ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล คำสั่งยุบพรรคไม่ใช่คำพิพากษา แล้วทำไม ไทยรักไทย จึงถูกยุบ ?

  

ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล
คำสั่งยุบพรรคไม่ใช่คำพิพากษา
แล้วทำไม ไทยรักไทย จึงถูกยุบ ?

 

          ที่สุดของที่สุด ก็มีคำเฉลยออกมาแล้วว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาล

          ที่เห็นนั่งเรียงหน้ากระดาน ทั้ง 9 คน อ่านกันฉอดๆ หลอกให้เรานั่งฟังเขาด่าซ้ำพรรคไทยรักไทย และแก้ต่างแทนพรรคประชาธิปัตย์ เกือบ 10 ชั่วโมง เมื่อวันพุธที่ 30พฤษภา ทำท่าว่าจะกลายเป็นลิเกโรงใหญ่เสียแล้ว

          เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาล ตุลาการรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน ไม่ใช่ผู้พิพากษาแล้วคำวินิจฉัย คำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ที่ออกมาจะเรียกว่าเป็นคำพิพากษา ได้อย่างไร

          เมื่อไม่ใช่คำพิพากษา ไม่ได้เป็นคำตัดสินของผู้พิพากษา  ไม่มีที่มาจากศาล แล้ว ที่อ่านมา 10 ชั่วโมง  มันก็แค่บทละครตอนจบที่เขียนกันเอง อ่านกันเอง ฟังกันเอง ตื่นเต้นกันเอง และ สนุกกันเอง น่ะสิครับ

          คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย กับ อีก 3 พรรค และคำแก้ต่างนำไปสู่การยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์ ขององค์กรองค์กรหนึ่งที่ไม่ใช่ศาล ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยไม่ใช่ผู้พิพากษา อีกทั้งไม่มีกฎหมายที่ในหลวงโปรดเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย มารองรับสักฉบับ

คำสั่งนั้นจะมีผลลงโทษแก่ชีวิตผู้คน โดยเฉพาะเป็นการลงโทษตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะเท่ากับทำให้ผู้ที่ลงโทษกลาย เป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้  มีสิทธิต่ำกว่าพลเมืองทั่วไป ได้อย่างไร

          ที่สุดของที่สุดของสถานภาพตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาลนี้ ถูกเฉลยโดยนายสราวุธ เบญจกุล โฆษกศาลยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์นักข่าว กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ จากประชาชนทั่วประเทศ ว่าเป็นคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกตัดสิน และ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม  กระทั่งมีการตั้งคำถามว่าทำไมตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงปล่อยให้มีการวิจารณ์คำตัดสินด้วยถ้อยคำรุนแรง ได้อย่างเสรีเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว เมื่อศาลตัดสินคดี จะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ยาวนานและต่อว่ารุนแรงเช่นในกรณีนี้

          คำตอบของ นายสราวุธ เบญจกุล โฆษกศาลยุติธรรม ระบุไว้ชัดถึงเหตุที่ตุลาการรัฐ ธรรมนูญ ต้องทนฟังเสียงวิจารณ์และคำด่า ซึ่งผิดวิสัยผู้พิพากษา ก็เพราะว่าตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผู้พิพากษา นั่นเอง !

          ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตัดสินคดียุบพรรคในฐานะผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่อาจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามมาตรา 198 ได้ ซึ่งกรณีที่ปรากฏอยู่ขณะนี้แตกต่าง เป็นคนละกรณีกับที่นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความ เคยวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินศาลอาญาในคดีจำคุกอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากมีการดำเนินคดีได้ ต้องเป็นไปตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ด้วยการกระจายเสียง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท เป็นความผิดต่อตัวบุคคล ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษา

          ตุลาการรัฐธรรมนูญ จะดำเนินการหรือไม่เป็นการตัดสินใจของท่านเอง ว่าได้รับความเสียหายนั้นหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นความผิดต่อตัวบุคคล ผู้เสียหายต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

          กฎหมายอาญา มาตรา 198 บัญญัติไว้ว่า

          “ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัด ขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน ไม่ใช่ผู้พิพากษา ผู้วิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่เข้าข่ายกระทำความผิดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา 

ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณากันต่อว่า เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ผู้พิพากษา  ก็แสดงว่า ไม่ได้กระทำการพิจารณาคดี หรือ วินิจฉัยในฐานะของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ถูกยุบเลิกไปแล้ว และมิได้กระทำการพิจารณาตัดสินคดีในพระปรมาภิไธย  ดังนั้น คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีทางที่จะเป็นคำพิพากษา ไปได้

เมื่อไม่ใช่คำพิพากษา แล้ว จะมีผลบังคับใช้แก่ประชาชนทั่วไปได้อย่างไร

ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย เป็นคำสั่งที่มีผลตามกฎหมายหรือไม่

เนื่องจาก การพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย นี้ เกิดขึ้นจากกระบวนการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541มาตรา 66  โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องยุบพรรคไทยรักไทย ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดำเนินการตามมาตรา 65 (4) คือ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541

คดียุบพรรคไทยรักไทย นี้ ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และ อัยการสูงสุด ได้สั่งฟ้อง โดยยื่นคำฟ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณาคดี และยังไม่มีคำพิพากษา ก็เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดินขึ้นเสียก่อน

ต่อมา คณะรัฐประหาร ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ   ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ที่รับคำฟ้องคดียุบพรรคไทยรักไทย จากอัยการสูงสุด สิ้นสภาพไปทันที

ถึงแม้ว่าต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช มาตรา 35 จะบัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และให้บรรดาการใดที่เคยเป็นอำนาจของศาลรัฐ ธรรมนูญ ตกเป็นของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการให้อำนาจ มิใช่การให้สถานะหรือแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น องค์ประกอบของกระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย ตลอดจนพรรคการเมืองอื่น รวม  5 พรรค จึงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2541 เนื่องจาก ขาดศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่พิจารณาคำฟ้องของอัยการสูงสุด และพิพากษา 

ถึงแม้ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ มีตามที่รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 บัญญัติไว้ และได้ทำหน้าที่พิจารณาคดียุบพรรค ตามสำนวนที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องไว้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกยุบเลิกไป มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งอ่านคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภา คม ที่ผ่านมา นั้น แต่ก็เป็นการกระทำในฐานะตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษา และ ไม่ใช่การพิจาร ณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ให้ยุบพรรคไทยรักไทย จึงเป็นเพียงความเห็นของคณะบุคคลจำนวน 9 คนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ เท่านั้น มิใช่คำพิพากษาของ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าข่ายมาตรา  65 (4) ที่บอกว่า พรรคการเมือง ย่อมเลิก หรือยุบ ด้วยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค อย่างที่มีความพยายามจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นคำพิพากษาของศาล  และเป็นที่สุดแล้ว ไม่สามารถอุทธรณ์ หรือ ฏีกา ได้อีก

เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ มิใช่ ผู้พิพากษา

เมื่อคำวินิจฉัย ไม่ใช่ คำพิพากษา

แล้วเหตุใด พรรคไทยรักไทย จึงต้องยุบ เพียงเพราะคน 9 คน บอกว่าสมควรยุบ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้ยุบ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

 ล้วเหตุใด กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จึงถูดตัดสิทธิเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่การตัดสิทธิเลือกตั้ง ต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล

แล้วเหตุใด เราจึงต้องเชื่อไปตามคำวินิจฉัยของคน 9 คน ที่ไม่ใช่ผู้พิพากษา และไม่ใช่ศาล

แล้วเหตุใด เราจึงต้องยอมรับคำวินิจฉัยของคน 9 คน ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดกับหลักนิติธรรม และ ไม่เป็นธรรมในสายตาประชาชน

แล้วเหตุใด เราจึงปล่อยให้สิทธิความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย และ สิทธิความเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ของคนไทย 14 ล้านคน ถูกทำลายไปโดยคน 9 คน ที่ไม่ใช่ทั้งศาล และไม่ใช่ผู้พิพากษา

ใครจะตอบได้บ้างว่า ความเห็นของคน 9 คน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ที่สั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย นั้น เรียกว่า อะไร และ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายหรือไม่

นี่คือความมั่ว ความสับสนของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจาก คณะรัฐประหาร บ้าอำนาจ กับ คน 9 คน ที่ขลาดเขลาเบาปัญญา  เป็นถึงประมุขของฝ่ายตุลาการ แต่กลับไปรับใช้คณะรัฐประหาร ที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย

เมื่อ อำนาจธรรม รับใช้ อำนาจเถื่อน

ความฟั่นเฟือน จึงเกิดขึ้นเต็มประเทศไทย

ใครจะแก้ไขความฟั่นเฟือน เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้บ้าง

มั่วจริงๆ ครับ ประเทศไทย ของเรา

 

                                                                                      

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: