ความผิด4ข้อที่ทำให้ ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหาร

           

           1 ปีที่ผ่านมา ผมนั่งทบทวนอยู่หลายครั้ง และนั่งฟังเพื่อนพ้องน้องพี่สนทนากันอยู่หลายครา เกี่ยวกับชะตากรรมของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยเวรกรรมวิบัติซ้ำอันใดเล่าที่ทำให้ คนที่ทุ่มเททำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน และจงรักภักดีอย่างนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องกลายมาเป็นคนอัตคัตแผ่นดินอยู่อาศัยในเวลานี้

           365 วันที่ผันผ่านมา กับการมองทุกมุม คิดทุกด้าน อ่านทุกประเด็น เห็นเกือบทุกเรื่อง ผมขอสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า เหตุที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ เพราะความผิดพลาด 4 ข้อ คือ

           1. เป็นผู้จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เกินหน้าเกินตา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ผู้ที่อ้างว่าจงรักภักดียิ่งกว่าชีวิต แต่กลับคิดใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่น อยู่ตลอดเวลา

           ความจงรักภักดีของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงออกให้ประชาชนชาวไทยและประชาชนทั่วโลก ได้เห็นและตระหนักถึง ก็คือ การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ พระราชา พระราชินี พระราชาธิบดี จากประเทศต่างๆ เข้าร่วมถวายพระพร เป็นจำนวนมากที่สุด เป็นการชุมนุมพระราชวงศ์ทุกพระราชวงศ์ของโลกในประเทศไทย อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดมาก่อน และทุกพระราชวงศ์ที่มาร่วมชุมนุมกันในครั้งนี้ ก็มีพระราชประสงค์ตรงกันคือ เพื่อถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทั่งสื่อมวลชนต่างชาติ ถวายพระราชสมัญญานาม “พระราชาแห่งราชา” หรือ “King of The King”

           ความจงรักภักดีของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และ การจัดงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความทุ่มเท นี้ นอกเหนือจากเป็นการจัดงานถวายเพื่อเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี แล้ว ยังเป็นการจัดงานที่ทำให้คนไทยทั้งชาติ ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะปัญหาการเมือง มีความสมัครสมานสามัคคีกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในรอบ 1 ปี อีกทั้งยังเป็นงานที่ทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข ปลาบปลื้มปีติ ยิ้มทั้งน้ำตา และรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย รู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร รู้สึกมีเกียรติที่อยู่ในประเทศไทยที่มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม เป็นที่ยอมรับของพระมหากษัตริย์ทั่วโลก

           ก่อนที่การจัดงานจะเริ่มขึ้น ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 มีข่าวใหญ่ปรากฎบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงประธานการจัดงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปี จาก นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โดยอ้างแหล่งข่าวจากบุคคลผู้ใกล้ชิด พล.อ.เปรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอิจฉาริษยาของผู้ให้ข่าว และผู้อยู่เบื้องหลังการให้ข่าวนั่นเอง ในเวลาต่อมาก็ปรากฎว่าหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ถูกนายกฯทักษิณ ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาท และนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นตัดสินว่าหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น มีความผิด เนื่องจากมีเจตนาไม่สุจริตในการนำเสนอข่าว และทำให้นายกฯทักษิณ เสื่อมเสียชื่อเสียง

           ความจงรักภักดีของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงออกให้ประชาชนคนไทยได้ประ จักษ์ ผ่านการจัดงานเฉลิมฉลองครองสิริราชย์สมบัติ 60 ปี ถูกบุคคลบางกลุ่มนำไปบิดเบือนว่าเป็นการกระทำด้วยอาการเสแสร้ง ไม่ได้จงรักภักดีจริง และกระทำการไม่เหมาะสมหลายกรณีด้วยกัน มีการส่งอีเมลล์กล่าวหานายกฯทักษิณ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปยังประชาชนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ขอบใจรัฐบาลและประชา ชนชาวไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ครั้งนี้

           แต่ความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ที่แสดงออกผ่านการจัดงานเฉลิมฉลองครองสิริราชย์ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการกล่าวขานจากนานาชาติได้เพียง 3 เดือนเศษ หรือ 100 วันเท่านั้น ก็กลายเป็นความย่ำแย่ในสายตาของนานาชาติทันที เมื่อ คณะรัฐประหาร ที่มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นหัวหน้า ก่อการรัฐประหารขึ้น และ ยังสร้างความเสื่อมเสียแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการทำให้คนไทยและคนทั่วโลก เข้าใจผิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุน หรือ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

           เสียงแซ่ซ้องชื่นชมประเทศไทยหายวับไป พร้อมกับการเข้ามาของเสียงล้อรถถังบดกับถนนที่เคลื่อนออกมาก่อการรัฐประหาร

           พฤติกรรมของคณะรัฐประหาร ที่อ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดียิ่งกว่าใครๆ ในแผ่นดินนี้ ที่แสดงออกมาด้วยการก่อการรัฐประหาร ในปีมหามงคล ในปีที่ทั่วโลกสรรเสริญว่าพระมหา กษัตริย์ไทย ทรงเป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตย และกษัตริย์นักพัฒนา และที่กำลังแสดงอยู่ในขณะนี้ ผ่านการเตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองในพระราชวโรกาสพระชนมายุครบ 80 พรรษา ซึ่งจนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นวี่แววการจัดงานที่จะทำให้คนไทยทั้งชาติได้ชื่นชมพระบารมี และได้มีความ สุขเหมือนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 แม้แต่น้อย

           การแสดงออกถึงความจงรักภักดีของนายกฯทักษิณ ชินวัตร  เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไทยและทั่วโลก ในวันนั้นเอง คือ ข้อผิดพลาดสำคัญประการที่หนึ่งที่ทำให้คณะทหารและพล.อ.เปรม ต้องก่อการรัฐประหาร โค่นล้มนายกฯทักษิณ เพราะไม่ต้องการเห็นใครก็ตามเป็นผู้ได้ชื่อว่าจงรักภักดียิ่งกว่าตนเองและพรรคพวก ที่ต้องการผูกขาดความจงรักภักดี เพื่อประโยชน์ของตนเอง

           2. ปล่อยปละละเลยให้มีการสร้างความแยกในชาติ โดยไม่ดำเนินอย่างเด็ดขาด กับผู้สร้างความแตกแยกนั้น เพราะมัวแต่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย คิดไปในทางที่ดีว่า ผู้สร้างความแตกแยกในชาติ เป็นเพียงผู้มีความแตกต่างทางความคิด และต้องการแก้ปัญหาตามแนวทางประชาธิปไตย เท่านั้น

           หาก นายกฯทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ เครือข่ายพันธมิตรฯ ตลอดจนบริวารในสื่อเครือผู้จัดการ ด้วยความเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ละเลยให้มีการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอยู่เนืองๆ จนทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ เครือข่าย บริวาร ได้ใจ กระทำตนเป็นอันธพาล สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง นึกอยากจะปิดถนนสายใดก็ปิดได้ตามอำเภอใจ นึกอยาจะไปชุมนุมสถานที่แห่งใด ก็ไปได้ตามใจชอบ เหตุการณ์บ้านเมืองก็จะไม่ระส่ำระสาย คณะทหารก็จะไม่มีเงื่อนไขในการก่อการรัฐประหาร แล้วอ้างเหตุว่าเพื่อป้องกันบ้านเมืองแตกแยก

           การปล่อยปละละเลยให้ผู้กระทำความผิด อยู่เหนือกฎหมาย ของนายกฯทักษิณ เป็นเหตุให้คนดีถูกล้อมกรอบจากคนชั่ว ผู้ถือกฎหมาย ไม่กล้าใช้กฎหมายในมือจัดการกับผู้กระทำความผิด กระทั่งก่อให้เกิดเป็นแฟชั่น เกิดค่านิยมผิดๆ ในสังคมไทย ว่าการชุมนุมประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรี ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย เป็นเครื่องหมายที่แสดงออกถึงความกล้าหาญใน ทางการเมืองของประชาชน เป็นการแสดงออกถึงการเป็นวีรชน เป็นคนกล้า เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้มีอุดมการณ์ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ทหารก่อการรัฐประหาร ล้มล้างระบอบประชาธิป ไตย ก็นับเป็นผู้รักประชาธิปไตย

           เพราะปล่อยให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่าย บริวาร กระทำการได้ทุกอย่างตามใจชอบ ประพฤติตนเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย อย่างยาวนานร่วมปีนี้เอง ที่ทำให้ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องประสบพบเจอกับการรัฐประหาร และต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ไประเห็จเร่ร่อนอยู่ต่างแดน

           อย่างไรก็ตาม 1 ปีที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และ คนไทยถูกปกครอง ถูกตีกรอบ ถูกครอบงำจากคณะรัฐประหาร ในนาม คมช. ความแตกแยกของประชา ชนคนในชาติ ก็หาได้ยุติลงไม่ แต่กลับขยายตัวรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะการกระทำของคมช. เองทั้งหมด ที่เลือกปฏิบัติกับคนไทยด้วยกัน เห็นคนบางกลุ่มเป็นพวก เห็นคนบางกลุ่มเป็นศัตรู ยกย่องคนกลุ่มหนึ่ง แต่จ้องกำจัดคนอีกกลุ่มหนึ่ง นำมาสู่ความแตกแยกของคนในชาติ ที่ยากจะเยียวยา ประหนึ่ง แก้วที่แตกร้าว ยากจะประสานเป็นเนื้อเดียวกันได้อีก

           พฤติกรรมของคมช. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นพฤติการณ์ของ ผู้ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน ที่กำลังทำลายชาติ อย่างให้อภัยไม่ได้ และต้องได้รับโทษอย่างสาสมแก่ความผิดที่ได้ก่อแก่ประเทศชาติ ประชาชน และราชบัลลังก์

           3. เคารพ ให้เกียรติ แก่อำนาจตุลาการ ในฐานะหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย ที่มีความอิสระ ให้ศาลกำดับดูแลควบคุมกันเอง  จึงเป็นการเปิดโอกาส เปิดช่องให้มีการแทรกแซงและครอบงำอำนาจตุลาการ และ กระบวนการยุติธรรม ทุกระดับ ทั้ง ศาล อัยการ และ ตำรวจ ไม่สามารถป้องกันกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม นำอำนาจตุลาการ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนได้

           อำนาจตุลาการ เป็นหนึ่งในสามอำนาจที่ประกอบเป็นอำนาจอธิปไตย ซึ่งต้องเป็นอำ นาจที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซงและชี้นำจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมา จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจทราบได้ อำนาจตุลาการกลับถูกแทรกแซง และชี้นำโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม และคนในวงการตุลาการบางคนก็ไปรับใช้ ไปร่วมขบวนการกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร นำอำนาจตุลาการไปเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร ในการกำจัดคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้การเลือกตั้งดำเนินการไปได้ ทั้งๆ ที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

           ความผิดพลาดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่สามารถสกัดกั้นการแทรกแซงอำนาจตุลาการ และไม่สามารถป้องกันบุคคลในอำนาจตุลาการไปรับใช้ขบวนการโค่นล้มรัฐบาล ได้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ นายกฯทักษิณ และรัฐบาล ถูกทำให้เสื่อมศรัทธาลงได้อย่างรวดเร็ว จากการประทับรับฟ้องคดีความต่างๆ ที่มีผู้ฟ้องร้อง ซึ่งทั้งผู้ฟ้องร้องและผู้ประทับรับฟ้อง ล้วนแต่เป็นคนในขบวนการเดียวกัน และการใช้อำนาจตุลาการเพื่อแทรกแซง กำจัดคู่แข่ง หรือ ศัตรูทางการเมือง ยังคงดำเนินมาจนถึงขณะนี้ และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอนาคตอีกด้วย

           การปรากฎตัวของจรัล ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง โดยมีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมฉลองชัยชนะด้วย เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงระหว่างอำนาจตุลาการ กับขบวนการโค่นล้มรัฐบาล และคณะรัฐประหาร อย่างแจ่มชัด

           การรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังการรัฐประหารของ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประ ธานศาลฎีกา ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในขบวนการตุลาการภิวัฒน์ และคำพิพากษาจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของฝ่ายตุลาการ กับคณะรัฐประหาร และสะท้อนถึงการตอบแทนซึ่งกันและกันระหว่างนายชาญชัย กับ คณะรัฐประหาร โดยที่ยากจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกัน

           ขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้ยุติบทบาทและการขับเคลื่อนเพื่อทำลายล้างนายกฯทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้ว่าจะได้รับชัยชนะจากการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 แล้วก็ตาม หากแต่เพิ่มความเข้มข้น และขับเคลื่อนอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะใช้กฎหมาย และอำนาจตุลาการที่อยู่ในมือ จำคุกนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้ได้ ดังจะเห็นได้จากคดีความต่างๆ ที่ถูกนำขึ้นสู่ศาล ซึ่งมีการวางแผนกระทำการกันอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง

           เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคดีที่นายกฯทักษิณ และครอบครัว ฟ้องร้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ กรรมการคตส. ศาลจะยกฟ้องเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคดีที่มีการฟ้องร้องนายกฯทักษิณ และครอบครัว ศาลจะประทับรับฟ้องเกือบทุกคดี แม้แต่คดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และศาลประทับรับฟ้องแล้ว อัยการยังถอนฟ้อง โดยอ้างเหตุเพื่อความสมานฉันท์ แต่ไม่คำนึงถึงพระบรมเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกดูหมิ่น และทำให้เสื่อมเสีย

           ปัจจุบันนี้อาจจะกล่าวได้ว่า อำนาจตุลาการ ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนคนไทย และศาลไทยซึ่งเคยเป็นที่เชื่อถือของนานาชาติ มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเช่นในอดีต ความเชื่อถือในความเที่ยงตรง เป็นธรรม และอิสระ ลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากการนำอำนาจตุลาการไปรับใช้ขบวนการที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง และใช้อำนาจตุลาการเพื่อแสวงหาอำนาจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มนั่นเอง

           4. การป้องกันไม่ให้ข้าราชการในระบอบอำมาตยาธิปไตย มีโอกาสโกงกินคอรัป ชั่น และไม่ได้รับคอมมิชชั่น จากที่เคยได้รับในอดีต โดยลดอำนาจการสั่งซื้อ สั่งจ้างของข้าราชการประจำ ให้น้อยลง และเพิ่มอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนองค์กรภาคประชาชนมีอำนาจมากขึ้น เช่น ลดงบประมาณกองทัพ เพิ่มงบประมาณของอบต. อบจ. และ กองทุนหมู่บ้าน ให้ประชาชนตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตัวเองได้

           รัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร เน้นการพัฒนาประเทศ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำให้อำนาจของข้าราชการที่เคยมีมาในอดีตถูกกระทบ และลดน้อยลง อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลนายกฯทักษิณ พัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่บอนไซระบอบอำมาตยาธิปไตย

           ในกรณีของกองทัพ การจัดซื้ออาวุธ ซึ่งมีค่าคอมมิชชั่น เป็นรายได้พิเศษของผู้บัญชา การ หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง หลายยุคหลายสมัยในอดีต ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นจารีตประเพณีของกองทัพ ถูกนายกฯทักษิณ ปรับเปลี่ยนนโยบาย จากการซื้อขายเงินสด เป็นการบาร์เตอร์เทรดกับสินค้า และใช้ระบบเคาน์เตอร์เทรด มาแทน เป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้ ค่าคอมมิชชั่นที่เคยได้รับ หายไป เป็นเหตุให้กองทัพไม่พอใจนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไปขัดผลประโยชน์ของตนเอง

           เห็นได้ว่าหลังการรัฐประหาร กองทัพเป็นใหญ่ ทหารเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ มีการเพิ่มงบประมาณของกระทรวงกลาโหม จาก 80,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากไม่ได้รับงบประมาณจัดซื้ออาวุธ และพัฒนากองทัพ มานานแล้ว

           น่าสังเกตว่าตัวเลข 70,000 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นของงบประมาณกระทรวงกลาโหม เป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลนายกฯทักษิณ ตั้งไว้สำหรับกองทุนหมู่บ้าน ในโครงการ S M L ที่เตรียมการจัดสรรเงินให้ประชาชน มีอำนาจตัดสินใจใช้เงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน กันเอง แต่ถูกตัดทิ้งไปแล้วหลังการรัฐประหาร

           การจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง ที่ฉาวโฉ่ ของกองทัพบก ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กำหนดสเปกให้ออกมาเป็นรถหุ้มเกราะล้อยางของยูเครน และจะเอาให้ได้ ทั้งๆ ที่ขัดต่อระเบียบการจัดซื้อ เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ว่า นายทหารของกองทัพ มีสภาพไม่ต่างจากเสือหิว ที่อดอยากมานาน ทั้งๆ ที่รู้ว่ากินเข้าไปแล้วอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ก็ยังไม่ลดละ จะกินให้ได้ จนถูกสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีพฤติกรรมไม่โปร่งใส

           ในห้วงเวลาของการปกครองโดยคณะรัฐประหาร และ รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหาร การคอรัปชั่นโดยระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งจากรัฐมนตรี และข้าราชการ เป็นไปอย่างกว้างขวางและโฉ่งฉ่างอย่างยิ่ง กรณีการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษมูลค่า 800 ล้านบาท ของ บริษัททีโอที หรือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ในอดีต ทั้งๆ ที่ขัดต่อคำสั่งและนโยบายของกระทรวงไอซีที แต่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด ก็ยังฝ่าฝืนที่จะดำเนินการให้ได้

           การเข้าไปหาประโยชน์ผ่านขบวนการตรวจสอบในบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ด้วยลีลาการแบล็กเมล์ หรือตบทรัพย์ ผู้ประกอบการธุรกิจในสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ เครือข่ายคณะรัฐประหาร เข้าไปสูบเลือดสูบเนื้อจน ประสบภาวะขาดทุนทั้งผู้ประกอบการ และ ทอท. ก็เป็นฝีมือของพล.อ.สพรั่ง หนึ่งในแกนนำคณะรัฐประหาร นั่นเอง

           ต้องยอมรับว่าการบริหารประเทศของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทำให้ประชาชนมีความพึงพอใจอย่างมาก ประชาชนได้รับอำนาจในการตัดสินใจ กำหนดชีวิตตัวเอง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน การบริหารของนายกฯทักษิณ ก็ไปทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เคยมั่งคั่งทั้งเงินทอง และอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อำนาจที่เคยมีมากมาย หลุดมือไปอยู่ในมือของประชาชน จึงทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่นำโดยทหาร ไม่พอใจ และเมื่อได้จังหวะที่รัฐบาลอ่อนแอ เพลี่ยงพล้ำทางการเมือง จึงออกมาก่อการรัฐประหาร และยึดอำนาจกลับคืนไปทันที

           4 ข้อนี้คือ ความผิดพลาด ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในห้วงเวลา 5ปีเศษของการบริหารประเทศ และเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ถูกรัฐประหาร โดยหัวหน้าขบวนการระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่รู้สึกสูญเสียอำนาจไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากที่ประชาชนเลือกและมอบอำนาจให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนท่วมท้น

           ผมเชื่อว่าความผิดพลาด ข้อที 4  เป็นความผิดพลาดที่นายกฯทักษิณ กระทำขึ้น ด้วยความตั้งใจ เพราะเป็นความตั้งใจที่จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ประชาชนคนยากจนทั่วประเทศ ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

           เป็นความผิดพลาดในสายตาของระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ เป็นความถูกต้องในสายตาของประชาชนคนยากจนทั่วประเทศไทย และเป็นการเปิดมิติใหม่ทางการเมืองให้ประชา ชนคนยากจน ได้รู้ว่าประชาชนทุกคนเป็นผู้มีอำนาจจริง เป็นผู้มีสิทธิที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ระบอบอำมาตยาธิปไตย มากำหนดชีวิตของตัวเอง เช่นในอดีตที่ผ่านมา

           หากนายกฯทักษิณ ไม่ทำความผิดพลาด 4 ข้อนี้ ไม่ทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตย เสียประโยชน์ ก็คงไม่ถูกรัฐประหาร แต่นายกฯทักษิณ ก็จะไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่แตกต่างจากนายก รัฐมนตรีคนอื่นๆ และคำกล่าวที่ว่า “ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และจะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง” ก็คงจะเป็นเพียงคำกล่าวลอยๆ ที่ไร้ความหมาย

           แต่จากความผิดพลาด 4 ข้อนี้เอง จึงทำให้นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำการเปลี่ยน แปลงมาสู่ชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

           ในฐานะ นายกรัฐมนตรีในดวงใจของประชาชนคนยากจนทั้งแผ่นดิน

           ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะมีนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีกกี่คนในวันข้างหน้า แต่ประชาชนคนยากจน จะไม่มีวันลืมนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: