การต่อสู้ของประชาธิปไตยกับเผด็จการ

           

           หนังสือของคมช. ที่ลงนามโดยพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคมช. ส่งถึง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แจ้งว่า คมช. ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบเอกสารลับ ที่มติเสียงข้างมากชี้ว่าคมช. ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม นี้ และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ผู้อนุมัติให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการข่าว ที่ปรากฎในเอกสารลับ เข้าข่ายการกระทำความผิด ตามมาตรา 57 ของพ.ร.บ.เลือกตั้ง ด้วยการอ้างว่าการกสัดกั้นพรรคพลังประชาชน คือภารกิจด้านความมั่นคงของคมช. และเป็นภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คือ หลักฐานชิ้นสำคัญว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม นี้ คมช. ซึ่งยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ จะกระทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคง

           หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นนี้ เป็นเสมือนหนึ่งการประกาศสงครามระหว่างคมช. กับพรรคพลังประชาชนอย่างเปิดเผย หลังจากที่แอบสั่งการ แอบเล่นงาน กลั่นแกล้ง รังแก พรรคพลังประชาชน ด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ มาโดยตลอด อีกทั้งเป็นการประกาศว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศัตรูของพรรคพลังประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองอื่นๆ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หากแต่เป็นคมช. ที่แจ้งไว้ในหนังสืออย่างชัดเจนแล้วว่า “กลัว” จะถูกเล่นงาน หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ให้มาจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเพื่อที่จะไม่ต้องถูก “เช็กบิล” คมช. จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แม้จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด แต่ก็จะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะคมช. กลัวจะถูก “เช็กบิล”

           หนังสือของคมช. ที่ส่งถึงประธานกกต. ยังยืนยันด้วยว่า คมช. มีอำนาจ และมีสิทธิที่จะดำเนินการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย โดยไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย หรือเรียกได้ว่าอยู่เหนือกฎหมาย มีอภิสิทธิกว่าประชาชนคนทั่วไป เนื่องจากคมช. ได้รับสิทธิพิเศษจากมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ให้ดำเนินการได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย ด้วยเหตุที่มาตรา 309 ได้นิรโทษกรรมให้แก่คมช. ทั้งการกระทำที่ทำไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงการกระทำที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือการกระทำในอนาคต ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง เรียกได้ว่า ไม่ว่าคมช.ทำอะไร ก็จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษจากการกระทำความผิดทั้งสิ้น

           หากคมช.ยืนยันว่ามีสิทธิพิเศษที่จะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไม่ว่ากรณีใดๆ เนื่องจากรัฐธรรม นูญให้ความคุ้มครอง ก็หมายความว่าคมช. มีสถานะเทียบเท่ากับ พระมหากษัตริย์ ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ มิได้ จึงต้องถามว่าคมช. จะมีสถานะพิเศษเทียบเท่ากับพระมหากษัตริย์ ได้อย่างไร หรือว่าคมช. โดยพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม คิดว่าคมช.คือใคร จึงควรจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญเทียบเท่าพระมหากษัตริย์

           หนังสือของคมช. ที่พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส่งถึงประธานกกต. เป็นการแสดงจุดยืนของคมช. ว่าอยู่ตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน โดยเชื่อและเข้าใจว่าพรรคพลังประชาชน คือ ขั้วอำนาจเก่า หรือ พรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว จึงมีแนวคิดที่จะต้องทำลายล้างพรรคพลังประชาชน เพราะคิดว่าพรรคพลังประชาชนก็คือพรรคไทยรักไทย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง แกนนำพรรคไทยรักไทย ได้กระจายแยกย้ายกันไปอยู่ในทุกพรรคการเมือง ทั้ง ชาติไทย รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาชน เพื่อแผ่นดิน และพลังประชาชน แต่การดำเนินการของคมช. มีเป้าหมายที่พรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว ซึ่งเป็นเพราะพรรคการเมืองอื่นๆ ยอมก้มหัวให้กับคมช.ทั้งหมดแล้ว

           หนังสือของคมช. เป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างเปิดเผยและชัดเจนที่สุด ว่าคมช. เห็นพรรคพลังประชาชนเป็นศัตรู และคมช. ได้ใช้กองทัพ กำลังพลของกองทัพ คือ ทหาร และส่วนงานต่างๆ ของกองทัพ เป็นเครื่องมือกลไกในการแทรกแซงการเลือกตั้ง ของพรรคพลังประชาชน เป็นการดึงกองทัพเข้าสู่การแข่งขันในการเลือกตั้ง เป็นการดึงกองทัพให้เข้ามาพัวพันการเมือง และถลำลึกจนกลายเป็นศัตรูของพรรคการเมืองไปแล้วในขณะนี้ ซึ่งเป็นการทำให้กองทัพตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวหาอย่างเสียหายในเวลานี้ เมื่อถูกเปิดโปงว่าคมช.มีแผนการลับอย่างไร ในการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน และแทรกแซงการเลือกตั้ง

           พิจารณาจากหนังสือของคมช. ฉบับนี้ นอกจากจะเป็นการยอมรับว่า เอกสารลับเป็นเอกสารจริง เจตนารมณ์ของคมช.ที่คณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ มีมติว่า “ไม่เป็นกลาง” เป็นเรื่องจริง แล้ว ยังเป็นการยืนยันด้วยตนเองของคมช. ว่าได้วางแผน และได้กระทำการที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองจริง ไม่เช่นนั้นคงไม่สารภาพว่าที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะ “กลัวถูกเช็กบิล” หากพรรคพลังประชาชนมาเป็นรัฐบาล และเป็นการสารภาพว่าทำผิดจริงตามที่คณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ มีมติ แต่พยายามดิ้นรนที่จะไม่ต้องรับผิด ด้วยการยกมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ มาป้องกันตนเอง ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเช่นบุคคล หรือองค์กรอื่นๆ

           นัยยะทางการเมืองที่แสดงอยู่ในหนังสือของคมช. ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ยิ่งนักกับประชา ชนผู้รักประชาธิปไตย ที่กำลังพิจารณาว่าจะไปลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมืองใด ผู้สมัครคนใด เนื่องจากเป็นการเปิดเผยให้ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม นี้ มิใช่การเลือกตั้งเช่นที่เคยมีมาในครั้งก่อนๆ มิใช่การเลือกตั้งที่เป็นการแข่งขันของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็นการแข่งขันกันระหว่าง พรรคพลังประชาชน กับ คมช. ว่าใครจะครองหัวใจประชาชนได้มากกว่ากัน

           ถูกต้องแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ เป็นการแข่งขันระหว่าง พรรคพลังประชาชน กับ คมช. โดยที่คมช. มีตัวแทนอยู่ในสนามเลือกตั้งด้วยกัน ทั้ง ตัวแทน แบบตั้งใจ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาและหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในพรรคอยู่ด้วยเงินทุนของ อดีตประธานคมช. เป็นหลัก

           ตัวแทนคมช. แบบไม่ตั้งใจ แต่เต็มใจ ก็คือ พรรคชาติไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แปลงสภาพจากพรรคการเมืองของประชาชน เปลี่ยนตัวเองจากตัวแทนของประชาชน ปากเสียงของประชาชน มาเป็น พรรคการเมืองของคมช. ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นตัวแทน และปากเสียงของคมช. ที่แข็งขันยิ่งนัก ไม่ว่าคมช.ทำอะไร ก็ถูกไปหมดในสายตาของพรรคชาติไทย และพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งแผนการในเอกสารลับที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ เห็นแล้ว อดสังเวชใจไม่ได้ แต่ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย และไม่ร้ายแรง ทำหน้าที่เป็นปากเสียงและตัวแทนของคมช. ได้อย่างดียิ่ง

           ตัวแทนแบบจำใจและจำยอม เพราะเป็นอื่นไม่ได้ ได้แก่ พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช ทั้ง 3 พรรคการเมืองนี้ เป็นพรรคการเมืองที่แกนหักหลังและทรยศ นายกฯทักษิณ เดินออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ตามแผนการยุบ-ย่อย-สลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ของคมช. พรรคการเมืองเหล่านี้ อยู่ด้วยความกลัว ไม่กล้าขัดใจคมช. แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอุ้มชูดูแลเรื่องเงินทุน เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน จึงไม่มีราศีจับเป็นแวววาว จึงไม่มีข่าวคราวว่าจะได้เป็นพรรคลำดับ 3 ลำดับ 4 ไม่มีที่ยืนในลำดับต้นๆ ไม่มีข่าวว่ามาแรงในหลายพื้นที่ ทั้งๆ ที่ตัวผู้สมัคร และตัวหัวหน้าพรรค ไม่ขี้เหร่กว่าพรรคเพื่อแผ่นดินเท่าไรเลย

           หนังสือของคมช. ยังเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของคมช. อีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คมช. จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เพราะคมช.ได้พิพากษาแล้วว่าพรรคพลังประชาชนเป็นภัยต่อความมั่นคง จึงแจ้งไว้ก่อนเลยว่า คมช.มีมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญคุ้มครองตัวเอง ใครจะเอาผิดกับคมช.ไม่ได้

           รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เขียนไว้ว่า

           “บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศัก ราช 2549 (ฉบับชั่วคราว) ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

           การที่คมช. อ้างมาตรา 309 เพื่อคุ้มครองตัวเอง จากกรณีเอกสารลับ ที่เข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง และสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เพื่อไม่ให้ต้องรับโทษตามกฎหมาย โดยยกเหตุผลว่าการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นการภารกิจด้านความมั่นคง และ เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร นั้น เป็นการยกเหตุผลที่ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจาก หากคมช.เห็นว่าพรรคพลังประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคง ต้องดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานประกอบคำร้อง ต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่พิจารณา อนุมัติการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง

           ในกรณีของพรรคพลังประชาชน คมช. ไม่เคยยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง มาก่อน ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในวิสัยที่คมช. สามารถกระทำได้ หากเห็นว่าการที่สมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบไปมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน เป็นการทำให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เนื่องจากการรับสมาชิกของพรรคพลังประชาชน ได้ดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง ตามลำดับทุกขั้นตอน ที่สำคัญมีการยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อให้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ผู้บริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค ตราสัญญลักษณ์ แนวนโยบาย ที่ทำการพรรค และ ที่ทำการสาขาพรรค และนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ใช้เวลาพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง มากกว่า 1 เดือน จึงได้ตอบรับอนุมัติให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการตามที่ยื่นคำร้อง ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายพรรคการเมืองทุกประการ และย่อมแปลความหมายได้ว่า พรรคพลังประชาชน มิได้มีคุณสมบัติอันใดที่ขัดต่อการเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้การรับรองแล้ว

           การได้รับการรับรองจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ย่อมจะเป็นการรับรองด้วยว่า พรรคพลังประชาชนไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไม่เช่นนั้นนายทะเบียนพรรคการเมือง คงจะไม่รับรองพรรคการเมืองพรรคนี้

           ที่สำคัญคือ ในระหว่างที่นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาตรวจสอบคำร้องของพรรคพลังประชาชน คมช. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคงของชาติ ก็มิได้ดำเนินการประการใด เพื่อเป็นการคัดค้าน หรือให้ข้อมูลแก่นายทะเบียนพรรคการเมือง ในทำนองที่ทำให้เข้าใจได้ หรือรู้ได้ว่าพรรคพลังประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

           คมช. ไม่เคยแสดงความเห็น ความห่วงใย หรือให้ข้อมูลว่าพรรคพลังประชาชน เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมาก่อน จนกระทั่งเกิดกรณีเอกสารลับ รั่วไหลสู่ประชาชน และสื่อมวลชน ได้ล่วงรู้ความจริงว่าคมช. มีเป้าหมายที่จะทำลาย สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ซึ่งเป็นผู้ลงนามอนุมัติคำสั่งลับฉบับนี้ จึงพยายามยกเหตุผลเรื่องความมั่นคง มาแสดงต่อประชาชนและสื่อมวลชน โดยการพูดให้เข้าใจว่าพรรคพลังประชาชนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และต่อมา ตัวแทนคมช. ที่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ ก็ใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคง มาอ้างต่อคณะกรรมการฯ

           กล่าวได้ว่า เหตุผลด้านความมั่นคง เพิ่งจะปรากฎหลังจากที่คมช.ไม่สามารถปกปิดความจริงได้อีกต่อไปว่า ได้จัดทำแผนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ตามที่ปรากฎข้อความในเอกสารลับฉบับนี้จริง หลังจากที่พยายามโกหกอยู่หลายวัน ว่าไม่มี ไม่ได้ทำ ไม่จริง เป็นเอกสารเท็จ

           จนกระทั่ง คณะกรรมการตรวจสอบ มีมติว่า คมช.ไม่เป็นกลาง ซึ่งไม่ต้องสอบถามกันอีกแล้วว่า เอกสารจริงหรือเท็จ เพราะหากกรรมการไม่เชื่อว่าเป็นเอกสารจริง ไม่เชื่อว่าคมช.มีเจตนารมณ์ และความมุ่งหมายที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ก็คงไม่ต้องลงมติกันให้เมื่อยมือ การลงมติ เป็นการชี้ชัดอยู่แล้วคณะกรรมการตรวจสอบ เชื่อว่าเป็นเอกสารจริง แต่พยายามหาทางออกที่นุ่มนวลที่สุดให้แก่คมช. แล้ว เพื่อไม่ให้คนโกหกต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้

           ประเด็นสำคัญในการลงมติ ก็คือ กรรมการ 7 คนที่ร่วมลงมติ เห็นเป็นเอกฉันท์ว่า คมช.ไม่เป็นกลาง ไม่ใช่ 4 เสียง เห็นว่าไม่เป็นกลาง และ 3 เสียงเห็นว่า เป็นกลาง

           ทั้ง 7 เสียง เห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า คมช.ไม่เป็นกลาง แต่ 4 เสียง เห็นว่า ดำเนินคดีตามมาตรา 57 ของกฎหมายเลือกตั้งได้ ในขณะที่อีก 3 เสียงเห็นว่า ดำเนินคดีไม่ได้ เนื่องจาก คมช. ได้รับการคุ้มครองจากมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ

           เพราะฉนั้น ประเด็นที่ว่า คมช.เป็นกลางหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉันกันอีกแล้ว อีกทั้งคมช.ก็ยอมรับแล้วว่าไม่เป็นกลาง เพราะมีความมุ่งหมายที่จะสกัดกั้นไม่ให้พรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล เนื่องจากลัวถูกเช็กบิล

           การอ้างมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองตัวเองของคมช. จึงป็นเรื่องที่ยกขึ้นอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถู ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นผล เนื่องจากคมช. เป็นผู้กระทำผิด ย่อมจะตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตนเอง แต่เนื่องจากคมช.ไม่ใช่องค์กรที่จะวินิจฉัยชี้ขาดรัฐธรรมนูญ ได้ด้วยตนเอง ว่าจะได้รับการคุ้มครองจาก มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้นที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีประเด็นขัดหรือแย้งกันในรัฐธรรมนูญ

           ในกรณีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงควรที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาด มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นข้อยุติว่า คมช. ได้รับสิทธิพิเศษ ได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับโทษใดๆ ไม่ว่าจะกระทำผิด ชั่วร้ายเลวทรามมากเพียงใด ใช่หรือไม่ เพื่อจะเป็นบรรทัดฐานการดำเนินการใดๆ ของคมช. ในอนาคตอีกด้วย

           พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคมช. ไม่มีอำนาจ และไม่มีสิทธิที่จะวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ด้วยตนเอง เนื่องจาก ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ

           นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ ประธานกกต. และ นายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดรัฐธรรมนูญ เช่นกัน

           แนวทางที่ควรจะเป็นก็คือ การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คมช.ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 309 ก็จะเป็นที่ยุติ โดยปราศจากข้อสงสัยเคลือบแคลงแก่กกต. ว่าเข้าด้วยช่วยเหลือคมช. เพราะเป็นผู้แต่งตั้งกกต. ชุดนี้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ามาตรา 309 ไม่คุ้มครองการกระทำผิดกฎหมายของคมช. กกต.จะได้ดำเนินคดีกับคมช. อย่างตรงไปตรงมา และโปร่งใส ในสายตาของประชาชน

           ประเด็นต่อไปที่ต้องพิจารณาก็คือ เมื่อ คมช. แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งหมาย ชัดเจนว่าต้องการกสัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ได้รับเลือกตั้ง และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กกต. ต้องพิจารณาด้วยว่า การกระทำของคมช. เป็นการกระทำอันเป็นการบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ นี้หรือไม่

           กรณีนี้ไม่ใช่เรื่อง คมช. เป็นกลาง หรือไม่เป็นกลาง แต่เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญ ญัติของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญ เคยใช้เหตุผลนี้ ลงโทษยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน มาแล้ว

           ในกรณีของคมช. แม้จะไม่สามารถยุบคมช.ได้ เพราะเป็นองค์กรเฉพาะกิจ ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่การตัดสิทธิบุคคลที่มีพฤติกรรมอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ไม่น่าจะถูกละเว้น หรือได้รับสิทธิพิเศษไปด้วย เพราะความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคล มิใช่การกระทำขององค์กร ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ที่เซ็นชื่อในเอกสารลับ มีเพียง 1 ท่านเท่านั้นที่เป็นสมาชิกคมช. ในขณะลงนาม คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่สมาชิกคมช. อีก 4 ท่าน คือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ พล.อ.วินัย ภัทยิกุล พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย ในขณะที่ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ไม่ใช่สมาชิกคมช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็เป็นเพียงผู้ช่วยเลขาธิการคมช. ไม่ใช่สมาชิกคมช.

           ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่กกต. ต้องพิจารณาเร่งด่วน เพราะขณะนี้คมช. ยังไม่มีคำสั่งยกเลิกการปฏิบัติการตามที่ปรากฎในเอกสารลับ อย่างเป็นทางการ และ พฤติการณ์หลายอย่างหลายประการ ที่ปรากฎทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ยังทำให้เชื่อได้ว่ามีการดำเนินการกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ นายเสรี วงศ์มณฑา ผู้ดำเนินรายการของททบ. 5 และวิทยากรโครงการประชาธิปไตยสีขาว ของคมช. กล่าวให้ร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

           เหตุที่กกต.ต้องพิจารณาเร่งด่วน ก็เพราะว่าหากพฤติการณ์ของคมช. เข้าข่ายการบิดเบือน แทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองตามระบอบประชาธิไปตย ถึงแม้ว่า คมช. ไพร่พล กลไก ลิ่วล้อ บริวาร จะไม่หยุดดำเนินการตามแผนการลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ประชาชนก็สามารถที่จะต่อต้านให้ยุติได้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 69 บัญญัติไว้ว่า

           “บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

           เพราะฉนั้น หากคมช. ยังดึงดัน ยังดำเนินการที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน โดยอ้างมาตรา 309 ให้ความคุ้มครองการกระทำผิดของตนเอง ประชาชน ก็มีสิทธิที่จะต่อต้านคมช. ทุกรูปแบบ โดยสันติวิธี เพื่อให้คมช.ยุติการแทรกแซง การบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อให้การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ของรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง เป็นการได้มาตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญนี้ บัญญัติไว้

           การกระทำของคมช. ที่ปรากฎในเอกสารลับ ทั้งกล่าวหา ให้ร้าย ข่มขู่ คุกคาม รังแก กลั่นแกล้ง ปิดกั้น ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ย่อมจะไม่ใช่การกระทำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

           ดังนั้นแล้ว เมื่อคมช. อ้างสิทธิที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน โดยอ้างรัฐธรรมนูญ คุ้มครอง

           ประชาชน ก็พร้อมที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อต่อต้านการกระทำของคมช. ทุกรูปแบบ

           นับจากวันนี้ไปจนถึงวันจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย ประชาชน จะต้องไม่ก้มหัวให้แก่คมช. อีกต่อไป เพราะประชาชนก็เป็นผู้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะดำเนินการใดๆ ก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองประเทศ ตามวิธีการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ และมีสิทธิที่จะต่อต้านทุกคนที่จะทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไร้ความศักดิ์สิทธิ์

           หากคมช.ไม่หยุด ประชาชนก็พร้อมแล้ว

           ถึงเวลาต้องรวมพลังประชาชน เพื่อ หยุดความชั่วร้ายของคมช. และลิ่วล้อบริวาร ที่แทรกซึมเข้าในรูปของพรรคการเมืองต่างๆ กันแล้ว

           พึงระลึกไว้เสมอว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่าง พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนผู้รักประชาธิปไตย กับ พรรคการเมือง ที่เป็นตัวแทนของคมช. และสมประโยชน์กับคมช. มาตั้งแต่วันแรกของการรัฐประหาร จนถึงวันนี้ ทั้ง ประชาธิปัตย์ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช มัชฌิมาธิปไตย

           การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ แบบ 1 ต่อ 7

           1 คือ พรรคพลังประชาชน

           7 คือ คมช. ประชาธิปัตย์ ชาติไทย เพื่แผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ประชาราช และ มัชฌิมาธิปไตย

           ผมเชื่อว่า 1 จะชนะ 7 ได้ หากว่าประชาชนรวมพลังกันจริงๆ

           ประชาชนรวมพลัง ช่วยพลังประชาชน ฟื้นฟูประชาธิปไตย

           เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ เวลาเหลือไม่มากแล้ว

           มีแต่ประชาชนและประชาธิปไตย ที่ไม่เคยก้มหัวให้เผด็จการ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: