คำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล ‘คนอย่างนี้ไม่มีสิทธิพูด รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’

           

           ผมเห็นอาการของ สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว อดสมเพชไม่ได้

           คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ใครได้ยิน

           คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล อาจจะหลอกให้ตัวเองเชื่อว่า เป็นคนที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไปได้อีกนานเท่านาน ตราบเท่าที่ยังคิดจะหลอกตัวเอง

           แต่คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่อาจจะหลอกประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ รวมไปถึงคนไทยในต่างประเทศ และคนทั่วโลกได้อีกต่อไป

           โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นเรื่องจริง เป็นธรรมะ เป็นความสัตย์ หากยังมีคนเชื่อ คนคนนั้นก็คงชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

           ผมจึงอยากจะส่งคำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าสิ่งที่พูดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ในหัวข้อ “คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ปรากฎในเวปไซต์ Manager on lie และ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผ่านบทสัมภาษณ์ “สนธิ ขายความคิด โมเดลชาติ” นั้น ควรจะเก็บไว้คิดและทำแต่เพียงลำพัง ไม่ควรพูดออกมาดังๆ ให้ผมได้หัวเราะด้วยความสมเพช

           ผมต้องสมเพช สนธิ ลิ้มทองกุล เพราะวันนี้คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ยังคิดที่จะขายความคิด “ล้างสมอง” คนไทย และเชื่อว่ายังมีความสามารถมากพอที่จะจูงจมูกให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ เดินตามหลังตนเองได้

           คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะไม่สำนึกผิดในการกระทำของตนเองแล้ว ยังไม่มีสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อยู่ในตัวเองด้วย

           พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พยายามจะล้างสมองคนไทย ด้วยความเท็จในครั้งใหม่นี้ อาจจะทำให้คนหลายคนกังวล แต่สำหรับผม ได้แต่สมเพช ที่หมาหางด้วนตัวหนึ่ง พยายามจะกลับเข้าฝูง หลังจากชักชวนให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามกับการตัดหางให้ด้วนเหมือนตัวเองไม่สำเร็จ

           ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไทยจำนวนมากมายที่หลงเชื่อและเดินตามตูด สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว

           หากคนไทยทุกคนจะย้อนกลับไปหวนระลึกถึงพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ก็จะพบว่าเป็นเพราะคนไทยส่วนหนึ่งไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไม่น้อมนำพระราชดำรัสพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ดังปากพูด นั่นเอง จึงทำให้ประเทศไทยต้องล่มจม ดำดิ่งสู่ก้นเหวดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะไปหลงเชื่อเรื่อง “กู้ชาติ” ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แต่ไม่เชื่อฟังพระราชดำรัสในพระบาสทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบอกว่า “ไม่ต้องกู้ชาติ” เพราะชาติไม่ได้ล่มจม

           หากวันนั้น คนไทยน้อมนำพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อม จริงดังปากพูด ประเทศไทย ก็คงไม่ต้องวิบัติฉิบหายไปตามสายทางหายนะของปีศาจที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ขีดให้เดิน จูงให้ตาม

           สนธิ ลิ้มทองกุล ยังต้องการที่จะเป็นผู้นำ มีอิทธิพลเหนือความคิดของบุคคลอื่น ต้องการครอบงำให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่ตนพูด เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนทำ สนับสนุนสิ่งที่ตนคิด โดยที่หารู้ไม่ว่าบุคคลอื่น รู้เช่นเห็นชาติ รู้หมดแล้วว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มีไส้กี่ขด แต่ละขดมีกี่ข้อ แต่ละข้อมีกี่คด เห็นกันหมดแล้วอย่างนี้ คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่ละอาย และไม่หวั่น เพราะคิดแต่ว่าคนไทยลืมง่าย

           ก่อนที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะไปไกลตามใจฝันของตนเอง และ ก่อนที่คนไทยหลายคนจะยินยอมพร้อมใจกันนำปลายเชือกสนตะพายที่สนธิ ลิ้มทองกุล หยิบยื่นมาให้รอบใหม่นี้ ข้างหนึ่งร้อยจมูกตัวเอง และส่งอีกข้างหนึ่งกลับคืนให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้จูงจมูกพวกท่าน ประดาบ ขอเวลาท่านสักนิด ได้โปรดอ่านคำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีความโดยสังเขป ตามที่คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก ดังนี้ …

           ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48

           คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯคนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”

           ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”

           นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”

           ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้”

           ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน

           ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์

           เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลือนลอย

           พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท

           พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

           ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

           การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์

           ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

           ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล..

           พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลสั่งจำคุก 3 ปี ฐานกระทำความผิดใส่ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง แอบอ้างพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ยังมีคุณสมบัติมากพอที่จะท่านจะเดินตามต่อไปอีกหรือไม่

           พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่มุ่งร้ายทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ ยังเป็นคนดีมากพอที่ท่านจะเชื่อฟัง และสนับสนุนความคิดของคนคนนี้อีกหรือไม่

           พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่ใช้วิธีการกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ ให้ได้รับความเสียหาย โดยไม่สนใจที่จะพิสูจน์ความจริง ยังเป็นคนที่น่าเคารพเชื่อถือ และเป็นผู้นำของประชาชนได้อีกหรือไม่

           สำหรับผมแล้ว ก็อย่างที่เขียนหัวเรื่องไว้นั่นล่ะ

           “คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

           เพราะเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: