คำชี้แจงถึง Manager on li(n)e

 

          นับเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งสำหรับเวปไซต์น้องใหม่ อย่าง Hi-thaksin.net ที่ได้รับโอกาสให้ขึ้นไปปรากฎชื่ออยู่บนเวปไซต์อันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง Manager.co.th หรือ ที่ชาว e-Mob รู้จักกันดีในชื่อ Manager on li(n)e เวปไซต์ปลุกระดม โค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีเป้าหมายทางการเมืองและผลประโยชน์ อย่างเปิดเผย

          มี 3 ประเด็นที่ Manager on li(n)e เขียนถึง Hi-thaksin ด้วยความเมตตา ในฐานะผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก จึงต้องกระหนาบด้วยไม้เรียวที่แก้มก้น เนื่องเพราะเด็กคนนี้ ค่อนข้างดื้อ ไม่เชื่อตามที่หลอก เอ๊ย ตามที่บอก …แต่ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะเด็กอย่างพวกผม เป็นเด็กมีสมอง เป็นเด็กใช้ “หัว” และ “หู” ควบคู่กันไป ไม่ใช่เด็กที่ใช้แต่ “หู” เหมือนเด็กในคาถาของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่ใช่ “หัวสมอง” ถนัดแต่ใช้ “หัว” อย่างอื่น อย่าคิดมาก ถนัดแต่ใช้ “หัวเข่า” น่ะครับ สำหรับคุกลงตรงหน้าศาสดาแห่งสำนักถนนพระอาทิตย์

          ประเด็นที่หนึ่ง ท่านเขียนกล่าวหาว่า Hi-thaksin มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญกับการเคลื่อนไหวของ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่เป็นแกนนำการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง และ ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์ PTV ที่นำโดย นายวีระ มุสกพงศ์ กับ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง

          คำชี้แจงประเด็นที่หนึ่ง มีอยู่ว่า ผมและทีมงานอีก 3 ชีวิต รวมเป็น 4 ชีวิต ที่จัดทำเวปไซต์ Hi-thaksin.net ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รวมไปถึงกลุ่มเคลื่อน ไหวทางการเมืองทุกกลุ่ม พวกผม 4 ชีวิต ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่เคยคิดที่จะเป็นด้วย

          เราเป็นเพียงแต่คนรักทักษิณ ที่มาร่วมกันทำเวปไซต์นี้ขึ้นมา สำหรับคนรักทักษิณ ทุกคนที่จะมาให้กำลังใจ มาส่งความคิดถึงไปให้คนที่เรารัก ก็เท่านั้นเอง

          ส่วนเจตนาอื่นๆ ที่ท่านและอีกหลายท่าน หลายพวก พยายามยัดเยียดให้นั้น เป็นความคิดของผู้อื่นทั้งนั้น พวกผมหาได้มีเจตนาเช่นนั้นไม่ เจตนาเดียวที่เราทำเวปไซต์นี้ขึ้นมา ก็เพื่อ ส่งกำลังใจ และแสดงความคิดถึงครับ (ย้ำ โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง)

          กับ นายวีระ มุสิกพงศ์ และ ทีมงานโทรทัศน์ PTV นั้น ก็ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้น ไม่เคยได้พูดคุยกัน ไม่เคยทั้งร่วมงาน ร่วมอุดมการณ์ ร่วมความคิด

          ผมจึงขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่หนึ่งของท่าน

          แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นสิทธิของท่าน เพราะปกติ ท่านไม่ชอบที่จะเชื่อใครอยู่แล้ว ท่านถนัดแต่บังคับหว่านล้อมให้คนอื่นเชื่อท่าน

          ประเด็นที่สอง ท่านกล่าวหาว่าการเสนอข้อคิดเห็นของประชาชน ที่มีถ้อยคำว่า “กลุ่มศักดินาล้าหลังจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว” เป็นการกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะคำที่ว่ากลุ่มศักดินาล้าหลังดังกล่าวนี้มีความหมายเฉพาะถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ลิ่วล้อของอำนาจรัฐเก่าเคยรณรงค์ในขณะที่ยังมีอำนาจว่า “ทุนนิยมที่ชั่วช้า ยังดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง” และท่านก็สรุปเอาเองว่า “เว็บไซต์ Hi-thaksin จึงสานต่อความคิดและความพยายามเก่า ประกาศอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกครั้งหนึ่งในยุคสมานฉันท์ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์”

          คำชี้แจงประเด็นที่สอง คือ ท่านคิดเอง เออเอง ทั้งนั้น ท่านคิดและพยายามยัดเยียดความคิดอันชั่วร้ายของท่านให้ผมและทีมงาน แต่ ขอประทานโทษครับ ผมไม่รับ และ ขอร้องว่า ท่านควรจะเลิกพฤติกรรมชั่วร้ายเช่นนี้ได้แล้ว ท่านควรจะเลิกพฤติกรรม “หลังพิงวัง” ได้แล้ว ท่านแอบอ้างสถาบันเพื่อทำร้ายผู้อื่นมามากแล้ว ลองย้อนกลับไปดูพฤติกรรมตัวเองก่อนจะดีไหมว่า ท่านได้พฤติกรรมที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมากี่ครั้งกี่หนแล้ว (ผมนำมาให้ทบทวนแล้วที่นี่)

          ประเด็นที่สองนี้ เป็นประเด็นใหญ่ ที่ต้องชี้แจงกันอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ คำว่า “กลุ่มศักดินา” ที่เขียนถึงนั้น เป็น การเรียกกลุ่มบุคคลที่เป็นข้าราชการเก่าและข้าราชการใหม่ ซึ่งมีพฤติกรรมแทรกแซงการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอ้างว่าเป็นผู้ใกล้ชิดสถาบันเบื้องสูง ซึ่งศัพท์ในทางวิชาการ และ ทางการเมือง เรียกกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกอำมาตยาธิปไตย

          การที่ประชาชนนำเสนอความคิดเห็นว่า กลุ่มศักดินาที่ล้าหลังจะพังทลายอย่างรวดเร็ว นั้น หากได้อ่านข้อเขียนดังกล่าวอย่างละเอียด ใช้สติมากกว่าอคติ อ่านแบบอิงหลักวิชาการ ไม่ใช่หลักวิชามาร ดังที่พวกท่านอ่านและพยายามตีความ ก็ไม่มีส่วนใด ข้อความใดที่เป็นการระบุถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

          การที่ท่านใช้ความพยายามตีความว่าข้อเขียนดังกล่าว “เป็นการกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะคำที่ว่ากลุ่มศักดินาล้าหลังดังกล่าวนี้มีความหมายเฉพาะถึงสถาบันพระมหากษัตริย์” ก็เพราะจิตใจของท่านและคณะ เป็นจิตใจที่มีแต่ความอาฆาตมาดร้าย และจิตใจใฝ่ต่ำโดยแท้ อีกทั้งใช้รูปแบบเดิมๆ ในการทำร้ายผู้อื่น พยายามลากโยง พยามยามเชื่อมโยง พยายามสร้างตรรกะ ให้ผู้คนหลงเชื่อว่า ผู้ที่ยืนตรงข้ามกับท่าน เป็นผู้ที่มีเจตนาร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาสำคัญที่ท่านใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีทำบุญประเทศไทย กระทั่ง สำนักพระราชวังต้องออกหนังสือชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามระเบียบที่ถูกต้องทุกประการ ไม่มีความผิด แต่ท่านก็ไม่หยุดการใส่ร้าย จนถึงทุกวันนี้

          คำว่า “ศักดินา” ตามพจานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 มีความหมายว่า “ศักดินา (น. (โบ) อำนาจปกครองที่นา คิดเป็นจำนวนไร่ ต่างกันตามศักดิ์ของแต่ละคน เช่น พระโหราธิบดี เจ้ากรมโหรหน้า มีศักดินา 3,000 ไร่ ยาจก วณิพก ทาษ ลูกทาษ มีศักดินา 5 ไร่. (สามดวง) ;(ปาก) คำประชดเรียกชนชั้นสูงหรือผู้ดีมีเงินว่าพวกศักดินา.

          ราชบัณฑิตยสถาน ไม่ได้แปลความคำว่า “ศักดินา” ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์

          จะมีก็แต่ ท่าน ทีมงาน Manager on li(n)e และ ทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่อยู่ใต้อาณัติปกครองของ สนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้น ที่อุตริบัญญัติศัพท์ “กลุ่มศักดินาล้าหลัง” มีความหมายถึงเฉพาะ “สถาบันพระมหากษัตริย์” เท่านั้น

          ดังนั้นการตีความของท่าน โดยมีเจตนาจะยัดเยียดความผิดให้แก่เรา นั้น จึงเป็นการกระทำ เป็นพฤติกรรมที่ท่านต้องย้อนกลับไปดูตัวเองว่า..

          ใครกันแน่ที่ กำลังกระทำการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

          ใครกันแน่ที่แปลความคำว่า “กลุ่มศักดินาที่ล้าหลัง” คือ “สถาบันพระมหากษัตริย์”

          ย่อมเป็นท่าน ทีมงาน Manager on li(n)e และ ทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

          ไม่ใช่ผม และ ทีมงาน Hi-thaksin.net

          ผมขอชี้แจงว่าผมและทีมงานรวม 4 ชีวิต ไม่มีผู้ใดมีจิตอาฆาตคิดมาดร้ายต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ ทุกคนมีแต่ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

          พวกเราทุกคนสำนึกในพระเมตตาที่ทุกพระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยทุกคน รวมทั้งพวกเรา อยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดทุกลมหายใจเข้าออกของพวกเรา ว่า การที่เราได้อยู่เย็นเป็นสุขบนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยพระบุญญาบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์

          หากท่านคนใดคนหนึ่งในทีมงาน Manager on li(n)e และ ทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีหลักฐาน เอกสาร ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มีความเชื่อถือได้ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องถึงขั้นเป็นผู้ที่มีจิตอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเราทั้ง 4 ชีวิต ยินดีที่จะยุติการจัดทำเวปไซต์นี้ทันที และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกคนในแผ่นดินนี้ นำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาลงโทษทันที

          แต่หากท่านมีเพียง ถ้อยคำวาจา และความคิดที่เต็มไปด้วยมโนทุจริต ของท่าน คิดเอง กล่าวหาเอง ตัดสินเอง ว่า คนนั้นไม่จงรักภักดี คนนี้มีจิตอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คนโน้นจะล้มล้าง คนนู้นแอบอ้างหาประโยชน์ โดยปราศจากพยานหลักฐาน ดังเช่นที่ท่านกล่าวหาเรา ระหว่างเรากับท่านก็มีแต่จะยืนกันคนละฝั่ง และ ทำหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกันตลอดไป

          จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะถูกประชาชน “จับได้ไล่ทัน” ว่ามีจิตเจตนาไม่บริสุทธิ์ แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง

          ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือน ที่เราจัดทำเวปไซต์นี้ขึ้นมา เราไม่เคยแม้แต่จะคิดก้าวล่วงหรือกล่าวหรือเขียนถ้อยคำที่หมิ่นเหม่ไม่เหมาะสม และไม่เคยที่จะแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง หรือ เพื่อทำร้ายใคร

          มากที่สุดที่เราทำ ก็คือ การนำภาพกิจกรรมงานเฉลิมฉลองวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงครองราชย์ 60 ปี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐบาล ในนามของคนไทยทั้งชาติร่วมกันจัดถวาย เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีของคนไทยทุกคน มานำเสนอ เพื่อให้เป็นที่ระลึกกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีโอกาสได้แสดงความจงรักภักดี ร่วมกับคนไทยทั้งชาติ ด้วยการนำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ”

          การกระทำของเรา ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความจงรักภักดีมากกว่าคนไทยคนอื่นๆ เพราะเราเชื่อว่า คนไทยมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสมอกัน นั่นคือ “จงรักภักดีจนกว่าชีวิตจะหาไม่” และไม่เชื่อว่า จะมีใครคนใดคนหนึ่ง ผูกขาด “ความจงรักภักดี” ไว้เฉพาะตนได้

          เวปไซต์ของเรา นำคุณธรรม 4 ประการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คนไทยทุกคน มาเผยแพร่เพื่อเตือนใจ เตือนสติทุกคนในชาติ ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ และจะคงไว้ตลอดไป เพื่อเป็นศิริมงคล และเป็นแนวทางการทำงานแก่ทีมงานทุกคน

          พวกเราไม่เคยคิดที่จะแอบอ้าง หรือ มีเจตนาแฝง ที่จะกล่าวหรือเอ่ยอ้างถึงสถาบันพระมหา กษัตริย์ เพื่อมุ่งร้าย ทำลายผู้อื่น หรือ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

          ตรงกันข้าม ทีมงานของท่านต่างหาก ที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวมากที่สุด

          ผมจะใช้พื้นที่ตรงนี้ ทบทวนให้ เท่าที่พอจำได้นะครับ

          1. การทำเสื้อยืดขาย โดยใช้สโลแกนว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” โดยไม่ได้กราบทูลขอพระบรมราชานุญาต และนำรายได้ทั้งหมดไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว เป็นการหาประโยชน์ส่วนตน โดยใช้คำว่า “ในหลวง” ซึ่งหมายความถึง “พระมหากษัตริย์” อย่างไม่สุจริต

          2. การกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีทำบุญประเทศไทย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อข้อเท็จจริง และใช้วาระซ่อนเร้นดังกล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เป็นการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่สุจริตใจ

          3. การแนะนำหนังสือ The King never Smile ใน Manager on li(n)e ทั้งที่ ๆ เป็นหนังสือที่สำนักตำรวจแห่งชาติ ห้ามจำหน่ายและเผยแพร่ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นหนังสือที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างชัดแจ้ง อีกทั้งยังกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเขียนและพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าว ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฎชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่สั่งการให้ตรวจสอบ ประสานงานกับสำนักพิมพ์ เพื่อไม่ให้มีการจัดพิมพ์ และ ห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย อย่างเด็ดขาด กระทั่งทุกวันนี้ ก็ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

          4. การกล่าวสวนและโต้แย้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 กรณีที่ทรงไม่เห็นด้วยกับการกราบทูลขอพระราชนายกรัฐมนตรี โดยอาศัย มาตรา7 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และพระองค์ท่านจะไม่ใช้พระราชอำนาจ ตามที่มีการกราบทูลขอ แต่หลังจากรับฟังพระราชดำรัสแล้ว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ให้สัมภาษณ์ตีความพระราชดำรัสทันทีทันควันว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่ใช้”

          5. การถวายฎีกาขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยการอ่านฎีกาต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ที่ลานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ด้วยอาการเกรี้ยวกราด ชี้นิ้ว ชี้หน้า ไม่สำรวม และบังอาจกราบทูลเท็จว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ ทั้งๆ ที่เป็นฎีกาที่มีผู้ลงนามเพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์

          6. การกล่าวอ้างถึงปฏิญญาฟินแลนด์ โดยระบุว่า เป็นความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ผู้สนับสนุน แต่ไม่ยอมพิสูจน์ และ ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง มีเพียงแต่ข้อกล่าวหาลอยๆ เพื่อให้ประชาชนเกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการจงใจใช้ “สถาบันพระมหา กษัตริย์” ประหนึ่งเครื่องมือทำลายผู้อื่น โดยทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

          7. การกล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรณี “ให้………………ลาออก” เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เกษตรกร ทุกจังหวัด แจ้งความดำเนินคดีทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด สั่งฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังการรัฐประหาร สำนักงานอัยการสูงสุด ขอถอนฟ้อง โดยอ้างเพื่อความสมานฉันท์ และหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงกรณีนี้อีกต่อไป

          กรณีนี้ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในฐานะผู้รายงานข่าว ต้องขอพระราชทานอภัยโทษ และลงโทษตัวเอง ปิดหนังสือพิมพ์ 5 วัน แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้พูด ยืนกรานว่าไม่ได้พูด และไม่สำนึกใดๆ ทั้งสิ้น ไม่คิดแม้แต่จะขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่เพียงเท่านั้นยังให้ทนายความเปิดเทปซ้ำ ให้ได้ยินประโยคดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบว่า โปรดฟังอีกหลายๆ ครั้ง

          8. การกล่าวอ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 ต่อหน้าประชาชน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) ว่าตนอยู่พรรคจักรี “..มีคนเขาถามผมว่า คุณสนธิไม่เล่นการเมืองหรือ ผมบอกว่าผมเล่น ผมอยู่พรรค พรรคผมชื่อ พรรคจักรี จักรีคือราชวงศ์จักรี นั่นแหละ คือพรรคของผม ผมพูดชัดผมไม่เคยแปรเปลี่ยน..” ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หลงเชื่อว่า ราชวงศ์จักรี เป็นพรรคการเมือง และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นสมาชิกของพรรคราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นถ้อยคำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่บังควรอย่างยิ่ง

          9. การกล่าวถ้อยคำต่อหน้าประชาชนของนายสนธิ ลิ้มทองกุล “…ขอให้รู้ว่าคนๆ นึงเนี่ย ครองราชย์มา 60 ปี เนี่ย ไม่ใช่ครองราชย์มาโดยอุบัติเหตุ หรือว่าโดยโชคช่วย แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ และด้วยความอัจฉริยะของพระองค์ท่าน” และ “พระเจ้าอยู่หัวเนี่ย มีหน้าที่พระราชทานความเมตตาให้ทุกฝ่ายเท่าเทียมกันหมด ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นพระราชกฤษฎีกาส่งขึ้นไป ถ้าไม่ผิดระเบียบ พระองค์ยังไงก็เซ็นอยู่แล้ว ไม่มีหรอกที่พระองค์ไม่เซ็น เป็นหน้าที่ที่พระองค์ท่านต้องเซ็น” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 หลังจากทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปราภิไธย ให้จัดการเลือกตั้ง วันที่ 15 ตุลาคม 2549 นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง ที่ว่า “..ไม่มีหรอกที่พระองค์ไม่เซ็น เป็นหน้าที่ที่พระองค์ท่านต้องเซ็น”

          เป็นที่รับทราบของประชาชนคนไทยโดยทั่วไป ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหา กษัตริย์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพ การทรงลงพระปรมาภิไธยทุกกรณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน และความผาสุกของประเทศชาติเป็นสำคัญ และจะทรงลงพระปรมาภิไธย เฉพาะกรณีที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศ ชาติเท่านั้น

          วันที่ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้น เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้ารับการรักษาพระวรกาย ที่โรงพยาบาลศิริราช

          มีหลายกรณีที่พระองค์ท่านพระราชทานกลับคืนมายังรัฐบาล ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย การกล่าวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นกล่าวอ้างพล่อยๆ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง มีเจตนาที่จะให้ร้าย และสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน

          โดยเฉพาะกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยให้จัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นั้น พระองค์ท่านทรงพระราชทานพระราชประสงค์ประกอบพระราชกฤษฎีกาอีก 2 ประการด้วยกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่าน ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และทรงลงพระปรมาภิไธย ตามที่ทรงมีพระราชวินิจฉัย ตามกรอบกฎหมาย และเพื่อประโยชน์แห่งส่วนรวมของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ “เป็นหน้าที่ที่พระองค์ท่านต้องเซ็น” ดังที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล บังอาจกล่าวดูหมิ่นให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ อย่างร้ายแรง

          10. การนำเสนอบทความทางการเมืองในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 ที่มีชื่อบทความว่า “หน่ายกษัตริย์-กำหนัดเลือกตั้ง VS หน่ายเลือกตั้ง-คลั่งกษัตริย์” เขียนโดย นายปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งเป็นข้อความที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

          11.การพยายามสร้างสัญญลักษณ์ “เสื้อสีเหลือง” กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด หลงเชื่อว่า ได้รับการสนับสนุนจาก “สถาบัน” ในการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อให้เกิดความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท อย่างยิ่ง

          12.การบัญญัติศัพท์ “กลุ่มศักดินาล้าหลัง” หมายความถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการกระทำที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง

          เท่าที่จำได้ในเวลาจำกัด เพียง 12 การกระทำของสนธิ ลิ้มทองกุล และ ทีมงาน Manager on li(n)e พร้อมทั้งทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็พอจะเห็นภาพว่า ใครกันแน่ ที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเอง มาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยหารู้สำนึกไม่ ว่าตนเป็นผู้สร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมาแล้วกี่ครั้งกี่หน

          การที่ท่านบอกว่า เรา “ประกาศอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกครั้งหนึ่งในยุคสมานฉันท์ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” นั้น เราได้แสดงความจริงใจให้เห็นแล้วว่า เราไม่เคยแม้แต่จะคิด อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และได้นำพฤติกรรมของพวกท่านมาย้อนให้เห็นทั่วกันแล้วว่า ใครกันแน่ที่มีความคิดทุจริตต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

          หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 หน้า 1 ตีพิมพ์ภาพนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่งพนมมือรับฟังคำสอนของนายรัก รักพงษ์ หรือ ที่รู้จักในชื่อ “โพธิรักษ์” ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธ ศาสนา และ เป็นผู้ถูกมหาเถรสมาคมลงโทษ ถูกศาลพิพากษามีความผิด ประหนึ่งศิษย์กับอาจารย์ (ซึ่งมีความผิดทั้งทางโลกและทางธรรม) ก็พอจะแสดงให้เห็นว่า นายสนธิ มีความจริงใจกับศาสนาพุทธ เพียงใด

          สำหรับ คำว่า “ยุคสมานฉันท์ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” นั้น มีใครยอมรับบ้างว่า ยุครัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นยุคสมานฉันท์ แม้กระทั่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังนั่งด่าพลเอกสุรยุทธ์ หลายต่อหลายครั้ง ประชาชนในชาติ แตกแยกกันเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ก็เพราะ นโยบายของพลเอกสุรยุทธ์ ที่เลือกสมานฉันท์กับผู้สนับสนุนการรัฐประหาร แต่เล่นงานประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย นั่นเอง

          ประเด็นที่สาม ท่านกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ร่วมขบวนการโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อให้มีผลกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

          คำชี้แจงประเด็นที่สาม คือ เราไม่มีส่วนร่วมในขบวนการใดๆ ตามที่ท่านกล่าวอ้าง เรามีกันอยู่แค่ 4 คน ทำเวปไซต์เล็กๆ ขึ้นมาเพื่อส่งกำลังใจให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น ไม่เคยคิดการใหญ่ดังที่ท่านกล่าวหา

          เราไม่มีเจตนาที่จะโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี หากแต่มีการนำเสนอข้อเขียนที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะบุคคล ซึ่งเราเชื่อโดยสุจริตใจว่าสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่เวปไซต์ของเราวิพากษ์ วิจารณ์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์

          สำหรับข้อเขียนที่มีการกล่าวถึงพลเอกเปรม ที่เราเคยนำมาบางส่วนมาเผยแพร่นั้น ก็ไม่ใช่ข้อเขียนที่เผยแพร่ที่เวปไซต์นี้เป็นครั้งแรก และที่แรก ข้อเขียนชุดนั้นเคยนำเสนอในเวปไซต์อื่นๆ อาทิ เวปไซต์ประชาไท เวปไซต์พันธ์ทิพย์ และอีกหลายเวปไซต์ มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งท่านไม่เคยกล่าวถึงเลย และไม่เคยกล่าวหาว่าเวปไซต์อื่นๆ ที่เคยนำเสนอ เป็นขบวนการโจมตีพลเอกเปรม เพื่อกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อเรานำมาเสนอบ้าง ท่านกลับกล่าวหาเรา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านมีเจตนาที่จะกล่าวหาให้ร้ายเราเป็นการเฉพาะ ซึ่งน่าจะมีเหตุมาจากการตีความของท่าน ว่าเวปไซต์นี้ เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะมีคำว่า Thaksin เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเวปไซต์ ซึ่งเป็นการตีความที่ตื้นเขินมาก

          หากผมตั้งชื่อเวปไซต์ ว่า Sondhi ก็แปลว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีส่วนร่วมกับเวปไซต์ นั้นด้วยใช่หรือไม่

          ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า เวปไซต์นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวใดๆ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พรรคไทยรักไทยเราเป็นเพียงกลุ่มคนที่รักทักษิณ เท่านั้น ข้อมูลจำนวนมากที่เรานำมาเสนอ ได้มาจากกลุ่มคนรักทักษิณ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ไม่ใช่ว่าเรามีความสามารถหรือมีสายสัมพันธ์พิเศษกว่าเวปไซต์อื่นๆ

          สำหรับกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลพาดพิงถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งท่านเรียกว่าเป็นการโจมตีให้มีผลกระทบต่อสถานบันพระมหากษัตริย์ นั้น ผมใคร่ขอนำเสนอความเห็น เพื่อร่วมแก้ไขสถานการณ์ที่อาจจะขยายวงกว้างออกไป ดังนี้

          1. ท่านต้องไม่ตีความหรือแปลความว่า กณีใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือ กรณีที่ส่งผลกระทบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ท่านกระทำและมีเจตนาแอบแฝง เนื่องเพราะ พลเอกเปรม ไม่ใช่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ในฐานะประธานองคมนตรี พลเอกเปรม จะเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดก็ตาม ถึงแม้ พลเอกเปรม จะได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ ก็เฉพาะโอกาสตามที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่เป็นกรณีๆ ไป ไม่ได้หมายความว่าพลเอกเปรม เป็นผู้แทนพระองค์ ตลอดเวลา

          พลเอกเปรม ก็คือบุคคล ซึ่งต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การกระทำของพลเอกเปรม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะต้องทรงร่วมรับผิดชอบด้วย

          ไม่เป็นธรรมต่อพระมหากษัตริย์ และ สถาบันพระมหากษัตริย์เลย หากว่า พระองค์ท่าน และสถาบัน ต้องทรงร่วมรับผิดและชอบกับการกระทำของบุคคล ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี เสมือนหนึ่งว่าการกระทำของบุคคลนั้น เป็นการกระทำของพระองค์ท่าน และการพาดพิงถึงบุคคลนั้น เป็นการกล่าวพาดพิงถึงพระองค์ท่าน ด้วย

          หลายครั้งหลายหนที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พยายามตีความ สื่อความหมายให้ประชาชนเข้าใจว่า การพาดพิงพลเอกเปรมในฐานะบุคคล เท่ากับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ผมไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ก็ไม่เห็นด้วย หากจะมีเว้นก็แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และทีมงาน Manager on li(n)e และ ทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เท่านั้น

          หากความเชื่อของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดจนทีมงานผู้จัดการ เป็นความเชื่อโดยสุจริต นายสนธิ ลิ้มทองกุล และทีมงาน ต้องตอบคำถามว่า กรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวพาดพิงพลเอกเปรม ว่าเป็นประหนึ่งปัญหาอุปสรรคในการปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งที่เพิ่งผ่านพ้นมา กรณี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ไม่ยอมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะห่วงกังวลว่าจะกลับไปทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้ พร้อมกับเปิดเผยว่าพลเอกเปรม กับนายโฆสิต มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เนื่องจากนายโฆสิต เป็นประธานธนาคารกรุงเทพ ในขณะที่พลเอกเปรม เป็นที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ และยังเป็นที่ปรึกษาซีพี อีกด้วย

          การกล่าวพาดพิงพลเอกเปรม ของนายสนธิ ในครั้งนั้น นายสนธิ หมายความถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยหรือไม่

          การให้สัมภาษณ์ของนายสุริยะใส กตะศิลา ที่ว่า “..วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัดเจนว่า พลเอกเปรมใช้อำนาจนั้น ผ่านคปค. ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเปิดเผยขนาดนี้” เป็นการกล่าวถึงโดยมีเป้าหมายให้กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยหรือไม่ หากเป็นพวกท่านพูดพาดพิงพลเอกเปรม สามารถกระทำได้ แต่หากผู้อื่นพูดพาดพิง เป็นการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นนั้นหรือ

          เราไม่เคยคิดที่จะท้าทายผู้ใด แต่ยังยืนยันความเชื่อของเราว่า การกล่าวถึงพลเอกเปรม ในฐานะบุคคล ไม่น่าจะเป็นการกระทำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ใช่เล่ห์กลที่มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังที่ท่านกล่าวหา

          ตรงกันข้าม ในบางกรณี น่าจะเป็นการป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ หรือ ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันเนื่องจากบุคคลหรือขบวนการที่แอบอ้างสถา บันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ส่วนตน ด้วย

          ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของประชาชนจำนวนมาก ที่มีต่อพลเอกเปรม ก็คือ พฤติกรรม การแสดงความคิดเห็น การบรรยาย การปาฐกถาพิเศษ ตลอดจนการกระทำที่มีความเกี่ยวพันกับการเมือง ที่ค่อนข้างมาก และถี่ เมื่อเปรียบเทียบกับองคมนตรีท่านอื่นๆ หรือ ประธานองคมนตรี ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นต้นแบบของประธานองคมนตรี ที่ประชาชนเชื่อถือ ศรัทธา ในระหว่างที่ ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นประธานองคมนตรี มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง แต่ไม่มีประชาชนคนใดตั้งข้อสังเกตว่า ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เกี่ยวข้องหรือ อยู่เบื้องหลัง แม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยมีใครข้องใจหรือสงสัยว่า ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน หรือ ข้าราชการยุติธรรม ก็ตาม

          แต่เมื่อ พลเอกเปรม เป็นประธานองคมนตรี กลับมีประชาชนข้องใจและสงสัย จำนวนมาก

          แน่นอนว่าต้องมีเหตุ มีมูลที่ทำให้ประชาชน ข้องใจ สงสัย ซึ่งในฐานะสื่อมวลชน Manager on li(n)e น่าจะเสาะแสวงหาข้อมูลมานำเสนอต่อประชาชน มากกว่าที่จะมาตั้งคำถามว่าประชาชน ไปโจมตีพลเอกเปรม ทำไม

          ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าทำไม ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี ผู้ล่วงลับ จึงไม่เคยถูกกล่าวพาดพิง เช่น พลเอกเปรม หรือ กระทั่ง ฯพณฯ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาก่อน ก็ไม่เคยถูกตั้งข้อสงสัยหรือพาดพิงเช่นกัน

          2. เราขอให้ท่านพิจารณาทบทวนพฤติกรรมในอดีต และยุติการกระทำการใดๆ ก็ตามโดยมีเป้า หมายที่จะดึงพลเอกเปรมมาเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือ การกล่าวหาทางการเมือง เนื่องจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลแรก ที่ดึงพลเอกเปรม เข้ามาเกี่ยวกับความขัดแย้ง ระหว่างตนเองกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งลุกลามขยายวงออกไปเป็นปัญหาของชาติ และเป็นเงื่อนไขที่นำสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจและเชื่อว่าพลเอกเปรม เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่ทางตรงก็ทางอ้อม

          หากจำกันได้ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำประชาชนที่หลงเชื่อจำนวนหนึ่ง เดินทางไปถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นบ้านพักพลเอกเปรม

          นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่พลเอกเปรม ถูกลากดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง อย่างเปิดเผย

          มีคำถามว่า นายสนธิ คิดว่าพลเอกเปรม มีสถานภาพใด จึงไปถวายฎีกาที่บ้านพักพลเอกเปรม

          ทั้งๆ ที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายสนธิ ก็ส่งลูกชายไปถวายฎีกาที่สำนักพระราชวัง เหตุใดจึงต้องแยกเป็นสองฎีกา สองสถานที่นายสนธิ คิดอะไรอยู่ ตอบได้หรือไม่

          คำสัมภาษณ์ของนายสุริยะใส กตะศิลา ที่บอกว่า …
          “พลเอกเปรมเป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำมาตยาธิปไตย จริงๆ ระบอบนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แม้จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ตาม ถ้าเราดูบทบาทของพลเอกเปรมก็จะเห็นชัด เพียงแต่พื้นที่ของระบอบนี้คับแคบลงในระดับหนึ่ง เพราะการเติบโตของพื้นที่ภาคประชาชนที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการท้าทายระบอบนี้โดยตรง ขณะเดียวกัน ระบอบอำมาตยาธิปไตยก็ถูกท้าทายจากทุนใหม่ ซึ่งเป็นพลังที่พาคุณทักษิณขึ้นสู่อำนาจ

          เราอาจจะพูดว่า ระบอบศักดินายืมพลังจากประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณหรือว่าทุนใหม่ก็เป็น ไปได้ แต่ผมคิดว่า พลเอกเปรมไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพลเอกเปรม แล้วระบอบประชาธิปไตยจะเต็มใบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอำนาจนิยมหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังมีพื้นที่ที่แน่นอนในสังคมการเมืองไทย

          วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัดเจนว่า พลเอกเปรมใช้อำนาจนั้นผ่านคปค. ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ เปิดเผยขนาดนี้”

          นายสนธิ เห็นหรือยังว่าใครกันแน่ ที่ลากดึงพลเอกเปรม เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และพลเอกเปรม เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือไม่ อย่างไร

          ถึงแม้วันนี้ นายสนธิ ทีมงานผู้จัดการ และ นายสุริยะใส จะออกมาเสนอความเห็นว่าไม่ควรดึงพลเอกเปรม มาเกี่ยวโยงกับการเมือง แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะ นายสนธิ นั่นล่ะ คือ ผู้ที่ดึงพลเอกเปรม ออกมาเกี่ยวข้องกับการเมือง และ นายสุริยะใส คือ ผู้ที่เปิดเผยว่าพลเอกเปรม คือผู้อยู่เบื้องหลังคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และขณะนี้ พลเอกเปรม เป็นผู้ใช้อำนาจผ่าน คปค. นั่งบัญชาการที่บ้านสี่เสาเทเวศร์

          การเปิดเผยของนายสุริยะใส หนึ่งในผู้ร่วมทีมโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ตรงกับการรับรู้ และความเชื่อของประชนจำนวนมาก

          จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนเหล่านั้น จะเดินทางไปชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพราะนายสุริยะใส เป็นผู้เปิดเผยเองว่า บ้านสี่เสาเทเวศร์ คือ กองบัญชาการ ที่พลเอกเปรม ใช้สั่งการคปค. หรือ คมช.ในขณะนี้

          ดังนั้น หากการกล่าวพาดพิงพลเอกเปรม คือ การโจมตีพลเอกเปรม และกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ต้องนับ นายสุริยะใส เป็นหนึ่งในขบวนการโจมตีพลเอกเปรม ด้วย เพราะข้อมูลที่ได้จากนายสุริยะใส คือ พยานเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนเปลี่ยนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร จากสนามหลวงเป็นบ้านสี่เสาเทเวศร์

          กรณีที่เกิดขึ้นนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ ทีมงานผู้จัดการ น่าจะเรียกร้องให้พลเอกเปรม ออกมาชี้แจงกับประชาชน ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร จริงดังที่นายสุริยะ เปิดเผยหรือไม่ มากกว่าที่จะมากล่าวหาให้ร้ายประชาชน ที่ไปชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

          เนื่องเพราะประชาชน ไปตามข้อมูลลายแทงที่นายสุริยะใส กตะศิลา พันธมิตรของนายสนธิลิ้มทองกุล และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นผู้ชี้ทางให้

          คำชี้แจงทั้งสามประเด็นนี้ น่าจะทำให้ท่านเข้าใจผมและทีมงานได้ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ได้หวังว่าท่านจะเชื่อหรือเข้าใจผมและทีมงาน

          สิ่งที่ผมหวังจริงๆ ก็คือ หวังว่า ท่านจะกลับไปทบทวนพฤติกรรมในอดีตของท่าน และรู้สำนึกเสียใจต่อการกระทำของตนเองบ้าง และหวังมากขึ้นไปอีกว่า ท่านจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และประชาชน มากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ดังที่ท่านกระทำมาโดยตลอด

          หยุดเถอะครับ ประเทศไทยของเราเสียหายมากเกินไปแล้ว

          หยุดเถอะครับ วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศวางมือทางการเมือง แล้ว

          วันใดที่ท่านประกาศหยุดเจตนารมณ์อันชั่วร้าย ผมเชื่อว่าประเทศไทยของเราจะกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย และจะได้เดินหน้ากันอีกครั้ง

         

ผมไม่ขออะไรจากท่านมาก นอกจากจะขอให้ท่านเห็นแก่ประเทศไทยของเรา ก็เท่านั้น เอง
Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: