นี่คือ ประชาธิปัตย์ ตัวจริง ของจริง

           

           เพียงสัปดาห์เดียวก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ศาลฎีกาก็ตัดสินคดีความ 2 คดี ที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้อย่างแจ่มเจ้งแดงแจ๋ ได้เห็นความผิด ได้เห็นความคิดแบบไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เคยกระทำ ได้เห็นความไม่มีสำนึกต่อพฤติกรรมของตนเอง ได้เห็นความไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายทางการเมือง และความเสียหายต่อประเทศชาติ ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของพรรคและพวกตน

           2 คดีที่ศาลฎีกา พิพากษาออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หาได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสำนึกแต่อย่างใด หากแต่ยังคงเดินหน้าและดึงดันที่จะกระทำซ้ำเดิม อย่างไม่น่าเชื่อว่า นี่น่ะหรือคือ พรรคการเมืองที่อวดอ้างว่ามีคุณธรรม มีคุณงามความดีมากกว่าพรรคการเมืองอื่น เป็นพรรคการเมืองที่ยกตนข่มท่าน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นมาโดยตลอด

           2 คดีที่ศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้ว ยังไม่ปรากฎว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ในฐานะที่เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย

           คดีที่หนึ่ง คือ คดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนายบุญมาก เนาวศิริกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดราชบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 10 ปี จากการกระทำความผิดซื้อเสียงในการเลือกตั้งเมื่อปี 2543

           คดีนี้ นายบุญมาก ได้แจกเงินซื้อเสียงให้แก่ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งของตนเอง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมรอยปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปรับเงินด้วย จึงถูกจับได้คาหนังคาเขา พยานหลักฐานคามือ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เสียเครดิตอย่างมาก ในครั้งกระนั้น เนื่องจาก เป็นการจัดการเลือกตั้งในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลรักษาการ และนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ประชาชนทุกคนในประเทศ ไม่ขายเสียง และบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนผู้สมัครทุกคน ไม่เคยจ่ายเงินซื้อเสียง แต่กลับปรากฎว่านายบุญมาก เนาวศิริกุล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกกต.จับได้ว่าซื้อเสียงประชาชน แจกเงินให้ชาวบ้านไปลงคะแนนให้แก่ตนเอง

           ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่มีปัญญาที่จะช่วยให้นายบุญมาก พ้นผิดได้ เนื่องจาก เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และตรวจสอบการกระทำความผิดในการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไปสั่งอะไรไม่ได้ เพราะกกต. ไม่ฟัง และต้องการสร้างผลงานในช่วงต้นของการทำงาน เพื่อเรียกเครดิตให้แก่องค์กร กกต. เมื่อเจรจากันไม่ได้ ขอกันไม่ได้ นายบุญมาก จึงถูกตัดสิทธิ ได้รับใบแดง ทันที ต้องออกจากการเลือกตั้งในครั้งนั้น ไปโดยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เสียเครดิตไปมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถปิดปากของนายชวน หลีกภัย และ ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้

           พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงคุยข่มพรรคการเมืองอื่นๆ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเลือกตั้งใหญ่ เลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งระดับชาติ หรือ เลือกตั้งท้องถิ่น ว่าพรรคอื่น ซื้อเสียง แต่ประชาธิปัตย์ ไม่เคยซื้อเสียง ทั้งๆ ที่คดีนายบุญมาก ยังคาอยู่ที่ศาล เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ แต่นักกฎหมายอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็อ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด นายบุญมาก ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ อยู่

           กระทั่งวันนี้ วันที่ ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่านายบุญมาก มีความผิดจริง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงกล่าวหาพรรคอื่นว่าซ้อเสียง และตัวเองไม่ได้ซื้อเสียง เหมือนเดิม พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ทั้งๆ ที่ถูกจับ ถูกประจาน ด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ก็ยังปิดปากที่ท่องคำว่าคุณธรรมกลบกลิ่นปากของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้

           ทั้งๆ ที่นายบุญมาก ศิริเนาวกุล ถูกกกต.ให้ใบแดงมาแล้ว ข้อหาซื้อเสียง และ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงส่งนายบุญมาก สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี อีกครั้ง ทำเหมือนกับดูถูกชาวราชบุรี ว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกนายบุญมาก แม้ว่านายบุญมาก จะเคยทำผิด ถูกใบแดงจากกต. มาแล้วก็ตาม

           ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบแล้วเชื่อว่านายบุญมาก ไม่มีความผิดในคดีซื้อเสียง ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐาน พยานบุคคลมัดแน่น แต่ดูเหมือนกับว่า กระบวนการยุติธรรม จะไม่ยอมรับ และไม่ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ กระทำตามอำเภอใจตนเอง โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของประชาชน และไม่สนใจต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิจารณาคดีซื้อเสียงของนายบุญมาก ได้เสร็จทันเวลาพอดี ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าเพียง 3 วัน และก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป เพียง 10 วัน

           คำตัดสินของศาลฎีกา ทำให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาไปลงคะแนนให้แก่นายบุญมาก เพราะลงคะแนนไป ก็ไม่มีผล เนื่องจาก นายบุญมาก เป็นผู้กระทำความผิดทางการเมือง เป็นผู้ต้องโทษ ไม่สมควรเป็นผู้แทนราษฎร

           ศาลฎีกา มีมุมมองต่อนายบุญมาก เนาวศิริกุล แตกต่างจากที่พรรคประชาธิปัตย์ มอง ชนิดดำกับขาว

           ศาลฎีกา ตัดสินลงโทษนายบุญมาก ถึงขั้นจำคุก และตัดสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นโทษร้ายแรงที่สุด เท่าที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เคยได้รับ และไม่เคยมีนักการเมืองคนใด พรรคการเมืองใด ถูกตัดสินเช่นนี้มาก่อน แต่ พรรคประชาธิปัตย์ กลับเห็นว่านายบุญมาก เป็นผู้บริสุทธิ์ และสมควรจะเป็น ส.ส.ราชบุรี จึงส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง

           การพิจารณาส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง ของนายอภิสิทธิ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นการดูถูกดูแคลนชาวราชบุรี อย่างมาก และแสดงให้เห็นถึงความไม่สะทกสะท้านต่อคดีซื้อเสียงที่ติดตัวนายบุญมาก แต่อย่างใด

           หลังจากศาลฎีกา พิพากษาแล้ว ยังไม่มีใครในพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวคำขอโทษประชาชนชาวราชบุรี สักคำ โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลีกเลี่ยงที่จะแสดงความเห็น ต่อกรณีนี้ อาจจะเป็นเพราะทำใจไม่ได้ ที่ถูกศาลฎีกากระชากหน้ากากว่า พรรคการเมืองที่ซื้อเสียงเลือกตั้ง ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ หาใช่พรรคการเมืองอื่น ตามที่ตนและพวกพ้องชอบกล่าวหา แต่อย่างใด

           คำพิพากษาของศาลฎีกา ต่อคดีซื้อเสียงของนายบุญมาก ทำให้เราได้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ โกหกประชาชนว่าโดยตลอด ว่าไม่เคยซื้อเสียงในการเลือกตั้ง และคำกล่าวที่ดูถูกดูแคลนกล่าวหาให้ร้ายพรรคการเมือง ว่าซื้อเสียงเลือกตั้ง ด้วยท่าทีอาการที่รังเกียจสุดแสนจะคบหากันต่อไปได้ นั้น แท้จริงก็เป็นเพียงอาการของปีศาจคาบคัมภีร์ เท่านั้น หาใช่อาการของนักการเมืองซื่อใสบริสุทธิ์ แต่อย่างใดไม่

           น่าประหลาด ที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่คิดจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง

           น่าแปลกที่ ทั้งนายอภิสิทธิ์ และ นายชวน ยังคงกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นว่าซื้อเสียง และยืนยันว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยซื้อเสียง อีก

           น่าผิดหวังที่ ประชาชนบางส่วนยังคงหลงใหลไปกับคำพูดของปีศาจคาบคัมภีร์ และเห็นดีเห็นงาม ไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะทำการเมืองให้ใสสะอาด ทำการเมืองให้มีคุณธรรม ทำการเมืองด้วยความโปร่งใส และทำการเมืองให้ปลอดจากการซื้อเสียง

           น่าเศร้าใจ ที่ประชาชนส่วนหนึ่งยังคงเห็นกงจักร เป็นดอกบัว

           ได้แต่ภาวนาว่า ประชาชนเหล่านี้จะทันได้เห็นว่า “ดอกบัว” ที่เป็นภาพลวงตา ที่แท้คือ กงจักร ที่จะตัดคอตัวเอง ได้ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว

           คดีความที่ 2 ก็คือ คดีที่ศาลฎีกา พิพากษาให้ นายบันลือ ตันติวิท อดีตนายกอบจ.ภูเก็ต คหบดีคนสำคัญของจังหวัดภูเก็ต และนายทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ คืนที่ดินสปก.4-01 จำนวน 69 ไร่ 70 ตารางวา ที่ได้รับไปจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้แก่รัฐ

           ศาลฎีกาพิพากษาว่า นายบันลือ ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับที่ดิน สปก. 4-01 ซึ่งเป็นเศรษฐีภูเก็ต รายที่ 3 แล้ว ที่ถูกศาลฎีกาสั่งให้คืนที่ดิน สปก. 4-01 ให้แก่รัฐ ถัดจาก นายเจริญ ถาวรว่องวงศ์ และ นายทศพร เทพบุตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดภูเก็ต ของพรรคประชาธิ ปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้

           12 ปีที่ รัฐต้องเสียเงินเสียเวลาต่อสู้คดีกับเศรษฐีภูเก็ตทั้ง 3 รายนี้เพื่อจะเอาที่ดินของรัฐกลับคืนมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน เพราะการบริหารงานแบบเห็นแก่พวกพ้องของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฉวยโอกาสในวันเวลาที่มีอำนาจอยู่ในมือ ตัดที่ดินของรัฐ เฉือนแผ่นดินอันเป็นสมบัติของชาติ ไปกำนัลเป็นของของขวัญ ของรางวัลตอบแทนให้แก่นายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายปฏิรูปที่ดินอย่างชัดเจน แต่อาศัยว่าเป็นรัฐบาล มีอำนาจในมือ ก็ถืออำนาจ บาตรใหญ่ กระทำการตามใจตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

           เพราะในที่สุด “หลักกู” ก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ “หลักการ”

           เป็นหลักการแห่งกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่หลักการแบบหลักกูของนายชวน หลีกภัย ที่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ ทำความเสียหายแก่ประเทศ ในกรณีสปก. 4-01 ที่จังหวัดภูเก็ต

           แม้ว่า ศาลฎีกาจะพิพากษาให้เศรษฐีภูเก็ต คืนที่ดินสปก. 4-01 แล้ว 3 ราย คิดเป็นจำนวนที่ดินรวมกันมากกว่า 100 ไร่ แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ ที่ทำให้รัฐเสียหาย แม้แต่คำเดียว ครั้งเดียว ราวกับว่ายังไม่รู้สำนึกว่าได้กระทำความผิดต่อชาติต่อแผ่นดินไว้อย่างไรบ้าง

           ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ กลับเลือกที่จะเดินสวนทางกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ด้วยการส่งนายทศพร เทพบุตร ที่ถูกศาลสั่งให้คืนที่ดินสปก. 4-01 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ภูเก็ต โดยไม่สนใจว่านายทศพร มีพฤติกรรมเช่นไรมาก่อน ในคำพิพากษาของศาลฎีกา

           ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่คอรัปชั่นเชิงนโยบาย อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และศาลฎีกาตัดสินแล้วว่ามีความผิด จะเป็นพรรคการเมืองที่ คณะรัฐประหารมองเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความสามารถ ความเหมาะสมจะเป็นผู้บริหารประเทศ หลังการเลือกตั้งครั้งนี้

           ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่บริหารประเทศ ด้วยหลักกู ไม่ยึดหลักการ และไม่แม้แต่จะคิดถึงหลักกฎหมาย จะเป็นพรรคการเมืองที่คณะรัฐประหาร เชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่จะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีใครกล้าละเมิดกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตนเอง

           ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่บริหารประเทศ ด้วยการเอาสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินของหลวง ไปยกให้แก่พวกพ้อง ตอบแทนแก่นายทุนของพรรค จะเป็นพรรคการเมืองที่คณะรัฐประหาร มั่นใจว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดี เป็นผู้บริหารประเทศ ที่คิดคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าส่วนตน และพวกพ้อง

           ไม่น่าเชื่อว่า ว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคการเมือง ที่ คณะรัฐประหาร ซึ่งบอกว่าเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ ด้วยการยึดอำนาจ เพื่อสกัดกั้นการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ป้องกันทรัพย์สมบัติของชาติสูญหาย ปิดทางนักการเมืองเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ชื่นชอบ และชื่นชมนิยมยินดี และพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ถึงแม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ และแพ้การเลือกตั้ง ก็ตาม

           ไม่น่าเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับ คณะรัฐประหาร จะเห็นคุณงามความดีของกันและกัน เหมือนกับไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ดีกระไรเช่นนี้

           ไม่น่าเชื่อว่า คนหนีทหารอย่างนายอภิสิทธิ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีได้ ในสายตาของชายชาติทหาร อย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร

           สองคดีความที่ศาลฎีกาพิพากษาไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เป็นการบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า เนื้อแท้ หรือ ธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไร

           แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พระสังข์ ที่สววมรูปเงาะ มาลองใจผู้อื่น

           หากแต่ เป็นเจ้าเงาะ ที่สวมรูปพระสังข์ มาหลอกลวงประชาชน ต่างหาก

           สองคดีความที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษามานี้ น่าจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสิน ใจว่าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไปเป็นรัฐบาล บริหารประเทศอีกหรือไม่

           หากเจ็บแล้วไม่จำ ยังไม่นำความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจ ก็อย่ามาโวยวาย เมื่อต้องขายสมบัติของชาติ เหมือนกรณี ปรส. ที่ทำให้เสียหายไป 800,000 ล้านบาท และต้องขายแผ่นดินของหลวงให้แก่นายทุน เหมือน กรณีสปก. 4-01 ก็แล้วกัน

           แม้แต่ศาลฎีกายังพิพากษาออกมาในเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้ ก็ต้องไปคิดดูให้ดีว่านี่เป็นการส่งสัญญาณพิเศษอะไรออกมาหรือไม่

           เหตุใด คำพิพากษาของศาลฎีกา จึงออกมาเพื่อบอกกล่าวพฤติกรรมการซื้อเสียงเลือกตั้ง และ การบริหารประเทศแบบคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้

           ตั้งสติสักนิด คิดให้มากสักหน่อย แล้วคุณจะตัดสินใจได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ควรจะเป็นรัฐบาล หรือไม่

           สำหรับผมแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรจะเป็นอะไรอีกแล้ว

           นอกจากเป็นบทเรียนแห่งความผิดพลาดทางการเมืองของประชาชน ที่เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ทำให้พรรคการเมืองนี้ อยู่มาได้นานถึง 60 ปี

           เป็น 60 ปี ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

           หรือคุณคิดว่าอย่างไร ?

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: