กบฎสนธิบังคับในหลวงนิรโทษกรรม แฉม.299 จับประชาชนเป็นตัวประกัน

  กบฎสนธิบังคับในหลวงนิรโทษกรรม
  แฉม.299 จับประชาชนเป็นตัวประกัน

          จนป่านนี้แล้ว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่รู้ว่าได้กระทำความผิดอะไรต่อบ้านเมือง และจะไม่ลาออกตามคำเรียกร้องของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่ชุมนุมกันอยู่ที่สนามหลวง อีกทั้งยังตอบ กลับด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลนการชุมนุมของประชาชนเรือนแสน ว่า  “ตลกดี”

         ตลกมากไหมครับ กับการชุมนุม เสียงเรียกร้อง และคำประณามจากประชาชนเรือนแสน  ลองกลับไปสอบถามลูกเมียที่บ้านสิครับว่า การที่พ่อและผัวถูกด่าทุกวัน ทุกคืน มันตลกมากไหม

        แต่สำหรับประชาชนแล้ว ตลกไม่ออกครับ

        ตลกไม่ออกที่ต้องอยู่ใต้ระบอบเผด็จการ   และห่างไกลจากประชาธิปไตยมากขึ้นทุกวันๆ

         ตลกไม่ออกที่ต้องทนดูความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม                              ตลกไม่ออกที่อาจจะต้องตกงานในเร็วๆ นี้

  เนื่องจากธุรกิจชะลอตัวและตกต่ำรุนแรง

        ตลกไม่ออกที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลังจากเดินตามคมช. มาเกือบ 10 เดือน

          มิหนำซ้ำเมื่ออกมาชุมนุมขับไล่เผด็จการ  และเรียกร้องประชาธิปไตย กลับถูกตอกหน้าว่าเป็นพวกรับจ้างชุมนุม เห็นแก่เงินวันละ 300 บาท 500 บาท

          ประชาชนคนไทยในวันนี้ ไม่มีคุณค่า ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย ในความคิด ในทัศนะ และในการรับรู้ ของพล.อ.สนธิ  บุญยรัตกลิน

          ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย มีราคาค่าตัวเพียงแค่ 300 บาท 500 บาท เท่านั้น

          ใยผู้ถืออำนาจปกครองแผ่นดินสูงสุด จึงดูแคลนประชาชนของประเทศเช่นนี้

          ทัศนะเยี่ยงนี้ของผู้มีอำนาจสูงสุด นำพาประเทศชาติล่มจมมานักต่อนักแล้ว

          พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็เคยกล่าววาจาเช่นนี้ ก่อนหน้าจะเกิดเหตุชุมนุมใหญ่ ขับไล่เผด็จการรสช. เพียงไม่กี่วัน 

          จุดจบของพล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นเช่นไร อวสานของรสช. เป็นเช่นไร

          ไม่ศึกษา ไม่เรียนรู้ ก็ไม่เป็นไร แต่การเดินทับรอยเดิมของเผด็จการรุ่นพี่ ที่สร้างความพินาศให้แก่ประเทศชาติ และสร้างความบาดหมางให้แก่ประชาชนกับกองทัพ จนยากแก่การเยียวยาถึงทุกวันนี้   และย่ำให้จมลึกลงไปอีก  มีแต่จะเร่งความพินาศแก่ชาติไทย ให้เร็วขึ้น

          มิพักต้องพูดถึงความเสียหายที่พล.อ.สนธิ  พร้อมด้วย คมช. และ รัฐบาลขิงเน่า สร้างไว้แก่ประเทศไทย และกำลังส่งผลกระทบถึงประชาชนทั่วทุกหย่อมหญ้า จนอดรนทนไม่ไหว ต้องเดินออกมาสู่ท้องสนามหลวง เพื่อรวมพลังขับไล่คมช. ออกไป เรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา ซึ่งนับเป็นความผิดอุฉกรรจ์หลายกระทง หลายกรรม หลายวาระ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน วันละหลายเรื่อง ขอให้เชื่อได้เลยว่าเมื่อวันสูญสิ้นอำนาจ ต้องเดินปาดเหงื่อขึ้นลงบันไดศาล ไม่หวาดไหวเป็นแน่แท้

          ความผิดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ข้อแรก และข้อร้ายแรงที่สุด แต่จนป่านนี้ผู้กระทำความผิดยังไม่รู้ตัวว่าได้กระทำความผิด และยังลอยหน้าลอยตา ดุด่าว่ากล่าวผู้อื่น ทั้งๆ ที่ออก มาห้ามปรามการกระทำความผิดของตัวเอง ว่าเป็นพวกไม่เคารพกฎหมาย  ไม่หวังดีต่อประ เทศชาติ นั่นล่ะน่าเป็นห่วงที่สุด

          พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ฟังทางนี้นะครับ

          ท่านมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
          (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
        (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
          (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร
  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

นายทหารระดับผู้บัญชาการทหารบกอย่างพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คงไม่โง่ถึงขนาดอ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น จนไม่รู้ว่า การกระทำอย่างที่ท่านทำเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เข้าข่ายการกระทำความผิดมาตรา 113 ของกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษถึงประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

ฉะนั้นขอจงอย่าได้แกล้งโง่อีกต่อไป ว่ายังไม่รู้ว่าทำอะไรผิด

หากท่านเชื่อว่าท่านและคณะไม่ได้กระทำความผิด แล้วเหตุใดจึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 37 ว่า ความผิดใดๆ ก็ตามที่ท่านและคณะ ได้กระทำในการยึด  อำ นาจปกครองแผ่นดิน ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร  ก่อการกบฏเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้วยังให้ครอบคลุมถึงการวางแผนเตรียมการก่อการกบฎ และการใช้อำนาจในภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกด้วย ว่าไม่ถือเป็นการกระทำความผิดด้วย 

ท่านเขียนรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 37 ไว้ทำไม ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด  และเหตุใดจึงต้องดิ้นรนที่จะใส่ข้อความดังกล่าว เข้าไปในรัฐธรรมนูญ อย่างแอบแฝง ว่า….

มาตรา 299 ที่บัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้น และการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้นั้น

มีเจตนารมย์ชัดเจนที่จะไม่ให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ก่อการกบฎและคณะได้

ท่านแสดงอาการกลัวโทษที่จะต้องได้รับจากการกระทำความผิด ก่อการกบฏของตัวเอง จนต้องออกกฎหมายมายกเว้นความผิดให้แก่ตัวเอง อย่างนี้แล้ว ยังมีหน้ามาบอกว่า “ไม่ได้ทำอะไรผิด” อีกหรือ

โกหกจนเคยตัวแล้วสิ !

มุสลิมคนนี้มุสาเป็นอาจิณ กระทั่งพระเจ้าไม่กล้าอ้าแขนรับไว้แล้วครับ !

เหตุที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ต้องสั่งการให้ นายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใส่ข้อความมาตรา 299 เข้าไปด้วย  เพื่อยกเว้นความผิดให้แก่ตัวเอง และผลักดันเต็มที่ให้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้รังสีอำมหิต ข่มขู่คุกคามคนอื่น ไม่ให้แตะต้องมาตรา 299 ก็เพราะว่าต้องการใช้รัฐธรรมนูญ คุ้มหัวให้แก่ตัวเอง จากการกระทำความผิดล้มล้างรัฐธรรมนูญ

จะเป็นครั้งแรกในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย และของโลก ว่า ผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิด   ทั้งๆ ที่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นการกระทำความผิด

ทำไมต้องใส่ไว้การนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มันต้องมีเหตุ และเหตุนั้นต้องใหญ่หลวง ทำให้ไม่มีทางออก จึงต้องนำความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ไปแลกกับหัวบนบ่าของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้ากบฏ

เหตุนั้นก็คือ …

คณะผู้ก่อการบกฎ ได้พยายามใช้วิธีอื่นแล้ว แต่ไม่สำเร็จ  

มีข้อมูลประการหนึ่งที่รู้กันทั่วในหมู่ผู้ก่อการกบฏ และทำให้หัวใจของกบฏทุกคน ตั้งแต่หัวหน้าใหญ่ จนถึงลูกน้องปลายแถว หนาวสะท้าน ไม่รู้หัวจะขาดวันใด ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรม ให้แก่ผู้ก่อการกบฏ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตามที่รัฐบาล นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ

พระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรม ดังกล่าว ถูกนำขึ้นกราบบังคมทูล ไม่น้อยกว่า 5เดือนแล้ว จนป่านนี้ยังไม่พระราชทานกลับคืนมา

นี่จึงเป็นเหตุให้คณะผู้ก่อการกบฏ โดยเฉพาะพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เก็บอาการไม่อยู่ และต้องกระทำหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เป็นการละเมิดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตั้งแต่การใช้อำนาจหัวหน้ากบฏ แต่งตั้งบุคคลไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญต่างๆ ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ต้องได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

สุดท้ายเพื่อจะรักษาหัวไว้บนบ่าต่อไป  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็จับรัฐธรรมนูญ และประเทศไทย เป็นตัวประกัน หากต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่าน ต้องย่อมให้มาตรา 299 ผ่านด้วย

การเรียกร้องครั้งนี้ เป็นการเรียกร้องต่อประชาชน และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเวลาเดียวกัน คือ 

หากประชาชนต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่าน ให้มีการเลือกตั้ง ให้เป็นประชาธิปไตย (ฉบับคมช.) ก็ต้องยอมรับลงประชามติรัฐธรรมนูญทั้งร่าง ซึ่งหมายความรวมไปถึงการลงประชามติของคนทั้งประเทศ ที่มีต่อ มาตรา 299 คือไม่เอาผิดกับผู้ก่อการกบฏ 19 กันยายน 2549 ด้วย

หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยสงบสุข ร่มเย็น และเป็นประชาธิปไตย  ในปีมหามงคล ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา ก็มีหนทางเพียงประการเดียวคือ ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับคมช. ซึ่งจะเท่ากับทรงนิรโทษกรรมให้แก่คณะผู้ก่อการกบฏ ด้วย

นี่คือความเลวร้ายของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่บังอาจบังคับประชาชน ยกเว้นโทษตายให้ตัวเอง ด้วยการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช. และเหิมเกริมถึงขั้นสูงสุด บีบบังคับและกดดันให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญแห่งคมช

ทุกคนบนแผ่นดินไทย และทั่วโลก รู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรัก และห่วงใยประชาชนชาวไทยมากมายเพียงใด และทรงปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชา ธิปไตย อย่างสงบสุข โดยเร็ว เพียงใด  หากรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านการลงประชามติ และ ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ประเทศไทยไม่มีวันกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ต้องอยู่ใต้อำนาจเผด็จการตลอดไป  ความสงบสุข ร่มเย็น ก็จะถอยห่างจากประชาชนชาวไทยไปทุกวันๆ

พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็รู้เช่นเดียวกัน จึงใช้วิธีจับประเทศไทยเป็นตัวประกัน แลกกับโทษตายของตัวเอง  ในฐานะหัวหน้ากบฎ 

 บนแผ่นดินไทยวันนี้ มิใช่มีเพียง พระมหากษัตริย์ เพียงพระองค์เดียวแล้ว ที่ทรงไว้ซึ่งพระราชฐานะอันศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด ผู้ใดจะกล่าวหาฟ้องร้องมิได้ แล้ว

 หากแต่ยังมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อีกคนหนึ่ง ที่ดำรงสถานะเสมอเท่าพระมหา กษัตริย์ คือ ผู้ใดจะกล่าวหา ฟ้องร้องมิได้ เนื่องจากได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 37 ของรัฐ ธรรมนูญ พุทธศักราช 2549 และจะได้รับความคุ้มครองต่อไปอีก ตามมาตรา 299 ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้

พูดกันมาจนถึงขณะนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รู้หรือยังว่า ได้กระทำความผิดไว้อย่างไร ทำความเสียหายแก่ประเทศชาติมากมายแค่ไหน และทำไมประชาชนเรือนแสนจึงออกมาตะโกนขับไล่เผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย อยู่ในเวลานี้

เพราะคุณคือ กบฎ ที่สมควรได้รับโทษ ประหารชีวิต นั่นเอง

คนอย่างคุณนี่เอง ที่ทำให้เกิดสำนวน “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”     

เมื่อใดที่ไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรม เว้นโทษตายให้ และถูกนำตัวขึ้นศาล ก็เมื่อนั้นล่ะที่สำนึกแห่งการกระทำ ผิด ชอบ ชั่ว ดี จะผุดขึ้นในสมองของคุณเอง

แต่เมื่อถึงเวลานั้น มันก็สายเสียแล้ว

กบฎทุกคน และ ผู้สนับสนุนทุกท่าน จงจำไว้

“หลักประหารคือปลายทางของกบฎ”

เมื่อศาลไม่ยุติธรรม  ค้อมหัวให้อำนาจเถื่อน ลืมเลือนอำนาจธรรม ยืนข้างผู้กระทำความผิด  ความวิปริตจึงเกิดแก่ประเทศไทย

แต่ไม่เป็นไร…

อันความผิดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นี้

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ จะเป็นผู้พิพากษาการกระทำความผิดของ กบฎผู้นี้เอง

 

Advertisements

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: