ของประชาชนกว้างขวางนัก แต่นับจากนาทีนี้ไป ใครๆ ก็ต้องสนใจและรู้จัก บุรีรัมย์โมเดล มากขึ้น และรู้จักให้ดีที่สุด เหมือนที่นักวิชาการท่านนี้เขียน เพราะรัฐบาลกำลังจะใช้บุรีรัมย์โมเดล ขยายผลใช้กับทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อสกัดกลุ่มอำนาจเก่า หรือ พรรคพลังประชาชน นั่นเอง

           บุรีรัมย์โมเดล ที่รัฐบาลกำลังนำมาใช้ จะเป็นการฟ้องให้คนไทย และคนทั่วโลก เห็นว่า การเลือกตั้งในประเทศไทย ตกอยู่ใต้การแทรกแซงและควบคุมของอำนาจรัฐ ที่มาจากระบอบเผด็จการทหาร หรือเผด็จการคมช. อย่างสิ้นเชิง

           เริ่มจากการควบคุมชั้นต้น ด้วยการส่งข้าราชการฝ่ายปกครอง ไปเป็นประธานกกต.จังหวัด หรือมีบทบาทในกกต.จังหวัด และ ชั้นสูงสุด ที่บังคับให้เลขาธิการกกต. มาเป็นกรรมการสกัดกั้นการซื้อเสียง ในคณะกรรมการที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับนโยบายจากรัฐบาลไปดำเนินการ

           การเลือกตั้งของประเทศไทยในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะเป็นการเลือกตั้งที่ทั่วโลก จับตามอง และ อาจจะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก อัปยศ เกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นที่ยอมรับของประเทศประชาธิปไตย ทั่วโลก

           ……

           บุรีรัมย์โมเดล โดย อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์

           บุรีรัมย์โมเดล คือการสนธิกำลังของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชนที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ เข้าไปแทรกแซง กดดัน ชี้นำ ข่มขู่ บังคับ และกระทำการทุกอย่างภายใต้บรรยากาศการปกครองที่มีกฎอัยการศึก เป็นกฎเหล็กบังคับชีวิตประชาชน ให้ตกอยู่ใต้อำนาจการชี้นำของทหาร เพื่อให้การออกคะแนนเสียงและผลการลงมติของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจรัฐต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม และไม่เกรงกลัวต่อสายตาประชาชน ที่จับจ้องมองดูด้วยความรังเกียจต่อผู้ใช้อำนาจรัฐ โดยใช้สื่อมวลชนที่รู้ไม่เท่าทัน เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวและบิดเบือนข่าว ซึ่งเป็นพฤติกรรมการแทรกแซงการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนชาวบุรีรัมย์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

           บุรีรัมย์โมเดล ที่นำมาใช้ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ การสนธิกำลังของทหารใต้บังคับบัญชาของ พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ตำรวจ ในบังคับบัญชาของ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการฝ่ายปกครอง ในกำกับของ นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้การควบคุมของ นายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มพันธมิตรฯของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทีนำโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ นายการุณ ใสงาม ที่ประกาศตัวเป็นผู้สมัครส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเหตุ ประดาบ : ในขณะนั้น นายการุณ ประกาศลงสมัครส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย)

           บุรีรัมย์โมเดล เริ่มขั้นตอนการดำเนินการโดยการสร้างข่าวว่ากลุ่มการเมือง หรือ ฝ่ายตรงข้ามซื้อเสียง เพื่อให้ประชาชนลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรอิสระ และ องค์กรเอกชน เพื่อเปิดทางให้ตำรวจ และ ทหาร เข้าไปจัดตั้งกองกำลังในพื้นที่ โดยอ้างเหตุว่าเพื่อสกัดจับการซื้อเสียง จากนั้น กำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ก็ออกปฏิบัติการแทรกแซง กดดัน ชี้นำ ข่มขู่ บังคับ และแจกจ่ายปัจจัยต่างๆ ผ่านการสนับสนุนโครงการของรัฐ สกัดกั้นการเผยแพร่ และให้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม อย่างสิ้นเชิง เพื่อชี้นำให้ประชาชนไปลงมติตามที่ต้องการ ในรายของประชาชน หรือ แกนนำชุมชนที่ไม่ยอมรับ ไม่เข้าร่วมด้วย ก็จะถูกคุกคาม ข่มขู่ ทำร้าย และเลวร้ายที่สุดคือ ถูกทหารจับตัวไปกักขังไว้ ซึ่งปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนแล้ว

           บุรีรัมย์โมเดล เป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐ และ กกต. ใช้ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในจังหวัดบุรีรัมย์ ปรากฏว่ามีผู้ให้ความเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ซึ่งก็ปรากฏผลตามที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องการ คือ ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ให้ความเห็นชอบมากกว่าผู้ไม่เห็นชอบ ประมาณ 60,000 คะแนน ซึ่งจากผลที่เกิดขึ้นในการทดลองใช้กับจังหวัดบุรีรัมย์ นี้เอง ทำให้ผู้ใช้อำนาจรัฐ คิดนำบุรีรัมย์โมเดล ขยายไปใช้ทั่วทุกพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม นี้ ให้ปรากฏผลตามที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ ต้องการ

           บุรีรัมย์โมเดล เป็นยุทธวิธีที่ทำ ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย ทำให้ประชาชนหวาดกลัว ไม่อยากเข้าร่วม ไม่กล้าแสดงออกทางการเมือง และปฏิเสธการใช้สิทธิลงคะแนน เพื่อที่คะแนนจัดตั้งโดยฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐ จะได้รับชัยชนะ ในขณะที่ประชาชนซึ่งต้องการใช้สิทธิอย่างอิสระ ปราศจากการชี้นำ และถูกข่มขู่ ไม่ออกมาใช้สิทธิ เห็นได้จากการลงคะแนนในครั้งนี้ มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเพียง 500,000 เศษ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งส.ส. และ ส.ว. ทุกครั้งของจังหวัดบุรีรัมย์

           บุรีรัมย์โมเดล เป็นการใช้ยุทธวิธีที่ผิดพลาด เป็นจุดอ่อนที่ทำให้พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ต้องยอมรับว่า "แพ้" เมื่อการลงประชามติทั่วพื้นที่ภาคอีสานปรากฏผลว่า มีผู้ไม่เห็นชอบ มากกว่าเห็นชอบ ในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดบุรีรัมย์ และ นครราชสีมา เนื่องจากผู้ใช้อำนาจรัฐ ทุ่มเททรัพยากรทุกชนิดเข้ามาปฏิบัติการในจังหวัดบุรีรัมย์ อย่างมากและหนาแน่นเต็มพื้นที่ ทั้ง บุคลากร ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กกต. รวมถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งสื่อประชาสัมพันธ์ และ เงิน ส่งผลให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติการในจังหวัดอื่นๆ อย่างทั่วถึง ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ซึ่งไม่มีปฏิบัติการเช่นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการลงประชามติจึงแตกต่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะในขณะที่ประชาชนชาวบุรีรัมย์ ไม่สามารถออกมาใช้สิทธิได้โดยอิสระ ประชาชนจังหวัดอื่นอื่นๆ ซึ่งเห็นการปฏิบัติการใช้อำนาจรัฐในจังหวัดบุรีรัมย์ แล้วยอมรับไม่ได้ จึงไปแสดงประชามติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ อย่างพร้อมเพียงกัน เพื่อแสดงประชามติว่าไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นการต่อต้านการใช้อำนาจรัฐคุกคามพี่น้องประชาชาวอีสาน ไปในคราวเดียวกัน

           บุรีรัมย์โมเดล ที่ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐ วางแผนที่จะขยายไปทั่วพื้นที่ภาคอีสานและภาค เหนือ ในการเลือกตั้งส.ส.ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม นี้ จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอีกครั้งหนึ่งของคมช. และรัฐบาล เพราะจากการลงประชามติวันที่ 19 สิงหาคม 2550 แสดง ให้เห็นว่าประชาชนชาวอีสาน และประชาชนชาวเหนือ มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง ไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ไม่ยอมตกอยู่ใต้การกดขี่ รังแก กลั่นแกล้ง และ คุกคามของอำนาจรัฐ อีกแล้ว เพราะฉะนั้นหากผู้ใช้อำนาจรัฐ นำบุรีรัมย์โมเดล นำไปใช้กว้างขวางมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีแรงสะท้อนจากประชาชนกลับไปยังผู้ใช้อำนาจรัฐ รุนแรงขึ้นเท่านั้น

           บุรีรัมย์โมเดล จึงควรจะเป็นกรณีศึกษาหรือกรณีตัวอย่างที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ นำไปศึกษา ทบทวนในฐานะตัวอย่างการปฏิบัติที่ล้มเหลว เนื่องจากทำให้ "ชนะการต่อสู้ในพื้นที่เล็ก" แต่ "แพ้สงครามในพื้นที่ใหญ่ทั่วทั้งภาคอีสาน" และทำให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง จนยากจะถอนตัวออกไปได้ เป็นการดำเนินการเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน และส่ง ผลให้ประชาชนชาวอีสานมีความรังเกียจผู้ใช้อำนาจรัฐทุกฝ่าย อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน นับแต่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หมดสิ้นอิทธิพลไปจากแผ่นดินอีสาน

           ดังนั้น นับจากนี้ไป ผู้ใช้อำนาจรัฐ ทั้ง รัฐบาล และ คมช. พึงระมัดระวังในการพูดจา อย่าได้ดูถูกดูแคลนประชาชนชาวอีสาน และประชาชนชาวเหนือ อีก โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. พล.อ.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 และ นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ทั้ง 4 ท่าน พึงกระทำในขณะนี้ก็คือ ทบทวนพฤติกรรมการใช้อำนาจของตนเอง ทั้งวาจา และการแสดงออกทั้งเปิดเผย และปิดลับ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และควรปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง มากกว่าที่จะไปกล่าวหา ดูถูก ดูแคลน ประชาชนชาวอีสาน และ ประชาชนชาวเหนือ ว่า ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจทางการเมือง ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ และไม่เข้าถึงประชาชนชาวอีสาน และ ประชาชนชาวเหนือ อย่างยิ่ง อันนำมาสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในการออกคำสั่ง การปฏิบัติ ในทุกกรณี นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในชาติแตกความสามัคคีกันรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

                                                       อาจารย์ราชภัฎบุรีรัมย์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: