กำจัดรัฐธรรมนูญ 2550 กำจัดทายาทอสูร

         ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นปรมาจารย์ด้านรัฐธรรมนูญ คนสำคัญของประเทศไทย มีประสบการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยมาแล้ว มากกว่าสิบฉบับ

         วันนี้ ดร.อุกฤษ ฟันธง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้ เป็นภัยแก่ประชาชนมากกว่าเป็นคุณ เพราะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ มองเห็นนักการเมือง และ ประชาชนเป็นศัตรู (หมายเหตุ : ประดาบ : เฉพาะนักการเมือง และประชาชน ที่ไม่ยอมรับการรัฐประหารเท่านั้น ที่ถูกมองเป็นศัตรู)

         ดร.อุกฤษ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เขียนให้คนใช้หัวเดินต่างเท้า (หมายเหตุ : ประดาบ : ถ้าเป็นสำนวนประดาบ ต้องบอกว่า มันจะบังคับให้เราเอาหัวเดินต่างตีน กว่าจะถึงฝั่ง ก็เลือกตกหัวตายเสียก่อน)

         ดร.อุกฤษ ในฐานะปรมาจารย์ด้านรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทย จึงอาสาชี้นำแนว ทางการป้องกันตนเองแก่ประชาชน ให้พ้นจากโทษภัยอันจะเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ วันที่ 19 สิงหาคม 2550 ต้องลงมติ “ไม่เห็นชอบ” เท่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้ เลวร้ายเกินกว่าที่ประชาชนจะยอมรับได้

         “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อบกพร่อง และด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อย่างมาก จึงไม่ควรนำมาใช้”

          ถ้าลอง ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน แนะนำ และชี้ทางสว่างให้แบบนี้แล้ว ยังไม่เชื่อ ยังหลับหูหลับตาเดินตามเผด็จการทหารคมช. กันต่อไป ก็ต้องแล้วแต่เวรกรรมประเทศไทย และคนไทย ทั้งประเทศ แล้วล่ะครับ

          ถือเสียว่าพวกเราคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน ได้ทำเวร ทำกรรม กันมาแต่ชาติปางก่อน ชาตินี้จึงมาต้องมาชดใช้เวรกรรมร่วมกัน ทั้งที่ก่อเอง และไม่ได้ก่อ ผลกรรมที่ทำร่วมกัน และต้องชดใช้กันอยู่ในชาตินี้ จึงทำให้ประเทศไทย เดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 8 ก้าว เหมือนฝูงควายย่ำเดินอยู่ในปลักโคลนยังไงยังงั้น

         แต่ถ้าอยากหลุดพ้นจากบ่วงเวรและวงกรรม ก็ต้องเริ่มต้นกันในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้ล่ะครับ การลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550 จะเป็นการประกาศชัยชนะของประชาชนเหนือวงจรอุบาทว์ประเทศไทย ที่มีทหารเป็นผู้สร้างขึ้นทุกๆ 10 – 15 ปี ด้วยตนเอง เป็นครั้งแรก

         “ผมขอฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยว่า ข้อกำหนดหรือกฎหมายใดๆ จะเขียนให้คนเอาหัวเดินแทนเท้าก็ย่อมทำได้ แต่กฎหมายเหล่านี้จะใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งผลที่ตามมาก็จะมีความรุนแรงมาก จึงอยากเตือนให้ต้องระวัง ถ้าอยากเห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านก็ไม่ควรทำ อีกทั้งปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชมน์พรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงอยากวิงวอนให้คนไทยทุกคน ลด ละ เลิก กระทำสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวาย คิดจะทำงานการเมืองก็ต้องกระทำตนเหมือนนักกีฬา เคารพกฎ กติกา เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง”

         นี่คือคำเตือนของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งของบ้านเมือง ที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี และถวายชีวิตให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งตนเอง และภริยา

         แต่น่าเสียดาย และน่าเสียใจแทน ดร.อุกฤษ เพราะคำเตือนของท่าน จะไม่ได้รับความสนใจและเหลียวแล จาก เผด็จการทหารคมช. และ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังสถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้น โดยมีรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเครื่องมือ

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. เห็นแก่ในหลวง คิดคำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สักห้วงลมหายใจหนึ่ง ก่อนจะปฏิบัติการใดๆ วันที่ 19 กันยายน 2549 ก็คงไม่เกิดการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วสถาปนาการปกครองระบอบคมช. อันมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประมุข ขึ้นมาแทน ในปีมหามงคล เฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ขึ้นมา

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรัฐประหาร คงไม่เกิดขึ้น ภายหลังพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชา พระราชินี และผู้แทนสถาบันพระมหากษัตริย์ จากทุกประเทศทั่วโลก เข้าร่วมถวายพระพร ผ่านพ้นไปไม่ถึง 100 วัน โดยที่ตลอดพระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติ ไม่มีผู้ใดพบเห็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังคณะรัฐประหาร เข้าร่วมถวายความจงรักภักดี

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงไม่มีระเบิดที่หน้าพระราชวังดุสิต ในวันฉัตรมงคล ที่นำมาสู่ข้อสงสัยว่าเกิดจากการที่ คณะเผด็จการทหารคมช. และภริยา ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้าฯ เพราะไม่เป็นที่ทรงโปรด

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงไม่แสดงอาการเย็นชาต่อเหตุระเบิดที่หน้าพระราชวังดุสิต และคงปฏิบัติการไล่ล่าคนร้ายที่ยังเดินชูคออย่างองอาจอยู่ในกองทัพบก เหมือนกับที่ไล่ล่าแกนนำนปก.ที่ไปชุมนุมหน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในมาตรฐานปฏิบัติเดียวกันหรือสูงกว่า

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คงไม่ขีดเส้นแบ่งฝั่งให้ประชาชนแตกแยกเป็นสองฝ่าย และความสามัคคีของคนในชาติ คงจะสูงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. เห็นแก่ประเทศชาติ ก็คงไม่ทำให้ประเทศชาติ เสียหายทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะธุกิจไทยที่พังพินาศไปมากมายหลายล้านล้านบาท และการพัฒนาประเทศหยุดชะงักในบางส่วน และถอยหลังในส่วนใหญ่ จนกระทั่งเวียดนาม ที่เพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา พัฒนาแซงหน้าเราไปได้ อย่างน่าตกใจ

         ถ้าเผด็จการทหารคมช. เห็นแก่ประเทศชาติ หนึ่งปีที่ครองอำนาจไว้กับตัว คงไม่มัวหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง จนไม่สนใจประเทศชาติ จะพังพินาศอย่างไร ไม่ใส่ใจประชาชนจะต้องทนทุกข์กับปัญหาความยากจน สินค้าเกษตรขายไม่ออก โรงงานปิดกิจการ ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนแสนสาหัสเพียงใด

         เพราะฉะนั้น ความหวังผ่านคำเตือนของดร.อุกฤษ มงคลนาวิน จึงน่าจะทราบคำตอบได้ทันที เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาของเผด็จการทหารคมช.ว่า พวกเขาจะคิดถึงและเห็นแก่ปีมหามงคลของในหลวง หรือไม่ จะเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง และประชาชน หรือไม่

         คำตอบที่ประดาบ มั่นใจว่าไม่มีผิด ก็คือ “ไม่”

         เพราะเผด็จการทหารคมช.กำลังทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง

         คำกล่าวของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ว่า “ต้องทำรัฐประหารเพื่อในหลวง” เพราะมีผู้ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงคำโกหก เพื่อหลอกลวงประชาชน เมื่อวัน ที่ 19 กันยายน 2549 ที่ไม่แตกต่างจากคำโกหกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บอกว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”

         ทั้งสองสนธิ อ้างในหลวง เพื่อประโยชน์แห่งตนเองทั้งสิ้น

         ประดาบจึงเชื่อเกิน 100 % ว่า ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน จะต้องผิดหวัง

         ประเด็นสำคัญที่ดร.อุกฤษ ทิ้งท้ายนั่นล่ะ หัวใจของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เผด็จการทหารคมช. ต้องการ

         “คิดจะทำงานการเมืองก็ต้องกระทำตนเหมือนนักกีฬา เคารพกฎ กติกา เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง”

         ถึงนาทีนี้ ไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะกระโดดขึ้นเวทีการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารคมช. หรือไม่ คำตอบคือ สืบทอดแน่นอน 100 %

         แต่เป็น การเข้าสู่เวทีการเมืองด้วยรูปแบบเผด็จการทหาร สไตล์คมช. คือ เข้าสู่การแข่งขันทางการเมืองด้วยการมัดมือ มัดเท้า ผูกตา ปิดปาก เอาปืนจี้หัวคู่แข่งขันทั้งหมดไว้ แล้วก็สร้างข้อกล่าวหาโยนใส่ผู้อื่น ดังเช่นที่ พรรคไทยรักไทย และสมาชิกพรรคไทยรักไทย กำลังถูกกระทำอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งเดินเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ก็ยังถูกติดตามทำลายล้าง ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก

         วิธีการทำงานการเมืองแบบนี้ เอง ที่ดร.อุกฤษ เตือนด้วยความเป็นห่วงว่าจะเป็นวิธีการที่นำพาประเทศไปสู่ความไม่สงบสุข ความวุ่นวาย และปัญหาใหญ่ในวันหนึ่งข้างหน้า เพราะความอดทนของประชาชนมีขีดจำกัด

         คำชี้แนะของดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ว่า ประชาชนไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นคำแนะนำของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ที่พึงฟังและพึงพิจารณาก่อนตัดสินใจลงมติในวันที่ 19 สิงหาคม นี้

         ประดาบ เปรียบง่ายๆ ดังนี้ วันที่ 19 สิงหาคม นี้ ประชาชนทั้งประเทศ จะเปรียบ เสมือนคนทำคลอด ให้กับเผด็จการทหารคมช. ที่กำลังท้องแก่ มาขอให้ทำคลอดลูกให้ ลูกที่เกิดมาก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับ คมช. ซึ่งก็คือ ทายาทอสูร นั่นเอง

         เมื่อมาถึงมือ ก็อยู่ที่คนทำคลอด ว่า จะทำคลอด หรือ จะทำแท้ง ทายาทอสูร ที่เมื่อเกิดมาแล้ว มันจะออกมาทำลายล้าง เข่นฆ่า คนทำคลอด

         เมื่อมองกลับไปยังหน้าเผด็จการทหารคมช. ที่มาขอให้ทำคลอด ทายาทอสูร ก็ยิ่งต้องคิดหนัก เพราะ เผด็จการทหารคมช. ก็คือ คนร้ายที่เข้ามาฉีกทำลายเข่นฆ่ารัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเปรียบเสมือนลูกรักของคนทำคลอด ให้ตายดับไป นั่นเอง 

         เปรียบกันแบบนี้ ก็ต้องไปคิดกันเอง ว่า เราควรจะทำคลอดลูกอสูร ให้กับคนที่ฆ่าลูกของเราหรือไม่ โดยที่เราก็รู้ดีว่าวันหนึ่งข้างหน้า ลูกอสูร ก็จะกลับมาฆ่าเราอีก

        19 สิงหาคม นี้ ต้องตัดสินใจให้ดี ว่าจะทำคลอด หรือ ทำแท้ง ทายาทอสูร ตัวนี้ ให้สิ้นไป ก่อนที่จะลืมตามาสร้างความพินาศฉิบหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชน สืบแทนเผด็จการทหารคมช. ต่อไป

         ร่วมกันกำจัดทายาทอสูร ด้วยการ ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญ 2550

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: