‘บัง’เครียด ! เพี้ยนหนัก อ้างพระสยามเทวาธิราชสั่งยึดอำนาจ

“บัง”เครียด ! เพี้ยนหนัก

อ้างพระสยามเทวาธิราชสั่งยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549

กร้าว “พระราชดำรัส ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”

          “มูลเหตุในการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. มีหลายปัจจัย อาทิ เรื่องการแตกแยกความสามัคคี และองค์กรอิสระถูกครอบงำ และหากปล่อยให้มีการเผชิญหน้าในวันที่ 20 กันยา ของทั้งสองฝ่ายก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จึงเท่ากับเป็นบุญของประเทศที่เกิดเหตุการณ์ในวันที่  19 ก.ย.ขึ้น ถือว่าเป็นบุญของประเทศ และตนเชื่อว่าบุญของพระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง จึงทำให้วันที่ 19 ก.ย.เกิดขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและไม่มีวิกฤตการณ์เกิด ขึ้น”

          ข้อความข้างต้น เป็นคำพูดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร บนเวทีสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ “พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไทย” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ  เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติ และพรรคการเมือง เพียง 1 วัน ซึ่งผมคัดลอกมาจากเวปไซต์ manager.co.th

          คำพูดข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึงอาการของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าเป็นอาการของคนไม่ปกติ  และเป็นอาการของคนที่ไม่รู้ตัวว่าได้กระทำความดีความเลว อะไรไปบ้าง

          ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี แยกไม่ได้แล้วครับ

          ลำพังคนธรรมดาสามัญชนทั่วไป หากไร้ซึ่งความรู้สึกและจิตสำนึกว่าได้กระทำอะไรไปบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสีย แยกไม่ออก บอกไม่ได้  ก็น่ากลัวอยู่แล้ว

          แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นนายทหารที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ มีกองทัพ มีกำลังทหาร พร้อมอาวุธสงครามครบมือ  อยู่ใต้อาณัติคำสั่ง

          เมื่อปราศจากความรู้สึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เช่นนี้แล้ว  นับว่าเป็นบุคคลที่อันตรายสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

          มิพักต้องกล่าวถึงประชาชนคนธรรมดา ว่าจะถูกสังเวยเป็นเหยื่อสังหารให้แก่อาการขาดสติของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในวันใด ที่เขาจะสั่งให้กำลังทหารทั้งกองทัพ หันปากกระบอกปืน  ใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์สองมือเปล่า

          ขนาด พระสยามเทวาธิราช  และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ยังถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใส่ร้าย กล่าวหาว่าเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ทำลายประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะรู้ไหมว่า พระสยามเทวาธิราช เป็นเทพ เป็นเทวดาชั้นสูง การที่ท่านนำความเลวร้าย ความชั่ว ความบาป ที่ท่านได้กระทำต่อบ้านเมือง ไปกล่าวหาให้ร้ายพระสยามเทวาธิราช ให้แปดเปื้อนด้วยความผิดที่ท่านเป็นผู้ก่อขึ้น นับเป็นการดูหมิ่น เป็นการสบประมาท เป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพนับถือ พระสยามเทวาธิราช อย่างร้ายแรง และรุนแรงเกินกว่าที่ประชาชนคนไทย จะยอมรับได้ 

          การรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำผิดกฎ หมายบ้านเมือง มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต  ดังนั้น พระสยามเทวาธิราช และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จะไม่ดลบันดาลให้เกิดขึ้น หรือ ดลใจให้ใครคนหนึ่งกระทำการในสิ่งที่ผิด เป็นบาป และทำร้ายบ้านเมืองดังเช่นที่ท่านกล่าวหาเป็นแน่แท้

          หากจะมีการดลใจจากพระสยามเทวาธิราช และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะเป็นดลใจทหารทั้งกอทัพ ให้ปกป้องรักษาบ้านเมือง และไม่ทำร้ายประเทศชาติ แต่ พระสยามเทวาธิราช ไม่สามารถดลใจลพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ ให้มีความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

          อำนาจชั่วร้ายในตัวพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีฤทธิ์เดชแรงมาก  จึงไม่อาจหยุดยั้งการยึดอำนาจของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้     และอำนาจชั่วร้ายนั้นได้แผ่กระจายเข้าไปทั่วทั้งกองทัพ ให้ยอมสยบตกอยู่ใต้อำนาจเถื่อน อย่างโงหัวไม่ขึ้น

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอาการไม่ปกติ กระทั่งหลงคิดไปว่าการรัฐประหาร ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549  เป็นบุญของประเทศ ซึ่งอ่านกันตามความหมายของพล.อ.สนธิ ก็คือ การเกิดขึ้นและมีอยู่ของคปค. เป็นบุญของประเทศ

          ใครจะช่วยทำให้พล.อ.สนธิ เข้าใจได้ถูกต้องว่า สิ่งที่คปค. ทำตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ ไม่ใช่บุญ แต่เป็นบาป บาปขั้นสูงสุด ที่ไม่อาจจะชำระล้าง หรือไถ่ถอนได้ แม้แต่จะนำชีวิตพล.อ.สนธิ มาชำระล้าง ก็ไม่สามารถไถ่บาปครั้งนี้ได้หมดสิ้น

          หากเป็นบุญของประเทศ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะอธิบายถ้อยคำในพระราชดำรัส เมื่อคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ที่ทรงตรัสว่า “บ้านเมืองจะล่มจม” อย่างไร อีกทั้ง พระพักตร์ และแววพระเนตรที่มีทุกข์มากกว่าสุข รวมไปถึงพระราชกระแสรับสั่งที่บอกว่า “นำความเดือดร้อนมาให้” อย่างไร

          หากการรัฐประหารเป็นบุญของประเทศ

          หากคปค. เกิดขึ้นด้วยบุญของประเทศ

          แล้วความทุกข์ในพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ เกิดขึ้นจากสิ่งใด

          ท่านบอกว่าเป็นบุญของประเทศที่ท่านและคณะก่อการรัฐประหารขึ้น ต้องการให้ประชาชน แปลความว่าอย่างไร 

          หากท่านจะทำรัฐประหารอีกสักครั้ง ประชาชนก็น่าจะสนับสนุนและยินดีด้วยใช่หรือไม่ เพราะเป็นการเพิ่มบุญให้แก่ประเทศ ขึ้นอีกอย่างนั้นใช่หรือไม่

          “โดยในคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผมเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายรายงานเรื่องความแตกแยกและองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งพระองค์ท่านรอบรู้กับสถานการณ์ภายในประเทศมากกว่าผม ดังนั้น หากถามว่า การตัดสินใจในวันนั้นเป็นเรื่องง่าย หรือเป็นเรื่องยากไม่มีใครตอบว่าง่ายหรือยาก เพราะการตัดสินใจในวันนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราตัดสินใจทำเพื่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ ทั้งชีวิตผมก็ยอมได้ ซึ่งการตัดสินครั้งนั้นก็ทำด้วย ความปรารถนาดี เพื่อต้องการให้ชาติบ้านเมืองมีความสงบ ผมอยากเห็นพระองค์ท่านมีพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส สิ่งที่ผมทำนั้นก็ทำไปเพื่อชาติและประชาชน” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร กล่าวย้อนถึงเหตุการณ์ในคืนวันยึดอำนาจ ให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจ บนเวทีสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไทย

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอบได้ไหม นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ ท่านได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แย้มพระสรวลหรือยัง

          ท่านได้เห็นพระพักตร์ที่เปี่ยมความสุข ปีติยินดีที่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นทหารพระราชา ก่อการรัฐประหาร โดยแอบอ้างว่าพระมหากษัตริย์ สนับสนุนและเห็นชอบ หรือยัง

          นอกเหนือจากการเข้าเฝ้า เมื่อคืนก่อนการรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549  และ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 เพื่อกราบทูลฯ ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี  และ กราบทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้าคณะรัฐประหาร แล้ว ท่านเคยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เข้าเฝ้าฯ อีกหรือไม่

          จนถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 9 เดือน ท่านยังคงพูดว่ากระทำรัฐประหาร เพราะปรารถนาดีต่อบ้านเมืองและอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ในขณะที่ท่านกระทำการในสิ่งตรงข้าม สร้างความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายประชาชนอยู่ตลอดเวลา จึงยากที่หาใครเชื่อท่านได้อีก

          นอกจากการพูดบนเวทีแล้ว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  ยังให้สัมภาษณ์นักข่าว กรณีที่ทรงพระราชทานพระราชดำรัสกรณีตุลาการรัฐธรรมนูญกับการตัดสินยุบพรรคการเมืองด้วย ซึ่งผมคัดลอกมาจากเวปไซต์กรุงเทพธุรกิจ มีความดังนี้

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกมาให้พระราชดำรัสแก่คณะศาลปกครอง เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองว่า เรื่องนี้เราอย่าไปตีความมาก

          เมื่อถามว่า ประชาชนตีความว่าอาจจะไม่มีการยุบพรรค ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการของ คมช.ที่ต้องการให้ยุบพรรค พล.อ.สนธิ กล่าวปฏิเสธว่า คมช.ไม่เคยมีความคิดเช่นนั้น เป็นเรื่องของศาลที่จะตัดสิน ส่วนจะออกมาอย่างไรเราต้องยอมรับในกติกาอยู่แล้ว

          เมื่อถามว่า พรรคไทยรักไทยที่เคยก่อปัญหาเผด็จการทางการเมือง ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขสิ่งที่คมช.ทำไปจะสูญเปล่าเพราะถ้าไม่ถูกยุบพรรค พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่สูญเปล่า เรามาถึงปานนี้แล้วจนเกือบจะสุดทางแล้ว ทุกอย่างมาดี

          ส่วนที่หากพรรคไทยรักไทยไม่ถูกยุบจะทำให้ระบบการเมืองดีขึ้นได้อย่างไร พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คมช.ทำไม่ได้ แต่ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันคิด ถ้าเราอยากได้ ประเทศเราบริหารที่ดีต้องเลือกนักการเมืองที่ดีเข้าไปบริหารประเทศ ประชาชนทุกคนรู้ว่าใครดีไม่ดี

          ต่อข้อถามที่ว่า การยุบพรรคการเมืองหรือไม่ยุบไม่ใช่ปัญหาหลักของคมช.ใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า อะไรก็ได้เรารับได้อยู่แล้ว เรามีหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคง รูปแบบไหนเราก็สามารถพัฒนาไปในแนวทางปฏิบัติได้อยู่แล้ว

          ส่วนที่มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่ศาลอาจจะสั่งเอาผิดเฉพาะแกนนำ และตัวบุคคลของพรรคไทยรักไทย ประธาน คมช.กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบไม่ได้แล้วแต่ศาล

          เมื่อถามว่า ความต้องการของ คมช.เป็นอย่างไรกันแน่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่มีความต้องการ อย่างไรก็อย่างนั้น

          เมื่อถามว่าพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ความคิดของ คมช.เปลี่ยนไปหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเมื่อเรามาแล้ว ต้องรับได้ทุกรูปแบบ

          ส่วนที่พระราชดำรัสออกมาเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง พล.อ.สนธิ กล่าวว่า อย่าไปตีความอย่างนั้น

          เมื่อถามว่า ศาลได้ประสานกับคมช.หรือไม่ในการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับมาให้การในศาล พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่ได้มีการติดต่อเข้ามา

          เมื่อถามว่า คดีการซื้อที่ดินถนนรัชดาหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กลับเข้ามาให้การคดีจะถูกจำหน่ายไปตามระยะเวลา พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการประสานกัน แต่เท่าที่ตนอ่านจากหนังสือพิมพ์มีวิธีการ

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอบคำถามชัดถ้อยชัดคำว่า พระราชดำรัส ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตั้งใจและจุดมุ่งหมายของคมช. ได้  พร้อมกับย้ำด้วยว่า “เมื่อเรามาแล้ว ต้องรับได้ทุกรูปแบบ”

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กล่าวด้วยความมั่นใจว่า การทำงานของคมช. จะไม่สูญเปล่า และ “เรามาถึงปานนี้แล้วจนเกือบจะสุดทางแล้ว ทุกอย่างมาดี”

          นี่เป็นทัศนะของทหารที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย และเป็นนายทหารที่ยึดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มาเป็นอำนาจของตนเอง

          อาการหนักเกินกว่าจะเยียวยาแก้ไขแล้วล่ะครับ สำหรับนายทหารคนนี้

          นับว่าอันตรายมาเยือนประเทศไทย และประชาชนคนไทยทุกคนบนแผ่นดินนี้แล้ว

          เราจะปล่อยให้นายทหารคนนี้ เดินต่อไปจนถึงสุดทางสายปรารถนาของเขาอีกหรือไม่

          แม้แต่พระราชดำรัส ที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติ ซาบซึ้งและน้อมรับไว้เหนือเกล้า ก็ไม่สามารถทำให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เปลี่ยนความตั้งใจได้ 

          ก็คงมีแต่พลังประชาชนผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดิน เท่านั้น ที่จะสั่งสอนให้ทหารชื่อพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เป็นอย่างไร

          และได้รู้ว่า ประชาชน คือ เจ้าของประเทศไทย ที่แท้จริง

          มิใช่ คมช.  

          “ร่วมกันขับไล่คมช. ปกป้องพ่อหลวงของแผ่นดิน” กันเถิดครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: