ก้อนกรวดในหัวใจ

           

           อยู่ดีๆ บทความเรื่องก้อนกรวดในรองพระบาท ก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขียนไปตั้งแต่เมื่อเมษายน ปีกลายนู้น (2550)

           จากอาการของผู้คนที่เดือดเนื้อร้อนใจกันในเวลานี้ กระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพรรคต้องยกทัพใหญ่ และมอบหมายให้ ชวน หลีกภัย ไสช้างออกรบ เพื่อ “ป๋า” ด้วยตนเอง ก็ทำให้น่าจะคะเนได้ว่า บทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” คงจะกลายเป็น “ก้อนกรวดในหัวใจ” ของ “ป๋า” ไปเสียแล้ว

           จำได้ว่า ขณะที่เขียน “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เป็นช่วงเวลาที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัยถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี

           จำได้ว่า ผมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาเพื่อถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออกด้วยตนเอง หลังจากที่ถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมกับการก่อรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นการละเมิดต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งองคมนตรี ว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ ขัดกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ให้จัดการเลือกตั้ง และแก้ปัญหาด้วยวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ พล.อ.เปรม กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ เป็นผู้วางแผนและบัญชาการการรัฐประหารด้วยตนเอง อีกทั้งยังนำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายรายงานในยามวิกาล อีกด้วย

           ก่อนการรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสูงยิ่งในการปลุกเร้าให้ทหารไม่ฟังคำสั่งรัฐบาล รวมไปถึงต่อต้านรัฐบาล

           วันรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสูงมากในการเป็นศูนย์กลางเหตุการณ์ และผู้ก่อการรัฐประหารทุกคน ต้องไปรายงานที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์

           หลังการรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงการประสานงานองค์กรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการคำสั่งคณะรัฐประ หาร ที่จะต้องเข้าไปรายงานความคืบหน้าการทำงานเป็นระยะ

           ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ของพล.อ.เปรม จึงเป็นเหตุผลที่ผมนำเสนอว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการเข้าชื่อถวายฎีกา แต่เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี ด้วยตนเอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ต้องแปดเปื้อนกับเรื่องราวทางการเมืองและการรัฐประ หาร ที่พล.อ.เปรม เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง

           ผมยังเรียกร้องต่อขบวนการ “ลูกป๋า” ขอให้ยุติการสร้างตรรกะ หรือแนวคิดที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจผิด ว่า การวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม เท่ากับเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นเพียงบุคคลธรรมดา มิได้เป็นบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใด

           อีกทั้ง พล.อ.เปรม อยู่ในฐานะที่ต้องพร้อมรับการตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์ หากเห็นว่าถูกละเมิดโดยปราศจากความจริง ก็มีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียง เกียรติ ยศของตน ตามแนวทางที่กฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว

           พล.อ.เปรม ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เช่นเดียวกับองค์พระมหากษัตริย์

           บทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เป็นการนำเสนอมุมมองในทางวิชาการ ที่มีเหตุมีผล และมีเอกสารอ้างอิงประกอบการนำเสนอตามสมควร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโดยง่าย และใช้ถ้อยคำสุภาพทุกคำ ทุกวรรค ทุกตอน ทุกบรรทัด ทุกย่อหน้า ตลอดทั้งเรื่อง

           บทความชิ้นนี้ปรากฏอยู่บนเวปไซต์ Hi-thaksin มายาวนานตั้งแต่เดือนเมษายน ปีกลาย จนถึงเดือนเมษายน ปีนี้ ผ่านช่วงเวลาและสายตาของคณะรัฐประหาร และรัฐบาลเผด็จการ มาโดยที่ไม่มีใครเอะอะโวยวาย

           จนกระทั่ง นายสมัคร สุนทรเวช พูดขึ้นมาในระหว่างที่มีความพยายามจาก “มือที่มองไม่เห็น” จะล้มล้าง ขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคพลังประชาชน ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เห็นแล้วไม่กล้าเปิดอ่าน บทความชิ้นนี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอยู่หลายวัน ก่อนจะเงียบหายไป เพราะถูกกระแสข่าวจัดตั้งรัฐบาล กลบ

           แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อ นายชวน หลีกภัย บอกว่ามีขบวนการโจมตีสถาบันองคมนตรี ทำให้มีเสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีว่าอยู่ดีๆ นายชวน จึงต้องไปลากสถาบันองคมนตรี มาเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งๆ ที่องคมนตรี จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

           แล้วเรื่องก็กระจ่าง เมื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลักฐานของขบวนการโจมตีสถาบันองคมนตรี คือ บทความเรื่อง ก้อนกรวดในรองพระบาท พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้มีการโจมตีพล.อ.เปรม

           ตามติดด้วยการโชว์ซีดีเพลง ซึ่งนายชวน บอกว่าหยาบคายเกินกว่าจะเปิดให้สื่อมวลชนฟังได้ บอกได้เพียงว่าเป็นเพลงโจมตีพล.อ.เปรม ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ มีการลงทุนสูง

           ทั้ง นายชวน และ นายเทพไท แสดงพฤติกรรมเสมือนหนึ่ง ทนายความของพล.อ.เปรม ที่กำลังดำเนินการปกป้องเกียรติยศของพล.อ.เปรม ไม่ให้ถูกละเมิด ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง หากกระบวนการปกป้องนี้ จะดำเนินการกันในศาล มิใช่มาดำเนินกันบนเวทีการเมือง ที่อาคารรัฐสภา และที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเป็นการดึงสถาบันองคมนตรี เข้ามาพัวพันกับการเมือง หนักขึ้นไปอีก ในสายตาของประชาชนทั่วไป

           คำถามก็คือว่า ใครกันแน่ที่กำลังนำการเมืองเข้าไปใส่ในสถาบันองคมนตรี

           คำถามก็คือว่า การวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของพล.อ.เปรม องคมนตรีหนึ่งคน ถือเป็นการโจมตีสถาบันองคมนตรี อย่างนั้นหรือ

           คำถามก็คือว่า ในขณะที่บทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท ปรากฏอยู่บนเวปไซต์ Hi-thaksin มานานหนึ่งปีเต็มๆ เหตุใด นายชวน จึงเพิ่งเดือดร้อนในวันนี้ เหตุใดจึงหยิบยกการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม มาเป็นประเด็นทางการเมือง อีกทั้งยังบิดเบือนการวิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล เป็นการโจมตีอย่างมีอคติ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อเจตนารมณ์การนำเสนอบทความ

           คำถามก็คือว่า ในขณะที่บทความก้อนกรวดในรองพระบาท มีจุดมุ่งหมาย เพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ต้องแปดเปื้อนกับพฤติกรรมที่ไม่บังควรของพล.อ.เปรม เหตุใดนายชวน จึงเลือกที่จะปกป้องพล.อ.เปรม และเรียกร้องให้ปิดกั้น ตัดทิ้งบทความที่แฉพฤติกรรมอันไม่บังควรของพล.อ.เปรม โดยไม่เอ่ยอ้างและไม่แสดงความห่วงใยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการกระทำของพล.อ.เปรม สักคำและสักครั้งเดียว

           คำถามก็คือว่า เป้าหมายในการออกโรงครั้งนี้ของนายชวน เป็นไปเพื่อปกป้องพล.อ.เปรม ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการถูกแฉพฤติกรรมที่ไม่บังควร หรือ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของพล.อ.เปรม

           คำถามก็คือว่า ในจำนวนองคมนตรีทั้งคณะ 18 ท่าน เหตุใดจึงมีพล.อ.เปรม เพียงท่านเดียวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ

           คำถามก็คือว่า การวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของพล.อ.เปรม ซึ่งเป็นองคมนตรีคนหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสถาบันองคมนตรี ด้วยอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์นายชวน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่งในขณะที่เป็นภริยาผู้อื่น จัดว่าเป็นการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั้งพรรค ด้วยใช่หรือไม่

           คำถามก็คือว่า นายชวน ถูกใครใช้ หรือ จ้างวาน หรือ อาสา มาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อเหตุผลใดกันแน่ หากมีความเป็นห่วงสถาบันองคมนตรี จริงดังที่กล่าวอ้าง ก็สมควรต้องพูดจาเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้นานแล้ว มิใช่เพิ่งมาแสดงอาการอึดอัดคับข้องใจกันในเวลานี้ อีกทั้งมิได้เคยนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า สถาบันองคมนตรีได้รับผลกระทบจากบทความ และ ซีดีเพลง ในเชิงโครงสร้างของสถาบัน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใย เห็นใจ พล.อ.เปรม เพียงคนเดียว

           คำถามก็คือว่า นายชวน กำลังเล่นเกม “การเมืองในสถาบันองคมนตรี” เพื่อผู้ใด และ เพื่อเป้าหมายใดกันแน่

           คำถามก็คือว่า นายชวน ก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรีไม่ได้ และสมควรจัดให้องคมนตรีอยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ใช่หรือไม่

           ยังมีอีกมากมายหลายคำถามที่อยากจะถาม แต่เพียงเท่านี้ ก็ไม่อาจจะคาดหวังได้กับคำ ตอบ ที่เต็มไปด้วยความจริง หลักการ มากกว่า สำบัด สำนวน และโวหาร จากนายชวน ผมจึงไม่อยากจะถามให้มากความไปกว่านี้

           ความรัก ความผูกพัน ในฐานะคนใต้ด้วยกัน

           ความใกล้ชิดสนิทแนบแน่น ในฐานะนักการเมืองที่เคยได้รับลาภ ยศ ตำแหน่ง และความ ก้าวหน้าทางการเมืองจากพล.อ.เปรม

           ความคาดหวังในผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน หาก “เกมการเมืองในองคมนตรี” จุดติดขึ้นมาได้จริง

           ความอยู่รอดร่วมกันของพรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.อ.เปรม ที่ผูกชะตาติดกันไว้

           เหล่านี้คือ เหตุและผล เท่าที่ ประดาบ พอจะมองเห็น และนึกออกว่าเป็นปัจจัยในการสั่งการให้นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีสองสมัย อย่าง นายชวน หลีกภัย ต้องลดตัวลงมาเล่นบท องครักษ์พิทักษ์ป๋า เสมอชั้นเดียวกับ เทพไท เสนพงศ์ อย่างไม่น่าเชื่อ

           ผมไม่เชื่อว่า นายชวน มีความห่วงใยสถาบันองคมนตรี ด้วยความสุจริตใจ แต่เชื่อว่านายชวน มีความรัก และห่วงใย พล.อ.เปรม ยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

           บัดนี้ นายชวน พร้อมแล้วที่จะรบเพื่อความอยู่รอดของ พล.อ.เปรม ที่กำลังถูกบั่นทอนความศรัทธาจากพฤติกรรมในอดีตและปัจจุบันของตนเอง ซึ่งเป็นความอยู่รอดที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอด และเติบโตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

           เกมนี้ ผู้ได้รับเลือกให้รับบทแม่ทัพ จึงต้องเป็น ชวน หลีกภัย คนเดียวเท่านั้น เพราะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังละอ่อนเกินไปกับเกมการเมืองที่มีความพิสดารพันลึกเช่นนี้ อีกทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีมลทินมากเกินไปที่จะเข้ามามีส่วนร่วม

           อันที่จริง ผมเคยถอดบทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท เก็บเข้าแฟ้มผลงานเก่าไปแล้ว แต่นำกลับมาโชว์ใหม่ ในวันที่ไม่ค่อยมีเวลาเขียนงานใหม่ๆ ให้ได้อ่านกัน และไม่เคยคิดว่าจะกลับมาฮอตและฮิตอีกครั้งในวันที่เวลาเติมอายุให้บทความชิ้นนี้มีวัย 1 ขวบปีเต็มๆ

           แต่มาถึงวันนี้ วันที่ใครบางคนกำลังรู้สึกว่าบทความชิ้นนี้ เป็นขวากหนามบนทางเดิน เป็นที่รำคาญสายตา ทำให้บดบังวิสัยทัศน์อันสวยงามที่วาดไว้ และอยากให้เก็บบทความชิ้นนี้ทิ้งไป ผมก็พร้อมที่จะสนองตอบให้ ด้วยการเก็บบทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท ไว้ในใจของใครบางคน ในฐานะ ก้อนกรวดในหัวใจ ตลอดไป

           อาจจะไม่ใช่เพียงก้อนเดียวที่จะส่งไปเก็บไว้ในใจใครบางคน หากแต่จะเพิ่มเข้าไปอีกหลายก้อน จนกว่าจะเต็มไปทุกห้องหัวใจ และขาดลมหายใจไปในที่สุด

           ขอขอบคุณ นายชวน หลีกภัย ที่กรุณายกระดับบทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” ให้เป็น “ก้อนกรวดในหัวใจ” ของใครบางคน ตลอดกาล

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: