ด้วยรักและห่วงใยจาก ประชาธิปัตย์ ถึง คมช.

           

           ผมฟัง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตทางการเมือง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ด้วยความรัก ความห่วง และความเข้าใจที่มีต่อนายทหารผู้ก่อการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชน แล้ว อดทึ่งไม่ได้ และไม่คิดว่านี่คือคำพูดของนักการเมืองระดับเลขาธิการพรรคการเมืองที่ประกาศว่า ยึดมั่นในระบบรัฐสภา และ มีความภาคภูมิใจกับการต่อสู้กับเผด็จการ มาตลอดอายุขัยของพรรค ที่ชื่อ “ประชาธิปัตย์ ”

           คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดว่า

           “เป็นเรื่องดีหาก พล.อ.สนธิ จะมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และดูแลกระทรวงมหาดไทยด้วย เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ พล.อ.สนธิ จะได้ทำงานได้เต็มที่เพื่อจะดูแลให้การเลือกตั้ง มีความสุจริต เที่ยงธรรม เพราะว่าการเลือกตั้งถือว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

           ที่ผ่านมามีการปล่อยปละละเลยให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง มีการโกงการเลือกตั้ง ทำให้ ผลออกมาบิดเบี้ยวไม่สามารถที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนได้

           เมื่อ พล.อ.สนธิ ในฐานะประธาน คมช. มีภารกิจที่ต้องทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม ถ้าได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสียเองก็จะได้สั่งการได้เต็มที่ และไม่เชื่อว่าหาก พล.อ.สนธิ เข้ามาดูแลการเลือกตั้ง จะไปล้างบางพรรคพลังประชาชน (พปช.) ตามที่มีการกล่าวหา”

           ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พล.อ.สนธิ จะลงสมัครรับเลือกตั้ง คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุเทพ ตอบว่า…

           “เหมาะสมทั้งนั้น การเข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วดูการเลือกตั้งก็ไม่เป็นไร เพราะตอนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ และจัดการเลือกตั้งกันมาแล้ว

           หาก พล.อ.สนธิมารับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย จริง ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ คงไม่คิดที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง และถ้า พล.อ.สนธิ จะลงสมัครรับเลือกตั้งก็คงลงสมัยนี้ หรือถ้าไม่ลง สมัยหน้าก็ค่อยว่ากันใหม่ “

           ถ้าไม่ใช่เจตนาดี ประสงค์ร้าย พูดเพื่อล่อหลอกให้ พล.อ.สนธิ ก้าวเดินลงมาติดบ่วงการ เมือง ก็ต้อง เป็นเจตนาเชลียร์ประธานคมช. อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่อายดินอายฟ้า กระทั่งลืมที่จะปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริงของตนเอง จึงสำแดงธาตุแท้ของนักการเมืองสายพันธุ์เผด็จการออกมาอย่างเปิดเผยยิ่งนัก

           สุเทพ พูดไป โดยไม่สนใจว่าที่จะแยกแยะว่า สัญชาตญาณของมนุษย์สายพันธุ์ประชาธิปไตย กับ สันดานสัตว์ที่อยู่ในร่างของเผด็จการ ที่จ้องจะทำลายประชาธิปไตย ควรจะอยู่กันคนละโลก แม้จะหลีกเลี่ยงที่จะร่วมโลกกันไม่ได้ ก็ต้องยืนกันคนละเส้นทาง จะมาบรรจบพบกันไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่สันดานสัตว์ที่อยู่ในร่างเผด็จการ แฝงกายเข้ามาปะปนอยู่กับมนุษย์สายพันธุ์ประชาธิปไตย ได้ เมื่อนั้นมันก็จะนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติฉิบหาย ล่มจม และอยู่ใต้กรงเล็บของเผด็จการอย่างยาวนาน เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์ ยุคสมัยนายชวน หลีกภัย เคยเป็นร่างทรงให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สิงสู่มาแล้ว และอำนาจของเผด็จการเปรม ก็ยังแผ่สยายครอบคลุมประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน สูงกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถแต่งตั้งบุคคลไปทำหน้าที่สำคัญๆ เช่น กรรมการเลือกตั้ง กรรมการป.ป.ช. ตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ต้องกราบทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทั้งๆ ที่ กฎหมายกำหนดว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เท่านั้น

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. ที่มีอำนาจกราบทูลฯแต่งตั้ง และถอดถอน นายกรัฐมนตรี ได้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สั่งให้มีการแก้ไขกฎหมาย ให้ประธานคมช. เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีในประเทศไทย

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. ที่มีอำนาจสั่งการกองทัพทุกกองทัพ รวมถึงตำรวจทั้งประเทศ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ใช้อำนาจประกาศกฎอัยการศึก สั่งให้มีการตรวจค้น คุกคาม ข่มขู่ จับกุม คุมขัง และ ปิดกั้นสื่อมวลชน อย่างเปิดเผย รุนแรง หนักหน่วง จนกระทั่งประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการสมบูรณ์แบบ แม้กระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่หลุดพ้นกรงเล็บของเผด็จการ

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจสั่งการ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ และศาล ไปจนถึงตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้ดำเนินการสอบสวน ออกหมายจับ สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง พิพากษาไปตามแนวทางที่ตนต้องการ ได้ตามอำเภอใจ กระทั่งศาลยุติธรรม ที่เคยเป็นอิสระและได้รับความเชื่อถือจากสากล มายาวนานกว่า 100 ปี ตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการอย่างสิ้นเชิง

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประกาศเจตนาอันแน่วแน่ที่จะต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าตัดตอน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฆ่าล้างโคตร นักการเมืองพรรคไทยรักไทย ให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้กลับมามีบทบาททางการเมืองได้อีก แผนบันได 4 ขั้น ที่พล.อ.สนธิ แถลงต่อสาธารณะ ว่า 1.ต้องยุบพรรคไทยรักไทย 2.ต้องอายัดทรัพย์ทักษิณ 3.ต้องทำให้นักการเมืองไทยรักไทยเดิม แตกกระจาย ย้ายไปอยู่พรรคอื่น และ 4.ต้องทำให้พรรคการเมืองอื่นที่มิใช่พรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาลใหม่ เป็นการประกาศอย่างอหังการ์ของเผด็จการที่ลืมตัวลืมตน คิดว่าอำนาจในมือจะทำให้อยู่ค้ำฟ้า ได้ตลอดไป

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอรมน. สลายมวลชนของพรรคไทยรักไทย และสกัดกั้นการทำกิจกรรมทางการเมืองของนักการเมืองพรรคไทยรักไทย อย่างเข้มข้น การปฏิบัติการของกอง ทัพ ภายใต้คำสั่งของประธานคมช. ระหว่างรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการใช้กำลังทหาร เข้าไปข่มขู่ชาวบ้าน ให้ลงมติรับร่างเท่านั้น ใช้สื่อในเครือข่ายของกองทัพ กรอกข้อมูลใส่หัวประชาชนด้านเดียวว่าต้องรับเพื่อจะได้นำไปสู่การเลือกตั้ง จนเกิดความเข้าใจกันไปทั่วว่าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่มีการเลือกตั้ง หากรับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ผลก็ปรากฎออกมาอย่างที่เห็นคือ ประชาชนกว่า 40% ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ พล.อ.สนธิ มั่นใจว่าด้วยปฏิบัติการอย่างเข้มข้นและลงลึกทุกหลังคาเรือนทั่วประเทศไทย จะทำให้ผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญมีสูงถึง 70%

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่เชื่อถือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่มีความสุขอยู่กับระบอบเผด็จการที่มีประธานคมช. เป็นประมุข อย่างเห็นได้ชัด พล.อ.สนธิ ไม่เคยแสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อในแนวทางการแก้ไขปัยหาด้วยแนวทางสันติวิธี ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่นำทหารออกมาก่อการรัฐประหาร หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และทรงแจ้งพระราชประสงค์ของพระองค์ว่าทรงอยากเห็นการแก้ไขปัยหาของประเทศเป็นไปตามแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยทรงมีพระราชดำรัสเลยว่า ต้องการให้ทหารก่อการรัฐประหาร

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตระบัดสัตย์ กลับคำพูดของตัวเองตลอดเวลาว่ามีเป้าประสงค์ทางการเมือง เพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองอย่างไร ตั้งแต่จะคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 14 วัน ไม่มีเจตนาที่จะมีอำนาจทางการเมือง ไม่มีเป้าหมายที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับดำเนินการเพื่อก่อตั้งพรรครักชาติ และทำลายพรรคไทยรักไทย อีกทั้งยังเข้าไปแนะนำ ให้กลุ่มการเมืองต่างๆ แยกย้ายออกมาเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ปกปิดซ่อนเร้นเจตจำนงในหัวใจของตัวเอง ว่า จะเข้าสู่เวทีการเมืองหรือไม่ จนกลายเป็นผู้บัญชาการบกที่พูดจาไม่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่กองทัพบกเคยมีมา

           1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แสดงให้เห็นถึงความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะกำจัดพรรคไทยรักไทย และ พรรคพลังประชาชนที่สืบทอดอุดมการณ์ของไทยรักไทย ให้สิ้นซาก ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดทางการเมืองอีกเลย ทั้งๆ ที่ปากก็พร่ำท่องคาถาสมานฉันท์ แต่พฤติกรรมยิ่งทำให้ความแตกแยกของคนในชาติแพร่ขยายออกไปอย่างมากจนยากจะเยียวยาได้ คมช.กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ ประธานคมช.ประกาศตนเป็นศัตรูกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองไทยรักไทย ที่พากันหลั่งไหลมารวมตัวอยู่ในพรรคพลังประชา ชน อย่างเปิดเผย

           อำนาจที่มีมากมาย ล้นฟ้าล้นแผ่นดินของประธานคมช. กับเวลา 1 ปีที่ผ่านมา การทำงานของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ และยังไม่ได้แสดงฝีมือออกมาอีกกระนั้นหรือ ยังไม่เป็นที่พอใจ ไม่สาแก่ใจของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อีก เพราะยังไม่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามของพรรคประชาธิปัตย์ ออกไปได้กระมัง

           ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตลิน ประธานคมช. จึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังสิ้นวาสนาในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการควบ คุมดูแลการจัดการเลือกตั้ง ในสายตาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เข็นอย่างไรก็เข็นไม่ขึ้นจากหล่มโคลนดูดทางการเมือง ไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในหัวใจของประชาชนได้

           สุเทพ เทือกสุบรรณ คงเห็นถึงความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำลายพรรคพลังประชาชน ในสายตาของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ลุกโชนแดงฉานดั่งเปลวเพลิงกองใหญ่ นั่นเอง จึงเอาศักดิ์ศรีและเกียรติประวัติที่มีอยู่น้อยนิดแต่อยู่มายาวนาน 60 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์ ไปเป็นกองเชียร์ เป็นแรงหนุนให้กับประธานคมช. เป็นกำลังส่งให้ผู้ก่อการรัฐประหาร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ เข้าสูตร “ผู้ทำลายต้องเป็นผู้รับผิดชอบก่อใหม่” กระมัง

           ด้วยคำพูดของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้และตัวตนของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างแจ่มชัดที่สุด ว่า ไม่ใช่พรรคการเมือง หากแต่ลูกสมุนของเผด็จการ สโลแกนที่บอกว่า เราเชื่อมั่นระบบรัฐสภา ก็แค่น้ำยาบ้วนปากของสัตว์เผด็จการที่กินเลือดเนื้อประชาชนผู้เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย เป็นอาหาร ไม่เช่นนั้นแล้ว เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่แสดงออกถึงความรักและห่วงใย ความหวังดี อย่างเข้าอกเข้าใจต่อพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชนิดที่ผู้ก่อการรัฐประหารมาด้วยกัน ยังไม่กล้าพูด

           ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เหตุใด บันไดขั้นแรกที่เข้าสู่แวดวงการเมืองของนักรัฐประหาร อย่าง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จึงเป็นพรรคประชาธิปัตย์

           เพราะเนื้อแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ สันดานสัตว์เผด็จการในร่างของมนุษย์ ที่ปลอมปนเข้ามาเป็น ผู้นิยมชมชอบระบอบประชาธิปไตย แต่เวลาและสถานการณ์เป็นเครื่องพิสูจน์ ให้ได้เห็นกันแล้วว่า แท้จริงแล้ว

           ประชาธิปัตย์ ก็คือสัตว์เผด็จการ ไม่ใช่มนุษย์สายพันธุ์ประชาธิปไตย

           ก็ต้องนับเป็นโชคดีของเรา ที่ได้เห็นก่อน ที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น หลังจากที่ถูกพรรคการเมืองนี้หลอกให้หลงเชื่อมายาวนาน

           หนทางเดียวที่เราจะสร้างประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นใหม่ได้ในประเทศไทย ก็คือการกำจัดพรรคประชาธิปัตย์ ออกไปจากเส้นทางการสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทย หากยังมีพรรคการเมืองพรรคนี้ ประชาธิปไตยของไทย ก็จะต้องตกอยู่ใต้อุ้งมือและคำบงการของเผด็จการตลอดไป

           ถึงเวลาแล้วครับ

           ล้มประชาธิปัตย์ สร้างสรรค์ประชาธิปไตยไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: