กองทัพไทยมีไว้เพื่อปล้นอำนาจ หรือ ปกป้องอธิปไตยของชาต

  

                       กองทัพไทยมีไว้เพื่อปล้นอำนาจ หรือ ปกป้องอธิปไตยของชาติ

 

          ภาพกองทัพรถถัง และกำลังทหาร ขับเคลื่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร อย่างคึกคักใหญ่โต เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

          ภาพทหารตั้งด่านตรวจค้น และสกัดกั้นประชาชนจากทุกจังหวัดที่เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

          ภาพทหารนับหมื่นนายกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพ มหานครและปริมณฑล ไม่เว้นกระทั่งพระราชวังดุสิต และพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ตลอดสัปดาห์ทีผ่านมาจนถึงขณะนี้

          ภาพทหารหลายพันนายนำกำลังออกมาปิดล้อมลานพระราชวังดุสิต และตั้งด่านไม้ขวากพร้อมตรึงลวดหนามกลางถนนราชดำเนิน ไม่ให้ประชาชนเดินทางสัญจรไปมา และป้องกันการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชนและทวงถามระบอบประชาธิปไตย  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

          ภาพทหารใหญ่ทุกเหล่าทัพ เข้าหารือและกดดันนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะมีข้อตกลงร่วมกันให้นายกรัฐมนตรี แถลงแก่ประชาชนและสื่อมวลชนว่าจะประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หากประชาชนชุมนุมต่อต้านการยุบพรรคการเมือง เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

          ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่เราได้พบเห็นด้วยสายตา ทั้งจากเหตุการณ์จริง จากหน้าหนังสือพิมพ์ จากจอโทรทัศน์ และได้ยินคำบอกเล่าผ่านทางวิทยุกระจายเสียง ตลอดจนจากปากต่อปาก

ปรากฎการณ์ทางกองทัพในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นการเคลื่อนกำลังทหารเข้ากรุงเทพมหานคร อย่างมากมายผิดปกติ ในขณะที่กองทัพก็สกัดกั้นประชาชนเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครฯ อย่างเข้มข้นผิดปกติ เช่นเดียวกัน

ยังมีอีกหลายภาพที่เรามองไม่เห็น เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ได้ปรากฏทางสื่อสารมวลชน ซึ่งมีทั้งสื่อที่ถูกกองทัพคุมเข้มการรายงานข่าว และสื่อที่คุมเข้มตัวเอง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากกองทัพ

ภาพที่ไม่ปรากฏให้เห็น และประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ หรือได้เห็น ก็คือ

ภาพการส่งทหารชุดติดตามไล่ล่า ตามประกบนักการเมืองคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย ทุกคน จนไม่มีใครสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์แห่งการเดินทางออกต่างประเทศ ของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถทนการกดดันของกองทัพ และอยู่ในประเทศต่อไปได้

ภาพการสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายกำลังทหารเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมานับแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2  มากกว่าครั้งเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 มากกว่าเมื่อครั้งวันฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519 มากกว่าเมื่อครั้งวันฆ่าประชาชน 17-18 พฤษภาคม 2535  มากกว่าเมื่อครั้งทำสงครามร่มเกล้า กระทั่งมากกว่าเมื่อครั้งทำสง ครามใหญ่กับคอมมิวนิสต์ ที่มีจุดมุ่งหมายล้มล้างราชบัลลังก์ และสถาบันพระมหากษัตริย์

การติดตามไล่ล่า และกดดันอย่างเอาเป็นเอาตายต่อนักการเมืองคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย จนต้องหลีกหนีเร้นกายหายไปจากประเทศไทย และสังคมการเมือง สังคมข่าวสารของประเทศไทย  และการสับเปลี่ยนกำลังทหารเข้ารักษาพระนคร ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมานี้ จึงมิอาจมองแล้วผ่านเลยไปได้

เพราะในขณะที่กองทัพ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือเหนือการเมือง เหนือนักการ เมืองทุกคน เหนือพรรคการเมืองทุกพรรค เหนือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งมากับมือ  เหนือรัฐบาลซึ่งเป็นอำนาจบริหาร   เหนือศาลซึ่งเป็นอำนาจตุลาการ แล้ว

กองทัพยังมีเหตุผลใดที่จะเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่พระนคร กระจายกำลังกันตรึงพื้นที่สำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เช่นนี้

นอกจากมีอำนาจเหนืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ แล้ว กองทัพยังต้องการจะมีอำนาจเหนือสถาบันใดอีกกระนั้นหรือ?

นอกจากการปล้นอำนาจอธิปไตยอันเป็นของปวงชนชาวไทย ไปครอบครองและใช้แต่เพียงผู้เดียว ได้สำเร็จแล้ว  กองทัพยังต้องการช่วงชิงอำนาจจากสถาบันใดอีกกระนั้นหรือ?

นอกจากการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้ว  กองทัพยังมีแผนการที่จะล้มล้างสถาบันใดอีกกระนั้นหรือ?

นอกจากการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว กองทัพยังมีแผนการที่จะสถาปนาการปกครองในระบอบใดขึ้นมาใหม่อีกหรือไม่ ?

นอกจากการออกคำสั่งให้ตนเอง มีและใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลเข้าทำหน้าที่ในหน่วยงาน องค์การต่างๆ ได้ ทั้งๆ ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  กองทัพยังมีแผนการที่จะใช้อำนาจ แทนพระมหากษัตริย์ อีกกี่ครั้ง ในเรื่องใดบ้าง ?

          นอกจากอำนาจการปกครองและบริหารประเทศ ที่ปล้นมาได้ ครอบครอง และใช้แต่เพียงผู้เดียวอยู่ในขณะนี้แล้ว กองทัพยังมีแผนการที่จะครอบครองอำนาจใดอีกกระนั้นหรือ ?  

            หากไม่มีความต้องการที่จะช่วงชิงอำนาจใดที่เหนือกว่าอำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้เพิ่มขึ้นอีก  

หากไม่มีความต้องการที่จะสืบทอดอำนาจที่ปล้นมาได้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ให้อยู่กับตนและพวกพ้องต่อไป

หากไม่มีความทะเยอทะยานที่จะครอบครองและใช้อำนาจปกครองประเทศ สืบต่อไป

หากไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะสถาปนาการปกครองระบอบอื่นมาแทนที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แล้วเหตุใด กองทัพจึงต้องเคลื่อนย้ายสับเปลี่ยนกำลังทหาร และ รถถัง ตลอดอาวุธสงครามทั้งหนักและเบา มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุเพื่อรักษาพระนคร จำนวนมากมาย และประโคมข่าวใหญ่โตให้ประชาชนรับทราบกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศเช่นนี้  แทนที่จะบ่ายหน้ามุ่งสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกำลังมีปัญหาการก่อการร้ายแบ่ง แยกดินแดนอย่างรุนแรง จนเกินกว่าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระดับพื้นที่จะสามารถรับสถานการณ์ได้อีกแล้ว

ในขณะที่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีเพียงประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ก่อการชุมนุมเรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีการก่อการร้าย ไม่มีการมุ่งหมายทำลายชีวิตและทรัพย์สินของใคร หรือ ของส่วนราชการ ไม่มีอุดมการณ์ที่จะแบ่งแยกดินแดน  มีแต่ความต้องการระบอบประชาธิปไตย กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่ กองทัพ ดำเนินมาตรการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามมากกว่าหมื่นนาย เข้าล้อม เพื่อรอวันปราบปรามอย่างจริงจัง และเตรียมการประกาศสถาน การณ์ฉุกเฉิน

ในขณะที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโจรก่อการร้ายที่มุ่งหมายทำลายชีวิตและทรัพย์ สินของประชาชน และ ราชการ มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะแบ่งแยกดินแดนเพื่อประกาศอิสรภาพและปกครองตนเองเหนือดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย เข่นฆ่าสังหารชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ พระสงฆ์ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ล้มตายเป็นรายวัน เพื่อกดดันและสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยยอมรับสถานะ ความมีอยู่ และเข้าสู่กระบวนเจรจาเพื่อแบ่งแยกดินแดนปกครองตนเอง กองทัพกลับดำเนินมาตรการเจรจาตามแนวทางสมานฉันท์ และยอมรับข้อเสนอ ข้อต่อรอง เงื่อนไขของโจรก่อการร้าย ตลอดมา กระทั่งคนไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใกล้จะเป็นพลเมืองชั้นสอง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของโจรก่อการร้าย ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยอยู่ในราชอาณาจักรไทย แต่กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิเหนือดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย เท่ากับกฎของโจรก่อการร้าย

การชุมนุมประท้วงที่มัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งประกอบด้วยชาวมุสลิมจากหลายจังหวัด สงขลา ยะลา นราธิวาส และอำเภอต่างๆ ในปัตตานี เดินทางเข้ามายึดมัสยิดกลางได้อย่างสะดวก และง่ายดาย ไม่มีการป้องกัน สกัดกั้นจากกองทัพ  ซึ่งแตกต่างจากมาตรการสกัดกั้นที่ใช้กับประชาชนภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอิสาน  จนกระทั่งจำนวนประชาชนที่ยึดมัสยิดกลางปัตตานี เพิ่มทวีจำนวนขึ้นนับหมื่นคนแล้วในวันนี้  

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบสภาวการณ์วิกฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย  และ สภาวการณ์วิกฤตเหนือดินแดน วิกฤตปัญหาของอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  กับ มาตรการที่กองทัพใช้กับ 2 สภาวการณ์ดังกล่าวนี้  จึงอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า

กองทัพไทยมีไว้เพื่อปล้นชิงอำนาจการปกครองแผ่นดิน ปกป้องอำนาจที่ปล้นมาได้ แสวงหาอำนาจทางการเมือง เพื่อครอบครองและใช้อำนาจนั้น เพื่อประโยชน์ส่วนตน

หรือ

กองทัพไทยมีไว้เพื่อปกป้องดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทยและอธิปไตยของชาติ ขับไล่อริราชศัตรู

ทหารไทยมีไว้เพื่อรับใช้ชาติ

หรือ

ทหารไทยมีไว้เพื่อรับใช้ความต้องการของผู้บังคับบัญชาที่ทะเยอทะยานและมักใหญ่ใฝ่สูง

กองทัพชนิดใดกันแน่

ทหารไทยชนิดใดกันเล่า

ที่เหล่าทหารกล้าของแผ่นดิน ทหารหาญของชาติ ทหารผู้ภักดีต่อราชบัลลังก์  ต้องการเป็น

ประชาชนต้องการฟังคำตอบจากทหารที่ประกอบกันรวมเป็นกองทัพ

ว่าท่านต้องการเป็นทหาร และกองทัพชนิดใด

ระหว่าง

กองทัพที่มีไว้เพื่อปล้นชิงอำนาจ หรือ กองทัพที่มีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

และ

ทหารไทยกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอำนาจที่ปล้นมาได้ของผู้บังคับบัญชา หรือ เพื่อรักษาดินแดนของชาติ

ยอมเสียดินแดนชองชาติ แต่ไม่ยอมเสียอำนาจของกองทัพ ใช่หรือไม่ ?

คำตอบอยู่ที่ทหาร มิใช่ ประชาชน

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: