จากเงื่อนไขของ บรรหาร ถึง สมัคร ที่ประชาชนรอฟังคำตอบ

           ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ต้องผิดหวัง

           ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนอันมั่นคง และมีความกล้าหาญที่จะเดินหน้าตามแนวทางและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และประชาธิปไตย ด้วยความแน่วแน่ ไม่โอนเอนไปตามกระแส และข้อเรียกร้อง ตลอดจนเงื่อนไขของทาสรับใช้เผด็จการ

           ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เข้มแข็ง และ เป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งได้ด้วยมือของประชาชนที่สนับสนุน และปลอดภัยได้ด้วยพลังของประชาชนที่พร้อมจะเป็นผนังทองแดงกำ แพงเหล็ก และเกราะคุ้มครองป้องกันภัยให้ มิใช่แข็งแกร่งเพราะการเข้าร่วมรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา และมิใช่ปลอดภัยด้วยมือ 39 มือของพรรคชาติไทยที่ยกให้ในสภาผู้แทนราษฎร

           ผมเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช รู้ดีว่าการที่รัฐบาลจะอยู่ได้ มิใช่เพราะจำนวนมือของส.ส. หากแต่เป็นมือของประชาชน ที่เพิ่งกากบาทลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

           ผมจึงเชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนที่เลือกคุณสมัครเป็นนายกรัฐ มนตรี ต้องผิดหวัง

           ผมไม่รู้ว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชนคิดเห็นอย่างไรกับเงื่อนไข 5 ข้อของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

           แต่ สำหรับผม ในฐานะกองเชียร์ของนายสมัคร และ พรรคพลังประชาชน มีความคิดเห็นที่จะบอกกับคุณสมัคร และ พรรคพลังประชาชน เพียงประการเดียว ก็คือ

           “รับไม่ได้ และไม่คิดว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะยอมรับนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล หลังจากได้รับฟังเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ ”

           ผมมีเหตุผลของผมที่จะอธิบายสนับสนุนว่า ทำไมผมจึงรับไม่ได้ และคิดว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ไม่ควรจะยอมรับนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ดังนี้

           1. ประชาชนทั่วประเทศ รับทราบอยู่แล้วว่า พรรคพลังประชาชน มีคำขวัญว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นหัวหน้พารรคการเมืองที่เข้าแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จึงย่อมทราบดีถึงคำขวัญนี้ของพรรคพลังประชาชน จึงไม่มีเหตุผลที่จะมายื่นเงื่อนไขให้พรรคพลังประชาชน รับปากว่า “จะต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะล่วงละเมิดมิได้ และจะต้องทำความกระจ่างให้ชัดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่สูงสุด”

           ไม่มีคนไทยคนใดทั้งที่อยู่บนแผ่นดินไทย และแผ่นดินอื่น จะไม่จงรักภักดี และเทิดทูนพระมหากษัตริย์

           หรือนายบรรหาร คิดว่ามี และ อยู่ในพรรคพลังประชาชน ก็ขอให้ชี้ตัวมาได้เลย

           นายบรรหาร ตั้งใจพูดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า พรรคพลังประชาชนอาจจะตั้งรัฐบาลที่ไม่จงรัก ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือนำคนที่ไม่จงรักภักดีมาร่วมรัฐบาล ด้วย และหากไม่รับเงื่อนไขข้อนี้ ของพรรคชาติไทย ก็เท่ากับว่ารัฐบาลที่จะตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลที่ไม่จงรักภักดี

           ในฐานะผู้ฟัง ต้องบอกตรงๆ ว่าเงื่อนไขของนายบรรหาร ข้อนี้ เป็นข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวและติดเชื้อโรค “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” มาจากพรรคประชาธิปัตย์ และใช้วิธีการเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เพิ่งถูกศาลสั่งจำคุก และ ชี้ว่ามีพฤติกรรมแอบอ้างใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำร้ายคนอื่น นั่นเอง

           ต้องถามว่า นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไขข้อนี้ เพราะไม่ไว้ใจนายสมัคร สุนทรเวช ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี หรืออย่างไร หรือ เห็นว่ามีใครในพรรคพลังประชาชนไม่จงรักภักดี

           เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ไว้ใจ ไม่วางใจ ไม่เชื่อใจ นายบรรหาร ก็ไม่ควรจะนำพรรคชาติไทยมาร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยไม่ต้องตั้งเงื่อนไขต่างๆ มากมายเช่นนี้ และไม่ใช่ไม่ควรร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ต้องทำลายรัฐบาลของนายสมัคร และดำเนินการเพื่อหาทางยุบพรรคพลังประชาชน เสียด้วย

           นายบรรหาร เองก็รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำหลายคนในพรรคไทยรักไทย ที่มาอยู่ในพรรคพลังประชาชน เคยถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กล่าวหาก็ถูกศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว จากคดีที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย ฟ้อง และมีอีกหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

           คณะรัฐประหาร ก็อ้างเหตุก่อการรัฐประหารยึดอำนาจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่จงรักภักดี แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง

           ดังนั้นข้อกล่าวหาเรื่องนี้ เป็นข้อกล่าวหาที่ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวอย่างมากในทางการเมือง และเป็นการจุดประเด็นขึ้นมา เพื่อเปิดทางให้มีการกล่าวหาให้ร้ายพรรคพลังประชาชน ว่าสืบทอดแนวคิดไม่จงรักภักดี ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาจากอดีตพรรคไทยรักไทย

           นายบรรหาร ต้องการให้นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ทำอย่างไร ทำขนาดไหน จึงจะ “กระจ่างชัด” ว่าพรรคพลังประชาชน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด ต้องทำแบบที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำตราสัญญลักษณ์ของตัวเองเหมือนเหรียญกษาปน์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ หรือ ต้องให้มีคนหมอบกราบ เมื่อเดินผ่านเช่นที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิบัติอยู่เป็นประจำหรือไม่

           การแสดงคำขวัญของพรรคพลังประชาชน ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังไม่กระจ่างชัดเพียงพออีกหรือ ?

           อันว่า ความจงรักภักดี นั้น มิใช่วัดกันด้วยคำพูด แต่ต้องพิจารณากันที่การกระทำ และพฤติกรรมที่แสดงออก ว่า ใครคือผู้จงรักภักดีแท้จริง ใครคือผู้จงรักภักดีจอมปลอม

           ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช คนที่นายบรรหาร เรียกร้องให้แสดงความ “กระจ่างชัด” ว่าจงรักภักดี กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คนที่นายบรรหาร หลงเชื่อหัวปักหัวปำว่าจงรักภักดี นั้น ไม่ต้องวัดกันมากว่าใครจงรักภักดีกว่ากัน เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยชี้ไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วว่า นายสมัคร คือ ของแท้ แต่ พล.อ.เปรม เป็นของปลอม

           เพราะฉะนั้น หากนายบรรหาร ไม่ไว้วางใจพรรคพลังประชาชน ว่าเป็นพรรคที่จงรักภักดี ถึงขนาที่มาเรียกร้องให้แสดงให้ “กระจ่างชัด” ว่าจงรักภักดี ก็เลิกคิดที่จะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ไปเลียดีกว่า

           ในขณะเดียวกัน หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับเงื่อนไขนี้ของนายบรรหาร และ พยายามทำให้ “กระจ่างชัด” ว่าเป็นผู้จงรักภักดี ก็แสดงว่ายอมรับว่ามีพฤติกรรม และการกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นสงสัยและเคลือบแคลงได้ว่า ไม่จงรักภักดี จนต้องมาแสดงให้นายบรรหาร ดู เพราะต้องการให้นายบรรหาร นำพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล

           ในฐานะประชาชน ผมอยากจะบอกว่า ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชน ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ต่อพรรคพลังประชาชนเลย จึงไม่เหตุอันใดที่จะต้องนำนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการแสดงว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่มีความจงรักภักดี แต่ถ้าไม่มีนายบรรหาร และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล แสดงว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่จงรักภักดี

           การสร้างตรรกะเช่นนี้ของนายบรรหาร ไม่ได้แตกต่างจากที่นายสนธิ เคยทำด้วยการใส่เสื้อสีเหลืองมีข้อความว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มาขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และศาลชี้ว่าผิด เป็นการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

           นายบรรหาร ทำในรูปแบบเดียวกับนายสนธิ คือ หากรับนายบรรหาร ร่วมรัฐบาล แสดงว่าจงรักภักดี หากไม่รับ แสดงว่าไม่จงรักภักดี เป็นวิธีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มาอิงแอบแนบชิดกับพรรคชาติไทย เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคชาติไทย เป็นการดึงสถาบันพระ มหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง และใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเงื่อนไข การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทย

           คำถามที่ผมมีต่อนายบรรหาร ก็คือว่า เหมาะควรแล้วหรือที่กระทำการเช่นนี้ ในเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง

           เหตุใด นายบรรหาร และพรรคชาติไทย จึงนำพระองค์ท่านมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อประ โยชน์ของตนเอง

           พฤติกรรมของนายบรรหาร และพรรคชาติไทย ต่างหากคือ พฤติกรรมของผู้ไม่จงรัก ภักดี ที่สมควรถูกประณามและกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง ไม่สามารถละเว้นที่จะดำเนินคดีได้

           ผมจะรอดูท่าทีของพรรคพลังประชาชน ผมจะรอฟังคำตอบของนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะรับพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ และมีเหตุผลใดจึงทำตามที่นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไข

           2. “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลายและเป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งตรงนี้เราต้องรักษาไว้ และเราจะต้องไม่ก้าวล่วง”

           เงื่อนไขข้อนี้ ของนายบรรหาร ดูจะเป็นเงื่อนไขเฉพาะตัวของนายบรรหาร เพียงคนเดียว ไม่ใช่ของคนทั้งประเทศ

           อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่ยอมรับ และรับไม่ได้ อีกทั้งไม่เคารพ ไม่เทิดทูน ไม่คิดว่าพล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษสูงสุด และเคยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่หยุดตรวจสอบพฤติกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

           แม้แต่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ก็ต้องขุดเบื้องหลังมาตรวจสอบกัน และต้องตรวจสอบให้หนักและลึกกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยขุดศพเตี่ยนายบรรหาร มาตรวจสอบสัญชาติ และวันเดินทางมาถึงแผ่นดินสยาม หลายเท่า

           พล.อ.เปรม เป็นคนที่นายบรรหาร เคารพมา 30 ปี ก็เป็นเรื่องของนายบรรหาร ประชาชนไม่เกี่ยว ในฐานะประชาชนที่ร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผมยืนยันอีกครั้งว่าพล.อ.เปรม คือ ศัตรูตัวสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ที่จะต้องตายจากกันไปข้าง ไม่สามารถอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้

           ประชาชนที่ถูกรุมกระหน่ำตีหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ จากคำสั่งของจอมเผด็จการเลือดเย็น ไม่มีวันที่จะเคารพพล.อ.เปรม ได้ และนายบรรหาร ไม่มีสิทธิที่จะมาอ้างประชาชนทั่วประเทศ เคารพพล.อ.เปรม

           ประธานองคมนตรี เป็นตำแหน่งที่ควรค่าแก่การเคารพ แต่หากบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งมีพฤติกรรมที่ไม่ควรค่าแก่การเคารพ จะบีบบังคับกันอย่างไร ก็ไม่มีวันได้รับการเคารพจากประชาชน และไม่เหตุอันใดที่จะต้องรักษาบุคคลนั้นไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุอันใดที่จะก้าวล่วงไม่ได้

           นายบรรหาร อาจจะเห็นพล.อ.เปรม เป็นมากกว่าประธานองคมนตรี เป็นเจ้าเหนือหัว เป็นเจ้าชีวิต ของตนเองและพรรคชาติไทย ก็เห็นไป แต่ประชาชนไม่ได้เห็นเช่นเดียวกับนายบรรหาร

           ก็เหมือนกับที่นายบรรหาร เห็นจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้มีพระคุณเหลือล้นท้นท่วมหัวของตนเองและตระกูลศิลปอาชา ในฐานะที่เป็นผู้ให้สัมปทานนายบรรหาร วางท่อประปาทั่วประเทศ และผูกขาดขายสารส้มให้แก่การประปาทั่วประเทศ

           แต่ประชาชนกลับเห็นว่า จอมพลประภาส เป็น “ทรราชย์” เป็น “จอมเผด็จการ” เป็น “ทหารโกงชาติกินแผ่นดิน” นายบรรหาร จะมาบอกให้ประชาชนเคารพ และก้มกราบแทบเท้า จอมพลประภาส เหมือนกับที่ตัวเองทำ คงไม่ได้ และไม่มีวันที่ประชาชนจะก้มกราบ หรือแม้แต่เคารพ จอมพลประภาส ทรราชย์ ของแผ่นดิน เป็นผู้มีพระคุณเหมือนนายบรรหาร ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

           เฉกเช่นเดียวกัน นายบรรหาร จะบังคับให้คนอื่นเห็นพล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษสูงสุดและเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การเคารพ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ที่ไปลงคะแนนเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าหาได้น้อยคนที่จะเห็นพล.อ.เปรม เป็นอื่นไปได้ นอกจากจอมเผด็จการผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ทำร้ายประชาชน และขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากประเทศไทย อันเป็นต้นเหตุ ให้เกิดวิกฤติพินาศฉิบหายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในขณะนี้

           ที่จะลืมไม่ได้ ก็คือ พล.อ.เปรม เป็นคนที่สั่งให้นายบรรหาร บอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน และบิดเบือนพระราชดำรัส แอบอ้างรับสั่งในหลวง ชี้นำศาลให้สั่งการเลือกตั้ง 2 เมษายน เป็นโฆะ และจำคุกกกต. 3 คน เพื่อล้มการเลือกตั้งให้ได้ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

           ในขณะที่ นายบรรหาร มองเห็นพล.อ.เปรม เป็นบุคคลผู้จงรักภักดี เป็นข้าในพระองค์ผู้ซื่อสัตย์ แต่ ประชาชนอย่างผมกลับมองเห็น พล.อ.เปรม เป็นก้อนกรวดในรองพระบาท ที่สร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทุกเช้าค่ำ

           ผมไม่เชื่อว่า นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร ได้ ไม่เช่นนั้นนายสมัคร คงต้องเดินสายเลียน้ำลาย และคำเรียกขาน “อีแอบผมขาว” ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กลับคืนลงคออย่างน่าสงสาร

           หากนายสมัคร และ พรรคพลังประชาชน ยอมรับและเคารพ เทิดทูน “อีแอบผมขาว” และสำนึกว่าได้ทำผิดต่อ “อีแอบผมขาว” จนไม่กล้าที่จะก้าวล่วง เพราะกลัวว่าพรรคชาติไทย จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลแล้วล่ะก็

           ประดาบ กับ นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็จะต้องยืนกันคนละข้าง เพราะถือว่า จุดยืน อุดมการณ์ และเป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศไทย และประชาชน ของเราแตกต่างกัน ทั้งนี้นับแต่วันที่พรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล

           ในความคิดของผม และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่อยู่ในพระราชฐานะที่จะก้าวล่วงฟ้องร้องไม่ได้

           จึงได้แต่แปลกใจว่าเหตุใด นายบรรหาร จึงยกย่องให้พล.อ.เปรม อยู่ในฐานะที่ก้าวล่วงไม่ได้ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน

           หรือว่า นายบรรหาร มองเห็นพล.อ.เปรม เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปเสียแล้ว

           หรือว่า นายบรรหาร ไม่ได้อยู่ในราชวงศ์จักรี เช่นเดียวกับผม หากแต่อยู่ในราชวงศ์ติณสูลานนท์ จึงมีความจงรักภักดี และห่วงใยพล.อ.เปรม มากมายขนาดนี้ ?

           คำกล่าวของนายบรรหาร ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพมา 30 ปี ต้องผิดหวัง ก็เห็นกันแล้วว่าผู้ใหญ่คนนั้นเป็นใคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนายบรรหาร

           Hi-thaksin เคยบอกไว้ว่าเลือก บรรหาร ศิลปอาชา จะได้ ป.สี่เสา หรือ เปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่า “จริง”

           ในฐานะประชาชนผู้ลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน ผมอยากให้ นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ทบทวนเหตุการณ์ในอดีตก่อนจะมาถึงวันนี้ วันที่พรรคพลังประชาชนชนระการเลือกตั้ง ว่า มีความยากลำบากเพียงใด จากการบงการของพล.อ.เปรม โดยมีนายบรรหาร เป็นลูกมือ ตั้งแต่ ยุให้นายสนธิ ก่อม็อบ ยุพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงเลือกตั้ง ยุให้ทหารรัฐประหาร ยุให้ยุบพรรคไทยรักไทย หาเรื่องให้ยุบพรรคพลังประชาชน หาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

           แต่มาถึงวันนี้ วันที่ประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเผด็จการ และพรรคการเมืองที่รับใช้เผด็จการ

           หากพรรคพลังประชาชน จะรับพรรคชาติไทย ที่อิงแอบกับจอมเผด็จการอย่างพล.อ.เปรม มาร่วมรัฐบาล พร้อมกับเงื่อนไข ต้องเคารพ และเทิดทูน ห้ามก้าวล่วง พล.อ.เปรม ได้

           ผมก็เห็นทีจะยอมรับพรรคพลังประชาชนไม่ได้ เพราะ จนวันตายผมก็ไม่เคารพ พล.อ.เปรม

           ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนเทรเวช จะไม่ทำให้ผมและประชาชนทุกคนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนต้องผิดหวัง

           ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช คงไม่ได้แกล้งเป็นศัตรูกับ “อีแอบผมขาว” เพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนให้มาลงคะแนนแก่พรรคพลังประชาชน

           ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้หลอกลวงประชาชน หรือ เล่นลิเกให้ผมดู ว่ามีความแค้นกับ “อีแอบผมขาว” ต่อเมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ก็มาเฉลยว่าที่ผ่านมาทั้งหมดบนเวทีหาเสียงและหน้าจอโทรทัศน์ เป็นเพียงการแสดงทางการเมืองเพื่อหาคะแนนนิยม เท่านั้น

           ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่คนเช่นนั้น

           3. นายบรรหาร ตั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ว่า “จะต้องไม่มีการล้างแค้นซึ่งกันและกันสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรจะลืมเพราะหากมีการล้างแค้นเกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดการล้างแค้นไม่สิ้นสุดและไม่สามารถหาข้อยุติได้”

           ผมตั้งข้อสงสัยกับนายบรรหาร กลัวว่าพรรคพลังประชาชนจะไปล้างแค้นใคร ที่เป็นผู้มีพระคุณกับนายบรรหาร อย่างนั้นหรือ

           ที่ผ่านมาตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งจนถึงวันนี้ พรรคพลังประชาชนประกาศทุกเวทีหาเสียงว่า จะทำทุกอย่างเพื่อความปรองดอง และความสมานฉันท์ของคนในชาติ

           คงมีแต่ คณะรัฐประหารเท่านั้น ที่แบ่งแยกประชาชนออกเป็นขั้ว เป็นข้าง แล้วก็ยุแหย่ให้ปะทะกันเอง จนเกิดความแตกแยกอย่างหนัก

           ผมตั้งข้อสังสัยว่า นายบรรหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแค้นขึ้นหรือไม่ จึงกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วยหากว่ามีการล้างแค้นกัน

           แต่สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้ก็คือว่าการดำเนินการเอาผิด และลงโทษคนกระทำความผิดตามกฎหมาย ย่อมจะไม่ใช่การล้างแค้น หากแต่เป็นการรักษาคสามศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และเป็นการสร้างบรรทัดฐานของบ้านเมือง ว่าผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษ

           ผู้ที่ทุบตีทำร้ายประชาชนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ย่อมต้องได้รับโทษ ไม่ใช่ได้รับรางวัล

           ผู้ทุจริตคอรัปชั่นงบราชการลับ ในระหว่างการรัฐประหาร ผู้ทุจริตคอรัปชั่นงบประมาณแผ่นดินจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ผู้ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่น ผู้บริสุทธิ์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย

           ไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย และกระบวนการยุติธรรมไทย ว่า เมื่อเข้าสู่สถานการณ์พิเศษของบ้านเมือง กฎหมายจะถูกยกเว้น ผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ต้องได้รับโทษ คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็กลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

           หากเป็นเช่นนี้ ประเทศชาติคงวุ่นวาย และเมื่อใครอยากทำอะไรตามใจชอบ ไม่อยากอยู่ใต้กฎหมาย ก็จะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์พิเศษที่ต้องยกเว้นการใช้กฎหมายอยู่เรื่อยไป

           ผมเชื่อมั่นว่า นายสมัคร สุนทรเวช และ พรรคพลังประชาชน ที่ประกาศนโยบายฝันร้ายจะหาย ไป ความสุขจะกลับมาสู่ประชาชน จะไม่ละเลยและละเว้นที่จะนำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและกระบวน การยุติธรรมกลับคืนมา เพราะความสุขของประชาชนที่หายไป ก็เนื่องจากการกระทำของผู้มีอำนาจที่ไม่เคารพกฎหมาย

           แน่นอนว่า การนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง ย่อมจะทำให้ผู้มีอำนาจที่ละเมิดกฎหมาย เสียประโยชน์ แต่จำเป็นต้องทำ และจะเรียกว่าเป็นการแก้แค้น ล้างแค้นคงไม่ได้ หากแต่เป็นการทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการรัฐประหาร

           หาก นายบรรหาร ขัดขวางเรื่องราวเหล่านี้ และพรรคพลังประชาชนเห็นชอบด้วย เพราะกลัวว่าพรรคชาติไทย จะไม่ร่วมรัฐบาล

           ผมและ Hi-thaksin ขอปฏิญญาณ ว่าเราจะเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน อย่างเอาเป็นเอาตาย เอาจริงเอาจัง ยิ่งกว่าที่เคยตรวจสอบรัฐบาลเผด็จการ และ คมช.มาแล้ว

           รับรองว่า เราได้เจอกันแน่ หากท่านโกหกประชาชน ในเรื่องฝันร้ายจะหายไป ความสุขจะกลับคืนมา ด้วยพลังประชาชน เพียงเพราะกลัวว่านายบรรหาร จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล

           4.“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย”

           นายบรรหาร มีความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจพ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้พรรคพลังประชาชน เป็นเครื่องมือแรกแซงและก้าวห่ายกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ทางคดีของตนเองอย่างนั้นหรือ

           ก่อนอื่น นายบรรหาร ต้องทบทวนก่อนว่าคดีความต่างๆ ที่มีการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ หรือเกิดขึ้นจากองค์กรพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ประชาชนหมดความศัทธา และไม่เชื่อถือ ใช่หรือไม่

           คดีความที่มีการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเกิดจาก คตส. และคำสั่งของคมช. ไม่ได้เกิดขึ้นจากพนักงานสอบสวน ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

           นายบรรหาร ยอมรับการแทรกแซง ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมของคมช. และการสั่งการ การนำกระบวนการยุติธรรม มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคมช. เพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นต้นทางของคดีความต่างๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าว โดยไม่เคยตั้งคำถาม ไม่เคยแสดงความเป็นห่วง

           แต่ นายบรรหาร กลับเป็นห่วงว่าจะมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อพ.ต.ท.ทัก ษิณ กลับมาต่อสู้คดี เมื่อพรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลมีอำนาจอันชอบธรรมในการบริหารประเทศ

           การยื่นเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร ไม่อาจทราบได้ว่านายบรรหารมีเจตนาเช่นไร แต่ในฐานะผู้รับฟัง และคนรักทักษิณ บอกได้ว่า ต้องมีเจตนาไม่ดีเป็นแน่

           หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชนะคดี แปลว่า พรรคพลังประชาชนแทรกแซงใช่หรือไม่

           หาก พ.ต.ท.ทักษิณ แพ้คดี แปลว่าพรรคพลังประชาชนไม่ได้แทรกแซงใช่หรือไม่

           หากพรรคพลังประชาชน รับพรรคชาติไทยร่วมรัฐบาล แปลว่ารัฐบาลจะไม่แทรกแซงคดี ใช่หรือไม่

           หากพรรคพลังประชาชน ไม่รับพรรคชาติไทยเป็นรัฐบาล แปลว่ารัฐบาลจะแทรกแซงคดีใช่หรือไม่

           ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกชัดมานานแล้วว่า จะกลับมาสู้คดี หากว่ามีรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว และประเทศไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยแล้ว เป็นการพูดก่อนที่จะทราบผลการเลือกตั้ง โดยที่มีพรรคชาติไทย เป็นฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้งด้วยซ้ำ

           หาก นายบรรหาร ไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ต้องคิดเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน แต่ควรจะไปคิดหาทางตรวจสอบรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ว่าจะแทรกแซงคดีหรือไม่มากกว่า

           ในฐานะผู้รับฟัง เงื่อนไขข้อนี้ ผมตั้งข้อสังเกตเหมือนกับพ.ต.ท.ทักษิณ คือ นายบรรหาร กำลังทำหน้าที่โฆษกคมช. และผู้แทนคมช. และ กำลังยื่นเงื่อนไขของเข้าร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ในฐานะตัวแทนของคมช.

           หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับข้อเสนอ ของนายบรรหาร ผมกับนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเป็นศัตรูต่อกัน

           เพราะผมเป็นศัตรูกับคมช. ตลอดไป และตลอดกาล จึงยอมรับไม่ได้ที่จะเป็นมิตรกับรัฐบาลที่มีตัวแทนของคมช. อยู่ร่วมด้วย

           5. นายบรรหาร แสดงความห่วงใยไปถึงคตส. ว่า “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) จะต้องไม่ยุบไม่ยกเลิกและต้องไม่ไปแตะต้อง”

           นายบรรหาร พูดเหมือนกับคมช. ทุกถ้อยคำในเรื่องนี้ คือ จะดูแลรักษาคตส. ให้คงอยู่ตลอดไป จนกว่าจะพ้นวาระตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นกันชัดๆ ว่า บรรหาร กับ คมช. ก็คือ คนคนเดียวกัน

           ไม่เช่นนั้น บรรหาร คงไม่ห่วงคตส. จนนำมาเป้นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล ว่าจะต้องไม่ยุบ ไม่เลิก แม้แต่แตะต้อง ก็ทำไม่ได้

           หากว่านายบรรหาร ชื่นชอบผลงานของคตส. และแสดงความรัก ความห่วงใย ต่อคตส.มากมายขนาดนี้ ก็ไม่ควรจะคิดเรื่องเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ที่ไม่เชื่อถือคตส. ไม่ยอมรับคตส.

           นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศบนเวทีหาเสียงทุกเวที ว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะยุบคตส. เพราะ คตส.เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร ดำเนิน การด้วยอคติ ไม่เป็นกลาง และไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น การอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ และไม่ชอบธรรม แต่มุ่งที่จะกลั่นแกล้งกันมากกว่า

           ผมเชื่อว่านายบรรหาร ก็ได้ยินเหมือนที่ผมได้ยิน

           ผมเชื่อว่านายสมัคร ยังไม่ลืมสิ่งที่เคยพูดไว้บนเวทีหาเสียง ว่าจะยุบคตส. และโอนงานไปให้หน่วยงานปกติ ดำเนินการต่อ

           ผมจึงเชื่อว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชน จะไม่รับเงื่อนไขข้อนี้ของนายบรรหาร และไม่รับพรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล

           เว้นเสียแต่ว่าที่ผมได้ยิน และที่นายสมัคร พูดไว้ในการหาเสียง เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด

           ผมไม่เชื่อว่านายสมัคร และพรรคพลังประชาชนจะหากเสียงด้วยการโกหกประชาชนว่าจะยุบคตส. เพราะคตส.รังแก กลั่นแกล้งพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อได้คะแนนสูงสุดแล้ว ก็ไม่ดำเนินการตามที่พูดไว้

           ผมไม่เชื่อว่าเพียงเพราะต้องการให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาล นายสมัคร จึงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง และปล่อยให้คตส.รังแกพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป รวมทั้งยอมให้คตส. ซึ่งเป็นเครื่องมือของคมช. มีอำนาจเหนือกฎหมาย รังแกกลั่นแกล้งอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการที่เคยทำงานให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย อย่างมีอคติ ต่อไป

           จากเหตุผล 5 ข้อที่ผมนำเสนอมานี้ ผมจึง “รับไม่ได้” กับเงื่อนไข 5 ข้อของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เสนอต่อพรรคพลังประชาชน เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล

           ผมอยากให้นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน มองดูชื่อพรรคของตนเอง เพื่อจะได้ไม่ลืมว่าการที่พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะมือของประชาชน

           ดังนั้นการที่พรรคพลังประชาชนจะยืนอยู่ได้ ก็เพราะมือของประชาชนที่สนับสนุน ไม่ใช่มือของนายบรรหาร และพรรคชาติไทย ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามมาตลอด 2 ปี และแสดงความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกันอยู่ตลอดเวลา

           แม้แต่เรื่องความจงรักภักดี นายบรรหาร ก็ยังคลางแคลงใจ และนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ทางการเมือง

           ผมไม่เชื่อว่า พรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่ได้หากขาดพรรคชาติไทย

           ผมไม่เชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ หากนายบรรหาร ไม่ยกมือสนับสนุน

           ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะอ่อนแอ หากว่าประชาชนยังให้การสนับสนุน

           ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะเข้มแข็ง หากว่าพรรคชาติไทยเข้าร่วมด้วย แต่ประชาชนไม่สนับสนุน

           ผมไม่เชื่อว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเลือก 39 เสียงของพรรคชาติไทย แต่ทอดทิ้ง 10ล้านกว่าเสียงของประชาชนทั่วประเทศ

           ผมเชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

           ผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว นายบรรหาร และพรรคชาติไทย จะไม่ได้เป็นรัฐบาล

           ผมเชื่อว่า ท้ายสุดแล้ว ผมและทีมงานเวปไซต์ Hi-thaksin ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นกองเชียร์นายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ด้วยความเต็มใจและตั้งใจ ต่อไป

——————————————————————–

           

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: