กำจัดเผด็จการทหารเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย

  

                     กำจัดเผด็จการทหารเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์

 

ไม่มีคำขอโทษสักคำ สำหรับประชาชนที่ถูกกระบองหวดใส่ จนหน้าตาแตก เลือดทะลักออกปากและจมูก

ไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อยสำหรับประชาชนที่ถูกรุมกระทืบ ถูกทำร้ายด้วยแก๊สน้ำตา และเหยียบย่ำด้วยท็อปบู๊ต  จนแขน ขาหัก

ไม่มีแม้แต่คำกล่าวแสดงความเสียใจ ที่เกิดเหตุร้ายเลือดประชาชนคนไทยต้องไหลนองแผ่น ดินไทย และการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันราวกับว่ามิใช่คนไทยสายเลือดเดียวกัน

มีแต่ข้อกล่าวหาและคำใส่ร้ายป้ายสี “ม็อบรับจ้าง” โดนซะบ้าง จะได้รู้สึก “พวกก่อกวนบ้านเมือง” ยางหัวไม่ออก ไม่รู้สำนึก”พวกไม่รักชาติ” เห็นแก่เงิน ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ “พวกอำนาจเก่า” ต้องเอามันซะบ้าง

มีแต่คำดูถูกเหยียดหยาม พวกประชาชนโง่ๆ ถูกหลอก ถูกจูงจมูก ให้มาขับไล่คนแสนดีที่ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  

มีแต่การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ตัดต่อภาพถ่าย หลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ ว่า ตำรวจ ทหารถูกทำร้ายร่างกาย จึงต้องป้องกันตัว  โดยไม่บอกความจริงว่า ตำรวจ ทหาร ยิงแก๊สน้ำตาเบิกทาง แล้วย่ำท็อปบู๊ตลงบนร่างประชาชนที่นั่งอยู่กับพื้นถนน ดาหน้าเข้ามาเพื่อจับแกนนำนปก. จึงนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน กระทั่งลุกลามบานปลาย เป็นเหตุให้ คนแก่ เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย หลายร้อยคน  ต้องเสียเลือด ได้รับบาดเจ็บ ทั้งหนักเบาและสาหัส

มีแต่คำกล่าวส่งเสริม ให้ท้ายตำรวจ ทหาร และสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับประชาชน ให้หนักหน่วงเข้มข้นขึ้นไปอีก  อย่าได้ปราณีปราศรัยกับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ต้อง หนัก แรง เร็ว และเด็ดขาด เท่านั้น

มีแต่คำชื่นชมอันแสนรื่นหูและอบอุ่นใจยิ่งแก่ตำรวจ ทหาร ที่ทำร้ายประชาชน ว่าได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ราวกับว่าการทุบตีทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่มีสองมือเปล่า อย่างชายแก่ และหญิงวัยกลางคน จนเลือดท่วมหน้า เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งสลบเหมือดคาพื้นถนน นั้น เป็นการกระทำของวีรบุรุษของชาติ ที่เพิ่งได้ชัยมาจากศึกสงครามแย่งแผ่นดินไทย

มีแต่คำปลอบขวัญและเงินปลอบใจแก่ตำรวจ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่กับประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย และขับไล่บุคคลที่ทำให้เสื่อมเสียแก่พระมหากษัตริย์ กลับถูกเยาะเย้ยถากถาง เป็นพวกรับจ้างมาก่อ กวน และถูกทิ้งขว้าง ทั้งๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ และเป็นคนไทย เหมือนกัน

มีแต่คำกราบขอโทษ  คำปลอบขวัญ  และกำลังใจแก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  เท่านั้น ที่ถูกทำร้ายจิตใจ ได้ยินได้ฟังเรื่องจริงที่ไม่อยากฟังเกี่ยวกับตัวเอง ทั้งแอบอ้างพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสวงหาประโยชน์ และแสวงหาอำนาจ กระทั่งร่วมก่อกบฎ ฉีกรัฐธรรมนูญ

กับเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ รัฐบาลไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำได้เท่านี้จริงๆ

อาการร้อนอกร้อนใจ ถึงขั้นทุรนทุรายของพล.อ.สุรยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้  จนต้องเหมารถบัสพาคณะรัฐมนตรีทั้งคณะไปบ้านสี่เสาเทเวศร์เพื่อเข้าพบ ปลอบขวัญ และให้กำลังใจ พล.อ.เปรม  นั้น มีภาพไม่แตกต่างจากคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เดินทางไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ หรือ ถวายพระพร เนื่องในวโรกาสสำคัญ เลย

พฤติการณ์ของรัฐบาลสุรยุทธ์  ที่ปรากฎต่อหน้า ทำให้ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า “นี่เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หรือ “เป็นรัฐบาลของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” กันแน่

ก็อย่างที่เขียนไปเมื่อวันวาน เกิดเหตุระเบิดหน้าพระราชวังดุสิต เมื่อคืนวันฉัตรมงคล ทั้งทหาร ทั้งรัฐบาล ปิดข่าวกันเงียบ 3 เดือนผ่านไป จนวันนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ 

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  นายกรัฐมนตรี  ไม่เคยพูดเรื่องนี้สักคำ ไม่เคยนำรัฐมนตรีไปเข้าเฝ้าขอพระราชทานอภัยโทษที่ถวายการอารักขาพระราชวังและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ดีพอ  กระทั่งความคืบหน้าของคดีก็ไม่เคยติดตาม ไม่เคยมีการถวายกำลังใจ แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว

จึงไม่แน่ใจว่าที่มานั่งหน้าสลอน ชูคอ หัวร่อกันคิกคัก เทกำลังใจไว้กองรวมกันที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันวาน เป็นรัฐมนตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตั้งแต่ง กันแน่

 หลังเหตุร้ายผ่านไป 1 วัน ไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาจากรัฐบาล ว่าจะผสานความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติที่กำลังแตกแยกอย่างหนัก ให้กลับมาเป็นดินก้อนเดียวกัน ดังพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้อย่างไร

อดีตองคมนตรีอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังจำได้ไหม พระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” มีความหมายว่าอย่างไร

อดีตผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ อย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เคยนำทหารเข้าล้อมปราบและกระทืบประชาชนที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 และถูกสื่อมวลชนต่างประเทศ บันทึกไว้ส่งไปเผยแพร่ทั่วโลก สร้างชื่อเสียให้แก่ทหารไทยอย่างร้ายแรง  ยังจำ พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ได้ไหม

“..เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง..”  

เพียงเพื่อจะแก้แค้น และทำให้พล.อ.เปรม สบายใจ พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะองคมนตรี และผู้มีส่วนร่วมในการก่อเหตุพฤษภาทมิฬ จึงลืมพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสียหมดสิ้น  จำได้เพียงลมปากจากปลายลิ้นของพล.อ.เปรม  ในฐานะอดีตนายทหารคนสนิท เท่านั้นหรือ

พระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” กับคำสั่งของพล.อ.เปรม ให้ดำเนินการถึงที่สุดกับแกนนำ นปก. พล.อ.สุรยุทธ์ คงมีสติปัญญามากพอที่จะเลือกได้ว่าควรจะเดินในแนวทางใด ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี  ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ฤา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มิใช่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ แต่เป็นนายกรัฐมนตรีของตำรวจ ทหาร และประชาชนกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มล้างประชาธิปไตยเท่านั้น  ในขณะที่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่สนับสนุนการรัฐประหาร ถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรู เป็นอริ เป็นผู้ทำลายความมั่นคงของรัฐ ที่ต้องกำจัดทิ้ง

ฤา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มิใช่นายกรัฐมนตรี ที่ทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นองคมนตรี และนายกรัฐมนตรี แต่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานสนองบุญคุณพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ชุบเลี้ยง อุ้มชู สนับสนุนให้ได้ดิบได้ดี ก้าวหน้าในตำแหน่งราชการ

ฤา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มิใช่นายกรัฐมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จริงๆ

หาก พล.อ.สุรยุทธ์ ยังมีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยังมีความจงรักภักดีต่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชบัลลังก์ และสถาบันพระมหากษัตริย์  จริงดังปากว่า  พระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” และ พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ต่างหาก คือ แนวทางที่ต้องน้อมนำไปปฏิบัติ  มิใช่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ได้เลือกข้างแล้ว ที่จะอยู่ฝ่ายหนึ่ง และเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายหนึ่ง

เงินทอง ดอกไม้ กำลังใจ คำขอโทษ ที่นำไปมอบให้แก่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ ตำรวจ ทหาร ที่ทำร้าย ทุบตีประชาชน นั้น ไม่ต้องแบ่งปันเจือจานมายังประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของอำนาจเผด็จการหรอก ขอเพียงแค่อย่าได้ร่วมขบวนการบิดเบือน ปกปิดข้อมูลข่าวสาร  ภาพถ่ายต่างๆ กระทั่งสร้างเรื่องเท็จ ขึ้นมาหลอกลวงคนไทยด้วยกัน และนานาชาติที่กำลังจับจ้องมองดูอยู่ ก็พอแล้ว

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น ภาพที่ควรจะได้เห็นจากผู้นำรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายกรัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ  กลับเป็น ท่าที อาการ และคำสั่งให้ดำเนินการประชาชนกลุ่มหนึ่ง ด้วยความเด็ดขาดและร้อนรน อีกทั้งยังสั่งการให้เผยแพร่ภาพบันทึกเหตุการณ์ที่ตัดต่อใหม่ บรรยายให้ร้ายประชาชน ทางโทรทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  อีกทั้งการกระจายเสียงทางวิทยุทั่วประเทศ ก็พูดให้ได้ยินถึงความป่าเถื่อนของประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ที่ทำร้ายตำรวจทหาร บาดเจ็บไปหลายร้อยนาย 

ข้อพึงคิดของพล.อ.สุรยุทธ์ ก็คือว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” วันใดที่ท่านหมดอำนาจไป “ความจริง” ที่ท่านบิดเบือน ปกปิด เก็บซ่อนไว้ ก็จะปรากฎขึ้นทั้งต่อคนไทยและคนทั้งโลก “ความเท็จ” ที่ท่านสร้างขึ้น ก็เช่นเดียวกัน ที่มันจะบอกเล่าว่าแท้จรนิงแล้ว ตัวตนของคนชื่อสุรยุทธ์ จุลานนท์  เป็นอย่างไร

ผู้เคร่งครัดในศีลในธรรม ก็เพียงแค่พร่ำบน “มุสาวทา เวรมณี” หาได้เข้าใจ เข้าถึง และปฏิบัติจริงไม่

คิดมากไปกว่านั้น “คนพูดปด ไม่ทำบาป ย่อมไม่มี”  

วันหนึ่งข้างหน้า ประชาชนทั้งประเทศ จะได้รับรู้ความจริง ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550  เป็นอย่างไร ใครอยู่เบื้องหลัง ใครสั่งการทำร้ายประชาชน  และทำร้ายประชาชนเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อใคร

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังฉงนสงสัยกับข่าวสารที่ทางการไทย เผยแพร่ออกไปแก่นานาประเทศ ว่า เมื่อคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในประเทศ ซึ่งมีสองมือเปล่า บุกเข้าทำร้ายร่างกายตำรวจ ทหาร จำนวนมากกว่า 5,000 นาย ที่มีแก๊สน้ำตา สเปร์พริกไทย และกระบอง เป็นอาวุธ ได้รับบาดเจ็บไปหลายร้อยคน  โดยที่ประชาชน เป็นฝ่ายรุมทุบตี ตำรวจ และทหาร เพียงฝ่ายเดียว   แต่ในท้ายที่สุด ประชาชนก็ต้องแตกกระจาย เพราะทำร้ายกันเอง ด้วยการใช้ก้อนหินขว้างใส่กันเอง ได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง

ข่าวที่ทางการไทยส่งออกไป ทำให้นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษย ชน ทั่วโลก ต้องทึ่งกับความกล้าหาญ และ ความสามารถในการสู้รบของประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย อย่างมาก  มีเพียงสองมือเปล่า แต่กล้าบุกเข้าทำร้ายตำรวจ ทหาร ที่มีจำนวนมากกว่า และมีกระบอง แก๊สน้ำตา เป็นอาวุธ  และอดสงสัยกับความไม่เอาไหนของตำรวจ ทหารไทย ซึ่งผ่านการฝึกฝน สู้รบในทุกสถานการณ์ และการสลายชุมสุม จึงรับมือกับประชาชนที่มีสองมือเปล่า กับ ก้อนหิน และ ท่อนไม้ ที่พอหาได้สองข้างทางเท้า เป็นอาวุธ ไม่ได้ จนได้รับบาดเจ็บไปหลายร้อยคน  ส่วนประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ก็เป็นเพราะขว้างปาก้อนหินใส่กัน จนต้องสลายการชุมนุมไปเอง โดยที่ตำรวจ ทหารไม่ได้เข้าทำร้าย แต่อย่างใด

เรื่องราว ข่าวสารที่ทางการไทย หรือ  รัฐบาลไทย ส่งออกไปทั่วโลก ทำให้เกิดอาการ “ขำกลิ้ง” ไปทั่วโลก เสียงหัวเราะดังยิ่งกว่าอ่านข่าววัน “เอพริล ฟูล เดย์” หรือวันโกหกสากล เสียอีก

แม้จะต้องรอวันหนึ่งข้างหน้าให้ความจริงปรากฎ  แต่วันนี้ความเท็จได้ปรากฎไปก่อนแล้ว ไม่มีคนโง่คนไหนเชื่อเรื่องราว ข่าวสารที่ปรุงแต่งบิดเบือนห่างไกลจากความเป็นจริง เช่นนี้หรอกครับ

มีที่ไหนในโลก ประชาชนสองมือเปล่ารุมทำร้าย ตำรวจ ทหารที่มีกระบอง และแก๊สน้ำตา เป็นอาวุธ

 การกดดันต่อศาลให้ออกหมายจับผู้นำการชุมนุม 9 คน ทั้งๆ ที่แกนนำทั้ง 9 คนไม่ได้มีพฤติกรรมส่อว่าจะหลบหนี หรือ  มีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพล ข่มเหง คุกคาม รังแก ตำรวจ ทหาร  ให้เกรงกลัวจนไม่กล้ามาเป็นพยานในคดี  หรือเป็นคนชั่วโดยสันดานจะนำพาประชาชนบุกไปทำร้ายตำรวจ ทหาร ที่ใดอีก  แกนนำทั้ง 9 คน ยังคงไปปรากฎต่อที่สนามหลวงทุกวัน และปราศรัยให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เป็นประจำทุกเย็นย่ำค่ำคืน

ครั้นศาลพยายามประนีประนอม ไกล่เกลี่ย ให้ใช้วิธีการเจรจา ให้แกนนำทั้ง 9 คน เข้ามอบตัว แทนการออกหมายจับ ซึ่งแกนนำ 9 คน ยินดีปฏิบัติตาม แต่รัฐบาลกลับสั่งการให้ตำรวจ กดดันศาลออกหมายจับให้ได้ ไม่ยอมรับการเจรจาตามที่ศาลแนะนำ

พฤติกรรมเหล่านี้ของรัฐบาล ที่ปรากฎออกมาหลังจากพล.อ.สุรยุทธ์ นำคณะรัฐมนตรี เข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อกราบขอโทษ ปลอบขวัญ และให้กำลังใจ ทำให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ ว่า พฤติการณ์ต่างๆ ที่แสดงออกมาผ่านกลไกต่างๆใต้อำนาจรัฐ ทั้ง ตำรวจ ทหาร สื่อสารมวลชน ล้วนแต่ต้องการกำจัดแกนนำการชุมนุมทั้ง 9 คน และดำเนินคดีกับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ให้ถึงที่สุด 

กระบวนการสร้างภาพลักษณ์ให้ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เป็นผู้ก่อกวนความสงบของบ้านเมือง เป็นผู้ร้ายสังคม เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ได้รับรู้ “ความจริง” หลงเชื่อไปตามข้อมูลความเท็จ ที่รัฐบาลส่งออกไปให้นั้น มิได้มีประโยชน์อื่นใดเลย นอกจากมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนในชาติแตกแยกความสามัคคี และเกลียดชังกันเอง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งเขาแบ่งเรา แล้ววันหนึ่งคนไทยก็จะลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเอง เหมือนกับที่เคึยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทุ่งพระสุเมรุ หรือ ท้องสนามหลวง ที่ประชาชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  ใช้เป็นศูนย์กลางการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ  กำลังถูกจัดดำเนินการจัดสร้างให้กลายเป็นทุ่งสังหาร โดยขบวนการพิทักษ์อำนาจเผด็จการ ที่ใช้ทหาร ตำรวจ และประชาชนผู้ถูกปลุกระดม ปลุกปั่นให้เกลียดชัง แตกแยกกันเอง  เป็นเครื่องมือในการสังหารพี่น้องร่วมชาติ

  พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พึงพอใจใช่ไหม ที่จะได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีผู้ก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด และความแตกแยกอย่างรุนแรงที่สุดขึ้นในประเทศไทย

การเป็นนายกรัฐมนตรีบนความแตกแยกของคนไทยทั้งชาติ คือ ความสำเร็จของรัฐบาลเผด็จการทหาร ใช่หรือไม่ เพราะเผด็จการทหารไทยนิยมชมชอบมากกับทฤษฎีการปกครองที่ว่าด้วย  “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

ไม่มีเผด็จการคนใดอยากเห็นประชาชนมีความสามัคคีและเป็นเอกภาพ เพราะวันใดที่ประ ชาชนมีความสามัคคีกัน มองทิศทางการพัฒนาประเทศไปในแนวทางเดียวกัน จับมือกันแน่น เผด็จการทหารก็จะไม่มีโอกาสขึ้นมาครอบครองอำนาจและปกครองประชาชน

แต่หากวันใดที่ประชาชนมีความแตกแยกกัน เผด็จการทหารก็จะมีโอกาสเข้าแทรกแซงและรวบอำนาจการปกครองมาไว้ในมือทันที และเพื่อที่จะปกครองได้ยาวนานที่สุด ก็ต้องทำให้ประชา ชนแตกแยก หวาดระแวงกันเอง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีภัยต่อความมั่นคงของชาติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นที่ทหารจะต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ไว้ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

จะเห็นได้ว่า ก่อนจะมีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  รัฐบาลไทย มีลักษณะเป็นรัฐบาลผสม มาโดยตลอด  รัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพ  และอ่อนแอ ขัดแย้ง กันเอง  เมื่อถึงวาระสุดท้ายของรัฐบาล ซึ่งมีเพียงเหตุเดียว คือ ความแตกแยก แก่งแย่งอำนาจ แบ่งปันผลประโยชน์ไม่ลงตัว นายกรัฐมนตรี ก็จะไปขอแนะนำจากบ้านสี่เสาเทเวศร์  ไม่ว่าจะเป็น นายชวน หลีกภัย  นายบรร หาร ศิลปอาชา  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 

กระทั่งมีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้น เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลผสมในสมัยที่ 1  และเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ในสมัยที่ 2 อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวไปอีกหลายสมัย ซึ่งทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง  แสดงให้เห็นถึงการจับมือกันแน่นของประชาชนที่จะมุ่งหน้าพัฒนาเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในชาติ เป็นสำคัญ 

อำนาจเผด็จการทหาร ที่เคยมีได้รับความยำเกรง และมีส่วนแบ่งในการกำหนดนโยบายต่างๆ ก็ถูกลดบทบาทลงไป สร้างความไม่พอใจให้แก่หัวหน้าระบอบเผด็จการทหาร  และฉวยโอกาสที่ประชาชนมีความแตกแยกกัน จากการตอกลิ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล รัฐบาลที่เข้มแข็ง ก็กลายเป็นอ่อนแอ และพังทลายลงพร้อมๆ กับระบอบประชาธิปไตย ในที่สุด เมื่อเผด็จการทหาร ลุกขึ้นมาทวงอำนาจกลับคืน  และนำประเทศสู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราได้เห็น สมุนคนสำคัญของระบอบเผด็จการทหาร คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีอาการร้อนรนอย่างยิ่ง ทั้งเดินทั้งวิ่งไปกราบขอโทษหัวหน้าระบอบเผด็จการทหาร ที่ถูกประชาชนมาท้าทายถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกถึงความเหิมเกริมและความกร่างในอำนาจของเผด็จการทหาร จึงปรากฎต่อสายตาประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลก โดยไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป ดั่งคำสำรอกของอำนาจเผด็จการทหาร ที่ผ่านปาก พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส  ที่ส่งมาถึงประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งประเทศ ว่า …

ผมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่มีการต่อว่าต่อขาน และไม่ได้ตำหนิเรื่องการใช้ความรุนแรง เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรรุนแรง ลองไปดูประเทศอื่นซิ อย่างจีนก็ยิงกันที 2,000 ศพ นี่ประเทศไทยไม่อยากทำถึงขนาดนั้น ถ้าทำก็ทำได้ จะมาสู้กับตำรวจทหาร

 พระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” คงจะไม่เคยผ่านหู และเข้าสู่สมองของ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ซึ่งไปยืนบัญชาการให้ตำรวจ ทำร้ายประชาชน ด้วยตนเอง ในคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 แม้แต่น้อย

 วันนี้ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และได้รับบาดเจ็บจากการถูกตำรวจ ทหาร ทุบตีทำร้าย ทั้ง เด็ก  คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย หลายร้อยคน   ได้แต่เฝ้าปลอบขวัญและให้กำลังใจกันเอง ไม่มีการเหลียวแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ  ไม่มีการชดใช้ให้กับเลือดที่ต้องเสียไป เพราะกระบองของตำรวจ ไม่มีการชดเชยให้กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำร้ายใต้ท็อปบู๊ตที่เหยียบย่ำลงบนตัว 

เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ  เสียทั้งเลือด และ น้ำตา

เมื่อได้รู้ว่า การเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ 

เมื่อได้รู้ว่า การตั้งคำถามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของประธานองคมนตรี เป็นการจาบจ้วงในหลวง

เมื่อได้รู้ว่า การทุบตีทำร้ายประชาชนของ ตำรวจ ทหาร เป็นวีกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การยกย่องเชิดชู ดั่งวีรบุรุษของชาติ

เมื่อได้รู้ว่า ตำรวจ ทหาร ที่สลายการชุมนุมและทำร้ายประชาชน หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ รับความดีความชอบ เทียบเท่าตำรวจ ทหารที่เสียชีวิตด้วยน้ำมือโจรก่อการร้ายใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้   

เมื่อได้รู้ว่า วันนี้ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย กลายเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศไทย ที่แม้แต่จะทำหน้าที่ของราษฎรปกป้องพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้ถูก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำไปแอบอ้างหาประโยชน์ ก็ยังกระทำมิได้ และมีความผิด

วันนี้ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ที่ท้องสนามหลวง และ ขับไล่หัวหน้าระอบเผด็จการทหารที่หน้าบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ไม่ต้องการคำขอโทษ  ไม่ต้องการความเห็นใจ  ไม่ต้องการกำลังใจ  ไม่ต้องการค่าชดเชย   ใดๆ รัฐบาลของระบอบเผด็จการทหาร

พวกเราต้องการ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข

พวกเราต้องการ กำจัดระบอบเผด็จการทหาร แบบถอนรากถอนโคน

พวกเราต้องการ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

เท่านี้จริงๆ ที่พวกเราต้องการ และจะไม่หยุดยั้ง จนกว่าความต้องการทั้ง 3 ประการ จะบรรลุผล

                                                                                     

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: