คมช.ยืมมือประชาชนบังคับในหลวง

 

         19 สิงหาคม นี้ จะมีการลงประชามติกฎหมายฉบับแรกในประเทศไทย และกฎหมายฉบับแรกที่นำมาให้ประชาชนลงประชามติ ว่าจะ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

         เป็นกฎหมายสูงสุด ฉบับที่ 18 ในรอบ 75 ปี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย

         เป็นกฎหมายสูงสุดที่ถูกฉีกทิ้งบ่อยที่สุด ถูกละเมิดมากที่สุด โดยที่ผู้ฉีกและกระทำละเมิด ไม่เคยได้รับโทษ ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

         ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ รัฐบาล คมช. และ สสร. ไม่ได้พูดให้ประชาชนฟัง นอกเหนือจากบอกว่า เป็นความใจกว้าง เป็นการแสดงท่าทีนักประชาธิปไตย ของเผด็จการทหาร และสมุนบริวาร ที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็คือ การลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม นี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ พระมหากษัตริย์ จะถูกบังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย เพื่อประกาศใช้บังคับ โดยที่ไม่มีพระบรมราชวโรกาสที่จะใช้พระบรมราชวินิจฉัย

         จะเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงถูกบังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธยกฎหมาย ที่มีนักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาวิชาชีพ ประชาชนจำนวนมาก ชี้ให้เห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา มีข้อบกพร่อง และเป็นพิษภัยต่อประชาชนที่จะถูกบังคับใช้อยู่ใต้กฎหมาย และผู้ที่ทำหน้าที่ยกร่างหรือเขียนกฎหมาย ก็ยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ข้อบกพร่อง ไม่มีความสมบูรณ์ และต้องมีการแก้ไขอีกหลายประการ

          จะเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงถูกบังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธยกฎหมายที่ไม่มีความสมบูรณ์ และเป็นพิษภัยต่อประชาชนของพระองค์ เพื่อความพึงพอใจของคณะเผด็จการทหาร และคณะผู้เขียนกฎหมาย แบบ “เซ็นๆ ไปเถอะ” และ “เซ็นๆ ไปก่อน ดีไม่ดี ก็ต้องเซ็น แล้วค่อยไปแก้ไขกันใหม่”

         จะเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงถูกบังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธยกฎหมาย โดยที่ทรงทราบล่วงหน้าว่า หลังจากทรงลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ก็จะมีการพิจารณาแก้ไขกันทันที เพื่อให้มีเนื้อหาที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า และ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า

         ผู้ที่จะบังคับพระมหากษัตริย์ ก็คือ ประชาชนผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพระองค์ นั่นเอง

         “ประดาบ” ไม่ทราบว่า ขณะนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวงของประดาบ มีพระราชฐานะเช่นใดกันแน่ในหัวใจของคณะเผด็จการทหาร และ ส.ส.ร.ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550

         เผด็จการทหารที่อวดอ้างความจงรักภักดียิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

         นักกฎหมาย นักวิชาการ ทหาร ข้าราชการ และพลเรือน จำนวน 100 คน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสสร. ทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญ 2550

         ท่านเหล่านี้ ยังมีหน้ามากล้าพูดว่าเป็นผู้จงรักภักดี และ ปฏิบัติหน้าที่สนองพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปกป้องพระบารมี พระเกียรติยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์ จริงหรือไม่

         เหตุที่ ประดาบ ต้องตั้งคำถามเช่นนี้ เพราะ คำพูดของ จรัล ภักดีธนากุล รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในการกำหนดบทบัญญัติทั้ง 309 มาตรา ที่พูดบนเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บ้านมนังคศิลา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อบกพร่องหลายแห่ง แต่ขอให้ประชาชนให้ความเห็นชอบ หรือ “รับ” ไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขกันใหม่

         จรัล ภักดีธนากุล พูดในท่วงทำนองที่ว่า “ขอให้ประชาชนทั้งหลาย กลั้นใจ ฝืนใจรับไปเถอะ แล้วค่อยไปแก้ไขเมื่อมีโอกาสในวันข้างหน้า”

         คำแนะนำที่จรัล ภักดีธนากุล ให้แก่ประชาชนในการสรุปเนื้อหาการดีเบตในวันนั้น ไม่ต่างจากแนะนำประชาชนว่า ไปตายเอาดาบหน้า ไม่ต่างจากคำแนะนำคนทำงานในลักษณะขายผ้าเอาหน้ารอด ไปวันๆ

         ถ้าลำพังประชาชน รับๆ ไป กลั้นใจรับไปก่อน ฝืนใจรับไปเถอะ แล้ว กฎหมายมีผลบังคับใช้เลย ก็พอทำเนา แต่ จรัล ภักดีธนากุล จงใจที่จะลืม และตั้งใจที่จะไม่พูดถึงขั้นตอนต่อไป หลังจากประชาชน กลั้นใจรับ ฝืนใจเห็นชอบไปแล้ว ก็คือว่า จะต้องมีการทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และพระราชทานกลับคืนมา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา รัฐธรรมนูญ จึงจะมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์

         จรัล ภักดีธนากุล ในฐานะอดีตผู้พิพากษา ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย คิดได้อย่างไรว่า จะบังอาจทูลเกล้าฯ กฎหมายสูงสุดของประเทศที่มีขอบกพร่องมากมาย และนักกฎหมาย นักวิชาการ ประชาชนหลายล้านคน ไม่เห็นชอบ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย ไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขในข้างหน้า

                 พระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย่อมมิใช่ตราประทับรับรองความถูกต้องแก่คณะเผด็จการทหาร ยิ่งมิใช่ตราประทับรับรองชัยชนะให้แก่ประชาชนฝ่ายหนึ่ง ที่มีคะแนนมากกว่าประชาชนอีกฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นพระปรมาภิไธยที่ประทับลงบนสิ่งที่ถูกต้องที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ เป็นสำคัญ

         พระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ของคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน จึงมิใช่ตราประทับที่ซับหมึกลงบนกระดาษให้เสร็จสิ้นกระบวนพิธีไปแต่วันนี้ แล้ววันพรุ่งค่อยคิดแก้ไขกันใหม่ ว่าจะเอาอย่างไรกันดี กับกฎหมายที่เพิ่งทรงลงพระปรมาภิไธย

         พระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจแก่คนไทยทั้งประเทศ จึงไม่ควรจะปรากฏอยู่บนกฎหมายที่ทุกฝ่ายก็เห็นพ้องตรงกันว่า เป็นกฎหมายที่มีความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และเป็นโทษแก่ประชาชน ด้วย อันจะเป็นการขัดกับพระบรมราชโองการ “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม” ในเมื่อนักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชนจำนวนมาก ได้แสดงเหตุผลประกอบคำทักท้วงแล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มิได้อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ตรงกันข้าม กลับมีบทบัญญัติหลายมาตรา ที่จะเป็นการอวยโทษให้แก่มหาชนชาวสยาม เมื่อนำมาบังคับใช้

         พระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะปรากฏขึ้นเหนือกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง ภายหลังจากที่ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะใช้พระบรมราชวินิจฉัยร่างกฎหมายทุกฉบับ ก่อนจะทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงมีพระราชอำนาจที่จะยับยั้งกฎหมาย ด้วยการไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย และไม่พระราชทานกลับคืนแก่ผู้ทูลเกล้าฯ ด้วย

         แต่กรณี ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลับไม่มีพระบรมราชวโรกาสที่จะได้ใช้พระบรมราชวินิจฉัย ไม่มีพระราชอำนาจที่จะทรงยับยั้ง ซึ่งเจตนารมณ์ประการนี้ของคมช. และ สสร. ได้ปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 มาตรา 31 ที่บัญญัติไว้ว่า ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้ว ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้

         นอกจากนี้ในเวปไซต์ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สสร. เตรียมการไว้พร้อมแล้วที่จะทูลเกล้าฯ โดยเขียนข้อความไว้ล่วงหน้าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุมัติ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการลงประชามติ แสดงให้เห็นว่า คมช. และ สสร. มีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ผลการประชามติ บังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างชัดเจ

         นัยยะสำคัญของการลงประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้ก็คือ การใช้มติมหาชนบีบบังคับและกดดันต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย โดยที่ไม่ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เลย ในกรณีที่ผลการประชามติ ปรากฏว่ามีผู้เห็นชอบ มากกว่าผู้ไม่เห็นชอบ เพราะหากทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่างจากผลประชามติ ก็เท่ากับว่า ทรงไม่ยอมรับผลการประชามติ และถูกครหาได้ว่าไม่ดำรงพระราชฐานะพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

         การลงประชามติ 19 สิงหาคม 2550 ก็เพื่อใช้ผลประชามติ เป็นเครื่องมือบีบบังคับและกดดันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ เป็นแผนการของเผด็จการทหารคมช. ที่วางกันไว้แต่ต้น เนื่องจาก เผด็จการทหารคมช. ทราบตั้งแต่วันที่เข้าเฝ้าฯ แล้วว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงโปรดการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเท่ากับว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่เห็นด้วยกับการฉีกหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540

         เผด็จการทหารคมช. จึงวางแผนที่จะใช้ประชาชนเป็นเกราะกำบัง และเป็นด่านหน้าในการทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่ ซึ่งก็คือ ฉบับ 2550 โดยใช้ประชาชนเป็นข้ออ้าง และเป็นเครื่องมือบังคับให้ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีพระบรมราชวโรกาสที่จะทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัย ของพระองค์ได้เลย

         ภาพที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องตระหนักก็คือ หากผลการประชามติ ปรากฏว่า “เห็นชอบ” มากกว่า “ไม่เห็นชอบ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะถูกคมช. และ ผลการประชามติ (ซึ่งน่าเชื่อว่าคมช. จัดตั้งไว้ และเตรียมการทุจริต หรือ โกงการประชามติไว้แล้ว) บังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ 2550 โดยที่พระองค์ท่าน ทรงทราบดีว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นี้ มีประชาชนจำนวนมากมายหลายล้านคน ไม่เห็นชอบ

         จะเป็นครั้งแรกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย ในกฎหมาย ที่มีประชาชนไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก และเป็นความไม่เห็นด้วย ที่จะนำไปสูความแตกแยกของคนในชาติ เนื่องจากถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จากเผด็จการทหารคมช. และรัฐบาล ว่า ผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล และ คมช. อีกทั้งเป็นผู้มีพฤติกรรมทำลายความมั่นคงของรัฐ

         ปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลการลงการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คือ อารมณ์ ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียด และการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งข้าง แบ่งพวก มากกว่าที่จะตัดสินใจบนฐานความคิด หรือพิจารณาจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ทั้งในเชิง ปรัชญา โครงสร้าง และ ประโยชน์

         ดังนั้นผลการประชามติ วันที่ 19 สิงหาคม 2550 จึงไม่อาจบอกได้ว่าประชาชนชื่นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 มากน้อยเพียงใด แต่บอกได้ว่าประชาชนชาวไทย ได้แบ่งแยกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนแล้ว แต่ละฝ่ายมีกำลังเท่าไร และฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ ฝ่ายใดเป็นผู้แพ้

         ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกมองว่าเป็นเสมือนหนึ่งสิ่งบ่งชี้หรือเส้นแบ่งแยกประชาชนคนไทยสองฝ่าย มากกว่าที่จะถูกมองในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ

         การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย ของพระมหากษัตริย์ หลังจากทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยแล้ว เป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยที่พระมหากษัตริย์ มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ หรือมีคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น  

         แต่การที่เผด็จการทหารคมช. ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ว่าให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้น ในทางปฏิบัติ เท่ากับว่า พระมหากษัตริย์ ไม่อาจจะใช้พระบรมราชวินิจฉัย ได้อีก เพราะประชาชนได้แสดงความต้องการของประชาชนออกมาแล้ว ดังนั้นการลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ ของพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นเพียงสัญญ ลักษณ์ หรือมีคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น มิได้มีความหมายในเชิงเนื้อหา ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระราชอำนาจ ที่จะใช้พระบรมราชวินิจฉัยได้อย่างเต็มที่ และอิสระ

        ภาพหนึ่งที่ประชาชนพึงตระหนัก และไม่ควรให้เกิดขึ้นก็คือ การที่พระมหากษัตริย์ ต้องทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ โดยที่พระองค์ทรงทราบว่ามีประชาชนจำนวนหลายล้านคน ไม่เห็นด้วย เพราะจะมีผลถึงจิตใจของประชาชนจำนวนมาก และ มีผลถึงความผูกพันระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ อีกด้วย

         บนสภาพการณ์ที่น่าเป็นห่วงเช่นนี้ ประดาบ จึงขอตำหนิและกล่าวหาเผด็จการทหารคมช. ว่า มีความจงใจที่จะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือบีบบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่อาจจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นการละเมิดพระราชอำนาจอย่างชัดแจ้ง และขอกล่าวหาว่า เผด็จการทหารคมช. และสสร.ผู้ยกร่างรัฐธรรม นูญ มีเจตนาที่จะดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บังอาจวางแผนทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อบกพร่องมากมาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แบบ “ขอไปที” หรือ “ไปตายเอาดาบหน้า” แล้วค่อยไปแก้ไขใหม่ในวันข้างหน้า

         บนสภาพการณ์เช่นนี้ ประดาบ จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยทุกคน ช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อที่เผด็จการทหารคมช. จะไม่มีโอกาสทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และเพื่อที่จะกำจัดแผนชั่วของเผด็จการทหารคมช. ที่คิดใช้ประชาชน เป็นเครื่องมือบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติในสิ่งที่ขัดพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

        ดังนั้น 19 สิงหาคม นี้ ขอเชิญชวนร่วมกันลงมติ “ไม่เห็นชอบ”ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อปกป้องในหลวง ของเรา และ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคมช.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: