จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 5 พฤษภาคม 2550 สัญญาณอันตรายถึงไทยทั้งชาติ

  

จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 5 พฤษภาคม 2550
สัญญาณอันตรายถึงไทยทั้งชาติ

สิ้นเสียงระเบิดที่ถูกวางซุกซ่อนไว้ในตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24

หัวใจคนไทยอย่างผม แทบจะหยุดเต้น
        

ระเบิดลูกนั้น ไม่ได้มีอานุภาพร้ายแรง เหมือนระเบิดที่คนไทยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต้องเสี่ยงชีวิตทุกวี่วัน แต่ นัยยะ หรือความหมายของระเบิดในตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24 นั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าระเบิดลูกใดๆ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย

รัฐบาล และคณะรัฐประหาร ส่งสัญญาณไปยังสื่อสารมวลชนทุกรายในประเทศไทย ให้รายงานข่าวเพียงว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นในตู้โทรศัพท์ ซอยราชวิถี 24  ไม่ให้สื่อรายงานว่าฝั่งตรงข้ามของซอยราชวิถี 24 คือ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต สถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การส่งสัญญาณไปยังสื่อมวลชนทุกราย ของคณะรัฐประหาร ให้รายงานข่าวด้วยถ้อยคำอันจำกัด ผิดวิสัยสื่อมวลชนไทย ที่มักจะเจาะลึกลงรายละเอียดของเหตุการณ์ และอ้างอิงสถานที่สำคัญ เพื่อให้ผู้อ่าน ผู้ชม ผู้ฟังนึกภาพออก  มองได้สองนัยยะ

        

นัยยะที่หนึ่ง มองด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เข้าใจได้ว่าไม่ต้องการให้ประชาชนตกใจ

        

นัยยะที่สอง มองจากพฤติกรรมในอดีต กอรปกับสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ เข้าใจได้ว่า มีเจตนาที่ไม่เปิดเผย บางประการด้วยเหตุที่ผมได้รับทราบข่าวสารทางลึกมามากพอสมควร และได้เห็นเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้เชื่อว่ามีความพยายามของบุคคลบางกลุ่ม บางคณะที่จะดำเนินการทางลับบางประการ อันเป็นการกระทำที่ไม่บังควรยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  

         เมื่อได้ทราบข่าวว่า มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่ฝั่งตรงข้าม พระราชวังดุสิต

 

 

 

 

 

 

 

“หัวใจของผมจึงแทบจะหยุดเต้น”
         ยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ในวันต่อมาว่า พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ว่า

 

 

 

 

 

 

ได้สั่งการให้ทหารร่วมคลี่คลายระเบิดกับตำรวจ และเสริมกำลังทหารทุกจุดทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเขตพระราชฐาน ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการระมัดระวังความปลอดภัยในเขตกรุงเทพฯให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเช่น สถานที่ราชการหรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งทุกจุดได้ดำเนินการแล้ว”
         ผมก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ เพราะเหตุการณ์แต่ละช็อต แต่ละความคืบหน้าที่พัฒนาไป ใกล้เคียงมากกับข้อมูล ที่ผมได้รับฟังจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านหนึ่ง ซึ่งมีความห่วงใยสถานการณ์ภายในประเทศ เป็นอย่างมาก และ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”

 

 

 

ท่านนี้เป็นตัวอย่างของคนไทยผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

        

ข้อมูลที่ผมได้รับมาก็คือ มีความพยายามที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ด้วยการสร้างเหตุต่างๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ภายในประเทศ  และกดดันให้สถาบันพระมหากษัตริย์  ทรงเข้ามาแก้ไขสถานการณ์  เช่นเดียวกับที่ทรงพระกรุณาต่อประชาชนชาวไทย ในเหตุวิกฤตอันเนื่องจากยื้อแย่งอำนาจทางการเมืองในอดีต  แตกต่างกันเพียงว่า ขอให้การแก้ไขสถานการณ์เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายตน เป็นสำคัญ

         ถึงผมจะเชื่อข้อมูลที่ได้รับ เนื่องจากเป็นข้อมูลจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” แต่ก็ไม่ได้เชื่อสนิทใจเสียทีเดียว เนื่องจากยังขาดหลักฐาน หรือสิ่งบอกเหตุ อีกทั้งเป็นข้อมูลที่ผมได้รับมาก่อนที่จะถึงวันฉัตรมงคล เพียง 4 วัน ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่มีใครก่อเหตุในห้วงเวลานี้เป็นแน่แท้ และเมื่อมองเห็นปีนี้เป็นปีมหามงคล ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ยิ่งทำให้ผมให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ได้รับ ในฐานะ

 

 

 

“ข้อคิดและบทวิเคราะห์” มากกว่า “ข้อมูล”

         แต่พลันที่กัมปนาทแห่งระเบิดดังขึ้นบนฝั่งถนนตรงข้ามกับ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต  เมื่อเวลา 21.30 น. ของคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคล  ผมต้องย้อนกลับไปทบทวนข้อมูลทีได้รับจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านนั้นทันที และเชื่อ “ข้อมูล” ที่ท่านบอกเล่า โดยสนิทใจ 100

          ผมใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลเดิมที่ได้รับ และเสาะหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเรื่องนี้ นานถึง 3 วัน  เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด เพียงพอที่จะนำมาสังเคราะห์และบอกกล่าวแก่ทุกท่าน เมื่อตรวจ สอบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทุกสายที่มีอยู่ครบถ้วนแล้ว 

          ผมจึงอยากจะตะโกนให้สุดเสียงเพื่อบอกคนไทยทั้งประเทศ ว่า….

 

 

 

 

 

 

 

       ประเทศไทยของเราถูกคณะทหารบางกลุ่ม บางคณะ ใช้ปืนจี้หลังให้ย่างเท้าเข้าสู่โซนอันตรายสูงสุดแล้ว  

 

 

         อยากจะวิงวอนให้คนไทยทุกคน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน ไม่ว่าจะรักหรือชังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หยุดคิดร้าย มุ่งทำลาย ด่าทอกันได้แล้ว

        

ผมขอวิงวอนให้คนไทยทุกคน ช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันสำคัญที่สุดของชาติไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่คู่กับคนไทย และชาติไทย ตลอดไป

        

ทำไมผมจึงวิงวอนขอร้องเช่นนี้ผมมีเหตุผลและหลักฐานที่จะบอกกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านช่วยกันขบคิด ช่วยกันหาวิธี ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักเคารพสักการะเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ดังนี้

        

        
วันฉัตรมงคล เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

        

การที่ผู้ก่อเหตุวางระเบิดหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เลือกที่จะก่อเหตุในวันฉัตรมงคล จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ปฏิบัติการที่ทำไปโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า หากแต่เป็นการกำหนดวันเวลา กำหนดจุดพื้นที่ปฏิบัติการ อย่างรัดกุม และท้าทาย เพื่อแสดงนัยยะบางประการ ส่งสัญญาณบางชนิดออกมาให้ผู้ตกเป็นเป้าหมายได้รับทราบ  

การกำหนดวันฉัตรมงคล เป็นวันก่อเหตุ และเลือกจุดก่อเหตุเป็นตู้โทรศัพท์ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนราชวิถี ฝั่งตรงข้ามพระราชวังดุสิต เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่งของผู้ก่อเหตุ และเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่อย่างไม่ควรให้อภัย แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัย บริเวณพื้นที่ดังกล่าว

        บรรทัดฐานที่พันท้ายนรสิงห์ สร้างไว้ ด้วยการถวายหัวเป็นเครื่องบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เนื่องจากประมาทเลินเล่อ ทำให้เสื่อมเสียต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์เว้นโทษตายให้แล้ว คงจะไม่ใช่ค่านิยม ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมอีกแล้วในกองทัพไทยยุคสมัยนี้       

 

 

เราจึงไม่ได้เห็นนายทหารสักคน ไม่ว่าจะเป็นระดับแม่ทัพ นายกอง คนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น 

        

ทั้งๆ ที่เป็นเหตุระเบิดฝั่งตรงข้ามพระราชวัง สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ 

ทั้งๆ ที่เป็นเหตุระเบิดฝั่งตรงข้ามพระราชวัง ห่างจากกองทัพภาคที่ 1 ไม่ถึง 1 กิโลเมตร

        

ทั้งๆ ที่เป็นเหตุระเบิดฝั่งตรงข้ามพระราชวัง ไกลจากกองทัพบก ไม่ถึงชั่วอึดใจ

ทั้งๆ ที่เป็นเหตุระเบิดฝั่งตรงข้ามพระราชวัง ซึ่งรายล้อมด้วยกำลังทหารจำนวนมาก ที่กองทัพ จัดถวายอารักขา 

         ทั้งๆ ที่เป็นเหตุระเบิดในวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์  

         จึงถวายชีวิตเป็นต้นแบบ เป็นบรรทัดฐานแก่ข้าในพระองค์ทุกคนได้ประจักษ์

         แต่ผู้นำกองทัพยุคนี้ พ.ศ.นี้ ทั้งๆ ที่อ้างเป็นทหารพระราชา กระทำการทุกอย่างก็อ้างพระมหากษัตริย์ โดยตลอดกลับเลือกที่จะรักษาชีวิต ไม่คิดที่จะรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นมากไปกว่า 
     

“ทหารไม่ได้ทำ ทหารไม่เกี่ยว” 

และ “ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจับตัวคนร้ายได้ ขนาดสหรัฐที่ว่าแน่ๆ ยังทำอะไรไม่ได้เลย”

         พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอบคำถามนักข่าว ขณะไปออกรอบเล่นกอล์ฟ

 

 

 

 

 

 

        

ที่สนามกอลฟ์เพรสซิเดนท์คลับ เมื่อถูกถามว่ามั่นใจได้อย่างไรว่า ทหารไม่เกี่ยวกับเหตุระเบิดครั้งนี้ 
        

 

 

 

“โอ๊ย ไปคิดอย่างนั้นได้ไง เชื่อได้เลยว่าคนในกองทัพรักประชาชนอยู่แล้ว จะมาทำให้ชาติบ้านเมืองลำบากได้ไง เรามีแต่แก้ปัญหาความลำบากของประเทศชาติบ้านเมือง เลิกคิดได้เลย”
        

 

 

 

เมื่อนักข่าวถามว่า มั่นใจว่าจะจับตัวผู้กระทำผิดได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถจับใครมาลงโทษได้ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่พยายามทำกันอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขนาดสหรัฐที่ว่าแน่ๆ ยังทำอะไรไม่ได้เลย
        

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อถามว่า กลุ่มพีทีวีระบุเมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 พฤษภาคม ว่า ให้ระวังเหตุระเบิดขึ้นในกรุงเทพฯ ตกกลางคืนก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นจริง จุดนี้มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า “ต้องถามเขาดู เขาเป็นหมอดู เขาทำนายได้ เขารู้ดี” 
        

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อถามว่า พูดในลักษณะคล้ายกับว่ากลุ่มพีทีวีอยู่เบื้องหลัง พล.อ.สนธิกล่าวว่า “ไม่ใช่ อย่าไปพูดอย่างนั้น แต่ให้ไปถามเขาดู เพราะเขาเป็นผู้วิเคราะห์” 
        

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อถามว่าเหตุระเบิดเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับพระตำหนักจิตรลดาฯ เป็นการพยายามสร้างความรุนแรงหรือไม่ พล.อ.สนธิปฏิ เสธที่จะตอบคำถามโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ผมไม่ขอตอบ ห้ามมาพาดพิง”

 

 

 

 

 

 

 

          ในขณะที่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการถวายอารักขาแก่พระมหากษัตริย์ และพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ตอบคำถามนักข่าว ที่ตั้งประเด็นว่าคนร้ายเลือกก่อเหตุในพื้นที่บริเวณใกล้สวนจิตรลดา  ว่า
        

 

 

 

“อย่าไปพูดถึงจุดนั้น เป็นสิ่งไม่ควรแตะต้อง อย่าลากเข้าไปตรงจุดนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ขอร้องว่าอย่าไปพูดถึงจุดนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เราไปโยง แล้วจะไปช่วยเขาทำไม ทั้งนี้ตรงจุดไหนที่เขาทำได้ เห็นปลอดคน เขาก็ดูจังหวะตรงไหนที่มีโอกาสก็ลงมือ

 

 

 

 

         แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผู้บัญชาการทหารบก พยายามที่จะปิดข่าว และไม่กล่าวถึงเหตุระเบิดครั้งนี้ ว่าเกิดขึ้นใกล้พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพียงใด ราวกับว่าไม่ต้องการให้ประชา ชนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระตำหนักที่ประทับของพระมหากษัตริย์
( อ่านคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.สนธิ และพล.ท.ประยุทธ์ในหัวข้อข่าว “สนธิ”ปฏิเสธฝีมือสีเขียว ผวาบึ้มซ้ำ สั่ง”ทหาร-ตร.”ตรึง84จุด คลิ๊กที่นี่ )  
        

 

 

 

 

 

 

 

แต่ท่านทั้งสองจะใช้สี่ฝ่ามือปิดบังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ฟ้า” ไม่ได้หรอกครับ
        

 

 

 

 

 

 

ถึงแม้จะใช้ฝ่ามือของกำลังพลทั้งกองทัพปิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ 
        

 

 

 

ท่านมีเหตุผลอันใดที่จะปกปิดข้อมูล ปิดบังเหตุการณ์นี้ไม่ให้คนไทยทราบ
        

 

 

 

ประชาชนชาวไทย มีความรัก มีความภักดี และเทิดทูน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากเพียงใด ท่านทราบหรือไม่  ภาพเหตุการณ์วันที่ 9 มิถุนายน 2549  ณ ลานพระราชวังดุสิต ยังอยู่ในความทรงจำของท่านหรือไม่
         

 

 

 

 

 

 

 

เกิดเหตุร้ายแรงขนาดนี้ อยู่หน้าพระราชวัง ท่านจะยังไม่บอกให้คนไทยได้ทราบ 
         ท่านคิดว่าต้องเกิดเหตุร้ายแรงขนาดใดหรือ ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดี จึงจะมีสิทธิได้รับทราบข่าวสารที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รัก เคารพ ของพวกเราชาวไทยทั้งชาติ ทั้งแผ่นดิน

 

 

 

 

 

 

 

 

การป้องกันเหตุร้าย “ระเบิดที่หน้าบ้านพ่อ”

ไม่ได้ แสดงถึงความไม่มีฝีมือ
         การปิดข่าว

 

 

 

 

 

 

 

“ระเบิดที่หน้าบ้านพ่อ” แสดงถึงความพยายามหนีความรับผิด
         การให้ข่าว

 

 

 

 

 

 

 

“ระเบิดที่หน้าบ้านพ่อ” ยากจะจับคนร้ายได้ แสดงถึงความไม่รับผิดชอบ
         การบอกว่า

 

 

 

 

 

 

 

“ระเบิดที่หน้าบ้านพ่อ” ก็เหมือนทุกที่ ตรงจุดไหน เขาก็ทำได้ แสดงถึงความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ “หน้าบ้านพ่อ” จะเหมือน ทุกที่ได้อย่างไร 
         การบอกว่า

 

 

 

“ระเบิดที่หน้าบ้านพ่อ” เป็นเพราะปลอดคน แสดงถึงความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะ “หน้าบ้านพ่อ” มีทหารของท่าน รักษาความปลอดภัย จำนวนมาก  
        

 

 

 

บรรทัดฐานที่ พันท้ายนรสิงห์ สร้างไว้ ทหารไทยยุคนี้ พ.ศ.นี้  นอกจากไม่จด ไม่จำ ไม่ปฏิบัติแล้ว ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมกระทำด้วยกระมัง
         ฤาว่าท่านแม่ทัพภาคที่ 1 ไม่รู้จัก พันท้ายนรสิงห์ ก็อาจเป็นได้ ท่านจึงยังมิได้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

 

 

 

 

 

 

  ทั้งๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่ท่านรับผิดชอบ 
         ฤาว่าผู้บัญชาการทหารบก ไม่รู้กระทั่ง พันท้ายนรสิงห์

 

 

 

คือใคร ท่านจึงยังคงมีอารมณ์ไปออกรอบเล่นกอล์ฟด้วยความสบายอกสบายใจ ในวันรุ่งขึ้น  อีกทั้งยังนำเหตุระเบิดครั้งนี้ เป็นเรื่องต่อล้อต่อเถียง พูดเล่นชวนหัว กับนักข่าว อย่างไม่สะทกสะท้านในหัวใจของทหารพระราชา ดังปากท่านว่า
        

 

 

 

จากข้อมูลที่ผมได้รับล่าสุดในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันฉัตรมงคล มีข้อพึงสังเกตประการสำคัญประการหนึ่ง คือ ในวันฉัตรมงคล ของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า แก่บุคคลต่างๆ ที่ทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ ถวายงานรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์   เป็นธรรมเนียมสืบเนื่องเช่นนี้เสมอมา จะมีเว้น อยู่บ้าง ก็ไม่บ่อยนัก เช่น ปีที่แล้ว ทรงเว้น
         บุคคลที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในวันฉัตรมงคล ส่วนใหญ่ จะเป็นข้าราชบริพาร  ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และ พลเรือน ที่ทำคุณงามความดี ซึ่งสังคมไทย จะเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษว่า บุคคลได้รับพระราชทานเครื่องราชอสิริยาภรณ์ ในวันฉัตรมงคล บ้าง เนื่องจากในวันนี้ จะมี “คุณหญิงใหม่” เกิดขึ้นในวงสังคม เป็นประจำทุกปี 

 

 

 

 

ในส่วนของนักการเมือง ที่ผ่านมา ก็มีนายกรัฐมนตรี และภริยา เท่านั้น  ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ 

 

 

 

 

         ข้อพึงสังเกตของผมเอง บนพื้นฐานข้อมูลที่ได้รับจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”

ก็คือ ปีนี้ ไม่มีนายทหารคนใดในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แม้แต่คนเดียว รวมไปถึงภริยาของนายทหารเหล่านั้นด้วย  
         ในขณะที่ คุณหญิง พันเอกหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยานายกรัฐมนตรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายในชั้นทุติยจุลจอม เกล้าวิเศษ หรือชั้น

 

 

 

 

 

 

 

“ท่านผู้หญิง” 
         พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

 

 

 

 

 

 

 เป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศขณะนี้ และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี  อีกทั้งยังมีอำนาจทูลเกล้าฯ ปลดนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยารณ์จุลจอมเกล้า  
        

 

 

 

 

 

 

 

แม้จะไม่นับฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แต่ก็มีผู้บัญชาการเหล่าทัพน้อยคนนัก ที่จะไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า 
        

 

 

 

ข้อพึงสังเกตต่อมาของผมเอง ก็คือ ในขณะที่มีบุคคลสาขาอาชีพต่างๆ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจุลจอมเกล้า ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้น ไม่เคยกล่าวอ้างเป็นข้าราชการในพระองค์  หรือ เป็นคนของพระราชา แต่บรรดานายทหาร คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ประกาศตัวเป็นทหารของพระราชา และก่อการรัฐประหารในนามของ คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ ภริยา กลับไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
        

 

 

 

 

 

 

 

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผมเอง ก็คือ 
        

 

 

 

พระมหากษัตริย์ทรงโปรดคณะทหารเหล่านี้ หรือไม่  
        

 

 

 

 

 

 

คณะทหารเหล่านี้กระทำการทั้งหมด นับแต่ก่อการรัฐประหาร จนถึงเข้าแทรก แซงการบริหารประเทศ อยู่ในขณะนี้ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ จริงหรือไม่
        

 

 

 

 

 

 

หากการดำเนินการต่างๆ ของคณะทหารเหล่านี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์จริง ดังที่คณะทหารเหล่านี้มักจะนำมากล่าวอ้าง เหตุใดการประกาศรายชื่อบุคคลผู้ได้ รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในปีนี้ จึงไม่มีรายชื่อนายทหารเหล่านี้ และ ภริยา รวมอยู่ด้วย  
        

 

 

 

 

 

 

 

คำถามทั้ง 3 ข้อนี้ ผมไม่อาจจะตอบแทนทุกคนได้ เพียงแต่นึกคิดอยู่ในใจของผมเองเพียงคนเดียว และอยากจะให้ทุกท่านได้ช่วยกันหาคำตอบด้วย 
        

 

 

 

ข้อพึงสังเกตอีกประการหนึ่ง หลังจากตั้งคำถามทั้ง 3 ข้อดังกล่าวกับตัวเอง ก็คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันของวันฉัตรมงคล ที่พระบรมมหาราชวัง มีความเกี่ยวโยงผูกพันกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืนของวันฉัตรมงคล ที่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังดุสิต ด้วยหรือไม่
        

 

 

 

 

 

 

 

ผมได้แต่คิด และตั้งข้อพึงสังเกตุ  แต่ไม่กล้าตอบคำถามนี้ออกมาดังๆ เพียงแต่ตอบให้หัวใจตัวเองได้ยินเพียงคนเดียวเท่านั้น
         ผมจึงบอกไว้แต่ต้นว่า เมื่อได้ยินข่าวระเบิดลูกล่าสุด “หัวใจคนไทยอย่างผม แทบจะหยุดเต้น” 

 

 

 

         ระเบิดในตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24 ฝั่งตรงข้ามพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ส่งผลให้

 

 

 

เกิดการขยับ สับเปลี่ยน และเคลื่อนกำลังทหารเข้าเสริมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลายจุดเพื่อรักษาความปลอดภัย  โดยเฉพาะในเขตพระราชฐาน และ พระบรมมหาราชวัง
        

 

 

 

 

 

 

ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ และพร้อมที่จะเกิดเหตุไม่ปกติได้ทุกหย่อมหญ้าในแผ่นดินนี้ กระทั่งหน้าพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุอัปมงคลเช่นนี้มาก่อน ก็ยังอุตส่าห์มีผู้บังอาจทำให้เกิดขึ้นได้ 
        

 

 

 

เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศชาติ ตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการทหาร และกองทัพมี     อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  
        

 

 

 

 

 

 

การลอบวางระเบิดครั้งนี้ จึงไม่อาจพินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุผลอันเป็นปกติ
        

 

 

 

ยิ่งรับฟังเพียงคร่าวๆ รับฟังอย่างไม่ใส่ใจ รับฟังอย่างไม่คิด ไม่วิเคราะห์ให้ลึกลงไป  ย่อมจะเป็นภาวะไม่ปกติ อย่างยิ่งของผู้รับฟัง
        

 

 

 

กระทั่งผู้รับผิดชอบ ที่พยายามปิดบัง ไม่ให้ประชาชนได้รับทราบข่าวนี้ ตรงตามข้อเท็จ จริงที่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นภาวะไม่ปกติอย่างยิ่ง
        

 

 

 

 

 

 

ไม่ปกติที่เหตุใดจึงต้องไม่ให้ประชาชนผู้จงรักภักดีทราบข้อมูล
        

 

 

 

ประชาชนคนทั่วไป ไม่มีสิทธิที่จะห่วงใยในหลวง รักในหลวงของเขาเลยหรือ
         หากเปลี่ยนจากพระตำหนักจิตลดารโหฐาน เป็นเหตุระเบิดหน้าบ้านบิดาท่าน

 

 

 

 

 

 

 

 


        

ท่านจะร้อนอกร้อนใจกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้หรือไม่  ยังมีอารมณ์ออกรอบเล่นกอล์ฟ ได้อีกหรือไม่  ท่านจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการติดตามหาตัวคนร้ายหรือไม่ 
        

 

 

 

 

 

 

ความไม่ปกติของเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้ง วัน เวลา สถานที่  
        

 

 

 

ความไม่ปกติของปฏิกิริยาตอบสนองต่อการลอบวางระเบิดของผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ ทั้งกองทัพ และ รัฐบาล
        

 

 

 

ความไม่ปกติของตำรวจ ทหาร ที่ร่วมกันสืบสวนสอบสวนหาผู้วางระเบิด ภายใต้บรรยา กาศบ้านเมืองที่ทหารเป็นใหญ่ 
        

 

 

 

ความไม่ปกติเหล่านี้ มิใช่ผมเพียงคนเดียวที่อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้บังอาจกระทำการครั้งนี้ ต้องไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดา  แต่จะเป็นใครหรือกลุ่มใด นั้น  ผมไม่อาจชี้ขาดได้ 
         เพราะกระทั่ง พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านเมืองนี้  ก็ฟันธงตั้งแต่ยังไม่เริ่มสอบสวนว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

 

 

 

 
        

 

 

 

ท่าทีของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ต่อระเบิดลูกล่าสุดนี้ ผิดแผกแตกต่างจากเมื่อครั้งเกิดเหตุระเบิด 9 จุดในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549  อย่างยิ่ง
        

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ในครั้งนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สามารถระบุได้ในเวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมงหลังเกิดการระเบิด 9 จุด ว่าจากการสอบสวนว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มอำนาจเก่า โดยพุ่งเป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่จนถึงวันนี้ ล่วงเข้าเดือนที่ 5 แล้ว ก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แม้แต่คนเดียว
         แต่ กับระเบิดลูกล่าสุด ที่ฝั่งตรงข้ามพระราชวังดุสิต เมื่อคืนวันฉัตรมงคล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับบอกว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ทั้งยกเหตุผลมาสำทับให้เลิกคาดหวังกับการจับตัวคนร้ายมาลงโทษ ว่า

 

 

 

“เพราะขนาดสหรัฐอเมริกา ที่ว่าแน่ๆ ยังทำอะไรไม่ได้เลย”
        

 

 

 

 

 

 

อะไรเป็นเหตุที่ทำให้กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายก่อเหตุวางระเบิด ในคืนวันฉัตรมงคล ด้อยกว่า เมื่อคืนวันส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2549
         ทั้งๆ ที่ในขณะเกิดเหตุระเบิดเมื่อคืนวันฉัตรมงคล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อยู่ในประเทศไทย  แต่คืนวันส่งท้ายปีเก่า พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อยู่ไกลถึงซาอุดิอาระเบีย

 

 

 

 

 

 

  ทว่าการรับรู้เหตุการณ์  การตอบสนองต่อเหตุการณ์  แตกต่างกันชนิดฟ้ากับเหว
        

 

 

 

 

 

 

 

ภาวะไม่ปกติดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ผมพอจะลำดับความคิดได้ และเป็นเหตุชี้นำให้ผมคิดต่อไปว่า การเคลื่อนไหว โยกย้าย สับเปลี่ยน กำลังทหาร เพื่อปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญๆ ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตามที่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งให้ดำเนินการนั้น  ย่อมไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวกำลังในภาวะปกติ ด้วย
         

 

 

 

 

 

 

 

“การเสริมกำลังทหารทุกจุดทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเขตพระราชฐาน ทั้งนี้พล.อ.สนธิ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการระมัดระวังความปลอดภัยในเขตกรุงเทพฯ ให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเช่น สถานที่ราชการหรือส่วนที่เกี่ยวข้อง กับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งทุกจุดได้ดำเนินการแล้ว”

 

 

 

 

 

 

          ท่าทีและปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุระเลิดลูกล่าสุด ของพล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เช่นนี้เอง ที่ผมบอกว่าเป็นปฏิกิริยาที่ไม่ปกติ เนื่องจาก
         ต้องการปิดข่าวเหตุระเบิดฝั่งตรงข้ามพระราชวัง แต่ต้องการเปิดเผยว่าได้เสริมกำลังทหารเข้าไปถวายการอารักขาในเขตพระราชฐาน และ พระบรมมหาราชวัง แล้ว

 

 

 

 
        

 

 

 

ทั้งยังย้ำด้วยว่า ตามคำสั่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
        

 

 

 

เรื่องใดควรปิด เรื่องใดควรเปิด  หากเป็นภาวะปกติ  ไม่ยากที่จะชี้ขาดได้ 
        

 

 

 

แต่ในภาวะไม่ปกติเช่นนี้ ยากจะหาเหตุผลมาอธิบาย ว่าเหตุใด..
        

 

 

 

เรื่องควรเปิดกลับปิด  และเรื่องควรปิดกลับเปิด
        

 

 

 

 

 

 

นี่จึงเป็นปฏิกิริยาที่ไม่ปกติอย่างยิ่งของทหารบางคนที่อ้างว่าเป็นทหารของพระราชา ที่เหล่าประชาชนปวงข้าบาทในพระองค์ท่าน จะละเลยเพิกเฉยไม่ได้เสียแล้ว 
         ข้อมูลสำคัญที่ผมได้รับจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ซึ่งทำให้ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ต้องกลายเป็นคนไม่ไว้ใจทหาร (บางคน) ไม่วางใจองคมนตรี(บางท่าน) ก็คือหลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง ไม่นานนัก มีการโยกย้ายกำลังทหาร สับเปลี่ยนกำลังพล ครั้งใหญ่ นัยว่าเพื่อล้างบาง ล้างเครือข่ายอำนาจเก่า แต่จากการตรวจสอบในเวลาต่อมา พบว่ามีการโยกย้าย สับเปลี่ยน “ทหารวัง” จำนวนหนึ่งด้วย

 

 

 

  ซึ่งเป็นการโยกย้ายสับเปลี่ยน โดยที่ไม่ได้กราบทูลล่วงหน้า  ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ข้าราชบริพารฝ่ายใน อย่างยิ่ง  
        

 

 

 

แต่ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงคลี่คลายเหตุที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องแต่ความประหลาดใจของข้าราชบริพารฝ่ายใน ได้
         การเกิดเหตุระเบิดในตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24 อันเป็นเหตุนำมาสู่การเสริมกำลังทหารเข้ารักษาเขตพระราชฐาน และพระบรมมหาราชวังเพิ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

ตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 เปิดเผยให้ทราบ จึงเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้เราได้ทราบว่า ขณะนี้มีการเสริมกำลังทหารชุดใหม่ เข้าไปในพระราชวัง ด้วยเหตุผล เพื่อถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว
         จากข้อมูลใหม่ที่ได้รับมา ทำให้ผมหวนกลับรื้อแฟ้มข้อมูลเก่าที่บันทึกไว้ในสมอง ซึ่งได้รับฟังจาก “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”

 

 

 

ท่านเดียวกันนี้ ว่า เมื่อวันที่คณะรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินนั้น คณะรัฐประหารได้บังอาจตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ โดยแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้อง โดยพลการ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และไม่ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต
        

 

 

 

การแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์พ่วงท้ายชื่อคณะรัฐประหาร นี้เองที่ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศ รัฐบาลนานาชาติ เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย สร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างใหญ่หลวง แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครผู้ใดเยียวยา ชดใช้ ชดเชย หรือกระทั่งสำนึกผิดที่ได้กระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ก็หามีไม่ 
         แม้ในเวลาต่อมา คปค. จะแก้ไขชื่อภาษาอังกฤษ ตัดถ้อยคำที่นำไปเกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ออก และ กระทรวงการต่างประเทศ จะทำหนังสือชี้แจงนิตยสารไทม์ ว่า พระมหากษัตริย์ไทย มิได้ทรงเห็นด้วยหรือสนับสนุนกับการรัฐประหาร  ก็ไม่อาจจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน จากการถูกเข้าใจผิดของนานาชาติ อันเนื่องจากการกระทำของคณะรัฐประหาร ได้ทันกับสถานการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น 

 

 

 

 

ในตอนค่ำของวันที่ 19 กันยายน 2549 ประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ก่อนที่จะมีการประกาศยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ของคณะรัฐประหาร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมด้วยกำลังทหารจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้าไปในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อขอพระราชทานพระราชวโรกาสเข้าเฝ้า กราบทูลสิ่งที่คณะรัฐประหาร จะดำเนินการในคืนวันนั้น แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้า

หากยังจำกันได้ วันที่ 19 กันยายน 2549 มีกระแสข่าวการก่อรัฐประหารแพร่สะพัดตั้งแต่ช่วงบ่าย เริ่มหนาหูขึ้นในช่วงเย็น และได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวสายทหารว่า “เป็นจริง” ในช่วงค่ำ ซึ่งตรงกับปากคำที่ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านนี้ บอกไว้คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พร้อมทหารจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าไปในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในช่วงค่ำ

การปรากฎกายของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงค่ำวันนั้น คือ การยืนยันว่า การเริ่มต้นก่อการรัฐประหาร ได้เกิดขึ้นแล้ว

ในค่ำคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5  ยุติการเผยแพร่ภาพรายการปกติ เป็นช่องแรก และออกอากาศรายการเพลงเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่เวลาสามทุ่มเศษ จากนั้นสถานีโทรทัศน์ที่เหลืออีก 5 ช่อง ก็ทยอยยุติรายการปกติ และรับสัญญาณจากสถานี โทรทัศน์ช่อง 5 ทีละช่องๆ ตามลำดับเวลาที่กำลังทหารของคณะรัฐประหาร เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ นั้นๆ รวมไปถึงสถานีดาวเทียมไทยคม อันเป็นการยุติการแพร่ภาพรายการปกติของสถานีโทรทัศน์ทุกแห่งในประเทศไทย และรับสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เท่า นั้น ทั้งฟรีทีวี  ทีวีดาวเทียม  และ เคเบิ้ลทีวี

หากยังจำกันได้ เกือบ 3 ชั่วโมงที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ เพื่อรับฟังบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ และชมภาพพระราชกรณียกิจ ท่ามกลางภาวะสับสน ต้องโทรศัพท์เช็กข่าวกันจ้าละหวั่นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยในคืนวันนั้น  และวันรุ่งขึ้นจะชีวิตคนไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป  

3 ชั่วโมงที่คนไทยทั้งประเทศ รอคอยคำตอบ ในคืนนั้น เป็น 3 ชั่วโมงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เจรจาต่อรองกับบุคคลสำคัญในพระราชวัง เพื่อขอเข้าเฝ้าพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในยามวิกาล

ทั้งๆ ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทราบอยู่แก่ใจตนเอง ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่เห็นด้วยกับการก่อการรัฐประหาร ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยการจัดการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย  และไม่สามารถหาเหตุผลมาโน้มน้าว ให้ทรงเปลี่ยนพระทัยได้  

แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ยังสั่งการให้คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ประกาศแถลงการณ์ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 แล้วสั่งการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน เดินทางเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทันที ในคืนวันนั้น

ส่วนเสียงร่ำลือว่าเกิดเหตุปะทะกันของ “ทหารวัง” กับ “ทหารคปค.” ทำให้มีการสูญเสียจำนวนหนึ่ง ก่อนที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน พร้อมด้วยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะได้เข้าเฝ้านั้น “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านนี้ กล่าวว่าไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ เป็นข้อมูลที่ได้รับฟังมาเช่นกัน ยังมิเคยนำความนี้ไปสอบถามแก่ใคร

เหตุการณ์อันตึงเครียดในพระราชวัง คืนวันที่ 19 กันยายน 2549  มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับปรากฎการณ์เทปบันทึกภาพโทรทัศน์ การเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่สารถรับฟังเสียงได้ชัดเจน ซึ่งเป็นความไม่ปกติอย่างยิ่งของการบันทึกเทปโทรทัศน์ ของสำนักพระราชวัง

หลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง ข่าวสารข้อมูลที่คนไทยในประเทศได้ฟัง แตกต่างจากข่าว สารที่คนไทยในต่างประเทศได้ยิน ชนิดที่ไม่น่าจะเป็นข่าวของประเทศเดียวกัน

กว่าคนไทยทั้งชาติ และคนทั่วโลก จะเข้าใจได้ถูกต้องตรงกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ไม่ทรงโปรด  และไม่ทรงสนับสนุนการก่อการรัฐประหาร และ คณะรัฐประหาร  ก็ต้องล่วงเข้าถึงเดือนที่ 9 หลังการรัฐประหารผ่านพ้นไป จากประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องในวโรกาสวันฉัตรมง คล ที่ปราศจากชื่อนายทหารที่เป็นสมาชิกคมช. และนายทหารที่ร่วมก่อการรัฐประหาร ทั้งหมด รวมตลอดจนถึงภริยา ด้วย

การสับเปลี่ยนกำลังทหาร การเสริมกำลังพล เข้าไปในเขตพระราชฐาน ทั้ง พระราชวังดุสิต และ พระบรมมหาราชวัง จึงเป็นความไม่ปกติที่มีเหตุ และมีที่มาตามลำดับ อย่างมีนัยยะสำคัญต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติอย่างยิ่งนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ และยังไม่อาจคาดคะเนได้ว่าความไม่ปกตินี้ จะดำรงอยู่ในประเทศไทยอีกยาวนานเพียง ใด

ข้อมูลที่ได้รับฟังจากปากคำของ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านนี้ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ มาประกอบ ก่อนที่จะมาเขียนบอกกล่าวแก่ผู้อ่านทุกท่าน

ข้อมูลแรกที่ผมย้อนคิดถึงได้ ก็คือ พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

“…ก็เลยบอกว่าถ้าท่านที่มีหน้าที่ไป ไปดู ไปดูว่าจะต้อง ไม่ใช่ ไม่ใช่คนที่ใน ในพระนคร แต่ว่า เห็นประโยชน์ของการสกัดน้ำไม่ให้ขึ้น ไม่ให้ น้ำไม่ให้กักอยู่ในข้างใน ก็ไปดู ที่ไป เมื่ออาทิตย์ สองอาทิตย์นี่ สมเด็จพระเทพฯ ไป ไปดู แต่มืดนะ มืดแต่ว่าเราต้องไป ตอนที่มืด เพราะมัน เขาไม่เห็น แต่ก็อย่างไรแล้วน่าจะไป ทีนี้งานข้าพเจ้าหมดแล้ว 2 วัน 3 วันนี้ น่าจะหมด ก็จะ จะไปดู กระเพลก แล้วก็ไป แล้วกระเผลก ก็ไป ก็ไปดู ไปดูชายทะเล ว่าเป็นอย่างไร เพราะว่ายังจำเป็นที่จะดู…”
(อ่านพระราชดำรัสในเวบไซต์เครือข่ายกาญจนาภิเษก  http://www.kanchanapisek.or.th/speeches/2006/1204.th.html)

ทรงรับสั่งว่าจะไปดูการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไปดูที่ชายทะเล หลังจากหมดงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งทรงรับสั่งว่า 2-3 วัน หลังจากพระราชทานพระราชดำรัส ก็น่าจะหมด

แต่ทว่าจนถึงวันนี้ นับเวลาต่อเนื่องก็ย่างเข้าเดือนที่ 6 แล้ว ที่ประชาชนชาวไทยไม่ได้รับทราบข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน ประทับแรมพระราชวังไกลกังวล  ซึ่งเป็นพระราชวังชายทะเล ที่ทรงประทับมาโดยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา  ตามการถวายคำแนะนำของคณะแพทย์ เพื่อพักผ่อนพระวรกาย และฟื้นฟูพระพลานามัย

ข้อพึงสังเกตในฐานะประชาชนคนไทยอย่างผม ก็คือ ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ผมได้รับทราบข่าวพระราชสำนัก ทางสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุกระจายเสียงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับและทรงงานต่างๆ ที่พระราชวังไกลกังวล เป็นหลัก การถวายสัตย์ปฏิญาณตนของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล การเข้าเฝ้าของทูตานุฑูต และการพระราชทานพระราชวโรกาสให้บุคคลสำคัญต่างๆ ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เข้าเฝ้า จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่พระราชวังไกลกังวล เป็นส่วนใหญ่

แต่หลังจากคณะรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นการล้มล้างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไปที่ทรงพระราชทานให้ เป็นทางออกของประชาชนชาวไทย และล้มล้างพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเมืองในแนวทางสันติวิธีและยึดถือระบอบประชาธิปไตย เป็นหลัก    

ผมก็ไม่เคยได้รับข่าวสารว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานที่ใดอีกเลย ข่าวพระราชสำนักที่ได้รับชมทางโทรทัศน์ ทำให้ได้เห็นว่าทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงพอ ที่จะทรงงาน และประกอบพระราชกรณียกิจ ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชพิธีวันฉัตรมงคล ที่ผ่านมา ประชาชนที่ได้ชมภาพจากสถานีโทรทัศน์ ก็คงจะเห็นเช่นเดียวกันกับผมว่า ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง

ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ เห็นภาพทรงประกอบพระราชพิธีวันฉัตรมงคลแล้ว ก็มีความปลาบปลื้มปีติเช่นเดียวกับผมไม่ได้ ที่ได้เห็นกับตาตัวเองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง เป็นปกติแล้ว

ความเชื่อดังว่า ทำให้ผมอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า เหตุจากพระพลานามัยไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน หรือ ทรงงานตามพระราชประสงค์ แล้วด้วยเหตุอันใดกันเล่า ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงเสด็จแปรพระราชฐาน พักผ่อนพระวรกาย ฟื้นฟูพระพลานามัย ที่พระราชวังไกลกังวล ดังที่เคยเป็นมาในห้วงเวลา 4- 5ปีก่อน

คิดถึงตรงนี้ ก็ต้องรื้อค้นข้อมูลชุดหนึ่งที่บันทึกอยู่ในแฟ้มด้านในค่อนข้างลึกของสมองตัวเอง จึงนำมาบอกกล่าวสู่กันฟัง เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการคิดอ่านสถานการณ์บ้านเมือง ก่อนที่จะเชื่อคำพูดของใครและใคร

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 ทหารหนุ่มคณะหนึ่ง นำโดยพ.อ.มนูญ รูปขจร และ เพื่อนนายทหารร่วมรุ่น จปร.7 ได้นำกำลังทหาร 42 กองพันทั่งประเทศ ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

หากนับจำนวนรถถัง กำลังทหาร  อาวุธปืน ตลอดจนการครอบครองสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการรัฐประหาร  ก็เป็นที่ยอมรับของทหารส่วนใหญ่ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี สูญเสียอำนาจการปกครองแผ่นดิน และหมดสิ้นวาสนาได้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้ว นับแต่ 1 เมษายน 2524 หลังจากที่เพิ่งเป็นนายก รัฐมนตรี ได้เพียง 1ปี

แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หาได้คิดยอมแพ้เช่นที่หลายคนคิดไม่ แผนการกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนิน ยังกองทัพภาคที่ 2 จึงบังเกิดขึ้น

ณ กองทัพภาคที่ 2 นั้นเอง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ต่อสู้กับคณะรัฐประหาร ด้วยการออกประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ทรงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และทรงสนับสนุนรัฐบาลที่มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป

ประชาชนคนไทยทั้งชาติ ทั้งแผ่นดิน เมื่อได้ทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์  ประทับอยู่ที่กองทัพภาคที่ 2 ซึงเป็นกองบัญชาการต่อต้านการรัฐประหาร ก็พากันต่อต้านคณะรัฐประหาร คัดค้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคณะทหารหนุ่มที่นำโดยนายทหาร จปร.7 ทันที

ด้วยเดชะพระบารมี และ พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ณ กองทัพภาคที่ 2 นั้นเอง ส่งผลให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีชัยเหนือคณะรัฐประหาร และเป็นนายกรัฐมนตรีติดต่อกันมาจนถึง ปี 2531 หรือ อีก 7 ปีเศษ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ วางแผนเพื่อเอาตัวรอด ให้ได้ชัยชนะเหนือคณะรัฐประหาร ด้วยการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ในภาวะที่ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง ในฐานะนายกรัฐมนตรี

แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กลับกระทำ ด้วยความยินดีและเต็มใจยิ่ง

หากเหตุการณ์ในวันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พ่ายแพ้ ต่อคณะรัฐประหาร  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะรับผิดชอบอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประชาชนทั้งชาติ ที่ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของทหาร 2 กลุ่ม

แผนการต่อสู้กับคณะรัฐประหาร โดยอาศัยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยใช้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว เมื่อปี 2524 จะเป็นต้นธารความคิดของคณะรัฐประหาร ในปัจจุบัน ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้สนับสนุน ในการวางแผนสกัดกั้นหรือต่อต้านการรัฐประหาร ในพ.ศ.นี้ หรือไม่ ยังไม่มีผู้ยืนยัน

แต่หากพิจารณาเหตุการณ์ในอดีต กับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว อดคิดไม่ได้ ว่าทหารพระราชา กำลังถวายการอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระองค์ท่าน หรือ กำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีต่อลาภยศตำแหน่งที่รออยู่เบื้องหน้า เมื่อภารกิจสำคัญยิ่งยวดของ คมช. บรรลุความมุ่งหมาย

ความคิดของผม ที่นำเสนอมานี้ ไม่ใช่ความคิดที่ลอยอยู่บนอากาศ ขาดจากเหตุผลยึดโยง ทุกครั้งที่ผมเขียน ผมต้องมีหลักฐานมาสนับสนุนความคิด และ การวิเคราะห์ของผม เสมอ

การเขียนบทวิเคราะห์ “จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 5 พฤษภาคม 2550 สัญญาณอันตรายถึงไทยทั้งชาติ” ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมย่อมต้องมีหลักฐานมานำเสนอ เพื่อประกอบให้เห็นว่าเหตุใดผมจึงหวาดระแวงทหารบางนาย บางกลุ่ม บางเหล่า

กระทั่งคิดไปว่าทหารเหล่านั้น มิได้จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ จริงดังปากว่า จึงกระทำการอันบังอาจ และไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งเป็นการเขียนบทวิเคราะห์ที่ค่อนข้างเครียดและใช้ความพยายามเรียบเรียงอย่างรัดกุมที่สุดทุกบรรทัด ทุกวรรค ทุกตัวอักษร เนื่องเพราะไม่ต้องการใช้อคติส่วนตน ซึ่งผมยอมรับแต่ต้นว่า “มี” มาผสมผสานปนเปในบทวิเคราะห์ ทำให้ถูกตำหนิได้

หลักฐานที่ผมจะเปิดเผยให้ได้ชม ได้ทราบ ในครั้งนี้  อาจจะไม่ใช่พยานหลักฐานตรงกับบทวิเคราะห์ของผมแบบ 100 % แต่จากหลักฐาน ที่ผมได้รับมานี้ สามารถอธิบายวิธีคิด ที่นำมาสู่วิธีปฏิบัติ ของคณะรัฐประหาร ได้เป็นอย่างดี

          โดยเฉพาะ แนวคิดการถวายอารักขาแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ

          หลักฐานที่ผมว่า ก็คือ แผนปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในวันที่ 20 กันยายน 2549

แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ต้องร่นเวลาการปฏิบัติ การตามแผน เป็น คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เร็วขึ้น 1 วัน

ก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับถึงประเทศไทย ในตอนเช้าของวันที่ 20 กันยายน 2549

เพราะหากไม่ปฏิบัติตามแผนในวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้ว รอจนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับถึงประเทศไทย  ก็จะไม่มีโอกาสที่ได้ปฏิบัติการอีกแล้ว

แผนปฏิบัติการที่ว่านี้ คือ แผนการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นกำลังหลักในการยึดอำนาจ ก่อการรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีพล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น เป็นผู้บัญชาการแผนปฏิบัติการ หรือ แผนการยึดอำนาจฉบับนี้

รายละเอียดของแผนปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 หรือ แผนยึดอำนาจ (ตามความเข้าใจของผม) บอกไว้ทั้งหมด ว่าจะเคลื่อนกำลังทหารหน่วยไหน เข้ายึดพื้นที่ใด และ แนวทางปฏิบัติเป็นเช่นไร หากถูกประชาชนสอบถาม ให้ตอบว่าอย่างไร ก็มีไว้เป็นแนวทางให้ท่องจำ

แผนปฏิบัติการ หรือ แผนยึดอำนาจของกองทัพภาคที่ 1 ฉบับนี้ ทำให้ต้องย้อนไปถึงคำพูดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน 7 วันก่อนที่จะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า “จะไม่มีการปฏิวัติ” และ การตอบคำถามของนักข่าวที่ว่า “ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ใช้เวลาคิดเพียงแค่ 2 วันก็ลงมือเลย” เป็น เรื่องโกหกระดับชาติ กระทั่งระดับโลก ของนายทหารที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย ต่อประชาชนคนไทยทั้งชาติ และต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ และรัฐบาลนานาชาติ ทั่วโลก อย่างน่ารังเกียจ

หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า คงไม่มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 1 ออก มาปรากฎต่อสายตาประชาชนเช่นนี้ เป็นแน่แท้

          อีกทั้งยังทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ “จ่ายักษ์” ที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า หากแผนการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้มเหลว แผนการขั้นต่อไป ก็คือการปฏิวัติ ซึ่งเหตุการณ์ในลำดับชั้นต่อมา เป็นจริงดังที่ “จ่ายักษ์” บอกไว้ทั้งหมด แต่สื่อมวลชน และนายทหารใหญ่ทั้งหลาย กลับบอกว่า “จ่ายักษ์” เป็นคนบ้า

          แต่วันนี้ เหตุการณ์ที่ผ่านไปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คำพูดของ คนบ้าอย่าง “จ่ายักษ์” ในสายตาของสื่อมวลชน มีความน่าเชื่อถือ กว่าคำพูดของ คนบ้าอำนาจ อย่างพลเอกสนธิ มากมายเพียงใด

          แผนปฏิบัติการลักษณะนี้  เป็นแผนที่ต้องนำเข้าที่ประชุม เพื่อชี้แจงให้กำลังพลหน่วยต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแผนยึดอำนาจ ได้รับทราบและเข้าใจตรงกันไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่จุดเดียว ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะเกิดสงครามขึ้นในพวกเดียวกันเองได้

          การตรวจสอบเอกสารฉบับนี้ ว่าจริงหรือเท็จ ไม่ยากแต่อย่างใด เลย ท่านผู้อ่านที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในเขตหรือย่านพื้นที่ที่ถูกระบุไว้ในแผนปฏิบัติการ สามารถที่จะยืนยันได้ว่าวันที่ 19-20 กันยายน 25549 มีทหารไปควบคุมพื้นที่ตามที่ระบุไว้ในแผนจริงหรือไม่

          ทุกจุด ทุกพื้นที่ ที่ถูกระบุไว้ในแผนปฏิบัติการ ล้วนเป็นพื้นที่สำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์ และกระทั่งวันนี้ หลังเกิดเหตุระเบิดตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24 เราก็ได้เห็นการเคลื่อนกำลังทหารออกมาประจำการตามจุดพื้นที่ต่างๆ ที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

          แต่สำหรับผม ติดใจ และ ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการชี้แจงไม่ได้  ก็คือ

          1. คำว่า “จุดศูนย์ดุล”ที่ปรากฎในแผนปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 หมายถึงพื้นที่ใด

2.การส่งกำลังทหารไปควบคุม พระราชวังดุสิต และพระตำหนักจิตรลดา มีวัตถุประสงค์เช่นไร  ในเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ทรงเกี่ยวข้องกับการเมือง

3.พระราชวังดุสิต และพระตำหนักจิตรลดา เกี่ยวข้องอย่างไรกับแผนการยึดอำนาจ และโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

4.การควบคุมพระราชวังดุสิต และ พระตำหนักจิตรลดา ตามแผนปฏิบัติการ มีการดำเนินการอย่างไร

5. ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับฟังแบบบอกต่อๆ กันมา เกี่ยวกับการสูญเสีย “ททารวัง” จำนวน 14-17 นาย เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการนี้ด้วยหรือไม่ 

 พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังดุสิต และพระตำหนักจิตรลดา ดังที่ปรากฎในแผน ปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 นี้เอง ที่ทำให้ผม “หัวใจแทบจะหยุดเต้น เมื่อได้ยินข่าวระเบิดในตู้โทรศัพท์ ปากซอยราชวิถี 24”

เพราะอีกฝั่งหนึ่งของซอยราชวิถี 24 คือ พระราชวังดุสิต และ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

เพราะบริเวณพระราชวังดุสิต และ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ยังคงอยู่ในความควบคุมของทหาร กองทัพภาคที่ 1 มาตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงขณะนี้

เพราะบริเวณพระราชวังดุสิต และ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นบริเวณที่ไม่เคยเกิดเหตุร้ายเช่นนี้มาก่อน

เพราะบริเวณพระราชวังดุสิต และ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยทุกคน 

เพราะระเบิดลูกนี้ เป็นระเบิดที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ระบุว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ที่จะจับตัวคนร้าย ผู้บังอาจลอบวางระเบิดในพื้นที่สำคัญของประเทศได้

เพราะระเบิดลูกนี้ เป็นระเบิดที่ข่มขวัญคนไทยทั้งชาติ ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ยากดีมีจน คุณก็มีโอกาสที่จะถูกระเบิดได้ หากว่าคุณไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐประหาร และต่อต้านคมช.

ผมเรียบเรียงความคิด บรรยายเป็นตัวอักษรให้ท่านได้อ่านกันถึงตอนนี้  ไม่อยากจะคิดต่อไป ว่าจะมีเหตุไม่ปกติ เกิดขึ้นในประเทศไทย อีกกี่ครั้ง ภายใต้การปกครองของคณะเผด็จการทหาร

กระทั่งฝั่งตรงข้ามของพระราชวัง สถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่ปลอดภัย และเกิดเหตุไม่ปกติได้

แล้วพื้นที่แห่งหนตำบลใดในแผ่นดินนี้ ที่จะปลอดภัย สำหรับคนไทยผู้รักประชาธิปไตย อีกเล่า

กระทั่งพระราชวัง และ พระตำหนัก ยังถูกจัดเป็นพื้นที่ควบคุม ที่ต้องมีกำลังทหารประจำการในสถานการณ์ ปล้นอธิปไตย ช่วงชิงอำนาจการเมือง 

แล้วพื้นที่แห่งหนตำบลใดในแผ่นดินนี้ ที่จะไม่ถูกควบคุม ยึดกุมไว้ในมือทหาร จนกว่าคณะรัฐประหาร จะมั่นใจว่า “เบ็ดเสร็จ” และ “เด็ดขาด” ดังใจหมายแล้ว

สภาพเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมขึ้นชื่อหัวเรื่องงานชิ้นนี้ว่า

“จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 5 พฤษภาคม 2550 สัญญาณอันตรายถึงไทยทั้งชาติ”

เนื่องเพราะ ทั้ง “ฟ้า” และ “ดิน” ล้วนทั้งสิ้นอยู่ในมือเผด็จการที่มัวเมาอำนาจ

ดังนั้น นับจากสิ้นเสียงกัมปนาทแห่งอานุภาพระเบิดลูกล่าสุด ที่ปากซอยราชวิถี 24 แล้ว ไทยทุกคนจะประมาท ไม่ได้แม้แต่พริบตาเดียว

สัญญาณอันตรายที่สุด ถูกส่งมาจากบุคคลที่ไม่หวังดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้วครับ

ขอเชิญทุกท่านย้อนกลับไปชม แผนปฏิบัติการยึดอำนาจของกองทัพภาคที่ 1 ด้านบน  พร้อมๆ กัน ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็ขอเชิญแลกเปลี่ยนกันนะครับ

          ขอความกรุณานำเสนอความคิดห็นด้วยความสุภาพ มีเหตุผล ไม่หยาบคาย นะครับ จักเป็นพระคุณยิ่ง

ช่วยกันรักษาความสุภาพ และความมีคุณภาพ ให้กับ Hi-thaksin

ด้วยครับ

 

        
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: