คำชี้แจงจาก Hi-thaksin ถึงคม-ชัด-ลึก

พฤษภาคม 13, 2008

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2550 นำเสนอข่าว ว่า "สงขลา-โคราช" แสดงพลัง เข้าชื่อให้กำลังใจ "ป๋าเปรม" ลั่นกลุ่มต้านไม่หยุด รวมพลทั่วอีสานชน ขณะที่ "บุญรอด" สั่งสกัดม็อบรับจ้างเข้ากรุง ด้าน "ยูทูบ" ถอดคลิปหมิ่นเบื้องสูงแล้ว บล็อกเกอร์แฉใช้บริการที่เดียวกับเวบ "ไฮ-ทักษิณ"

          มีรายละเอียดในเนื้อข่าว ที่เกี่ยวพันมาถึง Hi-thaksin ด้วยอาการที่ไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด และยังสัมผัสได้ถึงจิตอกุศลที่มีต่อ Hi-thaksin อย่างชัดเจน  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

          "บล็อกเกอร์แฉเวบหมิ่นเบื้องสูงพันไฮทักษิณ

          kittinunn บล็อกเกอร์ ในเวบไซต์ http://www.oknation.net ได้นำเสนอข้อมูลที่มาของคลิปหมิ่นสถาบัน ที่เผยแพร่ในยูทูบว่า มีความเกี่ยวโยงกับ เวบไซต์ hi-thak sin.net  ซึ่งเป็นเวบสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช.

          kittinunn ระบุว่า นอกจากผู้จัดทำจะนำขึ้นบนเวบไซต์ยูทูบแล้ว ยังพบว่ามีความพยายามที่จะเปิดเวบไซต์เพื่อเผยแพร่ภาพคลิปวิดีโอดังกล่าวต่อ โดยลิงค์ไฟล์คลิปวิดีโอด้วยการเอ็มเบด (embed) หรือวางพื้นที่คลิปวิดีโอ ไปยังเวบไซต์ของเขา เวบไซต์นี้ตั้งชื่อโดเมนจงใจที่จะให้คล้องกับเบื้องสูง

          โดยหน้าตาของเวบไซต์มีเนื้อความที่น่าจะหมิ่นเบื้องสูง ด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ทั้งนี้นอกจากจะวางพื้นที่คลิปวิดีโอของยูทูบแล้ว ยังมีภาพที่หมิ่นเบื้องสูงอีกด้วย พร้อมเชิญชวนให้ส่งอีเมลเพื่อบอกต่อ

          จากการตรวจสอบผู้จดทะเบียนโดเมนดังกล่าว พบว่ามีการจดทะเบียนในนาม "Five Thousand Dollar Domains" อีเมล biznewstoday@yahoo.com mailto:biznewstoday@yahoo.com ตั้งอยู่บนถนนเจเวล (Jewel Avenue) ในมลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จดทะเบียนภายใต้การดูแลของ GoDaddy.com, Inc. ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 หมดอายุในวันที่ 4 เมษายน 2551

          ทั้งนี้ บริษัท GoDaddy.com, Inc. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลในการจดทะเบียนเวบไซต์ hi-thaksin.net เวบไซต์ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช. ซึ่งจดทะเบียนโดยใช้ชื่อ DomainsByProxy.com ตั้งอยู่ที่ถนนเฮย์เดน ในมลรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และจากการตรวจสอบการทำงานของเวบไซต์ GoDaddy.com พบว่าเป็นบริการให้เช่าพื้นที่เวบไซต์ แต่สันนิษฐานว่าลักษณะการกระทำจะเป็นบริษัทรับจ้างจัดหาระบบเวบไซต์และรับเป็นเจ้าของโดเมนแทนลูกค้า เรียกว่าออกหน้าออกตาโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งถ้าจะช่วยกันสืบค้นเบาะแสเพิ่มเติม เชิญร่วมแกะรอยการบริหารงานของบริษัทนี้ได้ที่ https://www.godaddy.com/"

          ยอมรับตามตรงว่า อ่านแล้วงง ไม่เข้าใจว่าผมกับทีมงาน ไปเกี่ยวข้องกับ ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้อย่างไร จึงได้ให้โปรแกรมเมอร์ ของ Hi-thaksin อ่านข่าวชิ้นนี้ และตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นไปตามที่ "คมชัดลึก" เสนอหรือไม่  ได้ความโดยสรุปว่า ข้อมูลที่ "คมชัดลึก" นำมาเสนอข่าว  เป็นอาการ "มั่ว" ของ "คมชัดลึก" ที่พยายามจะลากโยง ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ให้มาเกี่ยวพันกับ Hi-thaksin  ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งทางตรงและทางอ้อม  

          การใช้เหตุผลเพียงประการเดียวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ว่า Hi-thaksin มีความเกี่ยวข้องกับ ผู้ที่จัดทำและเผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ด้วยข้อมูลที่ว่า จดทะเบียนไว้ที่ Godaddy.com,Inc นั้น เป็นความพยามที่แสดงให้เห็นถึงจิตอกุศล   ที่จะยัดเยียดข้อหาอันร้ายแรงให้แก่ผมและทีมงาน โดยเจตนา

          เนื่องจากมีเวปไซต์มากกว่า19ล้านเวปไซต์ที่ใช้บริการของ Godaddy.com, Inc  

          ดังนั้น หากใช้ตรรกะเดียวของ Kittinun มากล่าวหา Hi-thaksin ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า Hi-thaksin มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับเวปไซต์อีก 19 ล้านเวปไซต์ ที่ใช้บริการของ Godaddy.com,Inc ด้วย  

          หาก 1 ในจำนวน 19 ล้านเวปไซต์ นี้ไปทำผิดกฎหมายข้อหนึ่งของใดของประเทศหนึ่งประเทศใด แปลความว่า Hi-thaksin ต้องรู้เห็นและเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่

          (อ่านรายละเอียด :: ความสัมพันธ์ Hi-thaksin กับ Godaddy

          หากใช้ตรรกะดังที่ Kittinun และ "คมชัดลึก" เห็นว่าถูกต้องนี้ มากล่าวหา Hi-thaksin มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน youtube ก็ต้องใช้ตรรกะเดียวกันนี้กับ เวปไซต์เนชั่น และหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ด้วยหรือไม่  หากบล็อกเกอร์คนใดคนหนึ่งของเนชั่น หรือ เวปไซต์ใดเวปไซต์หนึ่ง ที่ไปจดทะเบียนหรือใช้บริการจากบริษัทผู้ให้ บริการ เดียวกับ เวปไซต์เนชั่น ไปทำผิดกฎหมาย หมายความ เวปไซต์เนชั่น เกี่ยวข้องด้วย ใช่หรือไม่

          กระทั่ง หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หรือ สื่อเครือเดอะเนชั่น หากยอมรับตรรกะ นี้ ก็หมายความว่า หากคนใดคนหนึ่งในเครือเดอะเนชั่น ไปทำผิดฎหมาย ก็เท่ากับว่า เดอะเนชั่น ทำผิดกฎหมายด้วยใช่หรือไม่ 

          หากเนชั่น ยอมรับตรรกะการสร้างความสัมพันธ์เช่นว่านี้ กรณี พนักงานเนชั่น ไปลวนลาม กระทำอนาจารนักเรียนหญิงคนหนึ่ง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้พร้อมหลักฐาน คือกล้องถ่ายภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ เนชั่นจะอธิบายอย่างไร ว่า เครือเนชั่น ไม่เกี่ยว  ผู้บริหารเนชั่น ไม่เกี่ยว 

          ก็ในเมื่อ พนักงานคนที่ไปกระทำการลวนลาม อนาจารเด็กนักเรียน เป็นพนักงานที่เนชั่น พิจารณาคัดเลือกเข้ามาตามกฎเกณฑ์ของบริษัท ผู้บริหารเนชั่น รับรองและยอมรับว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี เป็นวิญญูชน มีสภาพจิตใจที่ดีไม่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ได้รับเกียรติอย่างสูง จากประชาชนทั่วไป และถืออภิสิทธิ์มากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพสาขาอื่น

          การที่พนักงานคนนี้ ไปกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดที่น่ารังเกียจในสังคมไทย และสังคมโลก ผู้บริหารเนชั่น ในฐานะที่เป็นผู้รับรองและยอมรับว่าพนักงานคนนี้เป็นผู้มีความประพฤติดี อยู่ร่วมกับเครือเดอะเนชั่น ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง กับการที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อมาตรฐาน และความประพฤติของพนักงานเครือเดอะเนชั่น 

          (http://hilight.kapook.com/view/9235)

          ไม่ว่าท่านจะใช้ตรรกะใดในการกล่าวหา หรือ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า Hi-thak sin มีความเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมก็ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" หยุดพฤติกรรมการใช้เทคนิค "มือที่สาม" มากล่าวหา Hi-thaksin ตลอดจนผู้อื่น ให้ถูกสังคมตั้งข้อสงสัย มองด้วยสายตาคลางแคลงใจ  อันจะทำให้ได้รับความเสียหาย  อีกต่อไป

          วิธีการอ้างว่ามีบล็อกเกอร์ ชื่อ Kittinun เขียนข้อมูลมาให้นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการใช้ "มือที่สาม" กล่าวหาบุคคลอื่น เช่นนี้ ไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษ รวมไปถึงสุภาพสตรี  หากแต่เป็นพฤติกรรมของพวกไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า ชอบแทงคนข้างหลัง  ไม่แตกต่างจากเทคนิคของ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร หัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัม พันธ์เชิงลึก ของคมช. ใช้กล่าวหาและทำลายความน่าเชื่อถือของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   ซึ่ง เป็นวิธีการที่ต้องแอบทำ เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

          การอ้างบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนข้อความไว้ในบล็อก ในทำนองว่าได้ตรวจสอบพบความน่าจะเกี่ยวพันกันระหว่างผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ Hi-thaksin แล้วก็นำข้อมูลนั้นมาเสนอเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อ Hi-thaksin  เพื่อที่ "คมชัดลึก" จะอ้างได้ในภายหลังหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ว่าไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเอง แต่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนมานั้น เป็นเทคนิคการทำข่าวแบบตื้นๆ ของนักข่าวเลวๆ  ที่กล้าใส่ร้ายคน  แต่ไม่กล้ายืดอกรับว่าเป็นผู้กระทำ 

         
ข้อความที่ บล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun ส่งมานั้น (ถ้ามีตัวตนจริง) ก็เปรียบได้กับใบปลิว 1 แผ่น เท่านั้น ที่มีผู้อ่าน "คมชัดลึก" ส่งไปให้กองบรรณาธิการ  แล้วบรรณาธิการ ก็สั่งให้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทันที หลังจากอ่านจบ พบว่ามีข้อความที่ถูกใจตัวเอง  โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อความในใบปลิวนั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือเพียงใด  ซึ่งผมคิดไม่ถึงว่ามาตรฐานการนำเสนอข่าวของ "คมชัดลึก" สื่อในเครือเดอะเนชั่น ที่นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น จะต่ำเยี่ยงนี้ 

          หาก "คมชัดลึก" และ สื่อเครือเดอะเนชั่น ใช้วิธีการแสวงหาข้อมูล และใช้มาตรฐานการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ด้วยการหยิบใบปลิว 1 ใบ หรือ ข้อมูล ความเห็นของ บล็อกเกอร์ 1 คน ที่ส่งเข้าในกองบรรณาธิการ หรือ ในเวปไซต์เนชั่น  แล้วนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้น ราวกับพบหลักฐานการทุจริตของผู้บริหารประเทศ เช่นนี้ ก็ สมควรแล้วที่ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในเครือเดอะเนชั่น ทุกฉบับ จะทรุดตัวลงจนเป็นที่วิตกกังวลของผู้บริหาร เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และผมเชื่อว่าจะทรุดต่ำลงอีก เนื่องจากสื่อเครือเดอะเนชั่น เลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างคณะรัฐประหาร  เพราะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มปากเต็มคำ จึง ทรยศต่ออุดมการณ์และวิญญาณเสรีของสื่อมวลชน รวมทั้งทรยศหักหลังต่อประชาชนผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

          แม้จะไม่กล่าวหากันชัดๆ เพียงแต่เสนอข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสงสัยต่อความจงรักภักดีของ Hi-thaksin  ผมก็เข้าใจดีว่า เจตนาของ "คมชัดลึก" คืออะไร ? 

          "คมชัดลึก" ต้องการยัดเยียดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้กับ Hi-thaksin เพราะเชื่อว่าด้วยข้อหานี้เท่านั้น ที่จะหยุด Hi-thaksin ได้ และหากข่าวนี้ได้รับความสนใจจากกระทรวงไอซีที ที่กำลังเล่นงาน Youtube อยู่ Hi-thaksin ก็น่าจะถูกรวบติดร่างแหไปด้วย 

          ผมขอประณาม "คมชัดลึก" ว่าเป็นสื่อมวลชนที่ใช้วิธีการสกปรกที่สุด และน่าละอายที่ สุด ในการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้อื่นจะได้รับ จากการนำเสนอที่เป็นเท็จของตนเอง 

          ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นับเนื่องเวลาติดต่อกันมานานกว่า 50 วัน ที่ตั้งใจมาทำหน้าที่เป็นสื่อให้แก่คนรักทักษิณ มาพูดคุยและให้กำลังใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  และได้พัฒนาเป็นสื่อเพื่อเปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่ยอมนำเสนอ ให้ประชาชนได้รับทราบ  Hi-thaksin ไม่เคยนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ภาพ ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ที่บังอาจกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยคิดที่จะกระทำการดังกล่าวด้วย

          ในฐานะคนไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ทีมงาน Hi-thaksin รู้ดีว่าเราควรจะปฏิบัติตนเช่นไร แม้จะไม่ใช่สื่อโดยอาชีพ แต่พวกเราทุกคนก็เคร่งครัดอย่างยิ่งต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและภาพ ไม่ให้กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์  ยิ่งกว่าสื่อมืออาชีพ อย่าง "คมชัดลึก" เสียอีก 

         
"คมชัดลึก" จำได้หรือไม่ว่า การถูกกล่าวหาว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น เป็นความเจ็บปวดเพียงใด และเป็นความยุ่งยากลำบากใจเพียงใดที่จะต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่า ไม่ได้มีพฤติกรรม และเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ดังที่ท่านกล่าว หา Hi-thaksin ผมก็สามารถชี้แจงได้ไม่ยากนัก แม้จะรำคาญใจอยู่บ้างที่ถูกกล่าวหาด้วยความเท็จ

          แต่หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นความจริง มีพยานหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันได้ว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงๆ ดังที่ "คมชัดลึก" กระทำ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549"  นอกจากจะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจที่ต้องชี้แจงต่อสังคม ว่าเหตุใดจึงกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมาย ที่จะต้องรับโทษ อีกด้วย

          ผมมั่นใจว่า Hi-thaksin ไม่เคยมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ มั่นใจว่า "คมชัดลึก" ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24-30 มีนาคม 2549 ได้ 

          หากไม่ได้รับความเมตตาจาก คณะรัฐประหาร ที่ใช้อำนาจเผด็จการสั่งการให้อัยการสูง สุดถอนฟ้องคดีที่ประชาชนทั่วประเทศ แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วันนี้ "คมชัดลึก" ก็ยังตกอยู่ในฐานะจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดอุฉกรรจ์ขั้นร้ายแรงใดไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

         
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดขั้นสูงสุดที่ไม่เคยมีใครในประเทศไทยกระทำมาก่อน อันเป็นเหตุให้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ อดทนต่อพฤติกรรมของพวกท่านไม่ได้ ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับพวกท่าน ไว้ทั่วประเทศ 

          หาก "คมชัดลึก" ลืมไปหมดแล้ว ผมจะนำมาเรียบเรียงให้ได้รำลึกความผิดขั้นร้ายแรงที่พวกท่านได้กระทำไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งชาติ ดังนี้

          วันที่ 24 มีนาคม 2549 "คมชัดลึก" ซึ่งเป็นสื่อสนับสนุนขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวคำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตอนหนึ่งว่า 

          "..เอ็ง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ส่งกฎหมายให้ในหลวงลงพระปรมาภิไธย พอพระองค์ท่านลงมาแล้ว เกิดความผิดพลาด นายกต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่ยอมลาออกต้องบอกประชาชนทั้งประเทศว่าให้………….ลาออก…"

          (ชมและฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่นี่)          

         
ประชาชนที่อ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549  แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" 

          เอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ที่ปรากฎอยู่ใน http://www.chupong/. com เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์ทวงถามหาความจริงและผู้กระทำความผิดกรณี "คมชัดลึก-สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกขยายผลจากสื่อมวลชนและเครือข่ายสื่อที่รวมหัวกันบิดเบือน จนกลายเป็นกรณี คาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก  และนำเสนอประเด็นคาราวานคนจน คุกคามสื่อ เป็นประเด็นใหญ่แทนประเด็น "คมชัดลึก -สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          "คมชัดลึก" เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนต่างๆ ในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพให้เข้ามาช่วยเหลือ และขยายประเด็นคาราวานคนจนคุกคามสื่อ อย่างใหญ่โต และป้ายสีคาราวานคนจน จาก พสกนิกรผู้จงรักภักดี กลายเป็น กลุ่มมวลชนบ้าคลั่ง คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และสร้างกระแสกดดัน จนกระทั่ง แกนนำคาราวานคนจน 6 คนต้องตกเป็นผู้ต้องหาของ "คมชัดลึก" และถูกฟ้องเป็นจำเลย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในขณะนี้

          "คมชัดลึก" ใช้เล่ห์เพทุบาย และความได้เปรียบทางการสื่อสาร ครอบครองเครื่องมือสื่อสารไว้ทั้งหมด บิดเบือนให้ประเด็นการทวงถามหาผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นประเด็นคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน เพื่อหาแง่มุม "เอาตัวรอด" แต่ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          "คมชัดลึก" สนใจแต่ตัวเอง ห่วงแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจและไม่ได้เดือดร้อนกับกรณีมีผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          นี่คือข้อกล่าวหาของผม

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" เปิดเผยว่า สมาชิกคนหนึ่งของคาราวานคนจนอ่านพบข้อความนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 และได้โทรศัพท์ไปสอบถามที่กองบรรณาธิการหนังสือ พิมพ์คมชัดลึก ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่ พนักงานที่รับโทรศัพท์ตอบว่าข่าวที่คมชัดลึกนำเสนอทุกข่าว เป็นความจริง  เมื่อสมาชิกคาราวานคนจนสอบถามต่อว่า การให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือไม่  พนักงาน "คมชัดลึก" ตอบว่าและจะตรวจสอบดู ถ้าเข้าข่ายก็จะชี้แจงในวันรุ่งขึ้น (25 มีนาคม 2549) แล้วก็วางโทรศัพท์ทันที

เวลาผ่านไป 3 วัน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ไม่ได้ลงข้อความชี้แจงการให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แม้แต่คำเดียว ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่เคยมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฎใน "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 มาก่อน

วันที่ 27 มีนาคม 2549 คาราวานคนจนซึ่งชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งอยู่ที่สวนจตุจักร จึงนำหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 24 มีนาคม 2549 ไปอ่านให้ประชาชนกว่าหมื่นคนที่มาฟังการอภิปราย ได้รับทราบ ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่ "คมชัดลึก" นำเสนอ สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่ได้ยินได้ฟังอย่างมาก และเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" ยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่

การชุมนุมและการอภิปรายของคาราวานคนจน เป็นไปโดยเปิดเผย มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ไทยทีวี 2 (เนชั่นแชแนล อยู่ไทยทีวี1) และมีผู้สื่อข่าวของ "คมชัดลึก" มารายงานข่าวการชุมนุมคาราวานคนจน ทุกวัน  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ "คมชัดลึก" จะไม่ทราบว่าประชาชนจำนวนมากต้องการให้ "คมชัดลึก" ชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้น

          วันที่ 28 มีนาคม 2549  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ซึ่งให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวของพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีเป้าหมายขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  เช่นเดียวกับสื่อเครือเนชั่น ทั้งหมด ก็ยังไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ กับการนำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่มีคำชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวันที่ 4 หลังจากที่นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          อ่านความคิดของผู้บริหารเนชั่น และคมชัดลึก ตามประสา"ประดาบ" ก็ต้องบอกว่า เหตุที่ "คมชัดลึก" ไม่ชี้แจงใดๆ ต่อกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เกิดขึ้น น่าจะมีเหตุผล 3 ประการ คือ

          1. ต้องการให้เรื่องเงียบไปเอง (ทั้งๆ ที่เป็นความผิดอุฉกรรจ์ และเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งประเทศ)

          2. ไม่ต้องการทำลายน้ำหนัก ความน่าเชื่อถือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยเกรงหากมีการดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว การชุมนุมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง คมชัดลึก และเครือเนชั่น สนับสนุนอยู่ จะอ่อนกำลัง และขับไล่ไม่สำเร็จ

          3. ประเมินพลังประชาชนผิดพลาด คิดว่าประชาชนไม่สนใจอย่างจริงจัง ต่อกรณีที่ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          เมื่อประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จึงตัดสินใจผิดพลาด และกระทำผิดพลาด จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่มีพลังประชาชน นำโดย คาราวานคนจน ไปร่วมชุมนุมทวงถามความจริง กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 28 มีนาคม 2549 หลังจากที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว 4 วัน

          คำตอบจากนายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ที่มีต่อประชาชนผู้จงรักภักดีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก็คือ..

          "ยอมรับในความผิดพลาดและขอรับผิดชอบในทุกกรณี พร้อมทั้งจะขอตรวจสอบก่อน และยังยืนยันว่าพนักงานทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับคนไทยทุกคน โดยจะชี้แจงให้สาธารณชนทราบภายในวันที่ 30 มีนาคม"

          คำชี้แจงของนายก่อเขต ทำให้กลุ่มประชาชนผู้จงระกภักดี และคาราวานคนจน พอใจ ก่อนจะสลายตัวกลับไป

          "คม ชัด ลึก" ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยว่า ตามที่หนังสือ พิมพ์ "คม ชัด ลึก" ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความอันทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท กองบรรณาธิการขอแถลงต่อเพื่อนสื่อมวลชนดังนี้

           1.กองบรรณาธิการฯ ขออภัยต่อประชาชนชาวไทยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจอันเกิดจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว 

           2.กองบรรณาธิการฯ ขอยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของกองบรรณาธิการฯ และขอรับผิดชอบในความผิดพลาดทุกกรณี

           3. การตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวเป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาลงโดยไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดความเข้าใจว่าข้อความดังกล่าวทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

         4. ได้ตีพิมพ์ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ในฉบับที่เผยแพร่ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2549 พร้อมทั้งจะยื่นหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษแก่สำนักราชเลขาธิการ (อ่าน ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษ ของคมชัดลึก ที่นี่) 

            5. กองบรรณาธิการฯ ขอยืนยันว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป 

          วันที่ 29 มีนาคม 2549 ในช่วงเช้า "คมชัดลึก" ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้กับกลุ่มประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน ทุกประการ มีการลงข้อความชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ และนำเสนอข้อความขอพระราช ทานอภัยโทษ ต่อการกระทำความผิดที่ได้กระทำไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549

          คำชี้แจงของ "คมชัดลึก" แปลความได้ว่า 

          1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2. "คมชัดลึก" รายงานผิดพลาด ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล           กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

             3. "คมชัดลึก" ขอกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ในฐานะผู้นำเสนอข้อความ

          หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอง  เนื่องจากไม่ใช่การกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          4. ขอโทษประชาชน ที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และเข้าใจผิดต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          แถลงการณ์ของ "คมชัดลึก" ทำให้ ประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน พึงพอใจ บรรยากาศที่ตึงเครียด เริ่มดีขึ้น ทุกคนเข้าใจได้ว่าการทำงานที่รีบเร่งเช่นหนังสือพิมพ์รายวัน ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ 

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะออกแถลงการณ์ 5 ข้อ และได้ขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่ นัดหมายระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ประชาชนผู้จงรักภักดีและคาราวานคนจน ที่ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ กำหนดไว้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ว่าจะชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น และตอบคำถามว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่  ยังไม่ถูกยกเลิก

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" บอกว่า ช่วงบ่ายวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกเขาได้รับวีซีดีจากประชาชนผู้จงรักภักดี 1 แผ่น ระบุว่าเป็นการบันทึกภาพและเสียงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ตามที่ "คมชัดลึก" ตีพิมพ์ จริงทุกถ้อยคำ 

          เมื่อแกนนำคาราวานคนจน เปิดวีซีดีที่ได้รับมา จึงประจักษณ์แก่สายตาตัวเอง และได้ยินกับหูตัวเอง ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพ จริง และ"คมชัดลึก" ก็นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดจริง ทุกถ้อยคำ 

          ไม่มีความผิดพลาดในการรายงานข่าวของ "คมชัดลึก" 

          แต่มีความผิดพลาดในการชี้แจงประชาชน ว่า "คมชัดลึก"รายงานข่าวผิดพลาด ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          มีความผิดพลาด ที่บอกว่านำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ครบถ้วน แต่ความจริงแล้ว เป็นการนำเสนอที่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

        ความผิดพลาดที่สำคัญ และอุฉกรรจ์ที่สุด ก็คือ "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จ ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

          เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่ยากจะให้อภัยได้

          และจนถึงวันนี้ นาทีนี้ ก็ยังไม่มีหนังสือพระราชทานอภัยโทษ ให้หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตามที่ได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ไป

         ผู้บริหาร "คมชัดลึก" ต้องตอบคำถามให้ประชาชนให้กระจ่างว่า

          1. มีเหตุผลอะไรจึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

          2. มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

        3. "คมชัดลึก" มีมุมมองอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

        4. คำยืนยันของ "คมชัดลึก" ที่ว่าปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป เป็นจริงหรือเท็จ เมื่อตรวจสอบจากพฤติกรรม "คมชัดลึก" ในกรณีนี้

         5. จนถึงขณะนี้ "คมชัดลึก" สำนึกต่อการกระทำความผิดของตนเองหรือยัง  

         6. เมื่อความจริงปรากฎต่อประชาชนทั่วประเทศ และทั่วโลก แล้ว ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  "คมชัดลึก"  ได้กราบทูลถวายความจริงต่อพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่  และได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ หรือไม่ที่บังอาจกราบทูลความอันเป็นเท็จ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549

         7. "คมชัดลึก" ชี้แจงได้หรือไม่ เหตุใดจึงต้องปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้พ้นความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และรับความผิดไว้แทน จนกระทั่งต้องกราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีเคยมีมาก่อนในประวัติการขอพระราช ทานอภัยโทษ ว่าผู้ขอพระราชทานอภัยโทษ ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ

         8. ปัจจุบันนี้ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ ก็ยังมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  หัวหน้าข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นหัวหน้าข่าว และนักข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นนักข่าวการเมืองของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  การแถลงว่าได้ลงโทษพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ เป็นความจริงใจ หรือ การตอบเพื่อเอาตัวรอด 

         ระหว่างที่รอให้ "คมชัดลึก" ตอบ ซึ่งผมไม่คาดหวังว่าท่านจะตอบ  ย้อนกลับมาดู "ความจริงจากคาราวานคนจน" กันต่อครับ

           หลังจากที่ได้ชมวีซีดีที่เป็นหลักฐานยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว  บรรยากาศในที่ประชุมแกนนำคาราวานคนจน ก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เพราะถูกหลอก และคาดไม่ถึงว่าหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เลือกที่จะปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มากกว่าที่จะปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อีกทั้งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการนำนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล  แต่กลับนำตัวเองออกมารับแทน

          อ่านเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ถึงตรงนี้

          ผมขอตั้งสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ขบวนการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์ระดับลึกซึ้งยิ่งนัก 

          "คมชัดลึก" จึงต้องออกมาใช้ตัวเองบัง "กระสุน" ให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล

          ปริศนานี้ ไม่มีใครตอบได้ เว้นแต่ "คมชัดลึก"  

          คำบอกเล่าในเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" มีต่อไปว่าการเคลื่อนขบวนประชา ชนผู้จงรักภักดี และ คาราวานคนจนจากสวนจตุจักร มุ่งหน้าถนนบางนา-ตราด หลักกิโลเมตรที่ 4.5 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 30 มีนาคม 2549 ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ จึงออกตัวด้วยความรู้สึกในใจของแกนนำคาราวานคนจนที่ไม่สู้จะดีนักกับ "คมชัดลึก" 

        ก่อนที่ขบวนของคาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดี จะออกจากสวนจตุจักร ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ "คมชัดลึก" ได้เรียกประชุมด่วน เมื่อกลางดึกวันที่ 29 มีนาคม 2549 (อาจจะระแคะระคายว่า คาราวานคนจนมีหลักฐานอยู่ในมือแล้ว :ประดาบ)   และได้ข้อยุติตอนรุ่งสางของวันที่ 30 มีนาคม 2549  

          ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ คมชัดลึก แถลงข่าวเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 30 มีนาคม 2549  ว่า

          กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ขอประกาศให้ทราบว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จากนั้นกองบรรณาธิการฯ ได้ประกาศยอมรับความผิดพลาด ขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ และกราบบังคมทูลถวายหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการไปแล้ว 

          นอกจากนี้ นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการ ได้ยื่นใบลาออกจากตำ แหน่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และภายในวันเดียวกันได้มีคำสั่งให้หัวหน้าข่าวที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งเพื่อรอการพิจารณาลงโทษ

          เพื่อแสดงความสำนึกผิดและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กองบรรณาธิการฯจึงตัดสินใจงดการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" เป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549
            
            (ฟังและชมบรรณาธิการคมชัดลึก แถลงข่าวที่นี่)

          กว่าข่าวดังกล่าวจะมาถึง คาราวานคนจนก็เคลื่อนขบวนออกจากสวนจตุจักร แล้ว 

        เคลื่อนขบวนไปทวงถามความจริง ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงหรือไม่ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า "จริง"

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อทดสอบมาตรฐาน อุดมการณ์ จริยธรรม ของ "คมชัดลึก" 

          สำคัญที่สุด ..

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อถามหาความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จาก "คม ชัดลึก"

           ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะมาหยุด มาห้ามการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของประชาชนชาวไทย และคาราวานคนจนผู้จงรักภักดี ได้

         แต่ด้วยความซื่อของคนที่มีการศึกษาน้อย ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมากกว่าเมืองหลวง และด้วยอาชีพเกษตรกร จึงสัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้า วัวควาย มากกว่าที่สัมผัสกับผู้คน เช่นผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน แกนนำคาราวานคนจน 6 คน จึงตกหลงไปในหลุมพรางที่ "คมชัดลึก" ขุดล่อไว้ 

          จากพสกนิกรผู้จงรักภักดี ไปทำหน้าที่เพื่อปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคุกคามสิทธิเสรีภาสพสื่อมวลชน ที่นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ไยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          การทวงถามหาความจริงทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว จากผู้ที่โกหกหน้าตายและแนบเนียนต้องนับเป็นความอดทนที่น่ายกย่องของ 6 แกนนำคาราวานคนจน  ที่มีต่อ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล นายเฉลียว คงตุก  3 ผู้บริหาร "คมชัดลึก"  ซึ่งสวมบทนักโกหกได้เนียนราวกับเป็นมืออาชีพด้านการโกหก มากกว่ามืออาชีพด้านการนำเสนอความจริง 

          ผมจำได้ถึง อุณหภูมิของฤดูร้อน ปี 2549 ที่ทั้งร้อนแดดเดือนมีนาคม  ร้อนการเมืองที่ใกล้แตกหัก สำหรับ6แกนนำคาราวานคนจนต้องเพิ่มร้อนใจที่ต้องทนฟังคำโกหกของผู้ไม่จงรักภักดี เข้าไปอีก ทำให้บรรยากาศการทวงถามความจริงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ยากต่อการควบคุมอีกต่อไป เมื่อมีการแทรกแซงจาก "มือที่สาม" ที่เข้ามาทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก  

          "คมชัดลึก" ยืนกระต่ายขาเดียว ว่า เป็นความผิดพลาดของ "คมชัดลึก"  ไม่ใช่ความ ผิดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล  จนกระทั่ง 6 แกนนำคาราวานคนจน หมดความอดทน และนำไปสู่การเปิดวีซีดีซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญมัดนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  และ มัด "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ โกหกต่อประชาชน

          เมื่อจำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเทปบันทึกเสียงของนักข่าว เนชั่น ร่วมสัมภาษณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ด้วย ผู้บริหาร "คมชัดลึก" จึงยินยอมร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กับ คาราวานคนจน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้…. 

          ตัวแทนคาราวานคนจนประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดี และตัวแทนกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติปัญหา อันเนื่องมาจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 หน้า 18 ได้ลงตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อันสร้างความไม่สบายใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อตกลงดังนี้

          1.หนังสือพิมพ์คมชัดลึกและผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานข่าวนี้ ได้ยืนยันว่าข้อความที่ลงตี พิมพ์นั้นตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จริง

          2.เพื่อแสดงความสำนึกและความรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวนี้ กองบรรณาธิการคมชัดลึก จะปิดตัวเองเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 วัน ประกอบด้วย วันที่ 31 มีนาคม , วันที่ 1 , 2 , 8 และ 9 เมษายน 2549

        ทั้งนี้จะเปิดทำการวันแรกฉบับวันที่ 3 เมษายน ซึ่งคมชัดลึกจะเสนอข่าวและภาพกลุ่มคาราวานคนจนและประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีที่ได้มาแสดงความห่วงใยและความจงรักภักดี ณ สำนักงานคมชัดลึก ไว้ที่หน้า 1 รวมทั้งเผยแพร่ข่าวนี้ไปสู่สื่อมวลชนทุกแขนง

          ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2549

          นายคำตา แคนบุญจัน
          นายอรรถฤทธิ์ สิงห์ลอ
          นายชินวัฒน์ หาบุญพาด
          นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน
          นายสำเริง อคิษะ
          นายธนวิชญ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
        นายประเสริฐ ศรีสืบ    ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล  ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายภาคภูมิ เตมะสิริ   ตัวแทน "คมชัดลึก"
       
          ในที่สุด "คมชัดลึก" ก็ยอมรับว่านำเสนอข่าวตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ จริง 

          (ชมและฟัง ตัวแทน "คมชัดลึก" สารภาพ)

          เพียงเท่านี้เองที่ คาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดีทั่วประเทศ ต้องการทราบ  เพื่อจะนำตัวคนผิดมาลงโทษ นำตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บังอาจกล่าวถ้อยคำ "ให้……….ลาออก" มาลงโทษตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

          แต่เพียงเท่านี้เอง ก็ทำให้ "คมชัดลึก" ที่บังอาจกราบทูลเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ ตกที่นั่งลำบากทันที เนื่องจาก ได้กระทำความผิดที่สอง (กราบทูลเท็จ) ซ้อนการกระทำความผิดที่หนึ่ง (เสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และ คดียังมีอายุความอยู่ 

          ถึงแม้ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะได้รับความเมตตาจากคณะรัฐประหาร สั่งการให้อัยการถอนฟ้อง ทั้งๆ ที่สั่งฟ้องไปแล้ว ด้วยเหตุเพื่อความ "สมานฉันท์" 

แต่กรณีกราบทูลเท็จ ซึ่งเป็นความผิดเช่นเดียวกัน ยังไม่มีผู้แจ้งความดำเนินคดี สามารถนำมาแจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์  เพื่อนำ "คมชัดลึก" มาลงโทษในฐานะผู้กราบทูลเท็จ ได้อีก ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่ต้องคำนึงความสมานฉันท์ กับใคร

          ผมไปตรวจสอบข่าวย้อนหลังช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2549 พบกับความน่าประหลาดใจที่สื่อมวลชน เพื่อนร่วมวิชาชีพของ "คมชัดลึก"  นำเสนอข่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ "คมชัดลึก" เป็นข่าวเล็กๆ ทั้งๆ เป็นความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมินเฉยที่จะกล่าวถึงกรณีกราบทูลเท็จ ของ "คมชัดลึก" ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ากระทำมาก่อน 

          ตรงกันข้าม  สื่อสารมวลชนทั้งหมด กลับนำเสนอข่าวคาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างใหญ่โต และจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว รณรงค์ ประท้วง ประณาม คาราวานคนจน และประชาชนผู้จงรักภักดี พร้อมทั้งนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญ ยิ่งกว่าข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียอีก

          หากประมวลวิเคราะห์ จากการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนทั้งหมดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 -31 มีนาคม 2549  ก็จะประจักษ์ได้ว่ามุมมองของสื่อมวลชน ต่อเหตุการณ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ เหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจากคมชัดลึก คือ 

            1. เห็น "คมชัดลึก" สำคัญกว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์

          2. เจ็บร้อนและมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ "คมชัดลึก" ถูกคาราวานคนจนปิดล้อม มากกว่า  เหตุการณ์ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ถูกก้าวล่วงละเมิดจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล 

          3. ร่วมกันปกป้องผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และลงโทษกล่าวประณามผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

          4. ละเลย เพิกเฉยที่จะเรียกร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล หยุดก้าวล่วงละเมิดสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่กลับเรียกร้อง รณรงค์ ต่อต้านคาราวานคนจน หยุดคุกคามสื่อ 

          5. ละเว้นที่จะตรวจสอบ เสาะแสวงหาความจริงมาเปิดเผยกับประชาชน ถึงเหตุที่คารา วานคนจนต้องไปทวงถามความจริงจากคมชัดลึก  แต่กลับเสาะแสวงหาและกล่าว หาว่าคาราวานคนจนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 

         เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน" ใช่หรือไม่

           แต่ก็ควรจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง หาก "แมลงวัน" บางตัว กระทำการอันเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  เช่นแมลงวันที่ชื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" 

          ตรวจสอบลึกลงไปในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากในขณะนั้น ก็หายสงสัยว่าทำไมแมลงวันจึงไม่ตอมแมลงวันที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล  

          การออกมาขับเคลื่อนขององค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อกรณีคาราวานคนจนและคมชัดลึก กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในขณะนั้น  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน มีตำแหน่งเป็นถึงอุปนายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  และ ปัจจุบันนี้ ได้ขยับขึ้นมาเป็น นายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นตัวจักรสำคัญในการเคลื่อนไหว เมื่อเดือนมีนาคม 2549 

          ดังนั้นอย่าได้แปลกใจอีก หากว่าในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไปรับใช้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ ขบวนการพันธมิตรฯ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกครั้ง 

          เนื่องเพราะสมาชิกแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ยอมรับที่จะอยู่ใต้การนำของนายสุวัฒฬน์ ทองธนากุล ลูกจ้างทาสเงินของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เสียแล้ว

          หลังเหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจาก "คมชัดลึก" จบลง  

          "คมชัดลึก" ก็หักหลังคาราวานคนจน และฉีกข้อตกลงร่วมทิ้งทันที ด้วยการเกณฑ์พนักงานกว่า 200 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ 6 แกนนำคาราวานคนจน ที่ร่วมลงชื่อในบันทึกข้อตกลงร่วม  และ นำเสนอข่าวโจมตีกล่าวหาให้ร้าย แกนนำคาราวานคนจนมาโดยตลอด อีกทั้งยั้งสร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง อัยการต้องสั่งฟ้อง 6 แกนนำคาราวานคนจน แต่ถอนฟ้อง "คมชัดลึก" และ นายนสนธิ ลิ้มทองกุล

          นี่คือ ผลแห่งการปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ 6 แกนนำคาราวานคนจน ได้รับ  

       แต่ ผู้กระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว อย่าง
"คมชัดลึก"  และ ต้นสังกัดคือ เครือเดอะเนชั่น ได้รับผลตอบแทนดังนี้

          1.  ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2.  โอกาสในการทำธุรกิจ จากรายการโทรทัศน์ 8 รายการ ได้แก่

                                       รายการของเครือเดอะเนชั่นทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

     รายการ                              วันออกอากาศ        เวลาออกอากาศ          สถานีโทรทัศน์ 
1. เรื่องเด่นเย็นนี้                          จันทร์-ศุกร์             17.30 -18.30                           3 
2. สยามเช้านี้                               จันทร์-ศุกร์             06.15-07.25                            5 
3. จมูกมด                                     จันทร์-ศุกร์             06.30 -07.15                           7 
4. จุดชนวนความคิด                     อังคาร                   23.00-24.00                            9 
5. ข่าวข้นคนข่าว                          จันทร์ – ศุกร์           21.30 – 22.00                          9 
6. E-life E-business                    จันทร์ – ศุกร์          10.30 – 11.00                           9 
7. ชีพจรโลก กับสุทธิชัย หุย่น       จันทร์                    22.00 -23.00                           9 
8. ชีพจรโลกวันนี้                           จันทร์ – ศุกร์          08.00 น. – 08.15                     9
 

             คงจะไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวหาว่า รายการโทรทัศน์ทั้ง 8 รายการที่ เนชั่น เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งการผลิต การนำเสนอ และการหารายได้ นี้ คือ ผลตอบแทนจากการที่เครือเดอะเนชั่น ได้เข้าร่วมกับขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 

           แน่นอนว่า คนทำงาน ย่อมต้องได้รับผลตอบแทน  

           ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนทำงาน   

           แต่ที่แปลกก็คือ จนถึงวันนี้ สื่อเครือเดอะเนชั่น ยังกล้าที่จะพูดถึงอุดมการณ์ และจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ดี  โดยยกตัวเองเป็นตัวอย่าง  

            เมื่อเลือกที่จะรับใช้ และหาประโยชน์จากคณะรัฐประหาร 

            เมื่อเลือกที่จะยืนเคียงข้างผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ  ทำลายระบอบประชาธิปไตย  ขัดขวางการเลือกตั้ง ลิดรอนสิทธิประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด ความเห็น การแสดงออกของประชาชนแล้ว 

            "คมชัดลึก" และ เครือเดอะเนชั่น ก็ควรจะเลิกอวดอ้างความเป็นสื่อที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เสียที

            อย่าใช้คำว่า "สิทธิเสรีภาพของสื่อ คือสิทธิเสรีภาพประชาชน" ไปเป็นน้ำยาบ้วนปากให้ตัวเองอีกเลยครับ

            สำหรับเรื่อง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากยังมีข้อสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" เครือเดอะเนชั่น กับ ผมและทีมงาน Hi-thaksin  ใคร "จริง" ใคร "จอมปลอม" ก็ลองมาถกกันดูอีกสักยกก็ได้นะครับ

            แต่ขอความกรุณา นำพยาน หลักฐาน ที่หนักแน่น และชัดเจน มานำเสนอด้วย ไม่ใช่ กล่าวหากันแบบนั่งเทียนเช่นในครั้งนี้ 

            ไม่สมราคากับคำประกาศตนเป็น "สื่อมืออาชีพ"  เลยครับ

            ปล. ข่าวบล็อกเกอร์
Kittinun พลอยทำให้ บล็อกเกอร์ สุทธิชัย หยุ่น เสียหายไปด้วยเลย  เพราะไปร่วมอยู่ในสังคมเดียวกับพวกนั่งเทียนเขียนข้อมูล 

Advertisements

เปิดโครงข่าย’เชียรช่วง’แอนด์เดอะแก๊งค์

พฤษภาคม 13, 2008

เปิดโครงข่ายแก๊งค์เชียรช่วง

          กระชากหน้ากากโครงข่ายดร.เชียรช่วง แอนด์เดอะแก๊งค์ ลิ่วล้อคมช. ทั้งนักการเมืองเปลี่ยนสี วิญญูชนจอมปลอม นักวิชาการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ร่วมขบวนการ"ฝนตกขี้หมูไหล คน…. มาพบกัน" เพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

          ทุกท่านคงได้เห็นเอกสาร "ลับมาก" ซึ่งเป็น หนังสืออนุมัติจ้างทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ของดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ลูกพี่ลูกน้องของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นเงิน 12,000,000 บาท ซึ่งลงนามอนุมัติโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะ ผบ.ทบ. และประธานคมช. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 กันแบบจะๆ ไปแล้ว

          รวมถึงแผนการ และผลการปฏิบัติการของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกและเชิงลึก ของดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งมีแผนการทำงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

          1. การปฏิบัติการเชิงรุก และผลงานที่เป็นที่ประจักษ์แล้วก็คือ"ดำเนินการถือป้ายประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550" ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลและคมช. จะหาข้อแก้ตัวกับประเทศสิงค์โปร์อย่างไร

          2. การตอบโต้ ใช้ทั้งสื่อวิทยุเครือข่ายกองทัพบก และ อ.ส.ม.ท. สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ รวมไปถึงการจัดทีมงานประจำไปโพสต่อต้านหรือตอบโต้ข้อความที่พาดพิงถึง ในเวปไซต์ต่างๆ

          3. ด้านการต่างประเทศ มีการติดต่อกับบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ ชื่อ ซาชิ ซาช

          4. งานเสริมสร้างภาพลักษณ์

          5. งานอื่นๆ

          หลังจากเอกสารที่"ท่านพันเอก" ส่งมาให้ทีมงานเวบไซต์ Hi-thaksin.org และเราได้เผยแพร่เอกสารชิ้นดังกล่าวสู่สายตาสาธารณะชน อาจทำให้ท่านพันเอก ตกเป็นผู้ร้ายในสายตา คมช. แต่ท่านคือ วีรบุรุษ ในสายตาของคนไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องยกหางตัวเองเหมือนกับใครบางคน

          ต้องยอมรับว่าเอกสารชิ้นดังกล่าวของท่านผู้พัน ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับประชาชนอย่างคาดไม่ถึง เพราะในรายละเอียดของเอกสาร ได้ประจานความชั่วช้าสามานย์ อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของคมช. และ ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตรแอนด์เดอะแก๊งค์ ได้เป็นอย่างดี

          ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นอกจากคมช. จะใช้กระบวนการตามกฎหมายที่ตัวเองลบด้วยฝ่าเท้า ตามล้างตามเช็ด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว และยังใช้ ขบวนการใต้ดิน ซึ่งเป็นวิธีที่สกปรกโสโครกมาทำลายอีก

          และเอกสารชิ้นที่ทุกท่านได้รับชมไปแล้วนั้น คงจะทำให้คนในคมช. โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร วีรบุรุษที่สร้างตำนานใหม่ ด้วยประโยคเด็ด "..นี่อุตส่าห์เมตตา เว้นโทษตาย ให้ตั้งหลายคนแล้วนะ.." รวมถึงดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ร้อนเป็นไฟ

          วันนี้ Hi-thaksin.org มีเอกสารที่เราได้รับมาจากท่านพันเอก ไว้ในมืออีก 1 ชุด ซึ่งเป็นเอกสารเพิ่มเติม จากชุดที่นำเสนอไปแล้ว แม้จะไม่อาจจะทำให้อุณหภูมิร้อนของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เพิ่มขึ้น แต่คงทำให้บุคคลที่มีรายชื่อปรากฏในเอกสารชุดใหม่ ร้อนไม่แพ้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นแน่

          เอกสารที่ว่านี้ เป็นผังโครงสร้างการบริหารงานของขบวนการดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร พร้อมทั้งรายชื่อแก๊งค์ หรือเครือข่ายร่วมขบวนการ ทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแบ่งเป็น 10 กลุ่มด้วยกัน มีทั้งนักการเมือง นักวิชาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนมาก ร่วม 100 คน พร้อมด้วยเลขหมายโทรศัพท์เพื่อใช้ติดต่อประสานงานอย่างชัดเจน

          และวันนี้เราพร้อมแล้วที่จะมากระชากหน้ากาก โครงข่ายคมช. ซึ่งเป็นพวกวิญญูชนจอมปลอม ทั้งหลาย ที่อยู่ในทีมงานของ ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร แอนด์เดอะแก๊งค์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักวิชาการ นักการเมืองและเอ็นจีโอ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

          เริ่มด้วยวิญญูชนจอมปลอม เช่น ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์, ดร.โสภณ สุภาพงษ์, ดร.ณรงค์ โชควัฒนา, นายไพศาล พืชมงคล, ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, นายสมเกียรติ โอสถสภา นอกจากนี้ยังมีวิญญูชนจอมปลอม ที่แฝงตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ อีกจำนวนมาก(ดูรายชื่อในเอกสาร)

          รวมทั้งการประสานงานกับดร.พรชัย บุษยาสกุล เพื่อ จัดฉาก ทำโพลล์ เพื่อสร้างภาพให้กับรัฐบาล และลดความน่าเชื่อถือเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อป้ายความผิดในเรื่องต่างๆ ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

          นอกจากนี้ ยังปรากฏชื่ออดีตรัฐมนตรีเปลี่ยนสี ที่เคยใกล้ชิดและอยู่ร่วมรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี

          รวมถึงนักการเมืองฟากตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายกอปศักดิ์ สภาวสุ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เข้าร่วมเป็นคณะทำงานของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ด้วย

          เห็นรายชื่อรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ต้องคาดเดาก็พอจะเห็นภาพอนาคตการเมืองไทยได้ว่า จะมีพรรคการเมืองใดบ้างที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล และเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกับคมช.หากแผนทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำเร็จลุล่วงตามเป้าประสงค์ที่วางไว้

          วันนี้เราได้กระชากหน้ากาก ขบวนการชั่วช้าสามานย์ของกลุ่มคนที่ทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เห็นกันแล้ว

          ท่านผู้อ่านเชิญ รับชมเอกสาร และวิจารณ์ ขบวนการชั่วช้าสามานย์ ทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคมช.นักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมือง มารวมตัวกัน ประเภทฝนตกขี้หมูไหล อะไรจะเกิดขึ้น…?

Hi-thaksin ประณาม Youtube จี้รัฐบาลดำเนินคดีถึงที่สุด

พฤษภาคม 13, 2008

ต่อกรณีการเผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บนเวปไซต์ http://www.youtube.com  และ รัฐบาลไทยได้ตอบโต้ youtube จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ตามที่ทราบแล้วนั้น 

          Hi-thaksin ขอร่วมประณาม http://www.youtube.com และผู้เกี่ยวข้องกับเวปไซต์ชื่อดังก้องโลกเวปนี้  ว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นที่รังเกียจ และเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เป็นที่ยินดีต้อนรับของประชาชนชาวไทย และราชอาณาจักรไทย

           ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลไทยที่นำโดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐ มนตรี ได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในฐานะผู้แทนประชาชนชาวไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน  ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนไทยทั้งประเทศ และชาวต่างชาติทั่วโลก

         ผมขอปรบมือให้กับดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่า การกระทรวงไอซีที ที่ใช้ความกล้าหาญในการสกัดกั้นเวปไซต์ youtube  ไม่ให้เข้ามาแพร่ข้อมูลข่าวสารได้ตาม ปกติ ในประเทศไทย  โดยไม่ต้องสนใจว่าคนทั่วโลก จะมีปฏิกิริยาเช่นไร 

          ผมเห็นด้วยว่า หาก youtube ไม่ยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย ในฐานะตัวแทนประชาชนชาวไทย ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คนไทยจะต้องเปิดรับข้อมูลข่าวสารจาก youtube อีกต่อไป และต้องจัดความสัมพันธ์กับ youtube ใหม่ ในฐานะผู้มีเจตนาร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทย และประชาชนคนไทย 

          ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนพร้อมจะเปิดเผย และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันทั้งโลกเช่นทุกวันนี้ คนไทยทั้งชาติ คงจะไม่โง่ และก้าวตามโลกไม่ทัน เพียงเพราะว่าเข้าไปดูข้อมูลข่าวสารและภาพ ใน youtube ไม่ได้  

          พ่อใคร ใครก็รัก และไม่อยากให้ผู้อื่นมาดูถูก ดูหมิ่น และทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ 

          แต่ youtube กระทำในสิ่งที่เป็นการดูถูก ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เปรียบเสมือนพ่อของคนไทยทั้งชาติ  

          จึงเป็นการกระทำที่ผมไม่สามารถที่จะอภัยให้ได้ และไม่สามารถที่จะคบหา youtube ในฐานะมิตรร่วมโลกไซเบอร์ ได้อีกต่อไป   

          คนทั่วโลก ทราบดีว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความ สำคัญกับชีวิตคนไทยทั้งประเทศ อย่างไร 

          ภาพงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ 60 พรรษา ที่มีพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี จากทั่วโลก เดินทางมาร่วมพระราชพิธี ถวายพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัว มีการเผยแพร่ไปทั่วโลก 

          เป็นไปไม่ได้ที่ youtube จะไม่ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ศูนย์รวมหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  การกระทำในสิ่งที่ไม่บังควรต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติต่อประเทศไทย และคนไทยทั้งชาติ 

          ดังนั้นการที่ youtube ละเลยเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลไทย และยังปล่อยให้ภาพที่ไม่บังควรปรากฎอยู่ใน youtube  และเป็นแหล่งเผยแพร่ภาพดังกล่าว ต่อไปนั้น จึงเป็นการทำร้ายจิตใจของคนไทยทั้งชาติ  อย่างร้ายแรง ชนิดที่ไม่เคยมีผู้ใดกระทำกับคนไทย เช่นนี้มาก่อน 

          ทีมงาน Hi-thaksin จึงขอประณาม youtube และผู้เกี่ยวของทุกคน ว่าเป็นผู้ที่มีจิตคิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศไทย 

          ทีมงาน Hi-thaksin ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทย ดังนี้

          1.รัฐบาลไทย ต้องดำเนินการกับ youtube และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ให้ถึงที่สุด 

          2.รัฐบาลไทย ต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้ youtube ปลดภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ออกจากเวปไซต์โดยไม่มีเงื่อนไข และต้องตรวจสอบการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอ อย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขึ้นอีก 

          3.ประชาชนชาวไทย ต้องยุติการเรียกชมข้อมูลข่าวสารจาก youtube ตลอดไปหรือ จนกว่า youtube จะขอพระราชทานอภัยโทษ และ ขอโทษคนไทยทั้งประเทศ

          ผม ขอปรบมือเพื่อขอบคุณและเป็นกำลังให้กับ รัฐบาล และ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที อีกครั้ง ครับ

          (โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมไปซูเอี๋ยกับ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม แล้วนะครับ กรณีระหว่าง กระทรวงไอซีที กับ Hi-thaksin เป็นเรื่องที่ยังต้องทำความจริงให้ปรากฎกันต่อไป

          แต่กรณี youtube เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ผู้ใดจะมาละเมิด และย่ำยี ทำร้ายไม่ได้ เป็นกรณีของส่วนรวม  

          แม้จะขัดแย้งกัน แม้จะมีปัญหาส่วนตัวต่อกัน แต่ผมก็ไม่ลังเลที่จะร่วมมือกับ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม เพื่อปกป้องในหลวงของผม ในหลวงของดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม และในหลวงของคนไทยทุกคน 

          ทีมงาน Hi-thaksin ทุกคน พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน)

                                                                                                ประดาบ

วรเจตน์ที่ผมรู้จัก

พฤษภาคม 11, 2008

พักยกก่อนออกรบ…วันมหาสงกรานต์ไทยนำเสนอยุคคนกล้าดีภาษาคนติดตามข่าวผมรู้จักอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านทางตัวอักษร เริ่มจากบทความ บทสัมภาษณ์  ติดตามอ่านสื่อ  หนังสือพิมพ์   นิตยสาร วารสาร และทางวิทยุโทรทัศน์  ระหว่างทางที่ผมรู้จักผ่านตัวตนที่เห็นและเป็นอยู่จริง ที่สำคัญสำหรับผมอีกอย่างก็คือในฐานะมิตรรักนักอ่านแฟนประจำอาจารย์ท่านนี้ ชื่นชอบความไม่อีเดียจ เดียจฉัทน์คนทางชนชั้น…เคารพเกียรติอย่างเสมอภาค.   ทางความคิดเห็นและการกระทำควบคู่กันไป

คนระดับดีกรีนักเรียนทุนอนันทมหิดล ในฐานะนักศึกษาเรียนดีเยี่ยมรอบๆหลายๆสิบปีของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบดอกเตอร์ทางด้านกฎหมายมหาชนจากประเทศเยอรมันนี  แหล่งผลิตนักกฎหมายชั้นดีเยี่ยมของทั่วโลก คือใบเบิกทางที่ดีรองรับไร้ติฉินนินทา แต่กลับเจอข้อหาหมั่นไส้  รู้เท่าทันเหล่านักวิชาการกฎหมายด้วยกัน เวทีอภิปรายเสวนาที่ใดก็ตามใครที่ติดตามมาตลอด จะรู้ว่าระหว่างอาจารย์วรเจตน์ขึ้นชี้แจงว่าด้วยหลักการบริบท  ตรรกะ  นิติรัฐ  นิติธรรม  บรรยากาศเสียงปรบมือ  ดัชนี้ชี้วัดถึงขั้นฉีกหน้ากลางวงอภิปรายเหตุที่…ทำการบ้านศึกษาข้อกฎหมายถ่องแท้ "ไม่มั่ว"แตกฉานหลักการผนวกเหตุผลตีตก "น้ำหนักทางเหตุผลมันแพ้"คำยืนยันหนักแน่นจากปากคำวรเจตน์  กรณีข้อพิพาททางกฎหมาย รธน.หักล้างประเด็นต่อประเด็น มาตราต่อมาตรา ออกแถลงการณ์คณาจารย์มธ. 6 ท่านไม่รับร่างรธน.50 เหตุผลแต่ละข้อคืออะไรและเป็นที่รับทราบคงไม่มาฉายซ้ำ 

แต่สำหรับผมไม่พอเท่านี้แน่นอน…วรเจตน์ คือนักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักกฎหมายมหาชน นักต่อสู้ประชาธิไตย ที่มีคุณค่าแก่การยกมือไหว้โดยไม่เสียมือ…อีกต่างหาก ปัจจัยที่บ่งบอกคือ…

ประการแรก กล้ายึดมั่นคงต่อหลักการแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอต้นเสมอปลาย

ประการที่สอง กล้าแสดงจุดยืนแช่มชัดด้วยข้อมูลที่สามารถถกเถียงบนหลักการเหตุและผล โดยปราศจากอคติ จงเกลียดจงชัง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนลืมความเป็นกลางงานวิชาการกฎหมาย พูดง่ายสุดยึดหลักและระบบไว้อย่างสมดุล เหมือนตราชั่งที่ไม่โดนเอียง เคลียร์โจทย์ตอบคำถามชัดเจน ตรงไปตรงมา

ประการที่สาม กล้าชนกับความไม่ถูกต้องทุกรูปแบบ จนเสมือนหนึ่งเหมือนแกะดำในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตนเองสังกัดอยู่เสียมิได้

ประการที่สี่  กล้าเชิดหน้าสู้คน…ด้วยข้อหาหมั่นไส้  มีอคติเต็มหัวจากผู้บริหารที่รับใช้เผด็จการภายใต้ท๊อปบูตทมิฬ อย่างเต็มตัว

ประการที่ห้า กล้าบอกความจริงที่เหลือน้อยในสังคม แม้บางครั้งสุภาษิตสุกเอาเผากินมันลามเข้าจิตใต้สำนึกชั่วดีถี่ห่าง "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย…คนพูดตาย" คงใช้กับอาจารย์ท่านนี้ยากขึ้น

ประการที่หก กล้าเสียสละเงินเดือนระดับเงินล้านบาทจากภาคเอกชน  ด้วยรักความเป็นครูบาอาจารย์อุทิศตนนำความรู้ร่ำเรียนถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ลูกหา โดยเอาบรรทัดฐานหลักการระบบกฎหมายไม่ปิดบังความจริงบิดเบือนตัวบทกฎหมาย เอาความผิดย้อนหลังได้ ต่อไปจะใช้สอนได้อย่างไร…มิต้องเผาตำรากฎหมายหมดหรือ เพราะที่ สอนมาเวลานำมาใช้จริงกลับตาลปัตรอย่างหนึ่ง

ประการที่เจ็ด กล้าปฎิเสธอำนาจนอกระบบ!!!

 

ประการที่แปด เราต้องกล้าที่จะยกย่องสรรเสริญคนดี มิฉะนั้นสุภาษิต "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากจะเห็นเราเด่นเกิน"ถูกเก็บใส่ลิ้นชักหมดเกลี้ยง

ค้นพบสัจจธรรมว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราขาดนักกฎหมายมหาชน นักกฎหมายที่ยึดระบบที่มาไม่ชอบธรรม… ตัวเนื้อหาสาระ…หดหัวรับใช้เผด็จการเต็มรูปแบบ ที่แย่สุดนักกฎหมายจำนวนหนึ่งบิดเบือนกฎหมายย้อนหลังได้…ฟังไม่ขึ้น ทำลายระบบหลักการของกฎหมายพังพินาศย่อยยับนับเป็นความเสียหาย…ประเมินค่ามิได้…ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์กฎหมายเมืองไทยดุจดั่งเสียกรุง  เสียความศักดิ์ศรีตัวบทกฎหมายเป็นบทเรียนที่ใช้สอนสั่งกันมาโดยสิ้นเชิง  หลักการกฎหมายถูกกระทบขาดความยำเกรงครั้งสําคัญ

คนที่เคยสัมผัสอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อดีตนักเรียนทุนอนันทมหิดล ลูกศิษย์คนโปรดของ อาจารย์ธารินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี อย่างจริงจังและจริงใจ  แอบมา  เล่าให้ผมฟังว่าภาคภมิใจว่ะ  ที่เกิดเป็นคนได้ร่วมโลกกับคนคิดที่ดีทั้งต่อ วิชาชีพ ทั้งจรรยาบรรณในวิชาชีพ คนระดับนี้พูดตรงๆคิดหารายได้เงินทองอย่างเดียวที่ไหนๆๆภาคเอกชนจองตัวคิวเต็มหมดไม่มีเหลือหรอให้ภาครัฐ  แต่นั่นด้วยใจรักวิชาชีพครูบาอาจารย์ คนแบบนี้หายากหาเย็นในสังคมจอมปลอม "ยุคใครมือยาวสาวได้สาวเอา"

พยามสร้างภาพลักษณ์ดูดีเฉพาะหน้าตา ฉากหลังหวังชื่อเสียงหาเกียรติยศอยู่ร่ำไป…ยุคฮีโร่ขี่เบนซ์โชว์ความโก้หรูอยากเด่นอยากดังเป็นที่ตั้งบ่งบอกสถานะความสำเร็จแห่งชีวิต

อาจารย์วรเจตน์ เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์ควรค่าแก่การรู้จักผิวเผินไม่ได้  เพราะท่านไม่มีความอยากได้ใคร่เป็น จุดยืนกลาง ด่าว่าเต็มปากเต็มคำ ผลการกระทำมันเป็นตัวพิสูจน์ที่มาของการกระทำ…ทำการบ้านตอบโจทย์หมดข้อสงสัยแจ่มชัด  แย้งไม่ขึ้นหอบหิ้วเอาเงาแห่งมิตร…ระหว่างใจจากเพื่อนสู่เพื่อน…ขอยืมคำเพื่อนผมอีกครั้งหนึ่งว่า…"อย่าเอาเศษโลหะบนบ่ามาหาแดก  อย่าเอาเวลาราชการมาหากิน" วลีประโยค…ดังกล่าวใช้ไม่ได้กับคนชื่อวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เชื่อว่าทองแท้อยู่ที่หนึ่งที่ใดย่อมทนต่อการพิสูจน์เสมอ

ผมติดตามงานวิชาการตลอด…ยิ่งเชื่อมั่นว่าคนระดับเซียนด้านกฎหมายอย่าง ดร.วิษณุ เครืองาม เคยพูดว่าดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นผู้ที่มีความคิดเห็นเฉียบคม อนาคตจะเป็นผู้นำที่มีคุณค่าในสังคม ด้วยหลักการต้องมาก่อน

คนอื่นๆไม่รับรองพวกเรี่ยราดเกาะโน่นโผล่นี่มีดาษดื่นทุกแวดวง แต่ชั่วขณะกลับด้านมาโผล่ที่รอบรั้วปัญญาชนถี่บ่อย…รับใช้เผด็จการเหมือนคนตาบอดสี  แอบนินทาด่าทอว่านักการเมืองชั่วๆๆดีๆๆ พฤติกรรมเป็นเสียเอง ที่มันรู้สึกแย่ด่าว่านักการเมืองเสียๆหายๆที่แย่ที่สุดคือพวกพ้องและตัวเองทำเสียเอง

เล่นพรรคเล่นพวกพ้องในสภามหาวิทยาลัยแหล่งผลประโยชน์แอบแฝง  แหล่งหารายได้เข้ากระเป๋ามันเปิดช่อง  ประมูลก่อสร้างจัดซื้อจัดจ้าง บล็อกโหวตเลือกตั้งคณะผู้บริหาร  กีดกั้นการเสนอยศเสนอตำแหน่งเด็กใครเด็กนายได้ดี ฉะนั้นสิ่งที่หลอกด่านักการเมืองพฤติกรรมแย่กว่านักการเมืองเสียอีก…ไม่มูลแห่งความจริง…โต้เถียงมา…ขอท้ารบ…รู้คำตอบ…นอนชักว่าวดีกว่ากันเยอะเลย หรือว่าเรามีนักวิชาเกินชักว่าวมากพอแล้ว???

 

ถนนวิญญูชนจากปากคำวรเจตน์ นักต่อสู้ความจริงทุกภาคสนามทุกนัด โดยไม่เกี่ยงทางด้านกายภาพก็คือ ให้คำจำกัดความเวทีดีเบตรธน.แสดงเหตุผลที่ผ่านมานั้น ข้อถถเถียงของทั้งทางกฎหมายและทางรัฐศาสตร์ของผู้จัดการรยกร่างรธน.50 "น้ำหนักทางเหตุผลมันแพ้"อย่างชัดเจน ระบบตรวจสอบที่ไม่อวดอ้างศักดาเอาสีข้างเข้าถูก…อคติเต็มหัว!!!และข้อหาหมั่นไส้…จนถึงการฉีกหน้า "น้ำหนักทางเหตุผลมันแพ้"ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง…รธน.ฉบับหัวมงกุฎท้ายมังกร…ฉบับเต็มไปด้วยปัญหาเพราะพิสูจน์ทราบว่า "น้ำหนักทางเหตุผลมันแพ้"จริง

 

ฉะนั้นใครใครจะตำหนิผมเชลียร์มากวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ช่วยไม่ได้ครับ ชนะใจของผม…อันสืบเนื่องมาจากยุคนี้คนกล้าคนจริง…พร้อมกล้าได้กล้าเสียทางจริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ มันนับหัวได้เลย…"เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็เบาลง"

 

ผลพวงการปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ…มันได้พิสูจน์ใจคนแยกแยะว่าใครต่อใครเป็นเช่นไร  ใครรับใช้เผด็จการตัวจริงเสียงจริง…โฉมหน้าเห็นธาตุแท้…นักวิชาการจำพวกถมน้ำลายรดหน้าตัวเองรับใช้เผด็จการ ท็อปบูตทมิฬ ตลอดศก…จดจำชื่อไว้หน่อย…สอนบทเรียน…นักวิชาการลงแขก…แหกตาประชาชน???

 

เตะถ่วงแก้รธน.

พฤษภาคม 11, 2008

สาธารยายคำว่าแอบอ้างกับเปลือง…หัวร้างข้างแตกเหล่ากบในกะลา ทำเป็นไม่เข้าใจแสร้งแกล้งไม่เข้าใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง อ้าง รธน.เป็นศักดิ์สิทธิ์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทำให้ดี ทำของศักดิ์สิทธิ์ให้ดี ฟังไม่คิดมากถึงที่มาที่ไปไม่ชอบธรรม และเนื้อหาคณะผู้จัดการยกร่างฯรธน.50 โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม และหนึ่งทีมกฎหมายของชุดจัดการยกร่างรธน.50 พูดเวทีสัมมนาเสวนาที่ใดก็ตาม ตบท้ายลงเอย  …รับๆไปก่อนแก้ไขทีหลัง…ยกร่างทําให้ดีเป็นรัฐธรรมนูญเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แล้วเมื่อมันศักดิ์สิทธิ์ทําไมต้องรับๆไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง พล.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ.พูดผิดพูดใหม่ได้อยู่เรื่อยๆกระนั้นหรือ

พูดพล่อยๆๆมันง่าย…ผมถามกลับหน่อยรธน.ปี40 คณะปฎิวัติรัฐประหารยึดอํานาจ(คมช.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญปี40ฉบับประชาชนโดยแท้จริง…มันไม่มีความศักดิ์สิทธิ์หลงเหลืออยู่เลยใช่ไหม? รธน.ปี40ฉบับประชาชนได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว ใครเป็นคนบอกไม่ดี พวกคมช.ฉีกรธน.ปี40 มากับมือตัวเอง ยังจะมีหน้าอ้างความศักดิ์สิทธิ์เหนือบุคคลอื่นอีก…คนไทยเราเปลืองเนื้อเปลืองตัวเปลืองใจ…มากพอแล้ว…ไม่บังควรเปลืองสัญญลักษณ์อีกแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ต้องใช้ให้ถูกที่ทาง อย่าพร่ำเพรื่อ

อีกคําถามใครแต่งตั้งคณะยกร่างรธน.50 มิใช่คณะปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจคัดสรรมากับมือเที่ยวโทษคนอื่น ปัดสวะพ้นมือ…ลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับหน่อย ต้องทวนความทรงจำอีกรอบไหมว่า…ใครปล้นอํานาจและฉีกรธน.ปี40 ซึ่งถือว่าเป็นรธน.ที่ดีฉบับหนึ่งของประเทศไทย นับแต่มีรธน.17-18 ฉบับเป็นต้นมา

ล้วนมาจากการแต่งตั้งเป็นคนที่คณะปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ (คมช.)ทั้งนั้น ยังมีหน้าทวงความศักดิ์สิทธิ์หาวิมานสรรค์ที่ไหนอีก  ปากตบปากฉีกหน้า…ที่บ้านมีกระจกหยิบขึ้นมาส่องหน้าตัวเองดูสะกดคําว่าอัปลักษณ์อัปมงคลอยู่ครบถ้วน…ที่เสนอหน้าตอบ…ประโยคดังกล่าวเอามาจากต้นฉบับสัมภาษณ์ไว้ มีตอนหนึ่งพูดว่า

"ทุกอย่างคิดว่าต้องทำให้รอบคอบเพราะรัฐธรรมนูญเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่ริเริ่มมาจากกลุ่มบุคคล  ซึ่งไม่น่าจะใช่กลุ่มทหาร   เพราะกลุ่มคนที่พิจารณานั้นเป็นนักกฎหมายเป็นนักการเมือง และบุคคลอีกหลากหลายสาขา และคนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ลงมาเล่นการเมือง หรือทำงานการเมือง 2 ปี ดังนั้นกลุ่มคนที่ร่างและเสนอให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติเห็นชอบ  ผมคิดว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์   และศักดิ์สิทธิ์มากกว่านั้น ก็คือได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทำกันให้ดี  ทำของศักดิ์สิทธิ์ให้ดี" พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตในฐานะรักษาประธานคมช.กล่าว

อคติเต็มหัวคนที่หนึ่ง  นายอารีย์ วงศ์อารยะ อดีตรมว.มหาดไทย ยุค คมช. จวกแหลกพวกไม่รับร่างรธน.50 เป็นพวกไม่รักชาติ

อคติเต็มหัวคนที่สอง  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ระบุว่ามีขบวนการแก๊งจ้องคว่ำรธน.50

อคติเต็มเหล่านี้มาจากการพาดหัวข่าวของนสพ.ออกจากปากผู้มีอำนาจในขณะนั้นทั้งสิ้น

ใครกันแน่ไม่รักชาติ

ใครกันแน่แก๊งขบวนการจ้องคว่ำรธน.50

ใครกันแน่ที่ออกคำสั่งคปค.ฉบับ 15  และฉบับที่17  เขียนมัดมือมัดเท้าห้ามแม้กระทั่งนักการเมืองออกพบปะประชาชน เคลื่อนไหวโจมตีคมช.หลักฐาน     ชิ้นนี้ออกมาจากปากโฆษก คมช.

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. ถ่ายทอดคำสั่งของผู้มีอำนาจว่า  "เมื่อทางกกต.แจ้งไปทางนายจาตุรันต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (สมัยนั้น)แล้วยังไม่ยอมเลิกเคลื่อนไหว ทางกกต. ก็จะรวบรวมข้อมูลหลักฐานและส่งอัยกสนสูงสุดและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องยุบพรรคก็ว่ากันไป และอาจจะมีผลกับนายจาตุรันต์ที่อยู่ในตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ถ้ามีประกาศยุบพรรคขึ้นมา ก็ต้องหยุดเล่นการเมืองถึง 5 ปี"

เรื่องดังกล่าวหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวดุเดือดเลือดพล่านเมือตอน…ไม่รับร่าง รธน.50 …คือพวกไม่รักชาติมิใช่หรือ?

พิมพ์เขียวรธน.มีมาก่อนการปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักกฎหมายระดับอดีตประธานศาลฎีกาท่านหนึ่ง ระบุมีการตระเตรียมการยกร่างรธน.ไว้ล่วงหน้า3-4 เดือนแล้ว

โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  และผู้นำเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ระบุการให้มีบทบัญญัตินิรโทษกรรมในรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ความจริงมีความจำเป็นต้องเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ในเวลานี้อยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) อาศัยอำนาจตามคณะปฎิธูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)ถ้ามีรัฐธรมนูญใหม่ แต่ไม่กำหนดไว้อาจจะมีผลกระทบต่อคตส.ได้

"ชลิต"เตือนแก้รธน.เพื่อส่วนตัวเกิดเหตุวุ่นแน่

9 เมษายน พ.ศ. 2551 14:02:00

ชี้การแก้ไขต้องรอบคอบ เพราะรธน.เป็นของศักดิ์สิทธิ์ แนะยึดประโยชน์ส่วนรวม ขวางเปลี่ยน รธน.กลับไปใช้ฉบับปี 40 ทั้งดุ้น

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตสมาชิก คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  คงไม่มีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด และกฎหมายกลางเพื่อยังประโยชน์ให้คนไทยทุกคน มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นถ้าแก้ไขเพื่อให้เป็นประโยชน์ก็ไม่มีใครคัดค้าน ไม่ว่าจะแก้ไขกี่ประเด็น หรือกี่มาตรา ซึ่งหากเป็นประโยชน์ต่อประเทศและผู้คนทั้งปวง ก็เป็นเรื่องดี เพราะว่าสิ่งแวดล้อมแต่ละเรื่องมันเปลี่ยนแปลงไปได้ตามระยะเวลา 

ส่วนที่มองว่าการที่พรรคพลังประชาชนอ้างเสียงของประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตีขลุมมากเกินไปหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ผ่านการลงประชามติมานั้น

พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่การลงประชามติครั้งที่แล้ว คือเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ หากจะมีการแก้ไข เพื่อกลุ่มคน ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมจะกลายเป็นข้อถกเถียงและข้อขัดแย้งของกลุ่มคน

"ทุกอย่างคิดว่าต้องทำให้รอบคอบ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่ริเริ่มมาจากกลุ่มบุคคล ซึ่งไม่น่าจะใช่กลุ่มทหาร เพราะกลุ่มคนที่พิจารณานั้นเป็นนักกฎหมายเป็นนักการเมือง และบุคคลอีกหลากหลายสาขา และ คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์ลงมาเล่นการเมือง หรือทำงานการเมือง 2 ปี ดังนั้นกลุ่มคนที่ร่างและเสนอให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติเห็นชอบ ผมคิดว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์มากกว่านั้น ก็คือได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทำกันให้ดี ทำของศักดิ์สิทธิ์ให้ดี" ผบ.ทอ.กล่าว

ต่อข้อถาม   หากจะแก้ไข ควรเลื่อนเวลาออกไปเพื่อไม่ให้เอื้อต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า หากทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ และหวังประโยชน์ต่อคนส่วนต่อ   

ข้อถามหากจะแก้ไข ควรเลื่อนเวลาออกไปเพื่อไม่ให้เอื้อต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่าหากทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ และหวังประโยชน์ต่อคนส่วนรวมคงไม่มีอะไรส่วนกรณีที่จะมีการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นหลักในการปรับแก้ไขนั้น   ตนคิดว่าทุกคนทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นพื้นฐาน แต่คงไม่ปรับเป็นปี 2540 เสียทีเดียว เพราะที่ผ่านได้ก่อให้เกิดข้อขัดข้องในบ้านเมืองมาเยอะแล้ว

ปล้นอำนาจทั้งทีเอาทีเผลอ  ย้ายล้างบางเด้งกราวรูด  ศก.พังพินาศ ข้าวยากหมากแพง มันศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ  แถลงข่าวยัดเหยีดข้อกล่าวหา4-5ข้อ โดยพิสูจน์มูลความผิดชัดเจนแม้แต่ข้อเดียว

นักวิชาการกฎหมายมหาชนหัวกระทิ  แสดงจุดยืนความเป็นกลาง  ในบริบทที่มาและเนื้อหามีข้อบกพร่องทักท้วงบนหลักการ  และระบบกฎหมายตรงไปตรงมา ปราศจาก  อคติ หมั่นไส้  แต่เกิดความไม่พอใจลึกๆๆเจอข้อหาหมั่นไส้ หาช่องปิดปากทำลายคนอื่นแทน  เฉกเช่นพันธมิตรโยกเย้แก้ไขรธฯ.คือรัฐประหารเงียบ..หัวขี้เท่อหลงเชื่อแล้วเจ็บตัวอีก

นักวิชาการมหาชนกลุ่มหนึ่งจับได้ไล่ทันฉีกหน้าโดยทันที  ไม่เกี่ยงน้ำหนักตัว วันเวลาและสถานที่ผ่านมาหลากหลายเวที         คณะผู้จัดยกร่างที่มี นต.ประสงค์ สุ่นศิริ ปธ.คณะกรรมาธิการยกร่างรธน.ถถเถียงฟังไม่ขึ้น ในที่สุดยอมรับตรงๆเอาเป็นว่าที่มาความไม่ชอบธรรมเนื้อหาในร่างทั้งมาตรา 237 วรรคสองและมาตรา 309 ตัวปัญหา "ทำอะไรไม่ผิด" โผล่หัวเห็นๆๆว่าหมกเม็ดเป็นเกราะคุ้มกันคนยึดอำนาจและองค์กร ที่แต่งตั้งตรวจสอบคนอื่นเขาการกระทำใดๆๆที่ผ่านมา…ทำอะไรไม่ผิด

งานนี้ใครไม่โดนเจอกับตัวเองไม่รู้สึกหรอก…แสบไม่แสบลองถามนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มันเครียดมันจุกอกจวนเจียนตายเป็นเช่นไร…ขุดหลุมล่อกับดักวางระเบิดสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พรรคการเมืองสาบสูญ รธน.ออกแบบจากทัศนคติ อคติ อาฆาตแค้น จงเกลียดจงชัง เอาระบบขุนนางศักดินา พวกอํามาตยาธิไตย ดึงแวดวงตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองชัดเจน ในรูปองค์กรอิสระที่มาจากการลากตั้ง สามารถเข้าชื่อถอดถอน เสนอแต่งตั้ง เห็นชอบ ขอบข่ายอํานาจไร้การตรวจสอบทําอะไรไม่ผิด บรรจุดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระต่างๆคราวละ 5-7 ปีทั้งสิ้น เกิดอํานาจที่สี่ 

ขอคารวะต่อนักวิชาการกฎหมายมหาชนที่ยึดมั่นต่อความถูกต้องตามขบวนการประชาธิปไตยไม่เอาอำนาจนอกระบบ ด้วยการปฎิธูปการเมือง  มิใช่ด้วยการปฎิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ…ฉีกรัฐธรรมนูญ "เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็เบาลง"

หัวหอกต้นขบวนคนกล้าวรเจตน์พูดเต็มปากเต็มคำเชิญไปเสวนาที่ไหนไปทั้งนั้น แต่ต้องให้โอกาสชี้แจงในเวลาที่เท่ากัน ปราศจากอคติ ตรงไปตรงมา จุดยืนชัดเจนยืนยันอยู่บนหลักการยึดระบบกฎหมายแล้วไม่ต้องกลัวเกรง  เป็นกลางตรวจสอบกลับได้เสมอ…เพียงแต่เจอข้อหาหมั่นไส้…รู้เท่าทัน..ฉีกหน้าหักล้างทุกประเด็นในเวทีการดีเบต…แทบทุกครั้ง นี่คือสภาพข้อเท็จจริงที่สาธารณะชนรับทราบ…จนมุมหนักข้อขึ้น…หลุดปาก…รับๆไปก่อนแก้ทีหลัง…รธน.50มันศักดิ์สิทธิ์ของใคร เพื่อใคร โดยใคร อย่ามาทะลึ่งฟาดงวงฟาดงา…ประชาชนเริ่มหมั่นไส้จะยุ่งตายห่ากันมั้ง

ประโยคที่ติดหูติดตาติดใจจากนักกฎหมายมหาชนนามวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ยืนยันหนักแน่นว่ารธน.50 แก้ไขทั้งฉบับ  จุดบกพร่องที่มา เนื้อหา ความชอบธรรม หักล้าง…ฟังไม่ขึ้น…เพราะการพิสูจน์ "ทางน้ำหนักของเหตุผลมันแพ้"ครับ…ภาษามวยคู่นี้มันแพ้ทาง…ภาษาราชการ…ฟังไม่ข้น….ไงล่ะครับ

กรณีเดียวกันกับการอ้างความศักดิ์สิทธิ์มาบังหน้า…หยุดเอาโหราจารย์ วิชาโหร(โหนกระแส)ทำนายชาติวุ่นแน่…บ่อยๆ ครั้งนักเลย…ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ขณะนี้…คนมันไม่โง่…ภาพปรากฎชัด"คนมันชั่ว"นึกคิดเอาเองว่าคนอื่นมันยังโง่อยู่เลย ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองบ้างว่าโง่หรือบ้า.อย่าขยันพูดทำอะไรโง่งั่งเสียเอง…ความศักดิ์สิทธิ์จะดีจะชั่วเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชนจะให้คําตอบ…หนึ่งคนหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากันหมด…คิดแทนอยู่ร่ำไป???

 

ชีวิตนี้…โหรลิขิต

พฤษภาคม 11, 2008

ไม่เขียนถึงมันเหมือนกับเหยี่ยวไม่สุดติดๆๆขัดๆๆไงชอบกลอยู่ไม่สุขลำกล้องอักเสบ เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่หาสาเหตุเจอว่าที่มาของเหตุคืออะไร  ผลที่ตามมา    คืออะไร…นั่นพอเข้าใจได้

ความเสือกส่วนตัวอยากรู้อยากเห็นชอบอ่านเจอพอดีกับเสพข่าวต่อเนื่องทางทีวีหลายๆช่องบอกคำเดียว น่าเศร้าใจคนทําข่าวระดับมืออาชีพเอากะเขากันล่อข่าวโหรเกือบเป็นเกือบตายเน้นตัวหนาทั้งหมดมีเหตุผลข้อเดียวจริงๆครับ…เปรียบเปรยสีขาวกับสีดำระหว่างปัญญาคือทางสว่าง มนต์ดำคือต่อบุญสืบชะตา…กลัวเสื่อมกลัวถอยจากความที่เคยยิ่งใหญ่สู่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด…

ทีวีไทยช่างลีดข่าวเชียร์ข่าวบ้าบอคอแตก…เอาโหรเสี่ยงทายประเทศจะอยู่หรือประเทศไปไม่รอด…แค่หมอดูแต่ละสำนักแถลงข่าวจับต้นชนปลาย  เชิงวิพากษ์วิจารณ์เร่งคลอดกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ…ประเทศนี้เราปกครองด้วยโหรสื่อเล่นข่าวด้วยความเชื่อว่า  ให้ถือว่า… ต้องยกเป็นเขตปกครองพิเศษใช้ทำมาหากินต่อไป       ซึ่งในวันข้างหน้าต้องโหวตลงประชามติว่า    ต้องเขียนบรรจุไว้ในร่างรธน.อย่างถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายสูงสุดบังคับใช้ปกครองประเทศหมดเรื่องหมดราวหมดทุกข์หมดโศกเสียที

มันช่างเสียดายเงินบาปที่อุดหนุนทำทีวีไทยสาธารณะ  ข่าวชิ้นนี้ถูกนำเสนอชนิดเอาเป็นเอาตายทั้งตัวพิธีกรจําชื่อไม่ได้อ้วนๆท้วมๆๆกับสาวหน้าละอ่อนสัมภาษณ์นักข่าวภาคสนาม ดวงทิพย์ เยี่ยมภพ สายทหาร ภาพประกอบหน้าบ้านโหรคนดัง…บก.ใหญ่โต๊ะข่าวใช้ปํญญากับเวทมนต์คาถาชั่วดีถี่ห่างหรือใช้ตีนนิ้วไหนคิดให้สมองซีกขวาพิการ  ถึงเล่นข่าวใหญ่ข่าวโตยิ่งใหญ่กว่าที่ข่าวสำนักข่าวcnnถ่ายทอดสดสงครามอิรัคกับอิหร่าน…ชั่งน้ำหนักให้เกียรติ…เคารพคนดูคนฟัง…มันมิใช่ข่าวคอขาดบาดตาย…ไม่เสนอโหร (โหนกระแส)แล้วไซร์จะขาดใจประเทศชาติเสียหายพังต่อหน้าต่อตา…พวกทําธุรกิจเจ๊งลั่น…ตายเป็นตาย…เจ๊งเป็นเจ๊ง…จะไปตายโหงตายห่าที่ไหนไปก่อนเถอะ…เรื่องเลวร้ายของสื่อกวาดใส่ใต้พรม…ทําไมไม่แฉสักที…อมสากอมอะไรอยู่ตั้งนมตั้งนาน…

"ความชั่วของคนอื่นเห็นเท่าภูเขา…ความชั่วของเราเห็นเท่าเส้นขน"?กระมังครับ

อีกช่องก็ไม่น้อยหน้าเครือเนชั่นแชลแนล  หัวเรือใหญ่สุทธิชัย หยุ่น การันตีตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนา  แต่นับถือคนมีเหตุผลเป็นประการสำคัญ   เครดิตนี้  ยกให้คนเดียวนะ ส่วนลูกทีมงานนี้ไม่ให้เครดิต  เอาความงมงายนำหน้าเอาแบบอย่างที่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลมานําเสนออย่างสนุกสนานขายข่าวกลัวตกข่าวอยู่หลายนาทีกลบข่าวอื่นที่มีความเชื่อทางพุทธศาสตร์  ที่สอนเชื่ออย่างมีเหตุผลไม่หลงงมงาย เสียชื่อสโลแกนในสนามข่าวเราคือตัวจริง

ข่าวที่นำเสนอคือบทความที่มีคุณค่าทางวิชาการแท้จริง ถถเถียงกันเอาเหตุและผลเทสนับสนุนว่าใครมีมากกว่ากัน  ทั้งได้ขบคิดแก้ไขสิ่งผิดสิ่งถูกให้สมบูรณ์ครบถ้วน  ต้องหยิบมาเสนอซ้ำของ 2 บทความคือฉบับย่อส่วน  

               5 อาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ค้านการยุบพรรค  

คณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5 คน ออกแถลงการณ์ เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยระบุไม่เห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อยุบพรรคการเมือง เพราะเท่ากับความผิดของบุคคลคนเดียวนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำผิด การเอาผิดกับบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ยังมีผลเสมือนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้

แถลงการณ์ระบุว่า กลไกดังกล่าวแม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่า การออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก

"คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกัน ในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมาย ให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง" แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ คณาจารย์ทั้ง 5 คน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล, อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร 

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีบทบาทให้ข้อคิดเห็นด้านกฎหมายหลายเรื่อง อาทิ

อาจารย์นิติ มธ. แถลงประณามการรัฐประหารและเรียกร้องให้กลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด

6 คณาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ปฏิเสธร่างฯ 50 ด้วยเหตุ 26 ประการพร้อม 4 ข้อเสนอหากมหาชนไม่รับร่างฯ

 "คำวินิจฉัยกลาง" ของ 5 อาจารย์นิติฯ มธ. ต่อ "คำวินิจฉัยกรณียุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ"

อีกภาพข่าวหนึ่งคือภาพข่าวเชิงซ้อนดำกับขาวก็คือ

โหวต…โหรนั่งนายกฯ

จัดเวทีประกวดโหรนั่งนายกฯ ของประเทศไทย  ขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายหายไป ประสบแต่ความสุขสุขความร่มเย็น  เห็นที่ต้องเสนอตั้ง  ที่ปรึกษาด้านโหรนั่งทางในยำรวมมิตรผูกเรื่องวางหมากตารางชีวิตคน  แม่นหยั่งรู้ฟ้าดินและทำนายอนาคตมือฉมัง…ทาบทามมานั่งเก้าอี้นายกฯฯเมืองไทยซักที ปัญหารุมเร้าทางการวิบากกรรมศัตรูเตะตัดขาชกหน้าทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ทั้งมือ ตีน เท้า เข่า ศอก)จะไม่เกิด  จะยกโทษให้ว่า…ปล่อยกลับบ้านเถอะลูก…เจ็บไหมลูก…ไม่เชื่อ  อย่าลบหลู่  มาอ้าง ใครนั่งทางในดีเด่นดัง…แห่…แหนต่อดวงชะตาต่อบุญเป็นนายกฯคิวคนต่อไป  รัฐบาลที่เข้ามาบริหารต้องสั่งยุบกระกรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆอีก  มันไม่สัมฤทธิผล  หันหัวเสือสยบอำนาจหมอดูดวงเป็นทิวแถว…น่าขายหน้า??????????

เหตุผลของคนใหญ่คนโตปกครองบ้านเมืองเราติดหมอดูมากกว่าพึ่งหมอที่จบมาวินิจฉัยโรคต่างๆจบเห่กันพอดี…

อ่านข่าวไร้สาระที่สุดหน้า1ของทุกฉบับ เล่นข่าวชูประเด็นเอาหมอดูมากำหนดดวงชะตาประเทศ…ใครใหญ่ได้ ใครใหญ่ไม่ได้…ผมจะไม่ตัดต่อข่าวชิ้นนี้ไหนๆๆจะไร้สาระลุย…ห่าเหวสักวัน  เปิดทางยึดอำนาจใครต่อใครทางไสยศาสตร์เอิกเกริก โดยไม่มีเหตุผล…แค่โหรเสี่ยงทายผิดๆถูกๆเท่านั้นเอง

ตามตัวเจอ…โหรผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ตัวจริงเสียงจริงแท้…ออกคำสั่งซ้ายหันขวาหันระดับแม่ทัพนายกองเดินตามคำสั่งโหร…สร้างความเป็นฮีโร่ตอนตกอับอ้างต่อบุญสืบชะตา…น่าขายหน้า…น่าขายหน้า…น่าขายหน้า…และน่าขายหน้าลูกหลานเยาวชนรับช่วงต่อความงมงายดำกับขาวเลือกดูเอาเอง…ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่…จบข่าว

หรือเราจะปฎิรูปสื่อก่อน เพื่อลดกระแสเสียดทาน…เอียงข้างคนจําพวกอำนาจนอกระบบก่อนดีไหมครับ…ไหนๆๆเลือกแก้ผ้าตรวจสอบก็ตรวจสอบตามเนื้อผ้า…เลิกคิดใช้บริการงานรูทีของโหร(โหนกระแส)…กำหนดชะตากรรมความอยู่รอดของชาติเสียเถอะ…น่าขายหน้า!!!

 

โหวต…โหรนั่งนายกฯ???

พฤษภาคม 11, 2008

จัดเวทีประกวดโหรนั่งนายกฯ ของประเทศไทย  ขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายหายไป ประสบแต่ความสุขสุขความร่มเย็น  เห็นที่ต้องเสนอตั้ง  ที่ปรึกษาด้านโหรนั่งทางในยำรวมมิตรผูกเรื่องวางหมากตารางชีวิตคน  แม่นหยั่งรู้ฟ้าดินและทำนายอนาคตมือฉมัง…ทาบทามมานั่งเก้าอี้นายกฯฯเมืองไทยซักที ปัญหารุมเร้าทางการวิบากกรรมศัตรูเตะตัดขาชกหน้าทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ทั้งมือ ตีน เท้า เข่า ศอก)จะไม่เกิด  จะยกโทษให้ว่า…ปล่อยกลับบ้านเถอะลูก…เจ็บไหมลูก…ไม่เชื่อ  อย่าลบหลู่  มาอ้าง ใครนั่งทางในดีเด่นดัง…แห่…แหนต่อดวงชะตาต่อบุญเป็นนายกฯคิวคนต่อไป  รัฐบาลที่เข้ามาบริหารต้องสั่งยุบกระกรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อื่นๆอีก  มันไม่สัมฤทธิผล  หันหัวเสือสยบอำนาจหมอดูดวงเป็นทิวแถว…น่าขายหน้า??????????

เหตุผลคนใหญ่คนโตปกครองบ้านเมืองเราติดหมอดูมากกว่าหมอที่จบมาวินิจฉัยโรคต่างๆจบเห่กันพอดี…

อ่านข่าวไร้สาระที่สุดหน้า1ของทุกฉบับ เล่นข่าวชูประเด็นเอาหมอดูมากำหนดดวงชะตาประเทศ…ใครใหญ่ได้ ใครใหญ่ไม่ได้…ผมจะไม่ตัดต่อข่าวชิ้นนี้ไหนๆๆจะไร้สาระลุย…ห่าเหวสักวัน  เปิดทางยึดอำนาจใครต่อใครทางไสยศาสตร์เอิกเกริก โดยไม่มีเหตุผล…แค่โหรเสี่ยงทายผิดๆถูกๆเท่านั้นเอง

เพิ่งค้นพบโหรผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ตัวจริงเสียงจริง สั่งซ้ายหันขวาหันชนิดแม่ทัพนายกอง   จองคิวเป่ากระหม่อม แก้เคล็ด เสริมดวง ต่อบุญ…เพื่อสิ่งใดเอ๋ยที่เรียกว่า…สุดงมงาย ฮีโร่ฮาราคีรีตัวเองตาย…ออกรบกับลูกน้องในสนามรบตายคาหน้าที่ท่านได้ชื่อพลีกายเพื่อชาติ ศาสนา พระกษัริตย์ ได้รับการจารึกว่าเป็นวีรบุรุษของชาติ

ข้อคิดตอนท้ายผมจะเกาให้ถูกที่คัน…โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง…

โหรทาย 'อนุพงษ์' ถึงนายกฯ แต่ต้องไปต่อบุญ

"วารินทร์" ชี้ประเทศยังไม่หมดกรรม

วันเดียวกัน ที่หมู่บ้านสุขิโต ภายในวิหารหลวงปู่เกวาลัน นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ให้สัมภาษณ์ถึงดวงประเทศภายหลังการเข้ามาบริหารของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่า เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับกระแสของโลก ส่วนกระแสบุญของนายสมัครที่ขึ้นมาเป็นนายกฯได้โดยอาศัยบุญจากผู้อื่น ทำให้มีปัญหาอยู่เสมอ อีกทั้งกรรมของชาติบ้านเมืองยังไม่จบสิ้น ซึ่งจะให้ดีขึ้นต้องรอถึงปี 2552 จากนั้นบ้านเมืองจะค่อยๆพักฟื้น และค่อยๆดีขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายมาจากฝ่ายในรัฐบาลเอง และกลุ่มกระแสข้างนอก คือพวกที่สูญเสียผลประโยชน์ ทำให้เกิดความไม่มั่นคง ที่สำคัญคือกรรมของแผ่นดินยังไม่หมด

ชี้ทหารจะเข้ามาปฏิรูปอีกครั้ง

เมื่อถามว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะมีปฏิวัติรัฐประหารหรือเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศหรือไม่ นายวารินทร์ตอบว่า จะมีบุคคลที่เข้ามาประคองชาติบ้านเมือง ดูแล้วสีเขียวยังไม่หมด ยังต้องกลับเข้ามาดูแล แต่จะมาดูแลในลักษณะที่ไม่เหมือนกับการปฏิวัติที่ผ่านมา แต่ เหมือนเข้ามาทำการปรับเปลี่ยน คล้ายกับการปฏิรูปต่อจากนี้ จึงยังเป็นสีเขียวอยู่ เพราะมันเป็นเวลาของกลุ่มนี้ที่เขายังดูแลอยู่ เคยบอกมาแล้วว่าถึงอย่างไรกลุ่มนี้ก็ยังไม่หลุดไป ยังต้องอยู่อีกหลายปี

"เป็นกลุ่มสีเขียวที่อยู่ในปัจจุบัน และกลุ่ม คมช. ด้วย คือยังเหมือนไม่หมดหน้าที่ ครั้งก่อนที่ทำก็เพื่อประคอง ไม่ได้ทำจริงๆ ผมบอกท่านสนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) แล้วว่าขึ้นไปทำปฏิวัติเถอะ เวลาปีเดียวไม่พอในการที่จะทำอะไรต่ออะไรให้เรียบร้อย เห็นหรือไม่ว่าพอขึ้นต้นไม่ทันไรก็ลงแล้ว คือทำตรงนั้นท่านต้องการยุติไม่ให้ เกิดการประหัตประหาร ผมเห็นตั้งแต่แรกในช่วงเดือนมกราคม 2549 ว่าแผ่นดินจะเดือดร้อนจะวุ่นวาย คนจะประหัตประหารกัน และผมเห็นผู้นำรัฐบาลจะถูกปองร้าย ท่านสนธิก็ถามว่า ถ้าอย่างนั้นมันไม่ยุ่งเหรอ แต่ผมเห็นท่านถือธงนำออกมา ดังนั้นจะต้องมีการปฏิวัติ ท่านก็ถามผมว่าใครจะปฏิวัติ ผมก็บอกว่าก็ท่านไง เพราะผมเห็นท่านถือธง ซึ่งมีความหมายว่า ท่านคือผู้นำชัยมาสู่บ้านเมือง" นายวารินทร์กล่าว

ระบุ คมช.-ทหารใหม่จับมือกันปฏิรูป

เมื่อถามว่า คนที่จะปฏิรูปรอบใหม่เป็นกลุ่มคนใน เครื่องแบบหรือกลุ่มใหม่ นายวารินทร์ตอบว่า เป็นการปฏิรูปจากคนกลุ่มใหม่และกลุ่มเก่าประคองกัน ซึ่งขณะนี้ไม่สามัคคีกัน ผนวกกับกรรมของแผ่นดินยังมี ดังนั้น เหตุตรงนี้เกิดแน่นอน จึงทำให้มีการทำบุญเพื่อแก้กรรมประเทศวันที่ 7 เมษายนนี้ โดยเชิญพระพุทธรูปปางพิชิตมารนำขึ้นประดิษฐาน ณ ฐานพุทธมณฑลล้านนา เพื่อเป็นการแก้เคล็ด เราก็พยายามช่วยเต็มที่ ตนคงช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้ทั้งหมด

เตือนจะเกิดเหตุนองเลือดในชาติ

เมื่อถามว่า การเผชิญหน้าของกลุ่มเก่าและกลุ่มรัฐบาลนี้จะเกิดการนองเลือดใช่หรือไม่ นายวารินทร์ ตอบว่า กำลังจะเกิด แต่ต้องดูอานิสงส์หลังการแก้กรรมประเทศในวันที่ 7 เมษายนนี้ สาเหตุไม่ได้เกิดจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่น่าจะมาจากคนในกลุ่มของท่าน ทั้งรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาลนี้ และผู้ที่เสียประโยชน์ไปด้วย รวมถึงคนใน 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วย แต่เป็นบางคนไม่ใช่ทุกคน กลุ่มเหล่านี้ก็เสียประโยชน์ อีกทั้งความแตกแยกของรัฐบาลกับกลุ่มของเขาเองมีมาก ซึ่งเป็นลักษณะของการ

คุกรุ่นพร้อมที่จะระเบิด

"อย่างคุณสมัครเข้ามาเป็นนายกฯ ได้อย่างไร เราก็รู้กันอยู่ โดยดูที่จิตสำนึกของท่านต่อบ้านเมือง ท่านก็มีอยู่ ท่านพยายามปรับหลายอย่าง แต่ไม่ได้ผล ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกว่า นายสมัครบารมีสู้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ แต่พอหลังจากที่คุณสมัครไปทำบุญกับหลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่ ผมก็มานั่งดูอีกครั้งเห็นว่า ท่านเป็นนายกฯ จากนั้นไม่เกินอีก 2-3 สัปดาห์ เขาก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นมหัศจรรย์ของบุญ ไม่รู้ใครแนะนำท่าน เป็นการเปิดฐานบุญ ตรงกันข้ามกับคุณอภิสิทธิ์ที่ลอยหายไปเลย"

แย้มทางแก้ "สมัคร" ต้องยุบสภา

เมื่อถามว่า นายสมัครจะแก้ปัญหาที่กำลังปะทุได้อย่างไร นายวารินทร์  ตอบว่าคิดว่าลำบาก ตอนนี้ก็พยายามหาทางแก้ไข ท่านเข้ามาตัวคนเดียว ตอนนี้บอกตรงๆว่า นายสมัครมีแต่กองทัพเท่านั้น  ที่ให้การสนับสนุน เวลานายสมัครไปไหนต้องมี ผบ.ทบ. ไปด้วย แต่ไม่ได้หมาย ความว่า ท่านกลัวว่าจะมีปฏิวัติ แต่เพื่อเป็นการพึ่งพิงกัน เพราะอย่างไรแล้วแต่ อำนาจเต็มก็อยู่ที่นายสมัคร อย่างน้อยเป็นนายกฯ ก็มีอำนาจยุบสภาได้ และทำได้ก่อนที่จะเกิดเหตุ ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุมีทางเดียว คือ ยุบสภา โอกาสเป็นไปได้สูง เมื่อถามว่า รัฐบาลจะอยู่บริหารประเทศผ่านพ้นปี 2551 หรือไม่ นายวารินทร์ ตอบว่าคิดว่าไม่พ้นปีนี้ แค่พ้นเดือนพฤษภาคมไปให้ได้ก่อน แต่ขณะนี้ยังมีปัจจัยในการต่อบุญได้อยู่ อิทธิฤทธิ์แพ้บุญ แต่บุญแพ้กรรม ซึ่งกรรมคือตัวกำหนด กรรมจะหมดหรือจะคลายไปต่อเมื่อมีการอโหสิกรรม บ้านเมืองก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเราต้องแก้เป็นช่วงๆ

ระบุเดือนพฤษภาคมนี้ระทึกแน่

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเช็กบิล ใช่หรือไม่ นายวารินทร์ ตอบว่า ใช่ แล้วอาจจะมีการสูญเสียบุคคลสำคัญระดับผู้ใหญ่ที่รู้จักกันทั่วประเทศ นอกจากนั้น ปัญหาความขัดแย้ง รอยร้าวต่างๆ จะปรากฏขึ้นมา ก่อนที่จะเกิดตรงนี้จะเกิด จากภัยธรรมชาติต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เหตุการณ์ ลักษณะคล้ายน้องๆ สึนามิ ลักษณะคล้ายแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ก่อให้เกิดความวุ่นวาย มันจะพลิกสถานการณ์ต่างๆ

ฟันธงมีปฏิรูป-วุ่นวายเสียเลือดเนื้อ

เมื่อถามว่า ประชาชนกลัวเรื่องปฏิวัติอยากให้ท่านฟันธงว่าจะมีหรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวย้ำว่า มีการปฏิรูปฯ แต่ครั้งนี้จะต่างจากครั้งที่แล้ว  จะวุ่นวายหนัก อาจจะมีการปะทะเสียเลือดเนื้อ     ส่วนจะมากหรือน้อยไม่รู้     ต้องดูก่อน แต่ในภาพที่เห็นช่วงต้นปี ตนเห็นว่ามีการตายเป็นเบือ แต่ทั้งนี้ต้องดูจากวันที่ 7 เมษายนก่อน หลังจากที่เราต่อบุญ ตอนนี้เราต้องต่อบุญเท่านั้น

"ทักษิณ-สมัคร" แตกคอบริวารก่อปัญหา

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัครจะแตกคอกัน นายวารินทร์กล่าวว่า มีแน่นอนเหมือนกับคนละทางเลย ตอนแรกประกอบกันได้ แต่พอช่วงหนึ่งสถานะของกรรมทำให้ต้องแยกกัน เพราะผลบุญทั้งคู่หมดกัน และผลกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่หมด นอกจากนั้น อำนาจเป็นเครื่องต่อรอง ทำให้การไม่ยอมทำตามเกิดขึ้น แต่วิบากกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่หมด เพราะยังต้องอาญาแผ่นดิน ผลกรรมยังมีอีกมาก ตอนเป็นนายกฯ ฆ่าไก่ไปไม่รู้เท่าไหร่ในช่วงไข้หวัดนกระบาด รวมถึงคนตายไปเท่าไหร่ในการฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติด วิบากกรรมท่านหนักไม่น้อยเลย

"การกลับมาครั้งแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่มีอะไร และครั้งที่ 2 ลูกน้องก็เข้ามาหาเหมือนเดิม สถานการณ์ เริ่มนิ่ง แต่คอยดูการกลับมาครั้งที่ 3 ให้คอยดูว่า มันจะเริ่มวุ่น ความจริงน่าจะเข้ามาต่อสู้คดี อย่าเพิ่งไปเดินสาย เห็นกลุ่มที่มาสนับสนุนก็มา กลุ่มที่สูญเสียประโยชน์จากคุณทักษิณที่ท่านไปทำเขาไว้เยอะก็มา กลุ่มที่คุณทักษิณเองก็ไม่รู้ว่าไปทำ แต่บริวารไปทำก็มีจำนวนมากเยอะมาก" นายวารินทร์กล่าว

พูดเป็นนัย "สมัคร" จับมือ "อนุพงษ์"

เมื่อถามว่า อนาคตหลังจากนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วใครจะเป็นนายกฯคนต่อไป นายวารินทร์ ตอบว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นใครมีบารมีพอที่จะมาเป็นนายกฯ หากขึ้นมาก็ดำรงตำแหน่งไม่นาน นายอภิสิทธิ์ก็มีสิทธิ์ได้ขึ้น แต่ขึ้นมาแล้วก็ไม่นาน ความเป็นไปได้ที่นายสมัคร ยุบสภาแล้วจับมือ พล.อ.อนุพงษ์ ช่วยกันดูแลบ้านเมืองยังมีอยู่

ชี้ "อนุพงษ์" อาจขึ้นถึงนายกฯ

เมื่อถามว่า อาจจะเป็นการปฏิรูปฯ ที่ให้ทหารมาปกครองแผ่นดินใช่หรือไม่ นายวารินทร์ตอบว่า เป็นไปได้ เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.อนุพงษ์ อาจขึ้นมาเป็นนายกฯได้ใช่หรือไม่ นายวารินทร์ตอบว่า อาจจะเป็นได้ แต่ตอนนี้บารมียังไม่ถึง ต้องดูการต่อบุญของท่านในอนาคต ตนจะดูเรื่องบุญและกรรมเสริมกัน เคยบอกว่าท่านอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ทบ.ไม่ครบ 3 ปี อาจจะเป็นการพลิกขึ้น หรือย้ายออก ยังแกว่งอยู่ ยังมีบุญค้ำอยู่ ซึ่งไม่เกินปี 2552 ตอนนี้บุญขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ต่อบุญ เหมือนกับ พล.อ.สนธิ ให้ท่านมาต่อบุญ แต่ท่านไม่มาเอง ให้คนอื่นมาก็ดวงตก

บิ๊กทหาร-คมช.แห่ร่วมทำบุญ 7 เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 6-7 เมษายน 2551 สำนักสุขิโตจะประกอบพิธีทำบุญสืบชะตาประเทศ และมีพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูปปางพิชิตมาร เพื่อนำขึ้นประดิษฐาน ณ พุทธมณฑล  ล้านนา จ.เชียงใหม่ รวมถึงการหล่อพระประจำวันเกิดทั้งหมด 9 ปาง โดยมีตัวแทนจากเหล่าทัพ และอดีตสมาชิก คมช. เข้าร่วมพิธีอย่างคึกคัก อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นตัวแทนของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รวมถึง พล.ท.สำเริง ศิวาดำรงค์ แม่ทัพภาคที่ 3

ผมอ่านกลับไปกลับมา…ท่องจำใส่กะลาหัว…พบทางสว่างไสวโดยไม่รู้สึกตัว…ประเทศไทยที่ผ่านๆมา…ทำไมมันเหลวเปลวไม่เอาอ่าวเพราะ…

1. เรามีนักวิชาการชักว่าวเก่ง…ยืนบนหอคอยงาช้าง

2. เรามีนักศักดินาวิพากษ์วิจารณ์…มากกว่านักปฎิบัติ

3. เรามีนักบัญญัติศัพท์…ทางการเมืองไม่เว้นวันหยุดราชการ

4. เรามีศัตรูที่มองไม่เห็น…เต็มบ้านเต็มเมือง

5. เรามีคนจำพวก…นักฆ่าลุ่มน้ำแม่เจ้าพระยา

6. เรามีคนหยิบยก…เอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้เปลืองบ่อยๆๆ ยามเจอวิฤกต

7. เรามีคนเก่งคนดี…มากว่าคนไม่ดี

8. เรามีกุมฎีแบ่งชนชั้นตัวดัชนี้ชี้วัด…มึงมันโง่…กูฉลาด

9. เรามีคนขี่กระแส เกาะกระแส สร้างกระแส สร้างฉากสร้างภาพ  จัดฉากสร้างภาพ

10. เรามีพวกจำอวดแห่งชาติ…พวกอวดรู้…พวกสู่รู้ พวกโง่แต่อยากรู้…พวกโอหังยโส…พวกผู้ดีตีนแดง…พวกผีเจาะปากให้พูด…พวกปากว่าประชาธิปไตย ใจเผด็จการ…พวกแอบอ้างประชาธิปไตยคือเมียกูหมด…พวกมือถือสาก ปากถือศีล…พวกหน้าไหว้ หลังหลอก…พวกเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น…พวกเมียเพื่อนดีกว่าเมียกู…พวกกูมาก่อน ชาติมาทีหลัง…พวกพรรคลัทธิ นิกาย ศาสนา…พวกตีกิน…พวกทํานาบนหลังคน…พวกแอบอ้าง… พวกอีแอบ…พวกปากว่าตาขยิบ…พวกชอบสร้างภาพ… พวกชอบสาบาน…พวกฮั้วแห่งชาติ…พวกขอกันกินมากกว่านี้…พวกด้านได้อายอด…พวกขี่คอเพื่อน กะตอทิ่มปาก…พวกยึดหลักกูของกู…พวกตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ…พวกมาเฟียไม่กลัว  กลัวมาเยอะ…พวกมึงรู้ไหมกูลูกใคร…พวกนกสองหัว คนสองพวก…พวกลอบกัด…พวกม็อบข้างถนน…ม็อบมือถือ…ม็อบไวท์คอลาร์ (เสื้อแขวนยาวผูกไทใส่สูท)…ม็อบรากหญ้า…ม็อบชนชั้นกลาง…ม็อบยามจับไข้เพื่อแผ่นดิน ฯลฯ

11. เรามีมนุษย์พันธุ์พิเศษคาบไปป์  อาบน้ำวันละ 5 ขัน  มือที่มองไม่เห็น  เท้าที่มองไม่เห็น 

12. เรามีครบถ้วนถอยกระทงความ…แก้ไม่ตกเพราะเราฮั้วสมานฉัทน์…ที่มึงโกง…กูไม่ว่า…ทีข้าโกง…มึงอย่าโวย

13.  เรามีเราขาด "กล้า" เรามีสุภาษิตไว้ท่องจํา "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากจะเห็นเราเด่นเกิน" ท่าทางจริง…กล้าแทงหวยชุดนี้หรือไม่

14. สุดท้ายของท้ายสุด…เรามีโหร…คือที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต!!!…เกิดขึ้นจริงมากกว่าอิงนิยาย…แปลกแต่จริง…ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่…ยุคสังคมลอยตัว!!!พึ่งหมอดูดีกว่าครับ

 

 

ไม่เปรม…ไม่ปลื้ม

พฤษภาคม 11, 2008

สะกิดเบา ๆ ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจริง ๆ เสียที  เลิกไปยุ่งเกี่ยวกับโยกย้ายแม่ทัพนายกอง  ควรเลิกการเลือกออกไปจุ้นจ้านสะกิด  แวะเดินสายอภิปรายปาฐกถาแขวะคนโน้นคนนี้  สร้างบรรยากาศ  ทําให้คนแตกสามัคคีถือเขาถือเรา "ให้ทหารเป็นข้าของในหลวงของชาติ  แต่ไม่ใช่ขี้ข้าของรัฐบาล เลยไม่ต้องฟังคำสั่งรัฐบาล-นายกฯ-รัฐมนตรีกลาโหม" (แต่ฟังคำสั่งผบ.เหล่าทัพ?)

ขอให้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี  ซื่อสัตย์สุจริต   รักษาและธำรงไว้  ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเสียที  เลิกเป็นเจ้ากี้เจ้าการวางแผนการยึดอำนาจเสียที  อยู่สงบ ๆ จะได้ไหม  ห้ามปรามทหารนอกคอกปฎิวัติ  ห้ามพันธมิตรฯแสดงความเห็นเลยเถิด  ที่จะก่อให้ความเสียหายแก่บ้านเมือง โดยเฉพาะ น.ต.ประสงค์ คนๆ นี้น่าจะหยุดการทำร้ายประเทศได้แล้ว  หมดเวลาของคุณแล้ว

เป็นที่รับทราบพสกนิกรชาวไทยเทิดทูนอยู่เหนือหัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ถวายพระองค์  ทรงได้รับการสถาปนายศถาบรรดาศักดิ์ถวายอริสยศสูงสุด จอมทัพไทยของบรรดาเหล่าทหารทุกหมู่ทุกเหล่า  แพร่พระบารมีอันกว้างใหญ่ไพศาล  ทุกสารทิศ    ต่อบรรดานายทหารที่เข้าราชพิธีสวนสนามนำธงชัยเฉลิมพลต่อหน้าพระพักตร์ทุกพระองค์  ถวายสัตย์ปฎิญญาต่อหน้าพระพักตร์ และราชวงค์ทุกพระองค์     ตลอดจนผู้แทนตัวแทน จากทั่วโลก เปล่งสัตย์วาจาถวายพระพร   จะเทิดทูนพิทักษ์ธำรงรักษาไว้ซึ่งชาติ  ศาสนา พระมหากษัติรย์  จวบจนชีวิตจะหาไม่

นายทหารที่วางตัวได้อย่างเหมาะสมอันเป็นที่รักใคร่  ระหว่างจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง  ไม่มีข้อชวนสงสัยในพฤติกรรมทางสังคมวางตัวเป็นที่เคารพ ได้รับการยอมรับรักฉันพี่ฉันน้อง ไม่ต้องอื่นไกลคือ พล.อ.สุจินดา  คราประยูร  อดีตนายกรัฐมนตรียุค รสช. ท่านไม่เคยใช้อำนาจบาตรใหญ่ สร้างรอยร้าวฉานเป็นที่เจ็บช้ำน้ำใจ แถมวันเกิดท่านทุกปีได้รับพรจากนายทหารรุ่นน้องๆ ที่เข้าอวยพรเสมอมา…อํานาจที่จีรังยั่นยืนไม่ได้วัดจากชั้นยศใหญ่โต ทุกเรื่องราวล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นต่อบ้านเมืองท่าน   มักให้เกียรติแก่รัฐบาลทุกครั้งอย่างตรงไปตรงมา  พร้อมทั้งแนะทางออก  ไม่เคยหยิบฉวยบทบาทหลังเกษียณอายุราชการ ฉุกคิดเองว่ามอมเมาเพื่อแย่งซีนมาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ  เพื่อครอบครองมาสอดคล้องคอเข้าหาตัวเอง…ไม่แต่งกายเครื่องแบบนายทหารไปในหน่วยราชการทหารโดยไม่จำเป็นอีก…นั่นคือธรรมเนียมประเพณีปฎิบัติที่ยึดกันทั่วโลก

 

แบบฉบับหลักสากลทั่วโลกโดยธรรมเนียมประเพณีจะปล่อยว่าง ไม่ยุ่งหลังจากปลดประจําการเกษียณอายุราชการคือบุคคลธรรมดาสามัญชนทั่วไป

 

อีกประการหนึ่ง  พสิกนิกรชาวไทยเราปกครองระบอบประชาธิปไตย  โดยมีพระมหากษัติรย์ ทรงเป็นประมุข และจอมทัพไทย  "ศูนย์รวมแห่งจิตใจคนไทย"  ลงตัวเหมาะสมประการทั้งปวง  เป็นอันที่เคารพรักสักการะเทิดทูนอยู่เหนือหัวทุกคน  ไม่มีที่ใดในโลกเสมอเหมือน

 

กรณีข้อเท็จจริงที่นายทหารลูกป๋า  มีบางท่านเข้าใจผิดถนัด  ถึงกับเอ๋ยปากชมบอกเล่าผ่านสื่อชนิดภาคภูมิใจอะไร? ตีความว่า "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของเหล่านายทหาร" คิดแทนใคร…เพื่อนายใคร…ใครบางคน….มือที่มองไม่เห็นควบเท้าที่มองไม่เห็น  ความยุ่งเหยิงมันจึงเกิดขึ้น…หยุดวงจรอุบาวท์ …คืนอำนาจประชาชนดีที่สุด…ทําตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง…พื้นที่เรียนรู้ประชาชนจะเป็นให้คำตอบสัญจรประชาธิปไตย…โดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน…มิใช่ลัทธิบูชายัญมากำหนดกฎเกณฑ์กติกาเองทั้งหมด  ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวอยู่ได้  คนอื่นไม่สยบยอมต้องล่าถอย…ไล่ลงจากอำนาจทางการเมืองทันทีกระนั้นหรือ

               ข้อแรก  ที่แตกต่างแรก ก็คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ท่านไม่ยอมรับเกียรติว่าตนเอง  คือศูนย์รวมจิตใจของทหาร แต่ พล.อ.เปรม สําคัญตัวเองผิดหรือเปล่า

 

               ข้อที่สอง  ที่แตกต่างกล่าวคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร  ท่านหยิ่งในศักดิ์ศรีทหาร เมื่อถูกขับไล่ลงจากเวทีปฎิวัติยึดอํานาจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองอีก  เลิกเจ้ากี้เจ้าการอาฆาตตามพยาบาทอย่างไม่  ลด ละ  เลิก จองเวรจองกรรม ทั้งอดีตและปัจจุบัน   แต่ พล.อ.เปรม ประชาชนต่างรวมใจเข้าชื่อขับไล่…มันช่างแปลกแต่จริง ในขณะที่องคมนตรีท่านอื่นไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเข้าชื่อยื่นถอดถอนแต่อย่างใด  สรุปความว่าไม่เห็นประชาชนทคนหนึ่งคนใดเข้าชื่อยื่นถอดถอนองคมนตรีท่านอื่นๆแม้แต่ท่านเดียว

 

เรื่องสั่งตายสั่งเป็นใคร  ละไว้เป็นฐานที่เข้าใจว่าเรื่องรุ่น  เรื่องจุ้น เรื่องทีใครมีมัน มีมูลพูดถึงมากกว่านี้แล้ว คงไม่ต้องอธิบาย…เป็นที่รับทราบสู่สาธารณะชนอย่างกว้าง ชีวิตมีแต่ฆ่าและฆ่า  มันถึงยุ่งยิ่งกว่ายุงกัดกัน ชวนคันชวนเกายิ่งคันยิ่งเกา  เลือดถึงนองแผ่นดินรอบหลายปีดีดัก

พูดปากเปล่ากล่าวหาใส่ร้าย  อยุ่ข้างเดียวตลอด   มีนักวิชาการแสดงความคิดเห็นที่ดี  เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนขององคมนตรี

ผมแนะนำใครใคร่อยากรู้ข้อเท็จจริงประเด็นนี้  บทความอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  "องคมนตรีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ?"  สำนักพิมพ์โอเพ่นบู๊ค

จับประเด็นเอาเหตุผลกำกับเนื้อหา  ทำความเข้าใจเรื่องที่นำเสนออย่างมีระบบตรวจสอบถี่ถ้วน เฉียบบางคมบาดลึก  อรรถรสได้ความจริงที่เห็นและเป็นอยู่จริงต่อเนื่องวางไม่ลง… อ่านความจริงแช่มชัด…ค้นคว้าเรียงลำดับ  ชวนติดตาม  เปรียบเปรยกระแทกใจคนต้องการหาความจริง…ใช่เลย

อาจารย์อายุไม่ถึง 30 ปีเต็มดี  แต่ที่สำคัญไม่ขาดอาวุธประจำกายประจำใจความเป็นคนนักเลง…กล้าชน…กล้าแลก…กล้ารับ…กล้าต่อกรเผด็จการทุกรูปแบบ  ซึ่งหาได้ยาก สังคมยุคลอยตัว  ปล่อยเนื้อปล่อยตัว…สุดท้ายย่อมเสียตัว

ตรวจสอบที่มารัฐธรรมนูญได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้แก่องคมนตรีไว้ ๔ ประการ

ประการแรก  การถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา (มาตรา ๑๒ วรรคสอง)

ประการที่สอง  การเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตําแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในกรณีที่พระมหากษัตริย์   มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๙)

ประการที่สาม  ในระหว่างที่ไม่มีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์  ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน (มาตรา ๒o และมาตรา ๒๔)

ประการที่สี่  ในกรณีที่บังลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบทอดสันตติวงศ์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ (มาตรา ๒๓ วรรคสอง)

 

เมื่อรัฐธรรมนูญตีกรอบอำนาจไว้เช่นนี้  หากองคมนตรีกระทำนอกเหนือจากนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยส่วนตัว  หาใช่กระทำการในสถานะองคมนตรีไม่

 

ในทางกฎหมายแล้ว  สมควรกล่าวด้วยว่าเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของพระมหากษัริตย์ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายรับรองไว้  ไม่ได้"แผ่ขยาย" ไป "ปกเกล้า"  ถึงองค์กรขององคมนตรี  แต่ประการใด  ดังนั้น  บทบัญญัติในมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้"หรือบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัริตย์ พระราชินี รัชทายาท  หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" ย่อมไม่นำมาใช้บังคับกับองคมนตรี

 

คํากล่าวที่ว่า "ห้ามวิจารณ์องคมนตรีเพราะเป็นองค์ที่ปรึกษาและทำหน้าที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัริตย์" หรือตีขลุมเอาว่า "การวิจารณ์องคมนตรีเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและจาบจ้วงเบื้องสูง" ตลอดจนความเห็นทำนองว่า "การกระทำหรือปาฐกถาขององคมนตรีเสมือนเป็นการกระทำหรือปาฐกถาของพระมหากษัริตย์" จึงไม่เป็นความจริงเสมอไป

อันตรายอย่างยิ่ง  หากเรานำเอา "พระบารมี" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปปะปนกับองค์กรหรือผู้อยู่รายล้อมพระองค์  อย่างองคมนตรีก็ดี บรรดาผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทก็ดี  ท่านผู้หญิง  คุณหญิง  สตรีผู้สูงศักดิ์  ซึ่งอ้างตนเป็นราชิกูลก็ดี หรือผู้พิพากษาซึ่งบอกเสมอว่า "กระทําการในพระปรมาภิไธย" ก็ดี  เพราะอาจจะทำให้เกิดความสับสนในการโหนกระแสความจงรักภักดี "การเกาะพระบารมี" ยังส่งผลให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีสิทธิเหนือกว่าบุคคลอื่น ซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและความเสมอภาค 

 

 

เปลืองข้าวสุก!!!

พฤษภาคม 11, 2008

ช่วงสมัยรัฐบาลชวน ๒ นายสนธิมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายธารินทร์มาก่อน ตอนแรกก็ดีกัน แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกันอย่างรุนแรง  โดยนายสนธิอ้างว่าเป็นความขัดแย้งกันทางความคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ   จากนั้นจึงพุ่งเป้าโจมตีนายธารินทร์อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ   ในช่วง ๒ ปีหลังของรัฐบาลชวน ๒ ทั้งผ่านทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์ต่างๆในเครือผู้จัดการโดยใช้ชื่อว่าพายัพ พนาสุวรรณ  มีการทำเทปออกขาย ปรากฏความตอนหนึ่งว่านายสนธิ กล่าวหานายธารินทร์ นิมานเหมินทร์ อดีตรมว.คลังว่า กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ทำให้นายธารินทร์ ต้องฟ้องร้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท เรื่องยังอยู่ในศาลจนถึงปัจจุบันนี้

***เกาะรัฐบาลทักษิณ ๑***

ขณะที่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ๑ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกนั้น ก็ได้ดึงเอานายสนธิมาร่วมงานด้วย เพราะเขารู้จักกับคนในรัฐบาลหลายคน ต่อมาในช่วงรัฐบาลทักษิณ ๒ เกิดการขัดแย้งระหว่างนายสนธิกับรัฐบาลอย่างรุนแรงสาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร    แต่บางคนอ้างว่า เพราะนายสนธิลงทุนไปซื้ออุปกรณ์ในการทำโทรทัศน์เสรีมาแล้วเป็นพันล้านบาท  แต่กลับไม่ได้ช่องมาทำ ก็เลยหันมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในแบบเดียวกันกับที่เคยโจมตีนายธารินทร์ สำเร็จมาแล้ว

วาทกรรมขยะแขยง…. นั่งขี่คอกะ..ทิ่มปาก พ.ศ.นี้ แผนการลับลวงโลกโดยผ่านบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญคือความชอบธรรมล้มอำนาจรัฐฯ เอามากระแทกสร้างกระแสความไม่พอใจออกมาเดินขบวนชุมนุมครั้งใหญ่กดดันรัฐฯ  ถึงต้องเล่าความเท็จลัทธิสนธิ โฆษณาชวนเชื่อครั้งก่อนสัมฤทธิ์ผลของเวทีพันธมิตร  ดึงมาใช้สร้างกระแสความไม่พอใจจงเกลียดจงชัง…จุดไฟให้มันติด!!!

ย้อนเอาอดีตวันเวลาที่เก่าเวลาเดิมพฤติกรรม   ลัทธิสนธิเที่ยงจัดๆๆ ตรงบริเวณสี่แยกมิสักวันระหว่างข้างกระทรวงศึกษาธิการมุ่งตรงไปทำเนียบรัฐบาล  ด้านข้างที่ตั้งกองทัพภาคที่1 สมรภูมิรบมันเหมาะเหม็ง ต่อศูนย์กลางมุมอับพาคนไปตายจากความประมาทชะล่าใจ…ใครลงมือทําใครก่อนเสียเปรียบทันที…ปมเงื่อนตาย…ขุดหลุมล่อ…เหยื่อ

ผมจำติดหูติดตาของเจ้าลัทธิสนธิ  หยิบหนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ   ม่รอช้าเดินปรี่ขึ้นเวทีตะโกนฟ้องประชาชนในกลุ่มผู้ชุมนุมที่นั่นว่า "พ่อแม่พี่น้องครับ…ไอ้…ทักษิณ มันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกแล้วครับ พ่อแม่พี่น้องครับ" ตอกย้ำอยู่หลายเที่ยว…ของเที่ยงวันวันนั้น

ลัทธิสนธิ  สงครามแย่งชิง "ความจงรักภักดี" เปลืองโดยใช่เหตุ  ครั้งนี้รูปการเหมือนเดิมเป้าหมายต้องการล้มลูกเดียว ชวนทะเลาะทรมาน  รูปแบบจุดเริ่มต้นแถลงข่าวของพันธมิตรเนื้อหาและรูปแบบพิมพ์เขียว โดยเอาบทเฉพาะกาลแก้ไขรธน.ขุดหลุมล่อ…

วันนี้ พ.ศ.นี้  ลัทธิบูชายัญมูลนิธิยามจับไข้…ม็อบไข่ปลา(ทู) …ขี่กระแสเกาะกระแสเอารัฐธรรมนูญฉบับคลุมถุงชนปกปิดไส้เน่า ม.309 แผนการสืบทอดอำนาจโดยผ่านบทเฉพาะกาล

บทเฉพาะกาลมาตรา 309 บัญญัติให้การใดหรือการกระทำใด  ของบุคคลใดหรือคณะบุคคลใด  ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าการนั้นหรือการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย  ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย    และชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ด้วยไม่ว่าการกระทำนั้นหรือการกระทํานั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีความหมายเท่ากับนิรโทษกรรมล่วงหน้า ไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตตลอดอายุการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั่นเอง

***เพี้ยนหนักกล่าวหารัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับระบอบประธานาธิบดี***

เมื่อวันที่ (2 เม.ย.2551) 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประชุมหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่บ้านท่าพระอาทิตย์ หลังจากนั้น

นายสุริยะใส กตะศิลา  ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ  ได้อ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 5/2551 โจทย์ใหญ่ใจความหัวเรื่องคำประกาศ "พร้อมต่อต้านอาชญากรประชาธิปไตยเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฟอกความผิดให้ตัวเอง" ดั่งข้อความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 และมาตรา 309 นั้น มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งของตัวเอง  และพวกพ้องตลอดจนทำลายและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม    เพื่อล้มล้างคดีความของอดีนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวว่า "ท่านสื่อมวลชนครับ เมื่อกี้นี้ผมได้พูดออกไปประโยคหนึ่งอยากให้ท่านตั้งใจฟังให้ดีๆ นั่นก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีนัยที่ลึกซึ้งมาก มันมีความหมายอยู่มากมายที่เราคาดไม่ถึง คือการแก้รัฐธรรมนูญทำได้ 2 ลักษณะ ที่ถูก ที่ควรจะทำ ก็คือว่า ถามประชาชนก่อน ทดสอบ ตั้งกรรมาธิการ ใช้เวลาพิจารณาดูข้อดีข้อเสีย เท่าที่ผมทราบมา

เมื่อวานนี้ พรรคพลังประชาชนมีมติภายในว่าจะทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพราะฉะนั้นการกระทำเช่นนี้มีนัยที่น่ากลัวมาก เพราะว่าถ้าสามารถที่จะหักดิบแบบนี้ได้ อีกหน่อยวันดีคืนดีใครก็ตาม เอาเงินมาซื้อเสียง เข้ามามีเสียงข้างมากในสภา อยากจะขอแก้รัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์บ้างล่ะ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเนื่องจากไม่เคยฟัง ไม่มีการฟัง ไม่มีการพิจารณา ไม่มีการขอความเห็น ไม่มีการเอาเข้าสภามาถกเถียงกัน จะทำให้เสร็จภายใน 30 วันใครจะทำไม เพราะว่าผมมีเสียงข้างมาก อันตรายมากนะครับ

"อันที่ 2 วันดีคืนดี พอแก้รัฐธรรมนูญนี้เสร็จเรียบร้อย อาจจะแก้ต่อว่า จากนี้ไปให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบประธานาธิบดี  ให้เลือกประธานาธิบดีคนเดียวพอ แล้วประธานาธิบดีเข้ามา  เอาเสียงข้างมาก  รากหญ้าที่ไหน  ใครคุมอีสาน  ใครคุมเหนือได้ ก็เอาอีสานเครือข่ายลงให้ อาจจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ ถ้าเกิดแกหลุดจากคดีเพราะว่า 309 ไม่มีแล้วแกก็จะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศไทย"

ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด มันเป็นไปได้ตรงที่ว่า เนื่องจากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกๆ ครั้งการแก้รัฐธรรมนูญต้องแก้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น ต้องมาจากการปรึกษาหารือกับพรรคฝ่ายค้าน แสดงเวทีประชาพิจารณ์ ให้นักวิชาการต่างๆ ได้ออกสื่อมวลชนมาถกเถียงกันเรื่องราวต่างๆ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แล้วค่อยหาข้อยุติ

"นั่นคือวิถีทางที่เป็นหลักที่ถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ เมื่อไม่ใช่ก็อดให้เราคิดไม่ได้ว่า อีกหน่อย  พวกคุณก็สามารถจะหักดิบ  แก้หมวดกษัตริย์ได้ แก้ให้ไม่มีนายกรัฐมนตรีแล้ว  เป็นประธานาธิบดีได้ คุณอาจจะมาโต้เถียง   อาจจะใช้คนเก่ง ปากเก่ง เถียงเก่ง แต่ว่าการกระทำมันส่อเจตนาว่า โอกาสคุณจะทำเช่นนั้นก็มีเช่นกัน  เพราะฉะนั้นแล้วนัยตรงนี้อันตรายมาก  ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าปล่อยให้แก้รัฐธรรมนูญได้ นี่คือจุดจบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"

น่าขายหน้า???…ขยะแขยง…อดสูใจ…อดีตที่ผ่านมานายสนธิ เที่ยวตีกินกล่าวหา…หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ล่าสุดแอบอ้างกอด "ความจงรักภักดี"หาที่พึ่งสุดท้าย…นี่คือหลากหลายๆตัวอย่างที่ถูกนายสนธิ…เล่นงานมาแล้วทั้งนั้น อาทิ เช่น

1.นายสนธิกล่าวหานายธารินทร์ว่า กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้นายธารินทร์ต้องฟ้องร้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท เรื่องยังอยู่ในศาลจนถึงปัจจุบันนี้

2.ผมจำติดหูติดตาเจ้าลัทธิสนธิ หยิบหนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ   เดินตรงปรี่ขึ้นเวทีตะโกนฟ้องประชาชนในกลุ่มผู้ชุมนุมว่า"พ่อแม่พี่น้องครับ…ไอ้…ทักษิณ มันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกแล้วครับ พ่อแม่พี่น้องครับ" ลักษณะกล่าวหาเหมือนกัน…มุกตีกิน!!!

ลัทธิสนธิ คิดโหนกระแสสงครามแย่งชิง "ความจงรักภักดี" เปลืองเปล่าโดยใช่เหตุ  เป้าหมายต้องการล้มลูกเดียว  ชวนทะเลาะยืดเยื้อ จุดเริ่มต้นแถลงข่าวพันธมิตรเนื้อหาและพิมพ์เขียว…ใครสั่ง…แห่ศพประจานตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง…ยุคกรรมติดจรวดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่พอดีครับ!!!

 

ขบถปราบกบฏ

พฤษภาคม 11, 2008

"กระแสข่าวการปฎิวัติเราไม่ต้องตรวจสอบ ผมมั่นใจ และผมได้รับรองท่านนายกฯไปแล้วเมื่อสักครู่นี้  ไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไร เพราะถ้ามีอะไร ผมก็รับผิดชอบ  เมื่อผมยืนยันไปแล้วผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว"

              ลั่นตรงจากปากคำเจ้าของเสียงเนื้อๆอย่างนี้ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา  ผู้บัญชาการทหารบก หนักแน่นต่อสื่อมวลชน กระหึ่มกังวานว่าเที่ยวทริปนี้ ใครอย่าคิดก่อกษฎปฎิวัติรัฐประหารซ้ำเสียให้ยาก  อย่างที่ท่านรีบประกาศแจ้งไว้ไมตรีแก่พันธมิตร "พอแล้วมั้ง จะไปออกศึกรบกับใครอีก"

              พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จัดอยู่ขั้นขุนพลคุมเกม แยกแยะ  สุขุม ลุ่มลึก รอบคอบ  ทั้งบู๊บุ่นมีครบ  มีเหมาะสมนั่งจ่าฝูงผู้นำทัพในยามนี้ยิ่งนัก  ทหารอาชีพกลับคืนสู่ทหารรั้วของชาติ ทหารในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ…นักรบทหารเสือราชินีอย่างแท้จริง

              ตบหน้าล้างบางประวัติศาสตร์ ลับลวงโลก ตํารับแผนพิฆาต 4 ขั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  "นายพลหน้าขาว" หัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พูดจาสับปลักกลับไปกลับมาตลอดเวลาที่ปฎิวัติรัฐประหารไม่อยู่กะร่องกะรอย  ค้นหาหลักฐานคําพูดคำจาตลอดเวลา 1ปี 7เดือน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

             จับมาเรียงต่อกันโกหกไม่ซ้ำหน้าซ้ำรอยเดิม…"เริ่มที่พูดเรื่องบุญคุณที่ไม่เคยลืม แต่หน้าที่ของชาติต้องมาก่อน""สมัยผมรับรองไม่มีการปฎิวัติอย่างแน่นอน"…"วิจารณ์พฤติกรรมรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณมันแทะจนเหลือแต่กระดูก"…"การปฎิวัติครั้งนี้ไม่มีวีรบุรุษ  คนวางแผนครั้งนี้มีเพียงผมกับลูกน้องยศ พ.อ.สองคนเท่านั้นเอง"…"การปฎิวัติครั้งนี้ทำให้รู้ว่าใครมิตรและไม่ใช่มิตร"…"ผมยังยืนยันการปฎิวัติที่ผ่านมามันไม่สูญเปล่า"ภาค1.2.3 จะนำพูดคําต่อคำมาลงตีแผ่จะจะ…ความชั่วช้าทุนนิยมเผด็จการสามานย์มันคือภูเขาน้ำแข็งที่ยังไม่มีใครกล้าเจาะกล้าขุดเท่านั้เอง  ชั่วขณะบางเสี้ยวบางตอน…วาทกรรมงี่เง่าของ นายพลหน้าขาว ท่านนี้ไปพลางๆก่อน

               เขกกะบาลเรียกความโง่ออกจากหัว…เอาออกไปซักบ้าง…ขบวนการแบล็คเมล์อำนาจคนอื่น  คือฝันร้ายของประชาชน  ทหารนักการค้านักเจรจาต่อรองควรหมดสิ้นซากจากกองทัพ หันหลังยึดอาชีพอื่นที่ไม่ใช่รั้วผุๆของชาติ  ยกเลิกแรงจูงใจประกาศสงครามแย่ง "ความจงรักภักดี" มันเกินงาม ข้อหาคลาลสิก "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ข้อต่อรองหากินบนเงื่อนไขการปฎิวัติรัฐประหารยึดอํานาจทุกๆครั้ง  ต้องยัดเหยีดข้อกล่าวไว้ข้อใดข้อหนึ่งของคําแถลงการณ์คณะยึดอำนาจเสมอมา

               ไหนๆๆก็ไหนๆๆแล้วไม่ขัดศรัทธาเอาภาค1 ตอนที่1 ผมเองตั้งใจจะนำบทสัมภาษณ์ทั้งฉากหน้าและหลังฉากของพล.อ.สนธิ จอมลับลวง…พรางเพื่อน…ปลิ้นปล้อนกักฬะในหมู่ลูกแกะ…เสนอแก่ผู้อ่าน…แต่ต้องขอขอบคุณข้อความที่โพสเข้ามา  ชื่อคุณ guest แสดงความคิดเห็นต่อข้อเขียนผม  ตรงเวลาตรงจังหวะ พอดิบพอดีรวบมาเสนอบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียนถึงมีดังนี้…

… คือบทสัมภาษณ์พิเศษ ขวักเจาะใจ "พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร"ตีความต่อ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน…ผมไม่นับญาติ

สัมภาษณ์พิเศษ เมื่อวันที่ Saturday, February 23, 2008

"ขออภัยในความไม่สำเร็จ"

วาทกรรมที่พรั่งพรูที่ไม่มีเขื่อนทำนบกั้นขวางสื่อลับลวงพรางโกหก  ทั้งต่อหน้าและลับหลังตีกินแม้กระทั่งเพื่อนนักรบเดียวกันเอง คณะนายทหารที่ร่วมก่อการปฎิวัติรัฐหารยึดอำนาจมาด้วยกันแท้ๆๆ …โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง…นายพลหน้าขาว…บิ๊กบัง…หวานใจของเมียหลายหลายคน..รับฟังได้เปล่าหรือแกล้งทำลืมไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็นว่าการหักหลังใคร…เขาคนนั้นเจ็บปวด…ประเทศชาติ…ใครกันแน่ที่แทะตบทรัพย์บานเบอะ  ตบตาประชาชน

            ตั้งโต๊ะเจรจาต่อรองหลอกตั้งพรรคการเมือง………  รักชาติ รักหมู รักหมา รักตัวเอง รักชาติน้ำลายหก รักแล้วฟัน รักลับลวงพราง สุดท้าย…รักเงินที่สุด  ก่อนเข้าเรื่องเพื่อนฆ่าเพื่อน  เพื่อนหักหลังเพื่อน  และเพื่อนลับลวงพรางแทงเพื่อน

            ตั้งโต๊ะเข้าชื่อเพื่อทวงถามหน่วยงาน คตส. หัวเรือใหญ่นายนาม ยิ้มแย้ม ต้องกล้าตรวจสอบข้อสงสัยเหล่านี้  อย่าเกรงใจคนแต่งตั้งองค์กร คตส.มากับมือเช่นเดียวกัน

            ข้อที่1 ข่าวลับลวงพราง  ที่เป็นข่าวอื้อ-ข่าวฉาว   อย่าแทรกแซงดื้อด้านต่างถามหาใบเสร็จ  และเอกสารหลักฐานตัวจริงตัวปลอม  ใบปลิวย่อมไม่ใช่…งบหลวงที่จัดซื้อจัดหาอาวุธยทโทปกรณ์ก็ดี   งบกลางเบี้ยเสี่ยงภัยก็ดี   นายพลหน้าขาวท่านใดอมพกเข้าห่อรวยอยู่บนซากศพ เหยียบศพคนอื่นหากิน  ทหารชั้นผู้น้อยบาดเจ็บล้มตาย   ทําเรื่องเบิกจ่ายยากเย็นเข็ญใจรอจนเบื่อหน่ายเซ็งไปเอง…องค์กรท่านนาม ตงฉิน ภารกิจเร่งด่วน…กล้าดำเนินการตรวจสอบที่เกิดเหตุหรือกลัวโจรคนมีสีกันแน่

            สามัญชนคนธรรมดารับทราบ  ท่านนาม…อยากเจอ ม157 ตอนเกษียณในหน้าที่  ค้าความตอนแก่ไม่สนุก  สุภาษิตจีน "เป็นความกัน กินขี้หมาดีกว่า" เจรจายอมความ  ฐานเข้าใจดีแต่ไม่ถูกต้อง "ให้ถือว่า เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล  ตกไฟไม่ไหม้" อยู่รอดปลอดภัยจนเกษียณจนตาย  เสียงสาปแช่งก่นด่าไหนๆขยันเอาผิดทุกคนไม่เลือกหน้าตาเลือกตา ตลอดที่ชีวิตรับราชการรับทราบดีว่าค่าคอมมิชชั่นกรม กอง เหล่านั้น มีตามน้ำทวนน้ำกี่เปอร์เซ็นต์ อย่าทำตัวถ่านฟอกสี  ใครต่อใครอยู่เลย

             ข้อที่สอง ข้อมูลพบว่านายพลหน้าขาว นั่งหัวโต๊ะเชิญนักธุรกิจระดมทุนหาเงินจัดตั้งพรรครักชาติบ้าง   รักชาติเหลว โดนดัดหลังโดดร่มเชิดเงินเข้ากระเป๋าหายเข้ากลีบเมฆ  โดยไม่ชี้แจงวัตถุประสงค์ของเงินทั้งหมดเฉียดหลักพันกว่าล้านบาท  สบายเฉิ่มอีกก้อนโต มีประจักษ์พยานคนใหญ่คนโตเข็ดขยาด  ที่หวนคิดถึงลับลวงโลภ (มากจริงๆๆ) คนพรรค์นี้

              ข้อที่สามและข้อที่สี่ ห้า หก เจ็ด ทุนนิยมเผด็จการสามานย์ฉบับหมกเมล็ด…เราจะตามไปดู…ตายเป็นตาย…เจ๊งเป็นเจ๊ง…กลียุคเป็นกลียุค…ทุนนิยมเผด็จการสามนย์…พันธมิตรรุ่นเด็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ จัดเสวนาตรวจสอบกล้าๆๆหน่อยหรือมีธง แค่คู่อริทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม…พันธมิตรปลอมพันธมิตรเก๊…หยุดวงจรอุบาทว์แค่หน้าฉาก…หลังฉาก… รีบกวาดบ้านเผด็จการคราบประชาธิปไตย…อมเงินหลวงทุกรูปแบบ 

              อดใจรอมาหลายย่อหน้า ต่อจากนี้คือความในใจลูกผู้ชายชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคมช.    ซึ่งตกปากรับคำจาก พล.อ.สนธิ เสร็จภาระกิจพาดบันไดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ.ชัวร์ แต่มิตรกลับออกลายกลับลำชู (พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์) เพื่อนรู้ใจอีกคนขึ้นแทนแต่สะดุดขาตัวเองล้มอีกครั้ง  ผลที่สุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คว้าผบ.ทบ.

              พล.อ.สพรั่ง โดนเด้งข้ามห้วยนั่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมมาถึงปัจจุบัน เป็นผลต่อเนื่องจากเพื่อนดัดหลัง  จนต้องพูดฝากใจ…นับไม่ญาติ กับคนชื่อ(พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) ตามบทสัมภาษณ์พิเศษ  ดังนี้

-ถามตรงๆว่ามีความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.สนธิ ยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีข่าวตอนนี้ไม่มองหน้ากันแล้ว

พล.อ.สพรั่ง เอาเป็นว่าไม่โกหก คือเหมือนคนใหม่  อยากขอสื่อลงให้ชัดว่า "เหมือนคนใหม่" นั่นคือคําตอบ  เหมือนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก

-ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

พล.อ.สพรั่ง ก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเมื่อปลายเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา  ไม่นับญาติ ไม่ถือว่าคุ้นเคย และอื่นๆในความหมายของมัน  คนมันต้องมีความจริงใจ หากขาดเสียซึ่งความจริงใจมันก็…

ความจริงใจเหมือนยาที่มีคุณภาพมาก  ความจริงใจจะทำให้วงจรชีวิตของยามีคุณภาพ  แต่เมื่อไหร่วงจรชีวิตมันหมดก็จะสูญเสีย ยาก็จะไม่มีคุณภาพ ยานั้นก็จะต้องทิ้ง  ความจริงใจเป็นคุณสมบัติอันนี้ ถ้าอยู่ในคุณสมบัติชองใครจะทําให้คนนั้นเป็นคนดี  แต่ถ้าไม่มีความจริงใจจะน่าคบหรือไม่…เป็นเพื่อนร่วมทางกันไม่ได้

-แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก  พูดได้หรือไม่ว่าจะไม่เผาผีกับ พล.อ.สนธิ อีก

พล.อ.สพรั่ง เพราะมันตายกันคนละเวลาแน่นอน  ปกติผมก็ไม่ค่อยไปงานพวกนี้อยู่แล้ว  เพียงแต่จะเลือกไปเท่านั้น คนที่ทำร้ายผมได้คือคนที่ใกล้ชิด รักกันชอบกัน

-เคยทุบโต๊ะบ่นเจ็บใจหรือไม่ว่าทําไมถึงทํากับนักรบชื่อ พล.อ.สพรั่ง ได้

พล.อ.สพรั่ง ก็ต้องไปถามเขา แต่ผมไม่แปลกใจ เพราะรู้จักคน ก็เหมือนร่วมอาชีพ บางทีเราอยากจะหนี แต่ทําไม่ได้

-ความสัมพันธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นอย่างไรบ้าง

พล.อ.สพรั่ง น้องเขาให้ความเคารพสม่ำเสมอ น้องเขามีไมตรีจิตดีเป็นปกติ ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เป็นผบ.ทบ. ผมก็แสดงความยินดี พล.อ.อนุพงษ์ ก็บอกว่าพี่มีอะไรเต็มที่เหมือนเดิม ผมก็บอกว่าพี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังขอบคุณ พล.อ.อนุพงษ์ เลย

-รู้สึกอย่างไรที่เจอมรสุมทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่เรียกว่า "มิตรอำมหิต"

พล.อ.สพรั่ง ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เข้าข่ายโจมตี  ผมได้ดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว  ผมอยากจะหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง  ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น มิตรรักแฟนเพลงกันทั้งนั้น เจ้าตัวรู้ดี  เป็นใครไปไม่ได้  แต่ผมไม่อยากทะเลาะผ่านสื่อ เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการเล่น ปัญหาบ้านเมืองมีอีกเยอะ

จากปากคำ พล.อ.สพรั่ง  คนกันเองที่ถูกหมางเมิน…เปลือยกายเปลือยใจจุดยืนนายพลหน้าขาวเปลี่ยนสี  ถอดสี  ถอดใจ  ปันใจให้คนอื่น  ใครอย่าเปลี่ยนใจผม จะตามล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า  เงินงบหลวงอยู่กับคนมันชั่วปฎิวัติยึดอำนาจ เงินทองอยู่ติดมือ  จะใต้ดินบนดินจะกี่พันกี่หมื่นล้านบาท ให้ถือว่า  กำลังนี้กรรมมันติดจรวดกับคนมันชั่วอยู่ครับ